“คุณช่อล้างหน้าล้างตาเสร็จหรือยัง คุณหญิงย่ารอทานข้าวอยู่”
“เสร็จแล้วครับ เดี๋ยวช่อตามลงไป”
เด็กหนุ่มตอบกลับผู้เป็นแม่ โกหกไปอย่างนั้นทั้งที่เพิ่งจะลืมตาตื่นตอนท่านมาเรียกเมื่อกี้นี้แท้ ๆ
ร่างเล็กลุกลี้ลุกลนวิ่งเข้าห้องน้ำไปล้างหน้า แปรงฟัน ก่อนจะลงมาชั้นล่าง ก็เจอกับคุณหญิงย่าและแม่ของตนกำลังนั่งรอกินข้าวเช้าพร้อมกัน แม้จะยังง่วงอยู่แต่ก็ต้องฝืนตื่นขึ้นมา เพราะคุณแม่ไม่ชอบให้นอนตื่นสาย เกรงว่าจะติดเป็นนิสัย แต่หารู้ไม่ว่าตอนเรียนอยู่มหา’ลัยบางวันกว่าจะตื่นก็เกือบเข้าเรียนสาย ทว่าเพราะเป็นความขยัน และตั้งใจผลการเรียนถึงออกได้ดีมาตลอด อีกทั้งไม่เคยทำให้คุณแม่ท่านต้องหนักใจ
คุณหญิงย่าเพ็ญศรีตักกุ้งในข้าวต้มถ้วยตัวเองให้กับช่อไม้ โชติวรรธน์ ศรีประดับธรรม หลานชายเพียงคนเดียวของเธอ นานวันเข้ายิ่งโตก็ยิ่งหน้าตาละม้ายคล้ายพ่อของตน เวลามองทีไรก็อดคิดถึงลูกชายที่เสียไปแล้วไม่ได้ หากฉัตรฉายยังอยู่คงภูมิใจในตัวลูกชายคนนี้น่าดู ที่ตลอดยี่สิบปีช่อไม้เติบโตมาอย่างดีขนาดนี้
ในสายตาของเพ็ญศรีเธอยังคงเห็นช่อไม้เป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งที่เธอเฝ้าถนอมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก จนตอนนี้เจ้าตัวโตอายุยี่สิบสี่ปีแล้ว
“คุณหญิงย่าไม่ต้องให้ช่อแล้ว กินเถอะครับ กินเยอะ ๆ จะได้แข็งแรง คุณแม่ด้วยนะครับ”
“คุณช่อก็กินเยอะ ๆ”
ปานวาดเอ่ยกับลูกชาย เพราะตั้งแต่ที่ช่อไม้ไปเรียนมหา’ลัย ทุกครั้งที่กลับมาบ้านก็ผอมลงจนน่าใจหาย หลังจากนี้เธอจะขุนให้กลับมาเป็นเจ้าตุ้ยนุ้ยเหมือนเมื่อก่อนให้ได้
ตั้งแต่เรียนจบช่อไม้ก็กลับมาอยู่บ้านได้อาทิตย์กว่าแล้ว ตั้งใจมาหางานทำแถวบ้านเพราะไม่อยากห่างแม่กับย่า อีกอย่างท่านทั้งสองก็อายุเยอะขึ้นทุกวัน อย่างน้อยมีเขาอยู่ด้วยสักคนก็คงพอช่วยเหลืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้บ้าง
“คุณช่อได้ดูงานไว้บ้างหรือยัง ว่าอยากทำที่ไหน”
“จริง ๆ ก็ดูไว้บ้างแล้วครับ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในตัวเมืองทั้งนั้นเลย” จากที่ตั้งใจว่าจะกลับมาหางานใกล้บ้าน กลายเป็นไกลบ้านเหมือนเดิม การเดินทางไปกลับจากบ้านเข้าตัวเมืองก็ไกลหลายสิบกิโลเมตร รถราก็ขับเองไม่เป็น ให้นั่งรถไปกลับทุกวันก็สะดวกอยู่หรอก แต่คนที่ยังไม่มีงานทำแบบเขาจะเอาเงินมาจากไหนนอกจากแบมือขอแม่กับย่า
“ไปเป็นครูฝึกสอนที่โรงเรียนเดียวกับแม่ไหม แม่จะช่วยฝากฝังให้”
“ไม่เอาครับ ช่อไม่อยากเป็นครูคุณแม่ก็รู้”
ช่อไม้ไม่ชอบงานราชการ ต่อให้แม่จะเป็นคุณครูที่เหลือเวลาอีกสิบปีเอ็ดก็เกษียณแล้วแต่ก็ยังทำงานหนักทุกวัน ช่อไม้เห็นมาตลอดตั้งแต่จำความได้ เท่าที่รู้จากฟังคุณย่าเล่ามาพ่อของเขาก็เป็นตำรวจ และแม้ว่าอาชีพเหล่านี้มันจะมั่นคงช่อไม้ก็ยังไม่ชอบอยู่ดี อีกอย่างคุณหญิงย่าเป็นลูกหลานผู้ดีเก่า ทรัพย์สมบัติที่มีชาตินี้ก็กินไม่หมด หากหางานไม่ได้จริง ๆ ช่อไม้วางแผนไว้ว่าจะเกาะคุณหญิงย่ากินไปสักระยะ
แต่ก็เป็นความคิดตลก ๆ เท่านั้น ขอพักให้หายเหนื่อยจากเรื่องเรียนเมื่อนั้นก็จะเริ่มหางานทำจริง ๆ จัง ๆ
“งั้นไปทำงานกับพี่เธียรไหม คุณช่อเรียนเกี่ยวพวกเกษตรอะไรแบบนี้มานี่ ลองไปให้คุณเธียรสอนงานดูดีกว่านอนอยู่บ้านเฉย ๆ อีกอย่างทั้งฟาร์มทั้งสวนส้มของพี่เขาก็อยู่ไม่ไกล คุณช่อเองก็อยากทำงานใกล้บ้านนี่ แม่ว่าแบบนี้ดีเลยนะ”
“ย่าเห็นด้วยกับแม่นะ ได้ทำงานกับคนที่สนิทกันมีปัญหาอะไรก็คุยด้วยง่าย”
“ไม่เอา ช่อไม่อยากทำกับคุณเธียร แล้วช่อก็ไม่ได้สนิทกับคุณเธียรแล้วด้วย”
“ทำไมล่ะ? ถ้าเป็นเมื่อก่อนคุณช่อคงดีใจกระดี๊กระด๊าน่าดู”
“นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้ไม่แล้วครับ ช่อไม่อยากยุ่งกับคุณเธียรแล้ว”
“ถ้าพี่เขามาได้ยินคงเสียใจแย่”
ช่อไม้ไม่ได้สนใจที่คุณแม่ท่านพูด ตักข้าวเข้าปากอย่างเร่งรีบ ครั้นพูดถึงชื่อคนที่ไม่เจอกันมานานเกือบสิบปีก็รู้สึกคันยุบยิบในใจอย่างน่าหงุดหงิด ความทรงจำในอดีต คำพูดใจร้ายที่อีกฝ่ายเคยทิ้งเอาไว้ยังเป็นแผลในใจตอกย้ำอยู่ถึงทุกวันนี้
ช่อไม้พยายามเลี่ยงที่จะเจอหน้าคุณเธียรมาตลอดแม้ว่าจะคิดถึงมากแค่ไหนก็ตาม ใช้เวลาตั้งนานกว่าจะตัดใจเลิกรักอีกฝ่ายได้ วันนี้คุณแม่จะให้กลับไปยุ่งเกี่ยวด้วย ไม่เอาด้วยหรอก
ไม่มีทาง!
.
.
“น้าฝากน้องด้วยนะเธียร ช่วยสอนงานน้องหน่อย”
อา..ให้ตายเถอะ โดนคุณแม่ลากมาจนได้
“ได้ครับคุณน้า ผมจะสอนงานน้องให้เอง”
คนถูกฝากฝังรับปากจะช่วยสอนงานให้ด้วยความเต็มใจ แต่เมื่อหันมองหน้าคนที่หลบอยู่หลังแม่แล้ว ดูก็รู้ว่าถูกบังคับมา
“ก็ช่อบอกแล้วไงครับ ว่าไม่อยากทำงานกับคุณเธียร”
“โตจนป่านนี้ยังดื้ออยู่อีกหรือคุณช่อ” เธียรวิชญ์เอ่ยพลางยกมือขึ้นจับศีรษะทุยโยกไปมาเบา ๆ ราวกับคุ้นชิน
“อย่ามาโดนตัวเรา เราไม่ชอบ”
คนอายุมากกว่าเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อคนน้องถอยห่างออกไป ทั้งยังเบือนหน้าหนีไปทางอื่นอย่างไม่สบอารมณ์ เปลี่ยนไปเยอะจริง ๆ ไม่เจอกันตั้งนานช่อไม้ที่เคยกระโดดโลดเต้น วิ่งมาเกาะแข้งเกาะขาเขาเหมือนตอนเด็ก ๆ ไม่มีอีกแล้ว เดี๋ยวนี้จะจับนิดจับหน่อยก็ไม่ได้ แม้แต่หน้าอีกฝ่ายก็ยังไม่มองกัน ไหนจะสรรพนามที่แทนตัวเองนั่นอีก
“เอาน่าคุณช่อ ดีกว่าอยู่บ้านเฉย ๆ ทำงานกับพี่เธียรนี่แหละ”
ปานวาดรับรู้มาตลอดว่าช่อไม้กับเธียรวิชญ์ผิดใจกัน แม้จะไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่ท่าทีที่เปลี่ยนไปของลูกชายเธอดูออกว่ามันไม่เหมือนเดิม เธอจึงอยากใช้โอกาสนี้ให้ทั้งสองคนได้ปรับความเข้าใจกัน ยังไงเสียก็โตมาด้วยกัน หากจะมองหน้ากันไม่ติดอย่างนี้ต่อไปก็คงไม่เป็นผลดี ทั้งที่เมื่อก่อนสนิทกันมากแท้ ๆ
“วันนี้ให้คุณช่อกลับบ้านไปทำใจก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มงาน พี่จะไปรับตอนเช้า”
“ไม่ต้อง! เราไปเองได้”
สุดท้ายช่อไม้ก็ยอมทำตามที่แม่บอก คิดเอาไว้ลองทำไปสักพักแล้วค่อยหาเรื่องลาออกก็คงไม่มีปัญหาอะไร จากนั้นหางานที่อื่นได้เมื่อไรเขาจะไปทันที
“เอาอย่างนั้นก็ได้ พรุ่งนี้เจ็ดโมง หวังว่าจะไม่สายนะครับคุณช่อ”
ช่อไม้ไม่ตอบอะไรกลับไป เพียงตวัดตามองเล็กน้อย เดินฟึดฟัดกับตัวเองออกไปจากบ้านของเธียรวิชญ์ โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีใครกำลังแอบยิ้มกับท่าทีของตนอยู่
“ขอโทษแทนน้องด้วยนะเธียร”
“ไม่เป็นไรครับ”
เธียรวิชญ์ไม่ได้นึกถือสา เพราะเห็นช่อไม้มาตั้งแต่เกิด อยู่ด้วยกันมาตั้งนานรู้อยู่แล้วว่าน้องนิสัยยังไง ซึ่งไม่ได้เกินความสามารถเขาอยู่แล้ว ยังไงก็เอาช่อไม้อยู่หมัดแน่นอน แม้ว่าสิบปีที่ผ่านมาเราจะไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยหลังจากวันนั้นที่เขาปฏิเสธอีกฝ่ายไป แต่ก็ใช่ว่าจะปล่อยผ่านไปเลย พอช่อไม้หายไปจริง ๆ เธียรวิชญ์ก็รู้สึกผิดที่พูดไม่ถนอมน้ำใจน้อง พยายามที่จะโทรหาเพื่อพูดคุยก็ไม่ยอมรับสาย แวะมาหาที่บ้านก็เอาแต่หลับหน้าขังตัวเองอยู่ในห้อง กลายเป็นว่าไม่ได้เจอ ไม่ได้คุยกันอีกเลย
ความสัมพันธ์ฉันพี่น้องระหว่างเราได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว ความรู้สึกของช่อไม้ที่เคยมีก็คงไม่เหมือนเดิม ทว่าสำหรับเธียรวิชญ์แล้วเคยเอ็นดูช่อไม้ยังไงตอนนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น ยังคงหวังว่าจะได้กลับมาสนิทกันอีกครั้ง
🍊🍊🍊
วันต่อมา
เวลาเจ็ดโมงครึ่งเธียรวิชญ์ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่น้าปานวาดเพิ่งพามาฝากให้ทำงานกับตัวเอง ไม่แน่ใจว่ายังไม่ตื่น หรือกำลังลีลาที่จะมาเจอหน้าเขากันแน่
เธียรวิชญ์ขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดหน้าบ้านช่อไม้ กดกริ่งเรียกเจ้าของบ้านพลางชะเง้อคอมองไปด้านใน เพียงไม่นานก็มีคนออกมาเปิดรั้วให้
“สวัสดีค่ะคุณเธียร”
“สวัสดีครับน้าสาว” ยกมือสวัสดีน้าแม่บ้านอย่างคนมีมารยาท
“มาหาคุณหนูช่อเหรอคะ?”
“ครับ น้องตื่นยังครับ”
“ตื่นแล้วนะคะ น้าเห็นคุณหนูแกลงมาส่งคุณแม่ไปทำงานเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี้เองค่ะ”
“งั้นผมขอเข้าไปหาน้องได้ไหมครับ”
“เชิญค่ะ”
เพราะรู้จักกันมานาน การที่พาเธียรวิญช์เข้ามาในบ้านจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อก่อนนี้ก็เข้าออกที่นี่ราวกับเป็นบ้านตัวเองอาจเป็นเพราะช่อไม้มักจะชักชวนให้มาอยู่เล่นด้วยกัน หรือแม้แต่ตอนที่ช่อไม้ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย เธียรวิญช์ก็แวะมาเยี่ยมเยือนคุณหญิงเพ็ญศรีและคุณหญิงปานวาดอยู่บ่อยครั้ง
“คุณท่านค่ะ คุณเธียรมาค่ะ”
“สวัสดีครับคุณหญิงย่า” เพราะความเคยชินที่เรียกท่านแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยไม่ใช่เรื่องแปลกแม้ว่าจะไม่ได้เป็นอะไรกันมากกว่าเพื่อนบ้านก็ตาม
“อ้าว พ่อเธียรมานั่งนี่สิ นี่ถ้ามาเร็วกว่านี้คงได้ทานมื้อเช้าด้วยกันแล้ว”
คุณหญิงเพ็ญศรีนึกเสียดายที่เธียรวิญช์มาช้าไปเสียหน่อย เพราะเพิ่งกินมื้อเช้ากันเสร็จไม่กี่นาทีนี้ก่อนที่ปาดวานจะไปทำงาน หากมาเร็วกว่านี้อีกหน่อยคงได้ร่วมโต๊ะด้วยกัน
“ไว้วันหลังผมจะมาให้ทันมื้อเช้านะครับ”
“ได้สิ พุแล้วนะ ถึงย่าจะแก่แต่ก็ไม่ลืมหรอกนะ” หญิงชรายกยิ้มรับ พร้อมเอ่ยถามอีกครั้ง “มาหาช่อไม้หรือ”
“ครับ น้าวาดฝากให้น้องทำงานกับผม แต่นี่มันเลยเวลาแล้ว ผมเลยมาตามน่ะครับ”
“หลานคนนี้นี่ไม่รู้จักรักษาเวลาเลยจริง ๆ ทั้งที่ตื่นตั้งนานแล้วแท้ ๆ”
“ไม่เป็นไรครับ” เธียรวิญช์เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เขาไม่ได้จะมาเร่งรีบอะไรช่อไม้ เพียงแต่เขาเองก็ต้องไปทำงานเหมือนกัน จะให้มารอน้องทั้งวันก็คงไม่ได้ เพราะเมื่อวานนี้เขาก็ให้เวลาทำใจไปแล้ว
“สาว ขึ้นไปช่อไม้หน่อย”
“ช่อมาแล้วครับ”
เด็กหนุ่มที่ยืนลุกลี้ลุกลนอยู่ตรงทางเดินลงบันไดเมื่อครู่ ตอบกลับมาเสียงดังนำมาก่อนเจ้าตัว เขาเห็นเธียรวิญช์ผ่านทางหน้าต่างห้องนอนตั้งแต่อีกฝ่ายขี่มอเตอร์ไซค์มาเกือบถึงหน้าบ้าน ช่อไม้ไม่ได้ลืมว่าวันนี้ตนต้องไปทำงานกับเธียรวิญช์ตามที่แม่ได้ฝากฝังเอาไว้ แต่ใจมันยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้าจริง ๆ จัง ๆ เพราะที่ผ่านมาเขาเอาแต่หลบหน้าคนพี่ พอตกอยู่ในสถานการณ์บีบบังคับแบบก็แอบรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ทำไมช้านักละ พ่อเธียรเขาถึงขั้นต้องมาตามถึงที่บ้าน”
“ช่อท้องเสียครับ ก็เลยช้า” ปากพูดออกไปอย่างนั้น แต่ในใจพร่ำขอโทษคุณหญิงย่าซ้ำ ๆ ที่ต้องโกหก
“ท้องเสียหนักหรือเปล่า?”
“...”
“พ่อเธียรถามไม่ได้หรือช่อไม้”
“ได้ยินครับ”
“แล้วทำไมถึงไม่ตอบ”
ใบหน้าจิ้มลิ้มเจื่อนลงเล็กน้อย เมื่อน้ำเสียงของคุณหญิงย่าคล้ายกับกำลังดุกัน ช่อไม้รู้ดีว่าคุณหญิงย่าของตนนั้นเป็นคนเคร่งเรื่องมารยาทประมาณหนึ่ง บางอย่างอาจจะปล่อยผ่านไปได้ ทว่าหากเห็นถึงความไม่สมควรก็จะถูกตักเตือนหรือตำหนิอยู่กลาย ๆ ให้รู้ตัว
“ไม่หนัก เรากินยาแล้ว ดีขึ้นแล้ว”
“จะไปทำงานไหวใช่ไหม”
“ไหว..ครับ” ใจจริงก็อยากบอกว่าไม่ไหวอยู่หรอก แต่ถ้าหากไม่ไปกับคุณเธียรแล้วเลือกอยู่บ้าน วันนี้คงโดนอบรมมารยาทยกใหญ่แน่ ๆ ยิ่งตอนนี้จะยี่สิบสี่แล้วคุณหญิงย่าคงไม่มีทางปล่อยผ่านไปง่าย ๆ เหมือนตอนเด็ก ๆ ที่ยังไม่รู้ประสีประสา
“ถ้าอย่างนั้นย่าฝากน้องด้วยนะพ่อเธียร”
“ครับคุณหญิงย่า”
“ช่อไปนะครับคุณหญิงย่า”
เด็กหนุ่มนั่งลงข้าง ๆ พร้อมกอดคุณหญิงย่าของตน หอมแก้มซ้ายขวาฟอดใหญ่ เรียกเอาขวัญกำลังใจในการทำงานที่ไม่ได้เต็มใจอยากจะไปทำวันนี้
“ตั้งใจทำงานนะ อย่าดื้อกับพ่อเธียรเขามากนัก”
“ครับ”
อ้อนออดคุณหญิงอยู่ไม่นานก็ลุกขึ้นเดินตามเธียรวิญช์มาหน้าบ้าน กวาดตามองสำรวจมอเตอร์ไซค์ของเธียรวิญช์เป็นคันที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน นี่เขาต้องซ้อนท้ายคุณเธียรนั่งคันนี้ไปทำงานจริง ๆ เหรอ เมื่อก่อนนี้เคยนั่งซ้อนท้ายแค่ตอนอีกฝ่ายปั่นจักรยาน คงไม่พาข้างทางที่ไหนหรอกใช่ไหม
“คุณช่อ”
“...” เจ้าของชื่อละสายตาจากรถ ผินหน้ากลับมามองคนเรียก
“พร้อมไหม”
“...”
เพราะมัวแต่สำรวจรถพลางคิดถึงอดีตถึงไม่ทันรู้ตัวว่าระยะห่างของตัวเองกับเธียรวิญช์ห่างกันเพียงหนึ่งฝ่ามือกั้นเท่านั้น เป็นระยะที่ใกล้ที่สุดในรอบสิบปี และนั้นก็ทำให้ช่อไม้ได้รู้ว่า...
ตลอดระยะเวลาสิบปีที่เขาใช้ตัดใจ ดูเหมือนจะสูญเปล่าตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้สบตาคู่นี้อีกครั้ง
#คุณเธียรอย่าตื๊อ