LOGIN
“คุณช่อ! กลับบ้านกัน”
เสียงเรียกทำให้เด็กหนุ่มวัยสิบขวบที่กำลังยืนคุยกับเพื่อนอย่างออกรสออกชาติหันขวับไปมองทันที
“คุณเธียรมารับเราแล้ว ไปก่อนนะเจอกันพรุ่งนี้” เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็รีบลุกขึ้นบอกลาเพื่อนวิ่งไปหาคนพี่อย่างไม่อิดออด
“รอนานหรือเปล่า วันนี้พี่มีทำเวรเลยช้า”
“ไม่นานครับ”
“กลับบ้านกัน”
“แวะซื้อไอติมด้วยนะ”
“ครับ”
คนอายุน้อยยิ้มกว้างขึ้นนั่งซ้อนท้ายจักรยาน จับเสื้อคนพี่เอาไว้แน่น มองซ้ายมองขวาชมสิ่งต่าง ๆ ข้างทาง แม้จะเห็นจนชินตาแล้วแต่ก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อเลยสักนิด ความเร็วของจักรยานไม่ได้เร็วนักเลยทำให้คนซ้อนได้อิ่มเอมไปกับบรรยากาศสองข้างทาง
“วันนี้คุณเธียรไปเรียนสนุกไหม”
“อือ แล้วคุณช่อสนุกหรือเปล่า”
“สนุก วันนี้ช่อได้ทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ หลายอย่างเลย แต่ตอนเข้าเรียนไม่สนุกเท่าไร วิชาคณิตคุณครูดุมาก..”
เสียงหวานเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องวันนี้ให้กับคนพี่ฟังอย่างเช่นทุกวัน ผู้ฟังก็ทำหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดีไม่คิดที่จะพูดแทรก ทั้งยังยิ้มและหัวเราะร่วมไปด้วย
ใช้เวลาเพียงสิบนาทีก็มาถึงร้านไอศกรีมที่ช่อไม้ชอบแวะมาหลังจากเลิกเรียน เป็นร้านเล็ก ๆ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างโรงเรียนและหมู่บ้านที่ตนเองอาศัยอยู่
“สวัสดีครับคุณป้า”
“สวัสดีจ้ะหนูช่อ วันนี้ป้ามีไอติมรสใหม่ด้วยนะ”
“จริงเหรอครับ รสอะไรครับ”
เด็กน้อยตาลุกวาวเป็นประกายวับขึ้นทันทีที่ได้ยิน เดินเข้าไปยืนเคียงป้านกเจ้าของร้าน กระซิบกระซาบกันสองคน คุยกันอย่างถูกคอมาตั้งแต่ไหนแต่ไหน คนระแหวกนี้ที่ผ่านไปผ่านมาคุ้นหน้าคุ้นตาช่อไม้เป็นอย่างดี เพราะเป็นเด็กช่างคุย แต่ก็ยังรู้จักกาลเทศะ ใครเห็นก็พากันเอ็นดู ไม่เว้นแต่พี่ชายคนสนิทอย่างเธียรวิชญ์ที่เห็นน้องมาตั้งแต่เกิด ตอนนั้นเธียรวิญช์เองเพิ่งจะอายุหกขวบ ทว่าตอนนี้สิบหกปีแล้ว เคยเอ็นดูช่อไม้ยังไงก็ยังคงเอ็นดูอย่างนั้น
เหมือนจะมากขึ้นด้วยซ้ำ
“คุณเธียร มาชิมสิ รสไมโลอร่อยมากเลย คุณป้าให้เราชิมฟรีแค่สองคนเลยนะ”
เด็กน้อยวิ่งมาเกาะแขนคนพี่กระซิบบอกราวกับกลัวว่าคนอื่นจะได้ยิน เพราะคุณป้าบอกว่าให้แค่เขาสองคนชิม หากลูกค้าคนอื่นรู้อาจจะต่อว่าเอาได้ ช่อไม้จับแขนลากคุณเธียรให้เดินมาด้วยกัน ยืนรอคุณป้าตักไอศกรีมรสใหม่ให้กิน
พอได้ชิมไปแล้วก็ไม่ลืมที่จะซื้อเพื่ออุดหนุนเพิ่มคนละถ้วย ระหว่างทางกลับบ้าน ช่อไม้ก็ตักไอศกรีมกินไปด้วย ทั้งยังเอื้อมแขนมาป้อนให้คนพี่อีกต่างหาก
“พอแล้ว คุณช่อกินเถอะ”
“ช่ออยากให้คุณเธียรกินด้วยนี่”
ครั้นถูกปฏิเสธใบหน้าหวานก็งอง้ำขึ้นทันที แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำตามที่คนพี่ต้องการ ยังคงตักไอศกรีมป้อนให้อย่างเอาแต่ใจ
หลังจากเถลไถลอยู่ร้านไอศกรีมนานสองนาน ก็ปั่นจักรยานมาถึงซอยบ้านตนเอง เป็นหมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ มีคนอาศัยอยู่ที่นี่ประมาณ 20-30 ครัวเรือน เนื่องจากเป็นบ้านที่ต่างจังหวัด ความเป็นอยู่ของคนที่นี่เลยไปมาหาสู่กันได้ง่าย จะพบปะพูดคุยเลยสะดวกและเป็นกันเอง ยิ่งเป็นบ้านญาติพี่น้องก็จะปลูกเรือนติดใกล้ ๆ กันเสียส่วนมาก อาจจะมีบางบ้านที่ทำกำแพงหรือรั้วกั้นเพื่อความเป็นส่วนตัวขึ้นมาอีกหน่อย อย่างเช่นบ้านช่อไม้และบ้านของเธียรวิชญ์
“ขอบคุณที่มาส่งนะคุณเธียร”
“เข้าบ้านไปอาบน้ำ กินข้าว ทำการบ้านด้วย เข้าใจไหม” คำสั่งที่ไม่ได้แตกต่างจากทุก ๆ วัน
“ช่อรู้แล้วน่า แต่วันนี้การบ้านช่อยากมากเลย คุณเธียรอยู่สอนช่อไม่ได้เหรอ” เช่นเดียวกับช่อไม้ที่มักจะพูดแบบนี้ทุกครั้งเพราะอยากให้คุณเธียรอยู่ด้วยกัน
“เย็นมากแล้ว พี่ต้องกลับบ้านก่อน เดี๋ยวแม่กับพ่อจะดุเอา”
“แต่ช่ออยากให้คุณเธียรสอนนี่น่า”
“รบเร้าอะไรพี่เธียรอีกคุณช่อ”
เสียงคุยจอแจของเด็กสองคนหน้าบ้านทำให้คุณหญิงปานวาดต้องออกมาดู ครั้นเห็นว่าเป็นลูกชายของเธอจึงเดินเข้ามาหา เธอพอจะรู้อยู่แล้วว่าช่อไม้กำลังรบเร้าลูกชายของเพื่อนบ้านคนสนิทให้ทำตามใจตน
“ช่อเปล่าสักหน่อย ช่อแค่อยากให้คุณเธียรสอนการบ้านก็เท่านั้น”
“แม่ก็สอนได้”
“แต่ช่ออยากให้คุณเธียรสอนมากกว่านี่ครับคุณแม่”
“คุณช่อ เดี๋ยวนี่ชักจะเอาแต่ใจใหญ่แล้วนะ” น้ำเสียงหวานใสแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย จนทำให้เด็กน้อยก้มหน้าลงด้วยความน้อยใจ
“อย่าดุน้องเลยครับคุณน้า”
“...”
“งั้นคุณช่อไปอาบน้ำ กินข้าว พี่จะกลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวมาสอนการบ้านให้ ตกลงไหม”
“จริงนะ!” ดวงตากลมใสเป็นประกายวับทันทีที่ได้ยินว่าคุณเธียรยอมมาสอนการบ้านให้
“ครับ”
“งั้นช่อจะรีบไปอาบน้ำ กินข้าว คุณเธียรรีบมานะ”
“อือ”
ช่อไม้วิ่งเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว แวะหอมแก้มคุณย่าก่อนจะขึ้นชั้นสองเข้าห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าตามที่เธียรวิชญ์บอก ผู้เป็นแม่ได้แต่ส่ายหัวไปมา เดี๋ยวนี้ช่อไม้เริ่มจะเอาแต่ใจขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเธียรวิชญ์
ส่วนรายนั้นไม่ว่าน้องจะพูดอะไร ขออะไรก็ตามใจไปเสียหมด แม้จะมีดุบ้างเป็นบางครั้งก็ตาม
แต่เธอก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมลูกชายถึงได้ติดเธียรวิชญ์ขนาดนั้น เพราะตั้งแต่จำความได้เธียรวิชญ์ก็แวะเวียมาเล่นกับน้องอยู่ทุกวัน เนื่องจากบ้านเธอและบ้านของเธียรวิชญ์สนิทสนมกันมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นย่า คุณแม่ท่านก็เป็นเพื่อนรักกับยายของเธียรวิชญ์ ลูก ๆ จึงรู้จักและสนิทกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จนมีช่อไม้กับเจ้าเธียรวิชญ์ สองคนนี้ก็คงไม่ต่างกัน และดูเหมือนจะสนิทกันมากขึ้นทุกวัน
เมื่อเวลาผ่านไปบทบาทหน้าที่ก็เพิ่มขึ้นตามอายุ ตอนนี้เธียรวิชญ์เองก็มอหกแล้วและกำลังใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายของเด็กมัธยมอย่างเต็มที่เนื่องจากผลสอบประการออกมาว่าตนได้สอบติดมหาวิทยาลัยที่อยากเรียน ซึ่งอยู่ไกลถึงกรุงเทพฯ
“ช่ออยากไปกับคุณเธียร” เด็กน้อยกอดแขนคนพี่เอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย พอรู้ว่าอีกไม่นานเธียรวิชญ์ต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นก็ยิ่งงอแงเข้าไปใหญ่
“ไม่ได้ คุณช่อต้องเรียนอยู่ที่นี่”
“งั้นคุณเธียรก็เรียนที่นี่สิ จะไปไกลถึงกรุงเทพฯ ทำไม”
“ไปเรียนที่นู่นปิดเทอมพี่ก็กลับมา” เธียรวิชญ์พยายามอธิบายให้ช่อไม้เข้าใจ
“แต่แบบนั้นช่อก็ไม่ได้เจอคุณเธียรทุกวันอยู่ดี ไม่เอาอะ! ช่อไม่ให้คุณเธียรไป”
“อย่าดื้อน่ะคุณช่อ ปีหน้าคุณช่อก็จะขึ้นมอหนึ่งแล้ว โตแล้วนะต้องเข้าใจพี่สิ”
“คุณเธียรนั่นแหละไม่เข้าใจช่อ!”
“คุณช่อ อย่าขึ้นเสียงกับพี่”
“อึก.. คุณเธียรไม่รักช่อแล้ว คุณเธียรดุช่อ”
เธียรวิชญ์ถอนหายใจราวกับเบื่อหน่าย ช่อไม้เอาแต่ใจมากกว่าเมื่อก่อนเสียอีก ทั้งที่โตขึ้นทุกวัน แต่กลับไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง เขาเองก็อาจจะมีส่วนผิดที่ทำให้เป็นแบบนี้ เพราะตามใจมากเกินไปจนเคยตัว เวลาไม่ได้ดั่งใจก็บีบน้ำตาร้องไห้งอแง
หรืออาจเป็นเพราะตอนนี้เขาอายุสิบแปดแล้ว สังคมเพื่อนมากขึ้น กลายเป็นว่าเริ่มจะเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมแบบนี้ของช่อไม้ เวลาจะไปไหนคนน้องก็ตามติดแจไม่ยอมห่าง พอไม่ตามใจก็หน้างอง้ำวิ่งแจ้นมาฟ้องแม่ของเขา จนต้องโดนแม่ตำหนิไปด้วย
“ถ้าคุณช่อยังเอาแต่ใจแล้วไม่ยอมเข้าใจอะไรสักทีแบบนี้ พี่ก็จะไม่พูดแล้ว”
“ก็ไหนคุณเธียรบอกว่าจะไม่ทิ้งช่อไง!” เด็กน้อยตะเบ็งเสียงใส่แผ่นหลังกว้างที่กำลังจะเดินหนีตนไป
“พี่ก็ไม่ได้จะทิ้งเสียหน่อย พี่ก็บอกอยู่ว่าปิดเทอมพี่ก็กลับมา”
“แล้วถ้าคุณเธียรไม่กลับมา อึก.. ช่อจะทำยังไง ฮืออ”
ยิ่งพูดก็ยิ่งร้องไห้ เธียรยืนมองน้องร้องไห้อยู่เกือบนาที พลางถอนหายใจออกมาราวกับคนหนักใจ ก่อนจะเดินมารวบตัวเล็กเข้ามากอดเอาไว้
“พี่จะกลับมา คุณช่อเชื่อใจพี่ได้ไหม พี่ไม่ได้จะทิ้งคุณช่อจริง ๆ”
“ต้องกลับมาหาช่อนะ ฮึก! ห้ามทิ้งช่อนะคุณเธียร”
“ครับ”
โกหก...
คำพูดในวันนั้นก็เป็นเพียงคำโกหกที่หลอกเด็กให้ตายใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ทำอย่างที่พูดเอาไว้ ที่บอกว่าจะไม่ทิ้งกัน ปิดเทอมก็จะกลับมา ตอนนี้ผ่านไปปีกว่าแล้ว จากอายุสิบสามก็เลื่อนขึ้นมาเป็นสิบสี่ คุณเธียรก็ยังไม่กลับมา
โทรไปหาก็ไม่ค่อยรับ ได้คุยกันไม่กี่คำก็วางสายทิ้งไป บอกแค่ว่าไม่ว่าง ช่อไม้ไม่เข้าใจว่ามหาวิทยาลัยเรียนหนักขนาดไหนกัน คุณเธียรถึงไม่เคยว่างโทรหากันเลย แม้แต่ปิดเทอมก็ไม่กลับมา
ช่อไม้ปั่นจักรยานของเธียรวิชญ์ที่ให้ไว้ก่อนไปมาจอดไว้ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในหมู่บ้าน นั่งเล่นอยู่ที่นี่คนเดียวทั้งวัน เพราะอยู่บ้านก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ยิ่งเป็นช่วงปิดเทอมก็ยิ่งเบื่อ หากเป็นเมื่อก่อนที่ยังมีเธียรวิชญ์อยู่ที่นี่ช่อไม้ก็คงจะไปเล่นกับเธียรวิชญ์ที่บ้าน แต่ตอนนี้แม้แต่เงาของคนพี่ก็ไม่เห็น
ส้มโชกุนหวาน ๆ ที่พ่อของเธียรวิชญ์เก็บมาให้จากสวนถูกปอกเปลือกกองไว้ลูกแล้วลูกเล่า พลันน้ำตาไหลลงอาบแก้มด้วยความน้อยใจ คละเคล้าไปกับความคิดถึง
คิดถึงคุณเธียรจะตายอยู่แล้ว...
ตกเย็นช่อไม้ก็ปั่นจักรยานกลับบ้าน ทว่าแทนที่จะแวะบ้านตัวเองกลับปั่นกลับมาแวะอยู่หน้าบ้านของเธียรวิชญ์เสียอย่างนั้น รถยนต์ไม่คุ้นตาจอดอยู่ด้านใน ช่อไม้ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่คิดไปแล้วว่าคงเป็นญาติใครสักคนที่มาเยี่ยมเยือนเจ้าของบ้าน
“เดี๋ยวผมช่วยยกครับ”
แต่ทว่าเสียงที่ดังออกมาจากตัวบ้าน กลับคุ้นหูนัก และแน่นอนว่าช่อไม้จำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของใคร คนตัวเล็กเสียมารยาททิ้งรถจักรยานเอาไว้หน้าบ้าน ก่อนจะเปิดประตูรั้วเข้าไปโดยไม่ขออนุญาตเจ้าของบ้านก่อน
“คุณเธียร!” อาการน้อยอกน้อยใจก่อนหน้านี้ราวกับถูกลบล้างไปจนหมดเพียงแค่ได้เห็นหน้าของคนที่เฝ้าคิดถึงมาเป็นปี เด็กหนุ่มวิ่งเข้าไปกอดคนรพี่เอาไว้แน่น เงยหน้าขึ้นมองคนสูงกว่าทั้งน้ำตา “ทำไมกลับมาไม่บอกช่อ คุณเธียรสบายดีไหม ทำไมไม่โทรหาช่อบ้าง”
“พี่สบายดี ยุ่ง ๆ เลยไม่ได้โทรหา คุณช่อสบายดีหรือเปล่า”
“ไม่ อึก.. ช่อคิดถึงคุณเธียรมากเลย”
ว่าพลางฝังใบหน้าซุกกับอกแกร่ง แม้ว่าปีนี้อายุจะย่างเข้าสิบสี่แล้ว แต่ช่อไม้ในสายตาของเธียรวิชญ์ก็ไม่ต่างจากเด็กน้อยในวันก่อนนั้น ฝ่ามือหนายกขึ้นลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างเบามือ
เขาเองก็คิดถึงช่อไม้เหมือนกัน..
“เธียร.. น้องเหรอ ใช่คนที่เล่าให้เราฟังหรือเปล่า”
“อือ นี่ช่อไม้น้องที่เราเคยเล่าให้ฟัง” เธียรวิชญ์หันกลับไปตอบหญิงสาวที่มาด้วยกัน พร้อมกับช่อไม้ที่ผินหน้าไปมองทั้งที่ยังกอดเธียรวิชญ์อยู่อย่างนั้น “คุณช่อนี่พี่เพชร แฟนพี่”
“แฟน?”
ได้ยังไง คุณเธียรมีแฟนแล้วเหรอ..
“สวัสดีจ้ะน้องช่อ”
“...”
“คุณช่อสวัสดีพี่เพชรสิครับ”
“คุณเธียรมีแฟนแล้วเหรอ”
“ครับ”
“...”
ยิ่งเธียรวิชญ์ยืนยันสถานะของตนเองกับผู้หญิงคนนั้น ราวกับยิ่งตอกย้ำช่อไม้ให้ยอมรับความจริง
เด็กหนุ่มกัดปากแน่น ดวงตาแดงก่ำ มองหญิงสาวตรงหน้าไม่กะพริบตา ก่อนจะรีบวิ่งออกไปจากตรงนี้ โดยไม่มีคำทักทายใด ๆ หลุดออกมาจากปากตามที่เธียรวิชญ์สั่ง
“อ้าว! หนูช่อ ไม่อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนเหรอจ๊ะ”
แสงโสมยกกับข้าวมาวางไว้ที่โต๊ะเห็นช่อไม้วิ่งออกไปก็รีบตะโกนถาม แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว คิดว่าลูกชายจะชวนน้องให้อยู่กินมื้อเย็นด้วยกันเสียอีก
ผ่านไปสองวัน เธียรวิชญ์เพิ่งจะได้แวะมาหาช่อไม้ที่บ้าน แต่แม่เจ้าตัวบอกว่าปั่นจักรยานไปที่สวนในหมู่บ้านตั้งแต่กินข้าวเช้าเสร็จ เธียรวิชญ์ถึงได้ตามมาที่นี่แทน
“คุณช่อ มาทำอะไรที่นี่คนเดียว” คำถามของเธียรวิชญ์ไม่ได้รับคำตอบ คนตัวเล็กยังนั่งนิ่งไม่แม้จะปริปากพูด “คุณช่อร้องไห้ทำไม”
ครั้นเดินมามองหน้าคนน้องถึงได้เห็นว่ากำลังร้องไห้อาบแก้มไม่รู้เรื่องนี้อีก
“คุณเดียร์ใจร้าย”
“พี่ใจร้ายในเรื่อง” ร่างสูงตัวย่อนั่งยองตรงหน้าช่อไม้
“ไหนบอกจะไม่ทิ้งช่อ”
“พี่ก็ยังไม่ได้ทิ้งคุณออกไป”
“ไม่จริงเตือน.. คุณเดียร์โทรหาช่องทางทุกวันไม่ได้โทรมาเตือนคุณเธียรก็ไม่กลับมาหาช่อ”
“พี่ก็ไม่ว่าง”
“เหตุผลของแฟนที่นี่คุณเธียรเลยไม่ว่างเลย.. เราจะคอยกันคุณเนียร USB ลืมช่อเตือน ทิ้งช่อไปมีแฟน”
เดียรวิชญ์ทอดถอนใจอย่างเหนื่อยหน่ายและนั่นคือเหตุผลที่ช่อไม้ถึงได้คิดไปไกลขนาดนี้ที่บอกว่าไม่ว่างที่จะหาข้ออ้างหรือโกหกเลยเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ผิดเองเองเพราะรับปาก ทะเลสาปแต่ทำไม่ได้อย่างที่พูดช่อไม้เลยเช่นนี้
“คุณช่อปกติหน่อยได้ไหมพี่อาจจะมากจริงพี่เพิ่งขึ้นปีหนึ่งยังคงต้องปรับอีกตั้งข้อสังเกตว่าเราจะเรียนที่ไหนคุณช่อเข้าใจพี่หน่อยได้ไหม”
“ถ้าร้องไห้มากเพราะยังมีเวลาไปมีแฟนอีก”
“มันคนละเรื่องกันคุณช”
“เพราะคุณเธียรมีเขาแล้วคุณจะพบคุณเดียรเลยลืมช่อ”
“พี่ไม่ได้ลืมคุณช่อเลย คุณช่อคิดไปเองทั้งนั้น”
“จะเลิกได้อีกครั้ง.. ช่อรักคุณเดียร์ไม่อยากให้ใครแย่งคุณเดียรไปจากช่อ”
“...”
คำขอของช่อไม้ทำให้เธียรวิชญ์นิ่งไปทั้งหมดในคืนนี้ในวิธีการต่างๆ.. เขาดำเนินการในเรื่องเพราะชื่อรักของช่อไม้ได้อย่างไรกันก่อนเป็นเมื่อก่อนเขาเองยังเด็กเพิ่มช่อไม้ขออะไรอีกครั้งที่ทำให้ทุกอย่างขัดไม่มีข้อเสนอแนะเขาอายุยี่สิบแล้วจะได้ตามใจอีกครั้งทำไม่ได้ได้ยังไง
“คุณเดียรเป็นของช่อเป็นของช่อแค่คนเดียวช่อไม่แบ่งให้ใครทั้งนั้น”
“...”
“ช่อที่รักเชียรให้ช่อนี้คุณเดียรแทนเขาได้ไหมนะเตือน.. นะคุณเดียร”
“พี่ไม่ใช่ช่อของคุณ”
น้ำเสียงที่พากย์ออกไปไม่ได้หนักแน่นนักทำให้เด็กตรงหน้ารองเท้าสะอึกสะอื้นจะขาดใจ
“อึกฮูออ”
“ถ้าคุณช่อยังมีแนวโน้มว่าจะโตแบบนี้พี่ก็จะไม่คุยกับคุณช่ออีก”
เดียรวิชญ์เดินหนีจากการปล่อยให้ช่อไม้ได้ใช้และคิดทบทวนให้ดีว่าสามารถนำมาใช้แล้วหรือยังที่พูดออกมาช่อไม้ต้องรู้จักคิดให้สักพักและจากนั้นก็ขอให้ท่านไม้จะทราบอะไรอีกครั้ง
ในอดีตช่อไม้ยังคงแวะเยี่ยมชมเวียนมาถึงเธียรวิชญ์บ่อยครั้งเรื่องเดิมซ้ำๆ เล่าความรักไม่อายปากไม่สนใจว่าใครจะได้ยินหรือคิดยังไง
ส่วนเธียรวิชญ์เองก็ยังยืนและปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่าอาจปล่อยให้ผ่านทำเป็นไม่รับรู้ทว่าคนที่เอาแต่ใจยังไม่นึกถึงการยอมแพ้ ต้องใช้ความพยายามได้อย่างมาก
“พี่ไม่ชอบเด็ก ๆ ! คุณช่อมักจะตั้งใจเรียนบ่อยๆ อย่าเสียเวลามาวิ่งตามก้นพี่ทุกวันแบบนี้เลย”
สีหน้าเบื่อหน่ายกับน้ำเสียงเย็นชาต่างจากทุกครั้งที่ทำให้ช่อไม้ไปไม่เป็นคุณไม่ต้องทำอะไรกับตนมาก่อน
นี่เขากำลังทำอะไรอยู่.. ลองขอความรักจากคนที่ไม่ได้รักในเรื่อง
ที่นี่ที่ไหนที่คุณเดียรก็เคยรักเขาฟังบ้าง..
หรือตอนนี้ไม่รักกันแล้ว
ช่อไม้ไม่เคยเข้าใจมากเพียงแค่รู้ถึงคำสั่งของคุณเพื่อเตือนอีกว่าทำไมฝ่ายถึงไม่รับรักและที่เราสนิทกันมากแท้หรือผิดพลาดกัน.. ผิดที่คิดกับเธียรมากกว่าพี่ชายคนหนึ่ง
รักกันนี่..ไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอก
เล่นหนุ่มวิ่งกลับมาบ้านเข้าห้องล็อกกลอนกระโดดขึ้นเตียงโปงสวมเพลงฟูมฟายอย่างกับมีคนตายสดๆของเธียรวิญช์ยังดังก้องอยู่ในหู
ก็ได้! เมื่อไม่รักจะไม่รักแล้วเหมือนกัน
ต่อไปเขาจะไม่รักเธียรแล้ว!
#คุณเดียร์อย่าตื๊อ
นอกจากฟาร์มกลิ่นมณฑาแล้วยังมีสวนปาล์มอีกประมาณสองพันกว่าต้น ปกติพ่อจะเป็นคนดูแล แต่วันนี้ต้องพาแม่ไปเยี่ยมป้าพิณกว่าจะกลับกันก็คงตอนเย็น ๆ เธียรวิญช์เลยต้องเป็นคนมาเอง“คุณช่อเอาน้ำให้พี่หน่อย”เจ้าของสวนเดินหอบมาแต่ไกล นาน ๆ ครั้งได้มาทำงานที่นี่เหนื่อยใช่เล่นเหมือนกัน เพราะปาล์มรายหนึ่งหนักเกือบสี่สิบโล จริง ๆ ก็มีลูกน้องเกือบยี่สิบคนที่ทำอยู่แล้ว ทว่ามาถึงที่นี่แล้วจะให้นั่งอยู่เฉย ๆ ก็คงไม่ได้คนที่นั่งแกว่งเท้าอยู่ท้ายกระบะเอาแก้วตักน้ำเย็น ๆ ในกระติกส่งให้กับเธียรวิญช์ พร้อมกับกินขนมที่ได้มาจากโรงครัวเมื่อวานตอนเย็นหลังจากได้ชิมพายส้มไปแล้ว“กินไหม”ขนมปังในมือที่ตัวเองกัดไปแล้วถูกยื่นไปให้เธียรวิญช์อย่างคนมีน้ำใจจนลืมคิดไปว่าตัวเองกินไปแล้ว กระนั้นเธียรวิญช์ก็ไม่ได้นึกรังเกียจ แค่น้องเป็นคนยื่นมาให้ก็กินทันทีไม่คิดขัดใจ ส่วนที่เหลือช่อไม้ก็เอาเข้าปากตัวเองจนหมดในคำเดียว“ยุงกัดหรือเปล่า พี่บอกแล้วให้คุณช่อใส่ขายาวมา”“ก็กลัวมันร้อนนี่”“เลยไม่สนว่ายุงจะกัดน่ะเหรอ”ดวงหน้าหวานหงอยลงครั้นโดนดุเพราะไม่เชื่อฟัง ครั้งนี้ช่อไม้ไม่รู้จะเถียงอะไรเพราะยุงกัดขาอย่างที่คนพี่ว่าจริง ๆ อีกอ
เธียรวิญช์ตามช่อไม้กลับมาที่บ้าน แวะที่บ้านของเจ้าตัวก่อนแล้วถึงได้รู้ว่าไม่อยู่ เลยกลับมาดูที่บ้านของตัวเอง เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ ช่อไม้แอบมานอนอยู่ที่นี่คนเดียว วันนี้พ่อกับแม่ออกไปทำธุระกันข้างนอก ป่านนี้เลยยังไม่กลับ เด็กดื้อคนนี้ก็ยังไม่ยอมกลับบ้านดวงตาคมกวาดมองไปรอบ ๆ เห็นปิ่นโตของใบบัวตั้งอยู่บนโต๊ะในสภาพที่ยังดูดีไม่มีอะไรเสียหาย ครั้นเดินเข้ามาใกล้คนที่นอนอยู่ในเปลถึงได้เห็นว่าหลับไปเสียแล้ว“คุณช่อ!!”“อือ ฮะ โอ๊ย!”มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย พยายามกลั้นขำ ที่เห็นช่อไม้ตกใจเพราะเสียงเรียกจนรีบดีดตัวลุกขึ้นจนตกจากเปลนั่งก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้น ดีที่เปลไม่ได้สูงมากนัก ใบหน้าจิ้มลิ้มเหยเกเพราะความเจ็บ ทั้งยังงัวเงียจากอาการง่วงนอน“ที่แท้ก็แอบมานอนอู้อยู่ที่บ้านพี่นี่เอง ทั้งที่เป็นเวลางานแท้ ๆ”“เราไม่ได้อู้นะ!” เมื่อถูกกล่าวหาก็รีบโต้กลับไปทันที ก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยใบหน้างอง้ำ “เห็นเราเจ็บทำไมยังไม่ช่วยอีก”“ก็คุณช่องอนพี่อยู่ พี่ก็นึกว่าไม่ต้องการให้พี่ช่วยเสียอีก”“ชิ! เราลุกขึ้นเองก็ได้”หากขอร้องให้ช่วยก็คงไม่ใช่คุณช่อ ในเมื่อไม่อยากช่วยก็จะไม่ขอ พยายามลุกขึ้นทั้งที่ข้อเท้
ใบหน้าจิ้มลิ้มเหยเกขึ้นเพราะความเจ็บ รู้สึกเหมือนข้อเท้าบวมยิ่งกว่าเมื่อวานเสียอีก ทั้งที่กินยาไปแล้ว แต่เหมือนจะไม่ช่วยอะไรเลย นอกจากทำให้ง่วงนอน ส่วนความเจ็บทุเลาลงไปเพียงครู่หนึ่งพอหมดฤทธิ์ยาก็กลับมาเจ็บซ้ำอีก เหมือนจะมีไข้อ่อน ๆ ตามมาด้วย ลำบากคุณแม่ต้องมาคอยเช็ดตัวให้เมื่อคืนนี้“สวัสดีครับน้าวาด ผมซื้อน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋มาฝากครับ ส่วนอันนี้ของคุณช่อครับน้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง”เธียรวิญช์ตื่นไปตลาดตั้งแต่เช้า ซื้อน้ำเต้าหู้เจ้าเก่าเจ้าเดิมที่สมัยเรียนชอบแวะไปซื้อก่อนเข้าโรงเรียนเกือบทุกวัน จำได้ดีว่าช่อไม้ชอบกินแบบไหนเลยตั้งใจซื้อมาฝาก ทั้งยังถือโอกาสถามอาการของช่อไม้ด้วย“ขอบคุณมากนะเธียร” ปานวาดแย้มยิ้มพร้อมรับถุงน้ำเต้าหู้มาถือเอาไว้“แล้วคุณช่อเป็นยังไงบ้างครับ ที่ข้อเท้ายังเจ็บมาหรือเปล่า”“เมื่อเช้าน้าเพิ่งเอาข้าวเอายาไปกิน เมื่อคืนก็มีไข้เช็ดตัวให้ทั้งคืน คงจะเจ็บมากอยู่”“ผมขอโทษนะครับที่ดูแลน้องไม่ดี น้องเลยต้องเจ็บตัวแบบนี้”“ความผิดของเธียรที่ไหนกัน” เธอรู้นิสัยของลูกชายเธอดี ต่อให้เธียรวิญช์คอยเฝ้าไม่ละสายตา ช่อไม้ก็คงยังซนเหมือนเดิม เรื่องที่ช่อไม้เจ็บตัวกลับบ้านมาเธ
ทำงานมาสามวันวันนี้ช่อไม้ได้ออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกสักที หลังจากเห็นแค่สวนส้ม ทุ่งหญ้ากว้างสีเขียว ไหนจะไก่ กับวัวนั่นอีก ในที่สุดเขาก็สามารถเกาะติดเธียรวิญช์เข้าตัวเมืองมาจนได้ แม้ว่าต้องแผลงฤทธิ์ใช้ความเอาแต่ใจของตัวเองจนโดนคุณแม่ตำหนิก็ตาม“วันนี้ห้ามดื้อนะคุณช่อ พี่ต้องคุยงานไม่ได้มาคอยเฝ้า”“เราดื้อที่ไหน คุณเธียรกล่าวหากันซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ได้ยังไง” เถียงกลับทันควัน ไม่ยอมรับต่อคำกล่าวหาที่คนพี่ว่ามา“ครับไม่ดื้อก็ไม่ดื้อ”ใบหน้าหวานงอง้ำ คิ้วขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ ครั้นคนพี่หัวเราะเยาะกัน เขาพูดอะไรผิดไปตรงไหน เขาไม่ได้ดื้ออย่างที่คุณเธียรว่ามาสักหน่อยเธียรวิญช์เหลือบตามองเด็กหนุ่มข้าง ๆ ที่กอดอกเบือนหน้าหนีไปมองนอกหน้าต่าง ช่อไม้ก็ยังคงเป็นช่อไม้อยู่วันยังค่ำระยะทางเกือบเก้าสิบกิโลเมตรกว่าจะมาเข้าตัวเมือง เธียรวิญช์แวะคุยธุระที่บริษัทส่งออกสินค้าแปรรูป ปล่อยให้ช่อไม้นั่งรออยู่ในรถคนเดียว แทนที่จะพาไปด้วย ให้นั่งรอเฉย ๆ หน้าห้องก็ยังดี อยู่คนเดียวแบบนี้เหงาจะตายสิบกว่านาทีแล้วที่เธียรวิญช์หายเข้าไปในบริษัทนั้น ช่อไม้ไม่รู้ว่าจะทำอะไรนอกจากนั่งเฉย ๆ หรือไม่ก็เอนเบาะนอน
หลังจากเรียนรู้งานไปได้หนึ่งวันเต็ม วันนี้เป็นวันที่สองของการเริ่มลงมือทำงานเองจริง ๆ ตอนแรกช่อไม้คิดว่าเธียรวิญช์คงรับปากแม่ของเขาไปอย่างนั้น ไม่ให้ทำงานที่ฟาร์มจริง ๆ หรอก แต่ผิดคาดเพราะดูท่าแล้วน่าจะตั้งตารอใช้งานเขาเยี่ยงทาสอยู่แน่ ๆ เมื่อวานนี้ก็คงหลอกกันให้ตายใจสินะช่อไม้ตื่นตั้งแต่เช้าเพราะคุณแม่มาตาม เนื่องจากเรื่องเมื่อวานถูกคุณหญิงย่ารายงานให้ฟังว่าตนไปทำงานสายจนเธียรวิญช์ต้องมาตามถึงที่บ้าน วันนี้เลยต้องจำใจลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้านไปพร้อมกับแม่ก่อนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ปาดวาดแวะมาส่งช่อไม้ที่หน้าบ้านเธียรวิญช์เสร็จก็เลี้ยวรถขับไปทำงานไม่ต้องกดกริ่ง หรือตะโกนเรียกให้เหนื่อยประตูรั้วก็เปิดอ้าออกต้อนรับทันที เพราะลูกชายเจ้าของบ้านตื่นมารดน้ำต้นไม้ตั้งแต่เช้า ช่อไม้มองหน้าคนอายุมากกว่าเพียงครู่ ไม่ได้กล่าวทักทายอะไร พลันสายตาเหลือบไปเห็นลูกหมาตัวเล็กสีขาวขนปุกปุยกำลังวิ่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านใบหน้าหวานก็เผยยิ้มอ่อน เดินไปหาทันที“หมาน้อย น่ารักจังเลย”ช่อไม้เพิ่งเคยเห็นมันครั้งแรก เมื่อก่อนบ้านเธียรวิญช์ไม่เคยเลี้ยงหมาหรือแมวเพราะช่อมาเล่นที่นี่บ่อย เธียรวิญช์เลยหลีกเลี่ยงก
ฟาร์มกลิ่นมณฑาสร้างขึ้นตั้งแต่เธียรวิญช์ยังไม่เกิด เป็นการดูแลสืบต่อกันมารุ่นต่อรุ่น โดยที่มีคุณปู่เป็นเจ้าของก่อนที่ท่านจะเสียและส่งต่อให้กับลูกชายอย่างอรุณรัตน์จากนั้นหลังเรียนจบเธียรวิญช์ก็กลายเป็นคนที่รับช่วงต่อจากพ่ออีกทีเนื้อที่ของฟาร์มอยู่ที่ 700 ไร่ ถูกแบ่งเป็นสัดเป็นส่วนอย่างดี ทั้งโรงเรือนไก่ไข่ ฟาร์มโคนม คอกม้า โรงเก็บของ โรงงานแปรรูปขนาดกลาง โรงครัวแบ่งเป็นสองฝั่งคือโรงครัวสำหรับคนงาน และโรงครัวสำหรับแปรรูปอาหาร โซนสุดท้ายทางฝั่งขวาถูกแบ่งเนื้อที่ไปประมาณ 100 ไร่ ทำเป็นสวนส้มโชกุน เรียกได้ว่าเป็นฟาร์มที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดตรัง และเป็นที่รู้จักแพร่หลาย เพราะที่นี่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวให้เข้ามาชมฟาร์มแค่ปีละห้าครั้งเท่านั้น ระยะเวลาขึ้นอยู่กับทางเจ้าของเป็นคนกำหนด รายได้ต่อปีเฉลี่ยแล้วก็หลายสิบล้านนอกจากนี้เธียรวิญช์เพิ่งสร้างบ้านใกล้กับฟาร์มเพื่อสะดวกต่อการพักผ่อนหากวันไหนเหนื่อยจนไม่อยากขับรถกลับบ้าน แม้ว่าระยะทางจากบ้านที่ตนอาศัยอยู่กับพ่อแม่ห่างจากฟาร์มแค่หกกิโลก็ตาม“วันนี้พี่จะพาเดินดูงานก่อนแล้วกัน”เพิ่งจะวันแรกหากให้เริ่มทำงานเลยเห็นทีเจ้าตัวได้โวยวายพอดี เธียรวิ







