Masukสามปีผ่านไป
บริษัทหวังเซิ่ง
หวังเจิ้นที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ เขาไปดูแลบริษัทสาขาต่างประเทศ ประเทศละครึ่งปี กลับมาอีกทีก็ครบสามปีพอดี
“ฉันมาพบประธานหวัง”
เจียงเหวินเหวินแต่งกายอย่างสวยงามมารอพบหวังเจิ้นตั้งแต่เช้า
“มาพบประธานหวังมีธุระอะไร”
เสียงของหญิงสาวอีกคน ใบหน้าสวยหยิ่ง เดินเข้ามาพร้อมกับปรายตามองเจียงเหวินเหวินด้วยความดูแคลน
“ไม่จำเป็นต้องมีธุระก็มาได้ ประธานหวังให้ฉันเข้าพบได้ตลอดเวลา”
เจียงเหวินเหวินเชิดหน้าใส่หญิงสาวคนนั้น
“หน้าด้าน”
หยางลี่ลี่เอ่ย เธอเดินไปหาเลขาสาวหน้าห้องที่เพิ่งมาถึงบริษัท
“ประธานหวังมาหรือยัง”
เลขาสาวมองผู้หญิงทั้งสองคนด้วยความอึดอัด ไม่รู้ต้องแก้ไขปัญหาในสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร
“คุณหยางเข้าไปนั่งรอในห้องรับรองได้เลยค่ะ”
เธอตอบเสียงสั่น สายตามองเจียงเหวินเหวินที่ส่งสายตากดดันมายังเธอ
“คุณเจียงก็เข้าไปรอด้านในได้เช่นกันค่ะ”
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวสองคนก็รีบเข้าไปนั่งรอที่ห้องรับรองแขกด้านหน้าห้องประธาน เลขาคนเดิมยกกาแฟมาให้ทั้งสองแล้วรีบไปทันที
“เธอมาหาหวังเจิ้นทำไม”
หยางลี่ลี่ถาม ตาคู่สวยมองจ้องเจียงเหวินเหวินด้วยความไม่พอใจ
“มารื้อฟื้นความทรงจำน่ะ”
เจียงเหวินเหวินหัวเราะพลางยิ้มมุมปากให้หยางลี่ลี่
“คุณหยางเป็นแฟนประธานหวัง แต่ก็แค่นั้น เพราะกลางคืนเขาอยู่กับฉัน”
เธอพูดยั่วให้อีกฝ่ายโมโห
“มารยา”
หยางลี่ลี่ยกแก้วกาแฟสาดใส่เจียงเหวินเหวิน เป็นจังหวะเดียวกันกับที่หวังเจิ้นเปิดประตูเข้ามาพอดี
“กรี๊ด”
เจียงเหวินเหวินกรีดร้องตกใจ เธอหันมองชายหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาแล้วทำหน้าตาน่าสงสาร
“ประธานหวังคะ ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ คุณหยางหึงหวงรุนแรงอีกแล้ว”
เธอหยิบกระดาษทิชชูมาซับกาแฟที่เลอะตัวเอง ปากก็รีบฟ้องทันใด
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
หวังเจิ้นรีบเดินไปดูเจียงเหวินเหวิน เมื่อเห็นว่ากาแฟที่สาดแค่อุ่น ไม่ได้ร้อนมากก็รู้สึกโล่งอก
“ไปทำความสะอาดตัวเถอะ เดี๋ยวเลขาเอาชุดมาให้เปลี่ยน”
“นางนี่มีชุดอยู่ที่บริษัทด้วยหรือคะ”
หยางลี่ลี่ขึ้นเสียงถามชายหนุ่ม หน้าตาไม่พอใจชัดเจน
“ชุดพนักงาน หากคุณเสื้อเลอะแบบนี้ ก็ต้องใส่ชุดพนักงานเช่นกัน”
หวังเจิ้นเก็บอารมณ์หงุดหงิด เขาเดินหนีเข้าห้องทำงานของตัวเอง ให้สวี่เหยาคอยดูแลผู้หญิงสองคนนี้แทน
สวี่หยางแอบถอนหายใจ เรื่องระหว่างหยางลี่ลี่และเจียงเหวินเหวินทำให้เสียสุขภาพจิตทุกครั้ง
“ท่านประธาน”
สวี่เหยากำลังจะเอ่ยปาก ก็ถูกหวังเจิ้นพูดแทรก
“สวี่เหยา ประกาศรับสมัครเลขาเพิ่มด่วน เอาคนที่จบจิตวิทยา หรือไม่ก็คนที่สามารถรับมือสองคนนี้ได้”
หวังเจิ้นถอนหายใจ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยล้า เดินทางด้วยเครื่องบินหลายชั่วโมงก็เพลียอยู่แล้ว เจอเรื่องของผู้หญิงสองคนนี้อีกทำให้รู้สึกเสียพลังงานเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
“ได้เลยครับ”
สวี่เหยาเปลี่ยนสีหน้าเป็นสดใสทันใด
“จะรีบดำเนินการครับ” ขายาวก้าวออกนอกห้องด้วยความดีใจ
........
สถานีรถไฟความเร็วสูง เมืองหนานอัน
หญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งอุ้มเด็กน้อยหน้าตาน่ารักในอ้อมแขน สายตามองรอบสถานีรถไฟ ก่อนย้อนคิดถึงอดีต
“กลับมาจนได้”
เธอพูดพึมพำกับตัวเองแล้วอุ้มเด็กน้อยเดินออกจากสถานี
“หวันหวั่น”
“ม่านฉี”
เว่ยหวั่นหันหน้าไปทางต้นเสียง ยกแขนข้างหนึ่งโบกให้ผู้ร้องเรียก
“เป่าเปา เรียกคุณน้าหน่อยสิจ้ะ” เธอพูดกับเด็กน้อยในอ้อมแขน
“คุณน้า”
เด็กชายแก้มป่องมองจ้องหญิงสาวที่เดินมาใกล้ตาไม่กระพริบ
“หล่อจริงเชียว น้าชื่อเฉิงม่านฉีนะจ๊ะ ไหนขอน้าอุ้มหน่อย”
มือเรียวยกขึ้นมาทำท่าจะอุ้ม เด็กน้อยอ้าแขนโอบคอหญิงสาวให้เธออุ้มทันที
“เจ้าชู้ไม่เบา”
เว่ยหวั่นหัวเราะให้เจ้าก้อนแป้งน้อยของตน
“ไปกันเถอะ ฉันเพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่ ยกให้หวันหวั่นคนดีพักเลยหนึ่งห้อง”
เฉิงม่านฉีพูดอย่างมีความสุข เธอเป็นเพื่อนสนิทของเว่ยหวั่น ไปเรียนต่อต่างประเทศเพิ่งกลับมาถึงไม่กี่วัน เว่ยหวั่นก็ติดต่อมาพอดี
มีเพื่อนมาอยู่ด้วยกันจะได้ไม่เหงา
“ขออยู่ไม่นานนะ ถ้าหาที่พักได้จะรีบย้ายออก”
เว่ยหวั่นพูดด้วยความเกรงใจ
“จะรีบทำไมล่ะ ใช่มั้ยเป่าเปา ไม่สิ น้าต้องเรียกว่าอี้อี้ตัวน้อย”
เฉิงม่านฉีพูดกับเด็กน้อยที่หัวเราะอารมณ์ดี เธอเดินนำหน้าไปยังรถที่มารอรับ
“ฉันเตรียมคาร์ซีทให้หลานชายสุดหล่อเชียวนะ” เธอพูดอวดเว่ยหวั่น
“จะอยู่ด้วยกันไม่กี่วันไม่ได้นะ ไม่คุ้ม”
“จ้า เพื่อนคนดี” เว่ยหวั่นหัวเราะ “ช่วยเลี้ยงหลานด้วยนะ”
“ได้เลย”
........
คอนโด A ใจกลางเมือง
หลังจากจัดของเรียบร้อยแล้ว เว่ยหวั่นก็ปล่อยให้เว่ยหลินอี้ หรือ อี้อี้ลูกชายตัวน้อยนั่งเล่นของเล่นอยู่ด้านข้าง
“มีลูกเร็วก็ดีนะ แถมยังหล่ออีกด้วย”
เฉิงม่านฉีมองเด็กน้อยพลางพูดปลอบใจเพื่อน
ช่วงที่เว่ยหวั่นมีเรื่อง เธอไม่ได้อยู่ในประเทศ จึงไม่ได้คอยให้กำลังใจเพื่อน
เว่ยหวั่นมองตาม
“ก็จริง ช่วงนี้กำลังดื้อเลยล่ะ ใกล้จะสองขวบครึ่งแล้ว”
“แล้วพากลับมา จะพาไปหาพ่อหรือเปล่า”
“ไม่หรอก พาไปหาก็ใช่ว่าพ่อจะชอบใจ หลานคนนี้คงไม่อยากรู้จักหรอกมั้ง”
เว่ยหวั่นเปิดโน้ตบุ๊ค ค้นหาตำแหน่งงานที่น่าสนใจ
“ที่พากลับมาเพราะจะให้ชื่อมาอยู่ในทะเบียนบ้านที่นี่น่ะ เวลาเข้าเรียนจะได้สะดวก”
เธออธิบายให้เฉิงม่านฉีฟัง
“จริงด้วยสินะ ใกล้เข้าโรงเรียนแล้ว” เฉิงม่านฉีหยิบขนมแล้วยื่นให้เด็กน้อย
“อี้อี้ น้าให้ขนม อร่อยนะ”
เด็กชายแก้มป่องวางของเล่นทันทีแล้วรับขนมอย่างรวดเร็ว
“ขอบคุณน้าเฉิง”
“พูดเก่งแล้วนะเนี่ย” หญิงสาวหัวเราะเอ็นดู
“ช่วงนี้อยู่บ้านใช่มั้ย ฝากเลี้ยงอี้อี้ด้วยนะ” เว่ยหวั่นพูด สายตามองอีเมล์ที่เพิ่งได้รับ
“ได้สิ ฉันขายของออนไลน์ อยู่บ้านแทบตลอดเวลา มีเวลาเล่นกับอี้อี้ทั้งวัน”
“ส่งใบสมัครไม่ถึงห้านาทีก็ได้อีเมล์ให้ไปสัมภาษณ์แล้ว”
เว่ยหวั่นตาโต พูดกับเพื่อนสาวด้วยความตื่นเต้น
“บริษัทอะไร”
เฉิงม่านฉีมองหน้าจอ สายตามองหาชื่อบริษัท
“หวังเซิ่ง เป็นไง เจ๋งใช่ไหมล่ะ”
“ที่สุด ประธานหวังเจ้าของบริษัทก็นิสัยดีอยู่นะ ฉันเคยเจอครั้งสองครั้งสมัยอยู่ต่างประเทศ”
“ก็ดีน่ะสิ”
เว่ยหวั่นถอนหายใจโล่งอก หันไปบอกเจ้าก้อนแป้งตัวน้อย
“เป่าเปา เก็บของเล่นได้แล้วจ้ะ หม่าม้าจะพาเข้านอน”
เด็กชายตัวน้อยหน้าบูดไม่พอใจ แต่ก็ไม่เถียงแม่ของตัวเอง เขาเก็บของเล่นใส่กล่องอย่างเชื่อฟัง
“โอ้ย น่ารัก ว่านอนสอนง่าย ฉันอยากมีลูกแบบนี้บ้าง ต้องหาพ่อเด็กแถวไหนถึงจะได้แบบนี้”
เว่ยหวั่นมองค้อนเฉิงม่านฉี สายตาราวกับอยากจะกัดจมเขี้ยว
“หาได้ตามโรงแรม ฉันพาไปมั้ย”
เธอพูดแล้วก็เดินนำเว่ยหลินอี้ตัวน้อยเข้าห้องนอน
........
บริษัทหวังเซิ่ง
“คุณเว่ยหวั่นใช่ไหมคะ เชิญที่ห้องประชุมเล็กชั้นห้าสิบหกได้เลยค่ะ”
พนักงานฝ่ายประชาสัมพันธ์บอกเมื่อหญิงสาวเดินทางไปถึง
“ไม่ใช่สัมภาษณ์ที่แผนกบุคคลหรือคะ”
เว่ยหวั่นถามด้วยความแปลกใจ
“ตำแหน่งที่คุณสมัคร กรรมการสัมภาษณ์คนละชุดกับตำแหน่งอื่นค่ะ”
ชั้นห้าสิบหก
หน้าห้องประชุมเล็ก หญิงสาวยืนสงบสติอารมณ์ครู่หนึ่งก่อนเปิดประตูเข้าไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“สวัสดีค่ะ”
เว่ยหวั่นก้มศีรษะให้กับผู้ที่อยู่ในห้องประชุม เธอเงยหน้าขึ้น พบว่ามีเพียงบุรุษสองคนในห้องเท่านั้น
“คุณเว่ยหวั่น เชิญนั่งครับ” สวี่เหยากล่าวด้วยวาจาสุภาพ
“ค่ะ”
นัยน์ตาหงส์กวาดมองสตรีที่เข้ามาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ริมฝีปากบางไม่ได้เอ่ยอันใดออกมา
“คุณเว่ยหวั่นสนใจงานตำแหน่งเลขาใช่ไหมครับ คุณรู้หรือไม่ว่างานเลขาต้องทำอะไรบ้าง”
สวี่เหยาเริ่มสัมภาษณ์ทันที
“ทราบค่ะ ดิฉันเคยทดลองงานเป็นเลขามาก่อนหน้านี้”
เว่ยหวั่นเล่าเรื่องงานที่เธอเคยทำอย่างละเอียด
“แต่ที่นี่อาจจะต้องเพิ่มหน้าที่นะครับ หน้าที่ในการจัดการ เอ่อ คน ไม่ให้ทะเลาะหรือก่อเรื่องขึ้น”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนตอบฉะฉาน
“ดิฉันไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีมากแค่ไหน แต่จะตั้งใจทำงานตามที่รับมอบหมายอย่างสุดความสามารถค่ะ”
“เราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่า”
อยู่ดีๆ หวังเจิ้นก็พูดขึ้น
เว่ยหวั่นทำตาโตประหลาดใจ เธอหันมองบุรุษที่ถาม จากนั้นก็ส่ายศีรษะ
“ไม่เคยเจอค่ะ”
หวังเจิ้นขมวดคิ้วครุ่นคิด เขาก็คิดว่าตนเองไม่เคยเจอเธอ แต่เสียงของเธอเหมือนจะเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
มือหนาเปิดดูใบประวัติของหญิงสาว
“คุณร้องเพลงด้วยหรือ”
“ใช่ค่ะ บางครั้งดิฉันก็รับร้องเพลงตามร้านอาหารหรืองานต่างๆ” เว่ยหวั่นกล่าวอย่างไม่ปิดบัง
“อ่อ” ชายหนุ่มพยักหน้าทำท่าเข้าใจ
บางทีเขาอาจเคยได้ยินเสียงของเธอที่ร้านอาหารก็เป็นไปได้
ไช่ฮุ่ยซินมีสีหน้าแปลกประหลาด แต่หวังไท่เริ่มยิ้มแย้มอู๋โม่เหยียนยื่นซองสีน้ำตาลให้ไช่ฮุ่ยซิน“เผื่อคุณป้ามีข้อสงสัย”หวังไท่ยื่นมือแย่งซอง เขาอ่านบนหน้าซอง“ผลการตรวจดีเอ็นเอ” จากนั้นก็วางบนโต๊ะไม่เปิดออกมาดู“จะดูทำไม ดีเอ็นเออยู่บนใบหน้า ดูสิ หล่อเหมือนปู่ไม่มีผิดเพี้ยน”เขาหัวเราะชอบใจ“เอ้ยเอ้ย หล่อเหมือนปู่ตรงไหน หล่อเหมือนพ่อสิ”หวังเจิ้นรีบแย้งเว่ยหลินอี้ส่ายหน้า“อี้อี้ไม่อยากเป็นคนหล่อแล้ว มีแต่คนอยากเหมือน”คำพูดของเขา ทำให้คนฟังหัวเราะด้วยความเอ็นดูไช่ฮุ่ยซินเอื้อมมือจับแก้มเด็กชายแก้มป่อง“หลงตัวเองแบบนี้ เหมือนปู่กับพ่อมาก” เธอหัวเราะขำเด็กน้อยหยางลี่ลี่ใบหน้าบูดเบี้ยวไม่น่าดู เธอลุกจากโต๊ะดึงพ่อกับแม่ของตัวเองให้ลุกตาม“คุณพ่อคุณแม่คะ ไว้หนูจะหาสามีที่หล่อและเก่ง แต่ลูกของหนูต้องหน้าคล้ายหนูเท่านั้น”คุณหยางและคุณนายหยางส่งสายตาเกรงใจให้กับหวังไท่และไช่ฮุ่ยซิน พวกเขาทั้งสี่เป็นเพื่อนกันมานานย่อมไม่โกรธกันเรื่องพวกนี้ และพวกเขาก็รู้ถึงนิสัยดื้อรั้นของหยางลี่ลี่ดี“กลับก่อนนะ ไว้ค่อยคุยกันใหม่”คุณหยางยกมือลา แล้วเดินตามลูกสาวและภรรยาขึ้นรถกลับบ้านทันที“หนูชื่ออะไรนะ
เมื่อแขกมาเกือบครบ เว่ยหวั่นก็ออกจากห้อง เหลือหวังเจิ้นและสวี่เหยานั่งภายในห้องอย่างใจเย็นเข้าไปในงาน เมิ่งอวิ่นเอินก็มาหาเธอพร้อมสีหน้าเป็นห่วง“หวันหวั่นไปไหนมา ผมหาคุณตั้งนาน คิดว่าไม่สบายเสียอีก”เขาเป็นห่วงกลัวสภาพจิตใจเธอที่ต้องมางานแต่งงานคู่หมั้นเก่า“อยู่คนเดียวในงานรู้สึกแปลกๆ ค่ะ ฉันรอแขกมาเยอะถึงค่อยเข้ามา”“ไปนั่งตรงนั้นกันเถอะ”เมิ่งอวิ่นเอินเดินนำเว่ยหวั่นเข้าไปนั่งโต๊ะด้านหน้า เว่ยหวั่นหยุดทักทายประธานเมิ่งและคุณนายเมิ่ง ก่อนนั่งโต๊ะข้างกันประธานเมิ่งหรือเมิ่งซานยิ้มให้เว่ยหวั่น เขาเอ็นดูเด็กสาวคนนี้มานานแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อนเขาก็ไม่เคยคิดที่จะตำหนิเธอ ยกเว้นมู่อิง ภรรยาของเขาที่ทำทีรังเกียจเว่ยหวั่นตั้งแต่นั้นมา“กล้าเสนอหน้ามางานอีก น่าเอ๋อร์ก็ใจกว้างที่เชิญผู้หญิงแบบนี้มาเป็นแขกร่วมงาน”มู่อิงเอ่ยปาก เสียงดังได้ยินกันทั่วทั้งโต๊ะเมิ่งอวิ่นเอินดึงเว่ยหวั่นให้นั่งลงทันที เขากระซิบข้างหูเธอ“ไม่ต้องไปใส่ใจ”ถึงเวลาเริ่มงาน คู่บ่าวสาวเดินขึ้นเวที ฝูเหวยน่ายิ้มแย้มสดใส ส่วนเมิ่งอวิ่นเฉินสีหน้าไม่ยินดียินร้ายหน้าจอโปรเจคเตอร์ฉายภาพหวานของเจ้าบ่าวเจ้าสาว
หวังเจิ้นเดินไปหาเว่ยหวั่น เขาแก้เชือกบริเวณมือและเท้าที่มัดหญิงสาว เอาผ้าปิดปากออก แล้วประคองเธอไปนั่งโซฟาที่เสิ่นหลงเพิ่งนอนเมื่อครู่อู๋โม่เหยียนจับเว่ยหลันและเสิ่นหลงนั่งคุกเข่าลงกับพื้นราวกับนักโทษรอฟังคำพิพากษาหวังเจิ้นนั่งไขว่ห้างบนโซฟา มือหนาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูรายงานที่สวี่เหยาเพิ่งส่งให้“ยักยอกเงินของบริษัทหย่งเหอ ยี่สิบล้านหยวน”นัยน์ตาหงส์ชำเลืองมองหญิงสาวที่นั่งข้างๆ เห็นเธอมุ่นคิ้ว สีหน้าขุ่นเคืองชัดเจน“ยักยอกเงินบริษัทซานเซียน ห้าสิบล้านหยวน เป็นลูกกตัญญูกันเสียจริง”หวังเจิ้นเอ่ยชมเว่ยหลันและเสิ่นหลงน้ำเสียงเยือกเย็น“แล้วยังกล้าจับคนของฉัน ใจกล้าคับฟ้าจริงนะ”หวังเจิ้นขึ้นเสียงใส่คนทั้งสอง“ประธานหวัง ผมผิดไปแล้ว ปล่อยพวกเราเถอะ”เสิ่นหลงตัวสั่นด้วยความกลัว พยายามพูดอ้อนวอนขอร้อง“ที่จริงฉันควรจะซ้อมพวกแกให้หลาบจำแล้วส่งเข้าคุก แต่เห็นแก่หน้าเว่ยหวั่นและพ่อตา กลัวว่าเขาจะจำหน้าลูกสาวและว่าที่ลูกเขยไม่ได้”หวังเจิ้นส่งสายตาไปทางอู๋โม่เหยียน“ส่งไปให้ตำรวจ เอาหลักฐานทุกอย่างที่มีไปให้หมด”“ได้”อู๋โม่เหยียนรับคำ เขาให้ลูกน้องลากเสิ่นหลงและเว่ยหลันออกนอกห้องทันที
เสิ่นหลงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เขาเปิดภาพเว่ยหวั่นและเฉิงม่านฉีจูงเด็กชายตัวน้อยเดินซื้อของอยู่ในห้างสรรพสินค้าเว่ยหลันหยุดทะเลาะ เธอก้มหน้าลงมองภาพนั้นใกล้ๆ“เด็กนี่ลูกใคร”“ถ้าเว่ยหวั่นเคยนอนกับประธานหวัง เด็กนี่ก็ต้องลูกของมันกับประธานหวังนั่นแหละ ดีเอ็นเอชัดเจนอยู่บนใบหน้า” เสิ่นหลงพูด“ถ้าพวกนั้นได้เจอกันก็ต้องรู้แล้วว่าเป็นพ่อลูก ถ้าดูไม่ออกก็โง่มาก”เขาพูดต่อ สายตาเต็มไปด้วยแผนการชั่วร้ายเว่ยหลันเห็นสีหน้าแฟนหนุ่มก็ถามขึ้นรวดเร็ว“มีแผนอะไร”“จับตัวเรียกค่าไถ่”เสิ่นหลงเหยียดยิ้มมุมปาก เข้าหยิบโทรศัพท์โทรสั่งลูกน้องของตัวเองทันที“ไปสืบมาว่าประธานหวังเจิ้นของหวังเซิ่งไปไหน แล้วก็จับตัวเด็กผู้ชายที่อยู่กับเขามา รูปถ่ายเดี๋ยวฉันจะส่งตามไป”“เรียกค่าไถ่บวกเงินที่ยืมไปของฉันด้วยนะ”เว่ยหลันสะกิดบอกเขา“ไม่ลืมหรอก บวกกำไรเพิ่มอีกด้วย” เขาคว้าร่างของเว่ยหลันมากอด มืออีกข้างลูบไล้อยู่แถวสะโพกของเธออย่างหื่นกระหาย“ไปคุยกันบนเตียงดีกว่า ทะเลาะบนเตียงก็เร้าใจไปอีกแบบ”เขาอุ้มร่างของหญิงสาวเข้าห้องนอนโดยไม่รีรอ........รีสอร์ทเมืองฮุ่ยอินหวังเจิ้นสั่งให้สวี่เหยาและลุงไป๋คนขับรถอยู่
เช้าวันถัดมาเมื่อเว่ยหวั่นพาเว่ยหลินอี้ลงจากห้องก็เห็นว่ามีอาหารเช้าวางอยู่เต็มโต๊ะแล้ว“เลขาสวี่ทำอาหารเองเลยหรือคะ”“เปล่าครับ ทางรีสอร์ทจัดมา”สวี่เหยาเลื่อนเก้าอี้ออกเพื่อให้กับเว่ยหวั่นและเด็กชายตัวน้อยได้นั่ง“ประธานหวังล่ะคะ”เว่ยหวั่นถาม ในหัวคิดเรื่องของเมื่อคืนอย่างห้ามไม่อยู่“ออกไปวิ่งครับ เดี๋ยวก็คงมา”“ค่ะ”เธอพยักหน้า แล้วหันไปพูดกับเว่ยหลินอี้“เป่าเปา ถ้ากินอิ่มแล้วหม่าม้าจะพาไปแช่น้ำพุร้อนนะ” “จอมมารไม่ไปด้วยเหรอ”“เดี๋ยวจอมมารก็ตามไปจ้ะ”เว่ยหวั่นตักโจ๊กป้อนลูกชาย ส่วนขนมปังให้เขากินด้วยตัวเองตอนที่เว่ยหวั่นพาเว่ยหลินอี้ออกไปเดินเที่ยว หวังเจิ้นก็กลับเข้ามาพอดีสวี่เหยายื่นแฟ้มให้เขาสองแฟ้ม แฟ้มหนึ่งเป็นเรื่องของเจียงเหวินเหวิน อีกแฟ้มคือเรื่องของเว่ยหวั่นในแฟ้มของเจียงเหวินเหวิน มีภาพของเธอตอนไปเปิดห้องที่โรงแรมในตอนบ่าย แต่หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้กลับเข้าไปอีกเลยยืนยันได้ว่าผู้หญิงในคืนนั้นไม่ใช่เธอแน่นอนแต่ว่าในกล้องวงจรปิดของโรงแรมในวันนั้นถูกลบจนเกลี้ยง เขาเลยไม่มีข้อมูลของผู้หญิงที่เขานอนด้วยในคืนนั้นหวังเจิ้นทอดถอนใจ เขาเปิดอีกแฟ้มมาดูโดยไม่รอช้าประวัติข
หวังเจิ้นอุ้มเว่ยหลินอี้ก่อนเปลี่ยนให้เขาขี่คออย่างตามใจ เว่ยหวั่นมองตามหลังคนทั้งสอง ในใจมีความสุขอย่างประหลาด“เด็กควรมีพ่อด้วยสินะ”เธอเดินตามหลังพวกเขาช้าๆ ในหัวเริ่มคิดหาพ่อให้เจ้าก้อนแป้งน้อยมีพ่อคอยปกป้อง เป็นฮีโร่ของลูก เขาถึงจะได้เป็นเด็กที่มีครอบครัวที่สมบูรณ์ “ตลาดกลางคืนจะมีตอนหัวค่ำใช่ไหม”หวังเจิ้นเอ่ยถามเว่ยหวั่น เขาจับเด็กชายตัวน้อยนั่งตักขณะที่ตัวเองนั่งบนโขดหินริมน้ำตก มือหนาจุ่มน้ำแล้วสลัดใส่เด็กน้อยสนุกสนาน “ใช่ค่ะ ตลาดกลางคืนที่ถนนริมแม่น้ำ ของกินของใช้และเสื้อผ้ามีขายเยอะมาก” “งั้นอีกสักพักพวกเราเอารถออกแล้วไปเดินเที่ยวกัน”หวังเจิ้นมองหญิงสาวที่มีคำถามบนใบหน้า “ผมไม่ได้เดินเที่ยวตลาดกลางคืนนานมากแล้ว เกินสิบปีได้แล้วมั้ง” “อ่อ เดี๋ยวฉันเป็นเจ้าถิ่นนำทางเองค่ะ”เว่ยหวั่นเคยอยู่เมืองนี้ถึงสามปี คลอดลูกก็ยังคลอดที่โรงพยาบาลของเมืองนี้ ที่นี่ถือได้ว่าเป็นบ้านหลังที่สองของเธอ เมื่อพระอาทิตย์ใกล้สิ้นแสง หวังเจิ้นก็อุ้มเว่ยหลินอี้กลับบ้านพัก เขาจับเด็กชายแก้มป่องนั่งที่คาร์ซีท ให้เว่ยหวั่นนั่งดูแลด้านข้าง ส่วนเขาปร






![คุณหมอจองจำรัก [นิยายชุด จำยอมรัก 1]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
