LOGINบริษัทหวังเซิ่ง
หวังเจิ้นมาถึงบริษัทตั้งแต่เช้า เมื่อเข้ามาในห้องทำงานก็เห็นเว่ยหวั่นกำลังจัดกองเอกสารอย่างตั้งใจ
เขาเดินเข้าไปถึงข้างหลังเธอ ห่างเพียงไม่กี่ก้าว แต่เธอก็ยังไม่รู้สึกตัว
ชายหนุ่มยืนอมยิ้ม รอดูตอนเธอสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นว่าเขาอยู่ในห้อง
ในระหว่างที่เขายืนรออยู่นั้น เว่ยหวั่นก็เดินถอยหลังจนมาชนร่างกำยำของเขา
“อุ๊ย”
หญิงสาวอุทานด้วยความตกใจ ร่างบางที่ชนตั้งหลักไม่อยู่ เมื่อเห็นว่าจะล้มเธอจึงคว้าแขนของหวังเจิ้นตามสัญชาตญาณ
ชายหนุ่มรีบคว้าตัวเธอมาอยู่ในอ้อมแขน ถ้าไม่ทำเช่นนี้มีหวังคงได้ลงไปนอนกองกับพื้นทั้งคู่
เรือนร่างอวบอิ่มอยู่ในอ้อมแขนเขาอีกครั้ง หวังเจิ้นรับรู้ถึงความนุ่มเด้งของหญิงสาว มือก็รีบผลักเธอให้ออกห่างจากตัวด้วยความไว
อยู่ในท่านี้นานไม่ได้ เดี๋ยวของขึ้น
เขากระแอมแก้เขิน
“เลขาเว่ยออกไปทำงานเถอะ”
“ขอโทษค่ะ”
เว่ยหวั่นพูดพลางรีบออกจากห้อง
ใช่แน่ๆ ท่านประธานไม่ชอบผู้หญิง ก็ดีนะ จะได้ทำงานกับเขาอย่างสบายใจ
หญิงสาวคิดแล้วก็อมยิ้มอารมณ์ดี
“ฉันต้องอยู่ให้ห่างจากเลขาเว่ย” หวังเจิ้นพึมพำกับตัวเอง
แล้วทำไมไม่เอามาใกล้เลยล่ะ ในเมื่อมีความรู้สึกแบบนี้
ความคิดบางอย่างแล่นเข้ามาในหัวอย่างควบคุมไม่ได้
มีเวลาแค่หนึ่งปีเท่านั้น ทำอะไรสักอย่างได้แล้ว
หวังเจิ้นขมวดคิ้วครุ่นคิดครู่หนึ่งก็สะบัดศีรษะสลัดความคิดไร้สาระให้ออกไปจากสมอง
นัยน์ตาหงส์มองผ่านผนังกระจกมองเว่ยหวั่นที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงาน
ผู้หญิงคนนี้ก็น่าสนใจดีนะ
มือเรียวลากเมาส์คลิกดูประวัติของหญิงสาวในระบบ
สถานะ ‘โสด’
ริมฝีปากบางยกยิ้มด้วยความพึงพอใจ หากเธอไม่มีแฟน เขาอาจจะลองเปิดใจศึกษานิสัยใจคอก็เป็นได้
........
คอนโด A ใจกลางเมือง
“หม่าม้า น้าเฉิงพาอี้อี้ไปซื้อของข้างนอก มีแต่คนบอกว่าอี้อี้หล่อมาก”
เด็กชายแก้มป่องเล่าให้มารดาตัวเองฟัง
เว่ยหวั่นจ้องมองใบหน้าของลูกชาย จู่ๆ ภาพใบหน้าของหวังเจิ้นก็ลอยขึ้นมาซ้อนทับกับภาพลูกน้อยที่เห็นตรงหน้า
คล้ายกันจริงๆ คล้ายกันมาก
ถ้าไม่ติดว่าหวังเจิ้นไม่ชอบผู้หญิง เธอก็คงมีความคิดแวบเข้ามาในหัวว่าพ่อของลูกอาจจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับหวังเจิ้นก็ได้ ทั้งหวังเจิ้นก็เป็นลูกชายคนเดียว ไม่มีพี่น้องผู้ชาย ดังนั้นมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะเกี่ยวข้องกัน
สงสัยว่าคนหล่อตอนเด็กหน้าตาจะแนวนี้เหมือนกันหมด
ดารารูปหล่อหลายคนยังมีใบหน้าคล้ายกันเลย
คิดได้เช่นนี้เว่ยหวั่นก็ชวนลูกชายเล่นของเล่นพร้อมกับนอนคุยกันสนุกสนาน
“อี้อี้สุดหล่ออยากเป็นดาราไหม”
“ไม่อยากเป็น” เด็กชายตัวน้อยส่ายหน้า
“แล้วอี้อี้อยากเป็นอะไร” เว่ยหวั่นมองหน้าลูกชายสายตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“อยากเป็นพ่อมด”
“ฮ่าฮ่า”
หญิงสาวคว้าลูกชายมากอดแล้วหอมแก้มป่องของเขาทั้งสองข้าง
เสียงข้อความโทรศัพท์ดังขึ้น เฉิงม่านฉีเปิดประตูห้องเข้ามาพอดี เว่ยหวั่นหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู หัวคิ้วขมวดแทบจะเป็นปมจนเฉิงม่านฉีต้องเอ่ยปากถาม
“มีเรื่องอะไร”
“เมิ่งอวิ่นเฉินจะนัดเจอฉัน บอกว่าขอโทษเรื่องฝูเหวยน่า”
เว่ยหวั่นตอบ นิ้วเรียวกำลังจะกดตอบ
‘ไม่จำเป็น’
“ไปคุยกับเขาให้รู้เรื่องดีกว่า” เฉิงม่านฉีแนะนำ
“ไม่ได้คุยกันตั้งแต่ตอนนั้นนี่ พูดให้จบๆ ไม่ต้องมาข้องเกี่ยวกันอีก”
“อืม ก็ได้” เว่ยหวั่นรับคำ
ดีเหมือนกัน เคลียร์ให้จบไม่ต้องมีอะไรคาใจ
“ให้ฉันไปด้วยไหม”
เฉิงม่านฉีถามอย่างกระตือรือร้น
“ถ้าไปแล้วใครจะเลี้ยงลูกให้ฉันล่ะ”
เว่ยหวั่นจ้องตาเพื่อนสาวก่อนหัวเราะออกมาเสียงดัง
“อี้อี้อยากเล่นน้ำ”
เว่ยหลินอี้เด็กชายตัวน้อยพูดแทรกขึ้นถูกจังหวะ สายตามองมายังหญิงสาวทั้งสอง มือน้อยชี้ที่โฆษณาสวนน้ำในโทรทัศน์
“ได้ น้าเฉิงจะพาอี้อี้ไปเอง”
........
พักกลางวันของวันถัดมา เว่ยหวั่นก็ไปพบเมิ่งอวิ่นเฉินในร้านอาหารที่นัดไว้ เธอเปิดประตูร้าน สายตามองเห็นชายหนุ่มนั่งโบกมือให้อยู่ที่โต๊ะริมกระจก
หญิงสาวเดินเข้าไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มือเล็กหยิบเมนูอาหารมาดูด้วยความเคยชิน
“ผมสั่งไว้ให้คุณแล้ว”
เมิ่งอวิ่นเฉินพูดขึ้น
“อ่อ ขอบคุณค่ะ”
เว่ยหวั่นปิดเมนูทันที เธอเงยหน้าจากเมนูขึ้นมองใบหน้าเขาแทน
สายตาของเมิ่งอวิ่นเฉินจ้องกลับ เขามีท่าทางลังเลใจที่จะชวนเธอคุย
“นัดฉันมามีธุระอะไรหรือคะ”
เว่ยหวั่นเปิดการสนทนา ไม่ให้ความเงียบเข้ามาทำให้อึดอัด
หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงนั่งเงียบอีกคน แต่เวลาผ่านไปนานจนเธอลืมตัวเองที่นิสัยแบบนั้นเสียแล้ว
เมิ่งอวิ่นเฉินเลิกคิ้วประหลาดใจ
“ไม่ได้เจอกันนาน หวันหวั่นสบายดีไหม”
“สบายดีค่ะ” เธอตอบตามมารยาท
“นัดฉันมานอกจากจะขอโทษยังมีธุระอะไรอีกไหมคะ”
“ไม่มีธุระอะไรหรอก เห็นเพื่อนเก่าก็เลยคิดถึง อยากพูดคุยด้วย”
“เพื่อนเก่า”
เว่ยหวั่นทวนคำ เธอหัวเราะเล็กน้อย
“เพื่อนเก่าบางคนก็ไม่มีเรื่องที่ต้องพูดคุยกันนะคะ”
ความจำในวันนั้นผุดขึ้นมา หลังจากที่เมิ่งอวิ่นเฉินเห็นคลิปที่ถูกปล่อย เขาก็หายไปจากชีวิตเธอตั้งแต่วันนั้น ไม่มีการให้กำลังใจหรือคำถามแม้แต่ประโยคเดียว
อย่าว่าแต่เป็นคู่หมั้นคนรักกันเลย ไม่มีเพื่อนคนไหนที่ทำกันแบบนี้
ถ้าเป็นแค่คนรู้จักก็ว่าไปอย่าง
“คุณก็รู้จักนิสัยผม มันไม่ง่ายเลยที่จะพูดอะไรออกมา”
เมิ่งอวิ่นเฉินเอ่ยน้ำเสียงสำนึกผิด
“ค่ะ ฉันเข้าใจ”
เธออยากจะลุกออกไป แต่ติดว่าควรอยู่ทานอาหารกับเขาให้เสร็จก่อน จะได้ถือว่าไม่เสียมารยาท
นั่งคุยกับเมิ่งอวิ่นเฉินไม่ถึงสิบนาที อยู่ดีๆ ก็ถูกน้ำเย็นสาดใส่ทั้งใบหน้าและเสื้อผ้าโดยที่ไม่ทันตั้งตัว
“ไหนว่าไม่ได้อ่อย นี่เห็นคาตาเลยนะ”
ฝูเหวยน่าพูด มือเรียวง้างตบแก้มของเว่ยหวั่นทันที
เว่ยหวั่นที่นั่งบนเก้าอี้ เมื่อถูกน้ำสาดและถูกตบหน้ากะทันหันเธอจึงมีปฏิกิริยาตอบกลับช้ากว่าควรจะเป็น
“โดนแจ้งความคราวก่อนคงยังไม่เข็ด”
เสียงดุดันของบุรุษผู้หนึ่งดังขึ้น
เว่ยหวั่นและฝูเหวยน่าหันไปดูก็เห็นหวังเจิ้นและสวี่เหยายืนนั่งอยู่ที่โต๊ะด้านข้าง
“เลขาเว่ย มานี่”
หวังเจิ้นเรียกหญิงสาวให้ไปอยู่ข้างกาย สายตาบ่งบอกไม่ให้เธอทำอะไรผลีผลาม
“ค่ะ”
เว่ยหวั่นตอบ มองเมิ่งอวิ่นเฉินที่ทำตัวไม่ถูก ใบหน้าเลิ่กลั่กชัดเจน เธอเหยียดยิ้มมุมปาก
เป็นผู้ชายที่พึ่งพาอะไรไม่ได้เสียจริง
“เลขาสวี่อัดคลิปที่คุณสาดน้ำและตบหน้าคนของผมแล้ว รอขึ้นโรงพักอีกรอบได้”
หวังเจิ้นพูดน้ำเสียงเย็นชาใส่ฝูเหวยน่า ก่อนหันไปทางสวี่เหยา
“ไปจัดการให้เรียบร้อย”
“ครับ”
สวี่เหยารับคำ ดวงตาคมมองฝูเหวยน่าแล้วอมยิ้ม
“ไว้เจอกันนะครับ”
เว่ยหวั่นมองหวังเจิ้น กำลังจะพูดขอบคุณเขา แต่แขนเรียวเล็กถูกมือแกร่งของเขาคว้าแล้วดึงออกจากร้านด้วยความรวดเร็ว
ทิ้งให้ฝูเหวยน่ากรีดร้องเสียงแหลมใส่เมิ่งอวิ่นเฉินท่ามกลางสายตาของแขกในร้านหลายสิบคน
........
หวังเจิ้นพาเว่ยหวั่นมาที่รถของเขา เขาเปิดท้ายรถหยิบเสื้อเชิ้ตของตัวเองและผ้าขนหนูส่งให้
“เอ๊ะ”
เว่ยหวั่นส่งเสียงแต่ไม่ถามอะไร
หวังเจิ้นพูดเสียงเรียบ
“ผมเข้าฟิตเนส มีเสื้อผ้าติดรถเป็นปกติ คุณเข้าไปเปลี่ยนข้างในรถเถอะ ฟิล์มค่อนข้างมืดมองไม่เห็นหรอก”
เมื่อหญิงสาวเปลี่ยนเสื้อเสร็จ หวังเจิ้นก็ขับรถพาเธอไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะริมแม่น้ำ
“คุณได้ยินหมดเลยหรือคะ”
เว่ยหวั่นถามหลังจากเริ่มปรับอารมณ์ได้แล้ว
“อืม”
ชายหนุ่มตอบ สายตาเขามองเรือที่แล่นไปมาในแม่น้ำ
“ฉันเป็นตัวปัญหาของคุณหรือเปล่าคะ”
“ไม่นะ”
เขาตอบ นัยน์ตาหงส์หันมามองเธอด้วยความอ่อนโยน
“ใครกันที่เกิดมาไม่เคยพบเจอปัญหา”
เขาเงียบไปเล็กน้อย
“คุณไม่จำเป็นต้องเล่าให้ผมฟังหรอก แต่ถ้ามีอะไรไม่สบายใจก็บอกผมได้ ผมเป็นคนดีนะ”
เขาหัวเราะชอบใจเมื่อได้ชมตัวเอง
“เมิ่งอวิ่นเฉินเป็นคู่หมั้นเก่าฉันเองค่ะ เราเลิกกันมาสามปีแล้ว ส่วนอีกคนก็คู่หมั้นคนใหม่ของเขา”
เว่ยหวั่นเล่าให้ชายหนุ่มฟัง
“ขนาดฉันไม่ได้ติดต่อเขาเลย ยังถูกตามหึงหวงขนาดนี้”
เธอส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา
“แสดงว่าคุณต้องเป็นคนดีจนที่อีกฝ่ายหวาดกลัว”
หวังเจิ้นแสดงความคิดเห็น
“หากแฟนเก่าไม่ใช่คนดี แฟนใหม่คงไม่ต้องระแวงขนาดนี้”
“ขอบคุณนะคะ”
เว่ยหวั่นยิ้มให้เขา สายตาของเธอช่างบริสุทธิ์และสดใส
หวังเจิ้นพิจารณาใบหน้าหญิงสาวอย่างละเอียด
“และคุณคงสวยจนฝูเหวยน่าคนนั้นอิจฉา”
“ไม่คิดว่าท่านประธานจะปากหวานขนาดนี้”
เว่ยหวั่นหัวเราะให้กับเขา ก่อนแกล้งทำเป็นวิ่งออกกำลังกายริมแม่น้ำ
หวังเจิ้นนึกขึ้นได้ว่าเขาอาจวางตัวไม่เหมาะสม เขาหัวเราะแก้เขินแล้ววิ่งตามหลังเธอ
“เจ้านายเป็นแบบไหน ลูกน้องก็ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง”
“ได้ค่ะเจ้านาย”
ชายหนุ่มหญิงสาวหัวเราะวิ่งไล่ตามกันอย่างสนุกสนาน
บริษัทหวังเซิ่ง “ถ้าทำงานเสร็จแล้วจะกลับก่อนก็ได้นะครับ”สวี่เหยาถือแฟ้มเอกสารมายื่นให้กับเว่ยหวั่น “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันคงอยู่เตรียมงานของพรุ่งนี้ด้วย”เว่ยหวั่นยิ้มตอบ เธอชำเลืองสายตามองเข้าไปในห้องทำงานของประธาน เห็นว่าหวังเจิ้นยังคงนั่งทำงานสีหน้าเคร่งเครียด แล้วอย่างนี้เลขาอย่างเธอจะกลับก่อนได้อย่างไร แต่เมื่อใกล้เวลาหนึ่งทุ่ม หญิงสาวยังไม่เห็นทีท่าว่าหวังเจิ้นและสวี่เหยาจะกลับสักที เธอจึงตัดสินใจไม่รอ เก็บกระเป๋ากลับพร้อมกับชิงหยาฉินเพื่อนร่วมงานที่เพิ่งทำงานเสร็จ ขณะที่เธอรอข้ามถนนหน้าบริษัทก็มีรถสีขาวคันใหญ่มาจอดเทียบข้างหน้า กระจกรถถูกลดลงมองเห็นคนขับรถได้ชัดเจน “หวันหวั่นขึ้นรถสิ เดี๋ยวผมไปส่ง”เมิ่งอวิ่นเอินน้องชายของเมิ่งอวิ่นเฉินส่งเสียงเรียก เมื่อเห็นว่าเธอลังเลใจเขาจึงพูดเร่ง “รถหลังบีบแตรแล้ว ขึ้นรถเถอะ จะได้คุยกันด้วย” เว่ยหวั่นที่รอจะข้ามถนนเมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้เธอจึงยอมขึ้นรถของเมิ่งอวิ่นเอิน ถ้าเธอไม่ขึ้นรถคงติดเป็นทางยาว เป็นเวลาเดียวกันกับรถคันสีดำขับออกมาจากบริษัท เจ้าของรถเห็นภาพนี้
บริษัทหวังเซิ่งหวังเจิ้นมาถึงบริษัทตั้งแต่เช้า เมื่อเข้ามาในห้องทำงานก็เห็นเว่ยหวั่นกำลังจัดกองเอกสารอย่างตั้งใจเขาเดินเข้าไปถึงข้างหลังเธอ ห่างเพียงไม่กี่ก้าว แต่เธอก็ยังไม่รู้สึกตัวชายหนุ่มยืนอมยิ้ม รอดูตอนเธอสะดุ้งตกใจเมื่อเห็นว่าเขาอยู่ในห้องในระหว่างที่เขายืนรออยู่นั้น เว่ยหวั่นก็เดินถอยหลังจนมาชนร่างกำยำของเขา“อุ๊ย”หญิงสาวอุทานด้วยความตกใจ ร่างบางที่ชนตั้งหลักไม่อยู่ เมื่อเห็นว่าจะล้มเธอจึงคว้าแขนของหวังเจิ้นตามสัญชาตญาณชายหนุ่มรีบคว้าตัวเธอมาอยู่ในอ้อมแขน ถ้าไม่ทำเช่นนี้มีหวังคงได้ลงไปนอนกองกับพื้นทั้งคู่เรือนร่างอวบอิ่มอยู่ในอ้อมแขนเขาอีกครั้ง หวังเจิ้นรับรู้ถึงความนุ่มเด้งของหญิงสาว มือก็รีบผลักเธอให้ออกห่างจากตัวด้วยความไวอยู่ในท่านี้นานไม่ได้ เดี๋ยวของขึ้นเขากระแอมแก้เขิน“เลขาเว่ยออกไปทำงานเถอะ”“ขอโทษค่ะ” เว่ยหวั่นพูดพลางรีบออกจากห้องใช่แน่ๆ ท่านประธานไม่ชอบผู้หญิง ก็ดีนะ จะได้ทำงานกับเขาอย่างสบายใจหญิงสาวคิดแล้วก็อมยิ้มอารมณ์ดี“ฉันต้องอยู่ให้ห่างจากเลขาเว่ย” หวังเจิ้นพึมพำกับตัวเองแล้วทำไมไม่เอามาใกล้เลยล่ะ ในเมื่อมีความรู้สึกแบบนี้ความคิดบางอย่างแล่นเข้า
หลังจากที่พูดคุยธุระกับคนที่ต้องการจนเสร็จ หวังเจิ้นนั่งนิ่งเงียบข้างหญิงสาวทั้งสองได้ไม่นาน เจียงเหวินเหวินก็ปลีกตัวไปเป็นพิธีกรงานประมูลบนเวที ส่วนหยางลี่ลี่ก็พุ่งตัวไปรอชมของที่นำมาประมูลด้วยความสนใจ หวังเจิ้นจึงอาศัยโอกาสนี้รีบจูงมือของเว่ยหวั่นกลับทันที “เร็วๆ รีบกลับก่อนที่จะมีคนมาอีก” เว่ยหวั่นเดินตามบุรุษร่างสูง เธอใส่รองเท้าส้นสูงก้าวเท้าได้ทีละสั้นๆ ส่วนเขาก้าวขาหนึ่งครั้งเท่ากับเธอต้องก้าวเท้าสองถึงสามครั้ง เธอพยายามเดินให้ทันเขาจนมาถึงประตูทางเข้าโรงแรม ก็สะดุดเข้ากับขอบประตูจนเซและจะล้มลง หวังเจิ้นที่จูงมือเธออยู่รวบร่างอวบอิ่มเข้าสู่อ้อมแขน หน้าอกแนบหน้าอก หน้าท้องแนบหน้าท้อง สะโพกกลมกลึงเต็มฝ่ามือ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่เธอใช้ลอยเข้าจมูกเขา ความนุ่มนิ่มอวบอิ่มของเธอเขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มรีบปล่อยหญิงสาวออกทันใด เขาเดินไปที่รถให้สวี่เหยาเรียกรถแท็กซี่และนั่งไปส่งเว่ยหวั่นที่บ้าน ส่วนเขาขับรถกลับบ้านคนเดียว กลิ่นและสัมผัสเช่นนี้ทำให้เขาคิดถึงคืนนั้นเมื่อสามปีก่อน ความรู้สึกเข้ามาสู่จิต
บนรถยนต์สีดำคันหรู“ไปร้านชุดของคุณเยี่ย”หวังเจิ้นบอกกับสวี่เหยาที่กำลังขับรถโดยมีเว่ยหวั่นนั่งอยู่ข้างคนขับเมื่อถึงร้านชุดดังกล่าว หวังเจิ้นก็เรียกเว่ยหวั่นลงจากรถ“คุณตามผมมา” เขาพูดแล้วก็เดินนำเข้าร้านเยี่ยซูหัว เจ้าของร้านออกมาทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม“ประธานหวัง”สายตาเธอเหลือบมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านข้างเขา“คุณผู้หญิงสวยมากเลยค่ะ รับรองว่างานพรุ่งนี้จะสวยเด่นที่สุดในงาน”เธอรีบจูงมือเว่ยหวั่นเข้าไปลองชุด ปล่อยให้หวังเจิ้นและสวี่หยางนั่งรออยู่โซฟาด้านนอกเว่ยหวั่นเห็นเยี่ยซูหัวเลือกชุดให้เธอลองสวมหลายชุดก็รีบพูดขึ้น“คุณเยี่ยคะ ฉันไปงานในฐานะเลขา เป็นผู้ติดตาม ขอเป็นชุดธรรมดาเรียบๆ ก็พอค่ะ ไม่อยากเด่นกว่าแขกในงาน”“ไม่ได้หรอกค่ะ ถึงคุณจะเป็นเลขา แต่ก็เป็นเลขาประธานหวัง แต่งเรียบๆ ไม่ได้ ต้องสวยหรูให้เจ้านายนะคะ จะได้ไม่อายคนอื่นเขา”เยี่ยซูหัวตอบพลางหัวเราะ“คุณลองทีละชุด และออกไปให้ประธานหวังเลือกด้วยตัวเองดีกว่าค่ะ”เว่ยหวั่นถอนหายใจ เธอลองชุดทั้งเดรสสายเดี่ยว เกาะอก แล้วออกไปให้หวังเจิ้นดูชายหนุ่มที่นั่งอ่านนิตยสารละสายตาจากหน้าหนังสือเงยหน้าดูหญิงสาวที่เดินออกมาเห็นสตรี
คอนโด A ใจกลางเมือง“เป่าเปา หม่าม้ามาแล้ว”เว่ยหวั่นหอบถุงใส่อาหารพะรุงพะรังกลับคอนโด มีเด็กชายแก้มป่องวิ่งออกมาต้อนรับ“หม่าม้าไปไหนมา อี้อี้คิดถึง”“หม่าม้าไปทำงานจ้ะ มีของกินมาฝากเป่าเปากับน้าเฉิงเยอะแยะเลย”เธอเดินเอาของไปวางบนโต๊ะ มือเรียวหยิบถุงขนมแกะให้เว่ยหลินอี้ด้วยความว่องไว“ขอบคุณครับ”เด็กชายตัวน้อยรับแล้วไปนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยบนโซฟา“ซื้อของกลับขนาดนี้ ได้งานแล้วใช่ไหมล่ะ”เฉิงม่านฉีเดินออกมาจากห้องครัว ในมือถือน้ำผลไม้มาสองขวด“ดื่มให้หายเหนื่อยก่อน แล้วเล่ามาซะดีๆ”เธอดึงเพื่อนมานั่งคุยที่โต๊ะอาหาร สายตาเหลือบมองเว่ยหลินอี้ที่กำลังจดจ่ออยู่กับการ์ตูนในโทรทัศน์“หา พรุ่งนี้ทำงานเข้าทำงาน เร็วมาก”เฉิงม่านฉีตาโตตกใจ บริษัทนี้ไม่ให้เวลาเตรียมตัวเลยสักนิด“เร็วสิดี จะได้มีเงินเข้าเร็วๆ” เว่ยหวั่นยิ้มดีใจ“จัดการคน ฉันว่านะ เรื่องผู้หญิงของประธานหวังแน่นอน ไม่งั้นเขาไม่สัมภาษณ์ด้วยตัวเองหรอก”เฉิงม่านฉีถือหลอดน้ำแกว่งไปมาพร้อมทำท่าทางวิเคราะห์“ก็น่าจะอย่างนั้นนะ” เว่ยหวั่นพยักหน้าเห็นด้วย“หวันหวั่นต้องลุยเต็มที่ อย่ายอมแพ้ล่ะ”เว่ยหวั่นเห็นท่าทางของเพื่อนสาวก็หัวเราะชอ
สามปีผ่านไปบริษัทหวังเซิ่งหวังเจิ้นที่เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ เขาไปดูแลบริษัทสาขาต่างประเทศ ประเทศละครึ่งปี กลับมาอีกทีก็ครบสามปีพอดี“ฉันมาพบประธานหวัง”เจียงเหวินเหวินแต่งกายอย่างสวยงามมารอพบหวังเจิ้นตั้งแต่เช้า“มาพบประธานหวังมีธุระอะไร”เสียงของหญิงสาวอีกคน ใบหน้าสวยหยิ่ง เดินเข้ามาพร้อมกับปรายตามองเจียงเหวินเหวินด้วยความดูแคลน“ไม่จำเป็นต้องมีธุระก็มาได้ ประธานหวังให้ฉันเข้าพบได้ตลอดเวลา”เจียงเหวินเหวินเชิดหน้าใส่หญิงสาวคนนั้น“หน้าด้าน”หยางลี่ลี่เอ่ย เธอเดินไปหาเลขาสาวหน้าห้องที่เพิ่งมาถึงบริษัท“ประธานหวังมาหรือยัง”เลขาสาวมองผู้หญิงทั้งสองคนด้วยความอึดอัด ไม่รู้ต้องแก้ไขปัญหาในสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร“คุณหยางเข้าไปนั่งรอในห้องรับรองได้เลยค่ะ”เธอตอบเสียงสั่น สายตามองเจียงเหวินเหวินที่ส่งสายตากดดันมายังเธอ“คุณเจียงก็เข้าไปรอด้านในได้เช่นกันค่ะ”ได้ยินดังนั้นหญิงสาวสองคนก็รีบเข้าไปนั่งรอที่ห้องรับรองแขกด้านหน้าห้องประธาน เลขาคนเดิมยกกาแฟมาให้ทั้งสองแล้วรีบไปทันที“เธอมาหาหวังเจิ้นทำไม”หยางลี่ลี่ถาม ตาคู่สวยมองจ้องเจียงเหวินเหวินด้วยความไม่พอใจ“มารื้อฟื้นความทรงจำน่ะ”เจี







