Se connecter"พี่จือเซี่ย!"หญิงสาวผวาลืมตาตื่น แสงสีขาวในหัองรบกวนสายตาจนต้องหลับตาลงอีกครั้ง"พี่จือเซี่ย!"เสียงคุ้นหูทำให้อันจือเซี่ยลืมตาอีกครั้ง และพบใบหน้าของอันจือหลินอยู่ใกล้ๆ"เจ้า...""เจ้า?" อันจือหลินสีหน้าขาวซีดไปทันที "สมองกระทบกระเทือนเหรอ? พี่จือเหยียนเข้ามาเร็วๆ พี่จือเซี่ยฟื้นแล้ว!"ชายหนุ่มหน้าตาแตกตื่นวิ่งเข้ามาดู อันจือเซี่ยมองอย่างงุนงง แต่เมื่อเห็นคนข้างหลังก็ตกใจอย่างมาก"ผู้บัญชาการจาง!""หา!" อันจือหลินอ้าปากค้าง "แย่แล้ว สมองพี่จือเซี่ยมีปัญหาแน่ๆ เห็นคู่หมั้นพี่ใหญ่แล้วเรียกผู้บัญชาการ""จือหลิน ไปตามหมอเร็ว""ตามหมอๆ" จือหลินนึกขึ้นได้รีบวิ่งออกไปทันที"ที่นี่...""โรงพยาบาล จือเซี่ยประสบอุบัติหมดสติไปสิบสี่วัน""อุบัติเหตุ...."อ่า....จำได้แล้ว ออกไปส่งของให้ลูกค้าแล้วประสบอุบัติเหตุนี่น่าหมดสติไปสิบสี่วันเลยเหรอ?ถ้าอย่างนั้น....ทุกอย่างคงแค่...ฝัน...ฝันไปสินะ"หายดีเมื่อไหร่กลับไปอยู่บ้านนะ""คะ?""พี่เข้าใจว่าเราอยากเป็นนักเขียน และแม่เราก็กดดันมาก แต่จือเซี่ออยู่คนเดียวแล้วเป็นแบบนี้ ทุกคนในบ้านไม่สบายใจเลย""ทุกคนในบ้าน?"เธอเคยมีตัวตนในสายตาพ่อกับแม่ด้วยเ
"พระมารดา! ท่านจะตัดสินแค่นี้ไม่ได้นะเพคะ!"องค์หญิงจือหลินรีบคว้าแขนพระมารดาไว้ และใช้สายตาที่เต็มไปด้วยหยาดน้ำตาอ้อนวอนเช่นทุกครั้ง และนางมักได้สิ่งที่ต้องการมาเสมอ"เจ้าก็ยอมรับเงื่อนไขไม่ใช่รึ" จักรพรรดินีซูเจินเอ่ยขึ้น แววตาเคยอ่อนโยนและใส่ใจนั้นแปรเปลี่ยน "เจ้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าทำวันนี้จะทำให้ทุกคนเคารพเจ้ารึ"องค์จือหลินชะงักไปทันที"พระมารดา! นั้นราชันสัตว์อสูร ลูกคือว่าที่องค์จักรพรรดินีองค์ต่อไป ลูกต้องรู้จักรักษาชีวิตตนเองเผื่อแผ่นดินแคว้นเทียนหลิว!""เจ้ากับจือเซี่ยคือว่าที่จักรพรรดินีทั้งคู่ จนเมื่อจือเซี่ยกับสัตว์อสูรทั้งสี่ของนางร่วมมือกันทำภารกิจได้ลุล่วง เจ้าที่มักคิดว่ามีบิดาหนุนหลังยังคิดว่าตนเองคู่ควรนั่งบัลลังก์ปกครองแคว้นเทียนหลิวอีกเรอะ!""พระมารดา!""หากข้ายังหลับหูหลับตาช่วยเจ้าอีก คนทั่วแคว้นจะยอมรับในตัวเจ้ารึ!""ลูก...""เจ้าและสกุลจางมีอำนาจมากเกินไปแล้ว นับจากนี้ไปประจำอยู่ชายแดนตะวันตก! ไม่มีคำสั่งของจักรพรรดินี ห้ามกลับเมืองหลวง!""พระมารดา! ทำกับลูกเช่นนี้ไม่ได้""ซูเจิน เจ้าจะเหิมเกริมไปแล้ว" มหาเสนาบดีและผู้เป็นบิดาขององค์หญิงจือหลินตะโกนลั่น "เจ้า
แม้มีโซ่ล่ามและยังเป็นโซ่ที่ลงอักขระโบราณสะกดพลังปีศาจไว้ แต่กระนั้นมันยังมีพลังพอ แค่สะบัดมืออกไปก็ทำให้ มัวหู่และเฉียนสงถึงกับกระเด็นออกมา หลงเยวี่ยเห็นแล้วกลัวเสียหน้าจึงใช้พลังสั่งกระแสลมให้รองรับร่างทั้งสอง จากนั้นจึงกลายร่างเป็นมังกรฟ้าพุ่งทะยานไป“เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าจะหยุดข้าได้?”แม้ไร้พลังปีศาจและถูกสะบั้นพลังสัตว์อสูร แต่พละกำลังนั้นยังคงอยู่มันหัวเราะในลำคอ นานเหลือเกินที่ไม่ได้ยืดเส้นยืดสายเช่นนี้ มันแค่ตวัดข้อมือใช้โซ่ที่ล่ามตนไว้เป็นอาวุธ มือขวาสะบัดออกไปกนะแทกใส่หลงเยวี่ย ส่วนมือซ้ายนั้นสะบัดโซ่ฟาดลงบนพื้นจนแผ่นหินแตกเป็นชิ้นเล็กๆ สะเก็ดของมันกระเด็นไปไกล องค์หญิงจือหลิน มองอย่างตกตะลึงขยับเท้าหลบไม่ได้ แต่เสวียนหมางสางเท้าเข้ามาขวางอย่างรวดเร็วใช้ร่างเป็นกำแพงปกป้องผู้เป็นนาย"อึก!""เสวียนหมาง!""องค์หญิงปลอดภัยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ""อืม"นางไม่คิดว่าเสวียนหมางจะภักดีถึงเพียงนี้ นางหันไปทางบิดาที่ยืนอยู่ด้านหนึ่งของเวทีแล้วพยักหน้าส่งสัญญาณหลงยวี่ที่แม้ไม่ถูกกับพี่ชาย แต่ไม่ทนเห็นเขาบาดเจ็บจึงพุ่งตัวไปรับร่างของหลงเยวี่ยก่อนที่จะกระแทกถูกเสาหินขนาดใหญ่หลงยวี่ยกมื
"นายหญิง!!"สัตว์อสูรทั้งสี่ของอันจือเซี่ยถึงกับร้องขึ้นมาพร้อมกัน หญิงสาวกันมาส่งยิ้มให้"ข้าเชื่อใจพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าไม่เชื่อใจข้าหรือ?"ต่างฝ่ายต่างนิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยตอบโดยมิได้นัดหมาย"พวกเราเชื่อใจนายหญิง!""ดี""แต่นั้นคือราชันสัตว์อสูร พวกเรา..." เสวียนอู่นั้นรู้ว่าตนยอมสสละชีวิตเพื่อนายหญิงได้ แต่การรับมือราชันสัตว์อสูรนั้นไม่ง่าย"ข้าคิดว่าจือหลินคงต้องใช้พวกเราเป็นกำบัง ให้พวกเราฟาดฟันกับราชันอสูรก่อนโจมตีซ้ำเพื่อเป็นผู้ชนะ""ข้าก็คิดเช่นนั้น" พ่อบ้านเฟิงพูดออกมา"แล้วจะทำอย่างไรเล่า" เฮยหลางเอียงคอไปมา "นั้นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ได้""ใครจะพูดหรือคิดอย่างไร ข้าไม่สนใจ เรื่องเดียวของข้าคือจัดการหลงเยวี่ย"หลงยวี่ยกมือขึ้นหักข้อนิ้วของตนเล่น สีหน้ามั่นคงแววตาจ้องมองไปยังพี่ชายของตนหลานซีอมยิ้มน้อยๆ "คิดไว้ไม่มีผิด""ราชันสัตว์อสูรถูกขุมขังไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ครานั้นอสูรตาเดียวต้องการครองบรรณพิภพ แม่ทัพหลายแคว้นต่างพยายามกำจัดแต่ไม่สำเร็จ จักรพรรดินีแห่งแคว้นเทียนหลิวเป็นสยบอสูรตาเดียวได้สำเร็จ สิ่งนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่แคว้นอื่นไม่กล้ารุกรานแคว้นของเรา การที่จักรพรรด
เวทีประลองเป็นลานวงกลมที่เปิดใช้เฉพาะยามประลองชิงตำแหน่งจักรพรรดินี ดูขรึมขลังให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม อัฒจันทร์สำหรับผู้เข้าชมและเป็นพยานในการคัดเลือกครั้งนี้องค์หญิงจือหลินและองค์จือเซี่ยต่างอยู่คนละด้านของสนาม บนอัศจรรย์เต็มไปด้วยผู้คนที่เข้ามาส่งเสียงร้องฝ่ายองค์หญิงจือหลิน ทำให้หญิงงามฉีกยิ้มกว้างแต่กระนั้นยังปรายตามองพี่สาวร่วมมารดาด้วยสายตาหยามเหยียดสำหรับอันจือเซี่ยแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องเกินคาดคิดเบนสักนิด ทว่าการไร้เสียงให้กำลังใจกลับทำให้นางไร้ความกดดัน จือหลินนั้นนอกจากบิดาแล้วยังมีคนสกุลเข้าร่วมชมการประลองครั้งนี้อีกฟากเป็นสายสกุลอวี่ สกุลขององค์ชายจือเหยียนก็เข้าร่วมสังเกตการณ์ รวมถึงหลายสกุลใหญ่ ที่เข้ามาชมเพื่อเตรียมวางแผนการรับมือแน่นอนว่าไม่มีใครคาดหวังว่าจักรพรรดินีองค์ต่อไปคือองค์หญิงจือเซี่ยเฟิงเซียวช่วยถอดเสื้อคลุมให้องค์หญิงจือเซี่ยที่ไร้ความตื่นเต้น ท่าทีสุขุมนี้ทำให้พ่อบ้านหนุ่มเผยรอยยิ้มน้อยๆ"อาเซียวยิ้มอะไรรึ" นางถามแล้วใช้ปลายนิ้วจิ้มมุมปากของพ่อบ้าน"....." อยู่ต่อหน้าผู้อื่นเขาย่อมไม่กล้าทำตัวสนิทสนมกับผู้เป็นนาย แค่เผลอยิ้มเมื่อครู่ก็มากไปแล้ว
ก่อนเข้าการคัดเลือกนั้น คนที่เข้าชิงตำแหน่งจักรพรรดินีจะมารวมตัวกัน เพื่อลงชื่อและทดสอบเบื้องต้นสตรีที่ไม่มีผู้ใดสนับสนุนสามารถเจ้ารับการคัดเลือกได้เช่นกัน ทว่าส่วนใหญ่นั้นคุณสมบัติไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด หากมีฝีมือดีก็อาจได้เข้ารับราชการมนตำแหน่งอื่นๆ ที่เหมาะสมกับความสามารถ การคัดเลือกนี้จึงเป็นความหวังของสตรีทั่วแคว้นองค์ชายจือเหยียนผู้รับผิดชอบงานครั้งนี้ ค่อนข้างพึงพอใจที่เห็นสตรีเข้าลงชื่อมาก แม้ว่าพวกนางจะไม่มีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือกก็ตามผู้บัญชาการจางยกมือกอดอก สายตามองหญิงสาวหน่วยก้านดีเพื่อ ดึงเข้าหน่วยของตน เช่นเดียวกับผู้อื่นที่มายืนดูการรับคนเข้าคัดเลือก"มีคนที่ถูกใจผู้บัญชาการจางหรือไม่" องค์ชายจือเหยียนถาม"ก็มีบ้าง" จางซานหลานตอบไปตามที่คิด "ท่านจะใช้เส้นสายโยกย้ายคนให้ข้าหรือ"องค์ชายจือเหยียนหัวเราะในลำคอ แม้เขาชอบนางเพียงใด แต่เรื่องงานนั้นเขาซื่อสัตย์เสมอ"ข้า..." องค์ชายจือเหยียนอ้ำอึ้งขึ้นมา ผู้บัญชาการจางเลิกคิ้วเล็กนัอยและรอฟังถ้อยคำจากเขา"ข้า...เอ่อ...เสร็จสิ้นงานนี้แล้ว...ข้ามีเรื่องจะปรึกษากับเจ้า"จางซานหลานชี้หน้าตัว "ปรึกษาข้า? ข้ามีความสามารถเป็
“นายหญิง” “หา เอ่อ อะไรเหรอ” อันจือเซี่ยกระพริบตาปริบๆ สีหน้าของเฟิงเซียวยังคงสงบนิ่งแต่แววตามีความห่วงใย นี่...แสดงว่านางทำให้เขารู้สึกพิเศษได้แล้วกระมัง ที่จริง อันจือเซี่ยไม่ใช่นักเล่นเกมแต่เพราะครั้งหนึ่งค่ายเกมยักษ์ใหญ่เคยประกาศรับนิยายไปพัฒนา
เฟิงเซียวแวะสั่งข้าวสารอาหารแห้งให้นำไปส่งที่ตำหนักขององค์หญิง อันจือเซี่ยมองดูเขาทำงานอย่างเป็นระเบียบราวกับหัวสมองของเขาเป็นเครื่องคำนวณเพราะสามารถคิดราคาและต่อรองได้อย่างรวดเร็ว จนเมื่อเขาเดินออกมาจากร้าน นางก็ตบมือให้เขาทันที “พ่อบ้านเฟิงยอดเยี่ยมจริงๆ” เขาเองก็ไม่คุ้นกั
“อ่า...เข้าใจ” คราวนี้อันจือเซี่ยยอมรับแล้วจริงๆ “ขอโทษที่ทำให้ลำบากใจนะ คราวหน้าฉัน เอ๊ย! ข้าจะระวังให้มากกว่านี้” ‘ขอโทษ’ เฟิงเซียวประหลาดใจที่ได้ยินคำนี้จากปากขององค์หญิงจือเซี่ย แต่กระนั้นเขาก็ไม่คิดซักถามอันใด การที่นาง ‘แปลกประหลาด’ นั้นถือเป็นความปกติอย่างหนึ่ง เข
แสงสว่างวาบปะทะสายตาจนต้องยกมือขึ้นป้องแสงนั้นไว้ เป็นจังหวะเดียวกับที่รู้สึกเหมือนร่างถูกกระแทกอย่างแรงจนลอยขึ้นที่สูงก่อนจะร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทว่าฉันกลับรู้สึกเหมือนวูบตกจากที่สูงลงสู่ห้วงดำมืดอนธการ เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกร่วงหล่นจากที่สูง ทุกครั้ง







