LOGIN“คุณช่อล้างหน้าล้างตาเสร็จหรือยัง คุณหญิงย่ารอทานข้าวอยู่”
“เสร็จแล้วครับ เดี๋ยวช่อตามลงไป”
เด็กหนุ่มตอบกลับผู้เป็นแม่ โกหกไปอย่างนั้นทั้งที่เพิ่งจะลืมตาตื่นตอนท่านมาเรียกเมื่อกี้นี้แท้ ๆ
ร่างเล็กลุกลี้ลุกลนวิ่งเข้าห้องน้ำไปล้างหน้า แปรงฟัน ก่อนจะลงมาชั้นล่าง ก็เจอกับคุณหญิงย่าและแม่ของตนกำลังนั่งรอกินข้าวเช้าพร้อมกัน แม้จะยังง่วงอยู่แต่ก็ต้องฝืนตื่นขึ้นมา เพราะคุณแม่ไม่ชอบให้นอนตื่นสาย เกรงว่าจะติดเป็นนิสัย แต่หารู้ไม่ว่าตอนเรียนอยู่มหา’ลัยบางวันกว่าจะตื่นก็เกือบเข้าเรียนสาย ทว่าเพราะเป็นความขยัน และตั้งใจผลการเรียนถึงออกได้ดีมาตลอด อีกทั้งไม่เคยทำให้คุณแม่ท่านต้องหนักใจ
คุณหญิงย่าเพ็ญศรีตักกุ้งในข้าวต้มถ้วยตัวเองให้กับช่อไม้ โชติวรรธน์ ศรีประดับธรรม หลานชายเพียงคนเดียวของเธอ นานวันเข้ายิ่งโตก็ยิ่งหน้าตาละม้ายคล้ายพ่อของตน เวลามองทีไรก็อดคิดถึงลูกชายที่เสียไปแล้วไม่ได้ หากฉัตรฉายยังอยู่คงภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้น่าดู ที่ตลอดยี่สิบปีช่อไม้เติบโตมาอย่างดีขนาดนี้
ในสายตาของเพ็ญศรีเธอยังคงเห็นช่อไม้เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งที่เธอเฝ้าถนอมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก จนตอนนี้เจ้าตัวโตอายุยี่สิบสี่ปีแล้ว
“คุณหญิงย่าไม่ต้องให้ช่อแล้ว กินเถอะครับ กินเยอะ ๆ จะได้แข็งแรง คุณแม่ด้วยนะครับ”
“คุณช่อก็กินเยอะ ๆ”
ปานวาดเอ่ยกับลูกชาย เพราะตั้งแต่ที่ช่อไม้ไปเรียนมหา’ลัย ทุกครั้งที่กลับมาบ้านก็ผอมลงจนน่าใจหาย หลังจากนี้เธอจะขุนให้กลับมาเป็นเจ้าตุ้ยนุ้ยเหมือนเมื่อก่อนให้ได้
ตั้งแต่เรียนจบช่อไม้ก็กลับมาอยู่บ้านได้อาทิตย์กว่าแล้ว ตั้งใจมาหางานทำแถวบ้านเพราะไม่อยากห่างแม่กับย่า อีกอย่างท่านทั้งสองก็อายุเยอะขึ้นทุกวัน อย่างน้อยมีเขาอยู่ด้วยสักคนก็คงพอช่วยเหลืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้บ้าง
“คุณช่อได้ดูงานไว้บ้างหรือยัง ว่าอยากทำที่ไหน”
“จริง ๆ ก็ดูไว้บ้างแล้วครับ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในตัวเมืองทั้งนั้นเลย” จากที่ตั้งใจว่าจะกลับมาหางานใกล้บ้าน กลายเป็นไกลบ้านเหมือนเดิม การเดินทางไปกลับจากบ้านเข้าตัวเมืองก็ไกลหลายสิบกิโลเมตร รถราก็ขับเองไม่เป็น ให้นั่งรถไปกลับทุกวันก็สะดวกอยู่หรอก แต่คนที่ยังไม่มีงานทำแบบเขาจะเอาเงินมาจากไหนนอกจากแบมือขอแม่กับย่า
“ไปเป็นครูฝึกสอนที่โรงเรียนเดียวกับแม่ไหม แม่จะช่วยฝากฝังให้”
“ไม่เอาครับ ช่อไม่อยากเป็นครูคุณแม่ก็รู้”
ช่อไม้ไม่ชอบงานราชการ ต่อให้แม่จะเป็นคุณครูที่เหลือเวลาอีกสิบปีเอ็ดก็เกษียณแล้วแต่ก็ยังทำงานหนักทุกวัน ช่อไม้เห็นมาตลอดตั้งแต่จำความได้ เท่าที่รู้จากฟังคุณย่าเล่ามาพ่อของเขาก็เป็นตำรวจ และแม้ว่าอาชีพเหล่านี้มันจะมั่นคงช่อไม้ก็ยังไม่ชอบอยู่ดี อีกอย่างคุณหญิงย่าเป็นลูกหลานผู้ดีเก่า ทรัพย์สมบัติที่มีชาตินี้ก็กินไม่หมด หากหางานไม่ได้จริง ๆ ช่อไม้วางแผนไว้ว่าจะเกาะคุณหญิงย่ากินไปสักระยะ
แต่ก็เป็นความคิดตลก ๆ เท่านั้น ขอพักให้หายเหนื่อยจากเรื่องเรียนเมื่อนั้นก็จะเริ่มหางานทำจริง ๆ จัง ๆ
“งั้นไปทำงานกับพี่เธียรไหม คุณช่อเรียนเกี่ยวพวกเกษตรอะไรแบบนี้มานี่ ลองไปให้คุณเธียรสอนงานดูดีกว่านอนอยู่บ้านเฉย ๆ อีกอย่างทั้งฟาร์มทั้งสวนส้มของพี่เขาก็อยู่ไม่ไกล คุณช่อเองก็อยากทำงานใกล้บ้านนี่ แม่ว่าแบบนี้ดีเลยนะ”
“ย่าเห็นด้วยกับแม่นะ ได้ทำงานกับคนที่สนิทกันมีปัญหาอะไรก็คุยด้วยง่าย”
“ไม่เอา ช่อไม่อยากทำกับคุณเธียร แล้วช่อก็ไม่ได้สนิทกับคุณเธียรแล้วด้วย”
“ทำไมล่ะ? ถ้าเป็นเมื่อก่อนคุณช่อคงดีใจกระดี๊กระด๊าน่าดู”
“นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้ไม่แล้วครับ ช่อไม่อยากยุ่งกับคุณเธียรแล้ว”
“ถ้าพี่เขามาได้ยินคงเสียใจแย่”
ช่อไม้ไม่ได้สนใจที่คุณแม่ท่านพูด ตักข้าวเข้าปากอย่างเร่งรีบ ครั้นพูดถึงชื่อคนที่ไม่เจอกันมานานเกือบสิบปีก็รู้สึกคันยุบยิบในใจอย่างน่าหงุดหงิด ความทรงจำในอดีต คำพูดใจร้ายที่อีกฝ่ายเคยทิ้งเอาไว้ยังเป็นแผลในใจตอกย้ำอยู่ถึงทุกวันนี้
ช่อไม้พยายามเลี่ยงที่จะเจอหน้าคุณเธียรมาตลอดแม้ว่าจะคิดถึงมากแค่ไหนก็ตาม ใช้เวลาตั้งนานกว่าจะตัดใจเลิกรักอีกฝ่ายได้ วันนี้คุณแม่จะให้กลับไปยุ่งเกี่ยวด้วย ไม่เอาด้วยหรอก
ไม่มีทาง!
.
.
“น้าฝากน้องด้วยนะเธียร ช่วยสอนงานน้องหน่อย”
อา..ให้ตายเถอะ โดนคุณแม่ลากมาจนได้
“ได้ครับคุณน้า ผมจะสอนงานน้องให้เอง”
คนถูกฝากฝังรับปากจะช่วยสอนงานให้ด้วยความเต็มใจ แต่เมื่อหันมองหน้าคนที่หลบอยู่หลังแม่แล้ว ดูก็รู้ว่าถูกบังคับมา
“ก็ช่อบอกแล้วไงครับ ว่าไม่อยากทำงานกับคุณเธียร”
“โตจนป่านนี้ยังดื้ออยู่อีกหรือคุณช่อ” เธียรวิชญ์เอ่ยพลางยกมือขึ้นจับศีรษะทุยโยกไปมาเบา ๆ ราวกับคุ้นชิน
“อย่ามาโดนตัวเรา เราไม่ชอบ”
คนอายุมากกว่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อคนน้องถอยห่างออกไป ทั้งยังเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างไม่สบอารมณ์ เปลี่ยนไปเยอะจริง ๆ ไม่เจอกันตั้งนานช่อไม้ที่เคยกระโดดโลดเต้น วิ่งมาเกาะแข้งเกาะขาเขาเหมือนตอนเด็ก ๆ ไม่มีอีกแล้ว เดี๋ยวนี้จะจับนิดจับหน่อยก็ไม่ได้ แม้แต่หน้าอีกฝ่ายก็ยังไม่มองกัน ไหนจะสรรพนามที่แทนตัวเองนั่นอีก
“เอาน่าคุณช่อ ดีกว่าอยู่บ้านเฉย ๆ ทำงานกับพี่เธียรนี่แหละ”
ปานวาดรับรู้มาตลอดว่าช่อไม้กับเธียรวิชญ์ผิดใจกัน แม้จะไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่ท่าทีที่เปลี่ยนไปของลูกชายเธอดูออกว่ามันไม่เหมือนเดิม เธอจึงอยากใช้โอกาสนี้ให้ทั้งสองคนได้ปรับความเข้าใจกัน ยังไงเสียก็โตมาด้วยกัน หากจะมองหน้ากันไม่ติดอย่างนี้ต่อไปก็คงไม่เป็นผลดี ทั้งที่เมื่อก่อนสนิทกันมากแท้ ๆ
“วันนี้ให้คุณช่อกลับบ้านไปทำใจก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มงาน พี่จะไปรับตอนเช้า”
“ไม่ต้อง! เราไปเองได้”
สุดท้ายช่อไม้ก็ยอมทำตามที่แม่บอก คิดเอาไว้ลองทำไปสักพักแล้วค่อยหาเรื่องลาออกก็คงไม่มีปัญหาอะไร จากนั้นหางานที่อื่นได้เมื่อไรเขาจะไปทันที
“เอาอย่างนั้นก็ได้ พรุ่งนี้เจ็ดโมง หวังว่าจะไม่สายนะครับคุณช่อ”
ช่อไม้ไม่ตอบอะไรกลับไป เพียงตวัดตามองเล็กน้อย เดินฟึดฟัดกับตัวเองออกไปจากบ้านของเธียรวิชญ์ โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีใครกำลังแอบยิ้มกับท่าทีของตนอยู่
“ขอโทษแทนน้องด้วยนะเธียร”
“ไม่เป็นไรครับ”
เธียรวิชญ์ไม่ได้นึกถือสา เพราะเห็นช่อไม้มาตั้งแต่เกิด อยู่ด้วยกันมาตั้งนานรู้อยู่แล้วว่าน้องนิสัยยังไง ซึ่งไม่ได้เกินความสามารถเขาอยู่แล้ว ยังไงก็เอาช่อไม้อยู่หมัดแน่นอน แม้ว่าสิบปีที่ผ่านมาเราจะไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยหลังจากวันนั้นที่เขาปฏิเสธอีกฝ่ายไป แต่ก็ใช่ว่าจะปล่อยผ่านไปเลย พอช่อไม้หายไปจริง ๆ เธียรวิชญ์ก็รู้สึกผิดที่พูดไม่ถนอมน้ำใจน้อง พยายามที่จะโทรหาเพื่อพูดคุยก็ไม่ยอมรับสาย แวะมาหาที่บ้านก็เอาแต่หลับหน้าขังตัวเองอยู่ในห้อง กลายเป็นว่าไม่ได้เจอ ไม่ได้คุยกันอีกเลย
ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องระหว่างเราได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว ความรู้สึกของช่อไม้ที่เคยมีก็คงไม่เหมือนเดิม ทว่าสำหรับเธียรวิชญ์แล้วเคยเอ็นดูช่อไม้ยังไงตอนนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น ยังคงหวังว่าจะได้กลับมาสนิทกันอีกครั้ง
🍊🍊🍊
วันต่อมา
เวลาเจ็ดโมงครึ่งเธียรวิชญ์ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่น้าปานวาดเพิ่งพามาฝากให้ทำงานกับตัวเอง ไม่แน่ใจว่ายังไม่ตื่น หรือกำลังลีลาที่จะมาเจอหน้าเขากันแน่
เธียรวิชญ์ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าบ้านช่อไม้ กดกริ่งเรียกเจ้าของบ้านพลางชะเง้อคอมองไปด้านใน เพียงไม่นานก็มีคนออกมาเปิดรั้วให้
“สวัสดีค่ะคุณเธียร”
“สวัสดีครับน้าสาว” ยกมือสวัสดีน้าแม่บ้านอย่างคนมีมารยาท
“มาหาคุณหนูช่อเหรอคะ?”
“ครับ น้องตื่นยังครับ”
“ตื่นแล้วนะคะ น้าเห็นคุณหนูแกลงมาส่งคุณแม่ไปทำงานเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี้เองค่ะ”
“งั้นผมขอเข้าไปหาน้องได้ไหมครับ”
“เชิญค่ะ”
เพราะรู้จักกันมานาน การที่พาเธียรวิญช์เข้ามาในบ้านจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อก่อนนี้ก็เข้าออกที่นี่ราวกับเป็นบ้านตัวเองอาจเป็นเพราะช่อไม้มักจะชักชวนให้มาอยู่เล่นด้วยกัน หรือแม้แต่ตอนที่ช่อไม้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย เธียรวิญช์ก็แวะมาเยี่ยมเยือนคุณหญิงเพ็ญศรีและคุณหญิงปานวาดอยู่บ่อยครั้ง
“คุณท่านค่ะ คุณเธียรมาค่ะ”
“สวัสดีครับคุณหญิงย่า” เพราะความเคยชินที่เรียกท่านแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยไม่ใช่เรื่องแปลกแม้ว่าจะไม่ได้เป็นอะไรกันมากกว่าเพื่อนบ้านก็ตาม
“อ้าว พ่อเธียรมานั่งนี่สิ นี่ถ้ามาเร็วกว่านี้คงได้ทานมื้อเช้าด้วยกันแล้ว”
คุณหญิงเพ็ญศรีนึกเสียดายที่เธียรวิญช์มาช้าไปเสียหน่อย เพราะเพิ่งกินมื้อเช้ากันเสร็จไม่กี่นาทีนี้ก่อนที่ปาดวานจะไปทำงาน หากมาเร็วกว่านี้อีกหน่อยคงได้ร่วมโต๊ะด้วยกัน
“ไว้วันหลังผมจะมาให้ทันมื้อเช้านะครับ”
“ได้สิ พุแล้วนะ ถึงย่าจะแก่แต่ก็ไม่ลืมหรอกนะ” หญิงชรายกยิ้มรับ พร้อมเอ่ยถามอีกครั้ง “มาหาช่อไม้หรือ”
“ครับ น้าวาดฝากให้น้องทำงานกับผม แต่นี่มันเลยเวลาแล้ว ผมเลยมาตามน่ะครับ”
“หลานคนนี้นี่ไม่รู้จักรักษาเวลาเลยจริง ๆ ทั้งที่ตื่นตั้งนานแล้วแท้ ๆ”
“ไม่เป็นไรครับ” เธียรวิญช์เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เขาไม่ได้จะมาเร่งรีบอะไรช่อไม้ เพียงแต่เขาเองก็ต้องไปทำงานเหมือนกัน จะให้มารอน้องทั้งวันก็คงไม่ได้ เพราะเมื่อวานนี้เขาก็ให้เวลาทำใจไปแล้ว
“สาว ขึ้นไปช่อไม้หน่อย”
“ช่อมาแล้วครับ”
เด็กหนุ่มที่ยืนลุกลี้ลุกลนอยู่ตรงทางเดินลงบันไดเมื่อครู่ ตอบกลับมาเสียงดังนำมาก่อนเจ้าตัว เขาเห็นเธียรวิญช์ผ่านทางหน้าต่างห้องนอนตั้งแต่อีกฝ่ายขี่มอเตอร์ไซค์มาเกือบถึงหน้าบ้าน ช่อไม้ไม่ได้ลืมว่าวันนี้ตนต้องไปทำงานกับเธียรวิญช์ตามที่แม่ได้ฝากฝังเอาไว้ แต่ใจมันยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้าจริง ๆ จัง ๆ เพราะที่ผ่านมาเขาเอาแต่หลบหน้าคนพี่ พอตกอยู่ในสถานการณ์บีบบังคับแบบก็แอบรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ทำไมช้านักละ พ่อเธียรเขาถึงขั้นต้องมาตามถึงที่บ้าน”
“ช่อท้องเสียครับ ก็เลยช้า” ปากพูดออกไปอย่างนั้น แต่ในใจพร่ำขอโทษคุณหญิงย่าซ้ำ ๆ ที่ต้องโกหก
“ท้องเสียหนักหรือเปล่า?”
“...”
“พ่อเธียรถามไม่ได้หรือช่อไม้”
“ได้ยินครับ”
“แล้วทำไมถึงไม่ตอบ”
ใบหน้าจิ้มลิ้มเจื่อนลงเล็กน้อย เมื่อน้ำเสียงของคุณหญิงย่าคล้ายกับกำลังดุกัน ช่อไม้รู้ดีว่าคุณหญิงย่าของตนนั้นเป็นคนเคร่งเรื่องมารยาทประมาณหนึ่ง บางอย่างอาจจะปล่อยผ่านไปได้ ทว่าหากเห็นถึงความไม่สมควรก็จะถูกตักเตือนหรือตำหนิอยู่กลาย ๆ ให้รู้ตัว
“ไม่หนัก เรากินยาแล้ว ดีขึ้นแล้ว”
“จะไปทำงานไหวใช่ไหม”
“ไหว..ครับ” ใจจริงก็อยากบอกว่าไม่ไหวอยู่หรอก แต่ถ้าหากไม่ไปกับคุณเธียรแล้วเลือกอยู่บ้าน วันนี้คงโดนอบรมมารยาทยกใหญ่แน่ ๆ ยิ่งตอนนี้จะยี่สิบสี่แล้วคุณหญิงย่าคงไม่มีทางปล่อยผ่านไปง่าย ๆ เหมือนตอนเด็ก ๆ ที่ยังไม่รู้ประสีประสา
“ถ้าอย่างนั้นย่าฝากน้องด้วยนะพ่อเธียร”
“ครับคุณหญิงย่า”
“ช่อไปนะครับคุณหญิงย่า”
เด็กหนุ่มนั่งลงข้าง ๆ พร้อมกอดคุณหญิงย่าของตน หอมแก้มซ้ายขวาฟอดใหญ่ เรียกเอาขวัญกำลังใจในการทำงานที่ไม่ได้เต็มใจอยากจะไปทำวันนี้
“ตั้งใจทำงานนะ อย่าดื้อกับพ่อเธียรเขามากนัก”
“ครับ”
อ้อนออดคุณหญิงอยู่ไม่นานก็ลุกขึ้นเดินตามเธียรวิญช์มาหน้าบ้าน กวาดตามองสำรวจมอเตอร์ไซค์ของเธียรวิญช์เป็นคันที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน นี่เขาต้องซ้อนท้ายคุณเธียรนั่งคันนี้ไปทำงานจริง ๆ เหรอ เมื่อก่อนนี้เคยนั่งซ้อนท้ายแค่ตอนอีกฝ่ายปั่นจักรยาน คงไม่พาข้างทางที่ไหนหรอกใช่ไหม
“คุณช่อ”
“...” เจ้าของชื่อละสายตาจากรถ ผินหน้ากลับมามองคนเรียก
“พร้อมไหม”
“...”
เพราะมัวแต่สำรวจรถพลางคิดถึงอดีตถึงไม่ทันรู้ตัวว่าระยะห่างของตัวเองกับเธียรวิญช์ห่างกันเพียงหนึ่งฝ่ามือกั้นเท่านั้น เป็นระยะที่ใกล้ที่สุดในรอบสิบปี และนั้นก็ทำให้ช่อไม้ได้รู้ว่า...
ตลอดระยะเวลาสิบปีที่เขาใช้ตัดใจ ดูเหมือนจะสูญเปล่าตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้สบตาคู่นี้อีกครั้ง
#คุณเธียรอย่าตื๊อ
นอกจากฟาร์มกลิ่นมณฑาแล้วยังมีสวนปาล์มอีกประมาณสองพันกว่าต้น ปกติพ่อจะเป็นคนดูแล แต่วันนี้ต้องพาแม่ไปเยี่ยมป้าพิณกว่าจะกลับกันก็คงตอนเย็น ๆ เธียรวิญช์เลยต้องเป็นคนมาเอง“คุณช่อเอาน้ำให้พี่หน่อย”เจ้าของสวนเดินหอบมาแต่ไกล นาน ๆ ครั้งได้มาทำงานที่นี่เหนื่อยใช่เล่นเหมือนกัน เพราะปาล์มรายหนึ่งหนักเกือบสี่สิบโล จริง ๆ ก็มีลูกน้องเกือบยี่สิบคนที่ทำอยู่แล้ว ทว่ามาถึงที่นี่แล้วจะให้นั่งอยู่เฉย ๆ ก็คงไม่ได้คนที่นั่งแกว่งเท้าอยู่ท้ายกระบะเอาแก้วตักน้ำเย็น ๆ ในกระติกส่งให้กับเธียรวิญช์ พร้อมกับกินขนมที่ได้มาจากโรงครัวเมื่อวานตอนเย็นหลังจากได้ชิมพายส้มไปแล้ว“กินไหม”ขนมปังในมือที่ตัวเองกัดไปแล้วถูกยื่นไปให้เธียรวิญช์อย่างคนมีน้ำใจจนลืมคิดไปว่าตัวเองกินไปแล้ว กระนั้นเธียรวิญช์ก็ไม่ได้นึกรังเกียจ แค่น้องเป็นคนยื่นมาให้ก็กินทันทีไม่คิดขัดใจ ส่วนที่เหลือช่อไม้ก็เอาเข้าปากตัวเองจนหมดในคำเดียว“ยุงกัดหรือเปล่า พี่บอกแล้วให้คุณช่อใส่ขายาวมา”“ก็กลัวมันร้อนนี่”“เลยไม่สนว่ายุงจะกัดน่ะเหรอ”ดวงหน้าหวานหงอยลงครั้นโดนดุเพราะไม่เชื่อฟัง ครั้งนี้ช่อไม้ไม่รู้จะเถียงอะไรเพราะยุงกัดขาอย่างที่คนพี่ว่าจริง ๆ อีกอ
เธียรวิญช์ตามช่อไม้กลับมาที่บ้าน แวะที่บ้านของเจ้าตัวก่อนแล้วถึงได้รู้ว่าไม่อยู่ เลยกลับมาดูที่บ้านของตัวเอง เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ช่อไม้แอบมานอนอยู่ที่นี่คนเดียว วันนี้พ่อกับแม่ออกไปทำธุระกันข้างนอก ป่านนี้เลยยังไม่กลับ เด็กดื้อคนนี้ก็ยังไม่ยอมกลับบ้านดวงตาคมกวาดมองไปรอบ ๆ เห็นปิ่นโตของใบบัวตั้งอยู่บนโต๊ะในสภาพที่ยังดูดีไม่มีอะไรเสียหาย ครั้นเดินเข้ามาใกล้คนที่นอนอยู่ในเปลถึงได้เห็นว่าหลับไปเสียแล้ว“คุณช่อ!!”“อือ ฮะ โอ๊ย!”มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย พยายามกลั้นขำ ที่เห็นช่อไม้ตกใจเพราะเสียงเรียกจนรีบดีดตัวลุกขึ้นจนตกจากเปลนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้น ดีที่เปลไม่ได้สูงมากนัก ใบหน้าจิ้มลิ้มเหยเกเพราะความเจ็บ ทั้งยังงัวเงียจากอาการง่วงนอน“ที่แท้ก็แอบมานอนอู้อยู่ที่บ้านพี่นี่เอง ทั้งที่เป็นเวลางานแท้ ๆ”“เราไม่ได้อู้นะ!” เมื่อถูกกล่าวหาก็รีบโต้กลับไปทันที ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยใบหน้างอง้ำ “เห็นเราเจ็บทำไมยังไม่ช่วยอีก”“ก็คุณช่องอนพี่อยู่ พี่ก็นึกว่าไม่ต้องการให้พี่ช่วยเสียอีก”“ชิ! เราลุกขึ้นเองก็ได้”หากขอร้องให้ช่วยก็คงไม่ใช่คุณช่อ ในเมื่อไม่อยากช่วยก็จะไม่ขอ พยายามลุกขึ้นทั้งที่ข้อเท้
ใบหน้าจิ้มลิ้มเหยเกขึ้นเพราะความเจ็บ รู้สึกเหมือนข้อเท้าบวมยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก ทั้งที่กินยาไปแล้ว แต่เหมือนจะไม่ช่วยอะไรเลย นอกจากทำให้ง่วงนอน ส่วนความเจ็บทุเลาลงไปเพียงครู่หนึ่งพอหมดฤทธิ์ยาก็กลับมาเจ็บซ้ำอีก เหมือนจะมีไข้อ่อน ๆ ตามมาด้วย ลำบากคุณแม่ต้องมาคอยเช็ดตัวให้เมื่อคืนนี้“สวัสดีครับน้าวาด ผมซื้อน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋มาฝากครับ ส่วนอันนี้ของคุณช่อครับน้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง”เธียรวิญช์ตื่นไปตลาดตั้งแต่เช้า ซื้อน้ำเต้าหู้เจ้าเก่าเจ้าเดิมที่สมัยเรียนชอบแวะไปซื้อก่อนเข้าโรงเรียนเกือบทุกวัน จำได้ดีว่าช่อไม้ชอบกินแบบไหนเลยตั้งใจซื้อมาฝาก ทั้งยังถือโอกาสถามอาการของช่อไม้ด้วย“ขอบคุณมากนะเธียร” ปานวาดแย้มยิ้มพร้อมรับถุงน้ำเต้าหู้มาถือเอาไว้“แล้วคุณช่อเป็นยังไงบ้างครับ ที่ข้อเท้ายังเจ็บมาหรือเปล่า”“เมื่อเช้าน้าเพิ่งเอาข้าวเอายาไปกิน เมื่อคืนก็มีไข้เช็ดตัวให้ทั้งคืน คงจะเจ็บมากอยู่”“ผมขอโทษนะครับที่ดูแลน้องไม่ดี น้องเลยต้องเจ็บตัวแบบนี้”“ความผิดของเธียรที่ไหนกัน” เธอรู้นิสัยของลูกชายเธอดี ต่อให้เธียรวิญช์คอยเฝ้าไม่ละสายตา ช่อไม้ก็คงยังซนเหมือนเดิม เรื่องที่ช่อไม้เจ็บตัวกลับบ้านมาเธ
ทำงานมาสามวันวันนี้ช่อไม้ได้ออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกสักที หลังจากเห็นแค่สวนส้ม ทุ่งหญ้ากว้างสีเขียว ไหนจะไก่ กับวัวนั่นอีก ในที่สุดเขาก็สามารถเกาะติดเธียรวิญช์เข้าตัวเมืองมาจนได้ แม้ว่าต้องแผลงฤทธิ์ใช้ความเอาแต่ใจของตัวเองจนโดนคุณแม่ตำหนิก็ตาม“วันนี้ห้ามดื้อนะคุณช่อ พี่ต้องคุยงานไม่ได้มาคอยเฝ้า”“เราดื้อที่ไหน คุณเธียรกล่าวหากันซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ได้ยังไง” เถียงกลับทันควัน ไม่ยอมรับต่อคำกล่าวหาที่คนพี่ว่ามา“ครับไม่ดื้อก็ไม่ดื้อ”ใบหน้าหวานงอง้ำ คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ ครั้นคนพี่หัวเราะเยาะกัน เขาพูดอะไรผิดไปตรงไหน เขาไม่ได้ดื้ออย่างที่คุณเธียรว่ามาสักหน่อยเธียรวิญช์เหลือบตามองเด็กหนุ่มข้าง ๆ ที่กอดอกเบือนหน้าหนีไปมองนอกหน้าต่าง ช่อไม้ก็ยังคงเป็นช่อไม้อยู่วันยังค่ำระยะทางเกือบเก้าสิบกิโลเมตรกว่าจะมาเข้าตัวเมือง เธียรวิญช์แวะคุยธุระที่บริษัทส่งออกสินค้าแปรรูป ปล่อยให้ช่อไม้นั่งรออยู่ในรถคนเดียว แทนที่จะพาไปด้วย ให้นั่งรอเฉย ๆ หน้าห้องก็ยังดี อยู่คนเดียวแบบนี้เหงาจะตายสิบกว่านาทีแล้วที่เธียรวิญช์หายเข้าไปในบริษัทนั้น ช่อไม้ไม่รู้ว่าจะทำอะไรนอกจากนั่งเฉย ๆ หรือไม่ก็เอนเบาะนอน
หลังจากเรียนรู้งานไปได้หนึ่งวันเต็ม วันนี้เป็นวันที่สองของการเริ่มลงมือทำงานเองจริง ๆ ตอนแรกช่อไม้คิดว่าเธียรวิญช์คงรับปากแม่ของเขาไปอย่างนั้น ไม่ให้ทำงานที่ฟาร์มจริง ๆ หรอก แต่ผิดคาดเพราะดูท่าแล้วน่าจะตั้งตารอใช้งานเขาเยี่ยงทาสอยู่แน่ ๆ เมื่อวานนี้ก็คงหลอกกันให้ตายใจสินะช่อไม้ตื่นตั้งแต่เช้าเพราะคุณแม่มาตาม เนื่องจากเรื่องเมื่อวานถูกคุณหญิงย่ารายงานให้ฟังว่าตนไปทำงานสายจนเธียรวิญช์ต้องมาตามถึงที่บ้าน วันนี้เลยต้องจำใจลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้านไปพร้อมกับแม่ก่อนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ปาดวาดแวะมาส่งช่อไม้ที่หน้าบ้านเธียรวิญช์เสร็จก็เลี้ยวรถขับไปทำงานไม่ต้องกดกริ่ง หรือตะโกนเรียกให้เหนื่อยประตูรั้วก็เปิดอ้าออกต้อนรับทันที เพราะลูกชายเจ้าของบ้านตื่นมารดน้ำต้นไม้ตั้งแต่เช้า ช่อไม้มองหน้าคนอายุมากกว่าเพียงครู่ ไม่ได้กล่าวทักทายอะไร พลันสายตาเหลือบไปเห็นลูกหมาตัวเล็กสีขาวขนปุกปุยกำลังวิ่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านใบหน้าหวานก็เผยยิ้มอ่อน เดินไปหาทันที“หมาน้อย น่ารักจังเลย”ช่อไม้เพิ่งเคยเห็นมันครั้งแรก เมื่อก่อนบ้านเธียรวิญช์ไม่เคยเลี้ยงหมาหรือแมวเพราะช่อมาเล่นที่นี่บ่อย เธียรวิญช์เลยหลีกเลี่ยงก
ฟาร์มกลิ่นมณฑาสร้างขึ้นตั้งแต่เธียรวิญช์ยังไม่เกิด เป็นการดูแลสืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น โดยที่มีคุณปู่เป็นเจ้าของก่อนที่ท่านจะเสียและส่งต่อให้กับลูกชายอย่างอรุณรัตน์จากนั้นหลังเรียนจบเธียรวิญช์ก็กลายเป็นคนที่รับช่วงต่อจากพ่ออีกทีเนื้อที่ของฟาร์มอยู่ที่ 700 ไร่ ถูกแบ่งเป็นสัดเป็นส่วนอย่างดี ทั้งโรงเรือนไก่ไข่ ฟาร์มโคนม คอกม้า โรงเก็บของ โรงงานแปรรูปขนาดกลาง โรงครัวแบ่งเป็นสองฝั่งคือโรงครัวสำหรับคนงาน และโรงครัวสำหรับแปรรูปอาหาร โซนสุดท้ายทางฝั่งขวาถูกแบ่งเนื้อที่ไปประมาณ 100 ไร่ ทำเป็นสวนส้มโชกุน เรียกได้ว่าเป็นฟาร์มที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดตรัง และเป็นที่รู้จักแพร่หลาย เพราะที่นี่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวให้เข้ามาชมฟาร์มแค่ปีละห้าครั้งเท่านั้น ระยะเวลาขึ้นอยู่กับทางเจ้าของเป็นคนกำหนด รายได้ต่อปีเฉลี่ยแล้วก็หลายสิบล้านนอกจากนี้เธียรวิญช์เพิ่งสร้างบ้านใกล้กับฟาร์มเพื่อสะดวกต่อการพักผ่อนหากวันไหนเหนื่อยจนไม่อยากขับรถกลับบ้าน แม้ว่าระยะทางจากบ้านที่ตนอาศัยอยู่กับพ่อแม่ห่างจากฟาร์มแค่หกกิโลก็ตาม“วันนี้พี่จะพาเดินดูงานก่อนแล้วกัน”เพิ่งจะวันแรกหากให้เริ่มทำงานเลยเห็นทีเจ้าตัวได้โวยวายพอดี เธียรวิ







