LOGINเสียงไซเรนของโดรนตำรวจค่อยๆ แผ่วเบาลงจนกลายเป็นเพียงเสียงหึ่งๆ ในระยะไกล จักรยานไฟฟ้าคันเก่าพาคนสองคนแล่นฝ่าความมืดของตรอกซอกซอยที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกต ก้อง ไม่ได้พา เมริน กลับไปที่อพาร์ตเมนต์อุดมสุขทันที แต่เขากลับเลี้ยวรถเข้าไปจอดที่ด้านหลังของตึกร้างแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายเก่าแก่ที่บัดนี้ถูกขนาบข้างด้วยกำแพงกันน้ำท่วมสูงลิ่วและประดับประดาด้วยไฟนีออนสีบาดตา
“ถึงแล้วครับ” ก้องบอกพลางดับเครื่องยนต์ เมรินค่อยๆ คลายวงแขนที่กอดเอวเขาไว้ออก ขาของเธอยังคงสั่นเล็กน้อยจากเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ตลาดมืด “ที่นี่... ที่นี่ที่ไหน? นายจะเอาฉันมาทิ้งหรือเปล่าเนี่ย?” ก้องถอดหมวกกันน็อกออก เผยให้เห็นผมที่ชื้นเหงื่อเล็กน้อย “ฐานทัพลับของผมเอง... ขึ้นไปข้างบนกันเถอะ ลิฟต์ขนของยังพอใช้ได้อยู่” เขาเดินนำเธอไปที่ลิฟต์เหล็กขึ้นสนิมที่ดูเหมือนกล่องสี่เหลี่ยมบุโรทั่ง เมรินทำท่าลังเล แต่เมื่อมองไปรอบๆ ที่มืดสนิท เธอจึงไม่มีทางเลือกนอกจากรีบเดินตามเขาเข้าไป เสียงโซ่และเฟืองบดกันดัง ครืดคราด ขณะที่ลิฟต์ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ผ่านชั้นแล้วชั้นเล่า ตัวเลขดิจิทัลที่หน้าจอบอกชั้นกระพริบติดๆ ดับๆ จนกระทั่งลิฟต์กระตุกเบาๆ และประตูเหล็กเปิดออกที่ชั้นดาดฟ้า ลมยามค่ำคืนพัดปะทะใบหน้าของเมรินทันทีที่ก้าวออกมา ผมสีบลอนด์ของเธอปลิวไสว แต่สิ่งที่ทำให้เธอหยุดหายใจไม่ใช่แรงลม... แต่เป็นภาพเบื้องหน้า วิวของ "นีโอ-กรุงเทพฯ" แบบ 360 องศา จากมุมนี้ เธอเห็นเมืองในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่จากมุมมองของเพนท์เฮาส์หรูที่มองลงมาเห็นแต่ยอดตึกสวยงาม แต่เป็นมุมมองจาก "ระดับกลาง" ที่เห็นเส้นสายชีวิตของเมืองอย่างชัดเจน เบื้องล่างคือแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีเรือด่วนติดเครื่องยนต์ไอพ่นแล่นเป็นเส้นแสงสีน้ำเงิน บนท้องฟ้ามีโฮโลแกรมพญานาคขนาดยักษ์เลื้อยพันรอบยอดตึกมหานครทาวเวอร์ 2 ตึกระฟ้าเสียดฟ้าที่ส่องแสงระยิบระยับแข่งกับดวงดาวที่มองไม่เห็นเพราะมลภาวะแสง และทางด่วนลอยฟ้าที่ไขว้กันไปมาเหมือนเส้นเลือดใหญ่ที่สูบฉีดชีวิตไปทั่วเมือง “สวยไหมครับ?” ก้องถามพลางเดินไปเปิดสวิตช์ไฟที่มุมหนึ่งของดาดฟ้า แสงไฟสีส้มอุ่นๆ สว่างวาบขึ้น เผยให้เห็น "โลกส่วนตัว" ของก้อง มันไม่ใช่แค่ดาดฟ้าโล่งๆ แต่มันคือ "เวิร์คช็อปกลางแจ้ง" ขนาดใหญ่ มีโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเครื่องมือช่าง แผงโซลาร์เซลล์ทำมือ และที่โดดเด่นที่สุดคือ โมเดลยานอวกาศขนาดเท่ามอเตอร์ไซค์ ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน เมรินเดินเข้าไปใกล้เจ้ายานลำนั้นด้วยความทึ่ง “นี่มัน... อะไรน่ะ? ของเล่นเหรอ?” ก้องวางถุงอะไหล่ที่เพิ่งได้มาจากตลาดมืดลงบนโต๊ะ เขาเดินมายืนข้างๆ เธอแล้วใช้มือลูบผิวโลหะของยานเบาๆ “ไม่ใช่ของเล่นครับ... นี่คือ ‘Luna-1’ โปรเจกต์ทดลองระบบขับเคลื่อนที่ผมสร้างขึ้นเอง มันคือตั๋วใบแรกที่จะพาผมไปดวงจันทร์... อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี” “นายสร้างมันเองทั้งหมดเลยเหรอ?” เมรินถามเสียงสูง “จากเศษเหล็กพวกนี้น่ะนะ? “เศษเหล็กของคนหนึ่ง อาจเป็นปีกของอีกคนก็ได้ครับ” ก้องยิ้มบางๆ เขาหยิบ ‘ตัวปรับแรงดันควอนตัม’ ที่เมรินช่วยต่อราคาให้เมื่อครู่ขึ้นมา “และด้วยเจ้านี่... ระบบเชื้อเพลิงของมันก็จะสมบูรณ์แล้ว” ก้องเริ่มลงมือติดตั้งอะไหล่ชิ้นนั้น เมรินยืนมองเขาเงียบๆ แสงไฟสีส้มตกกระทบเสี้ยวหน้าของชายหนุ่มที่กำลังจดจ่ออยู่กับงาน แววตาของเขาที่มองดูแผงวงจรและน็อตตัวเล็กๆ มันช่างดูมุ่งมั่นและเปี่ยมไปด้วยประกายความหวัง แบบที่เธอไม่เคยเห็นจากแววตาของผู้ชายในแวดวงสังคมของเธอเลย คนพวกนั้นมองแต่ตัวเลขในบัญชี มองแต่ผลกำไร... แต่ผู้ชายคนนี้ กำลังมองไปที่ดวงจันทร์ “ทำไมต้องดวงจันทร์?” เมรินถามขึ้นท่ามกลางความเงียบ “ทำไมถึงอยากไปลำบากที่นั่น? ฉันเคยได้ยินว่าที่นั่นมีแต่ฝุ่น อาหารก็รสชาติแย่ แถมต้องอยู่ในโดมตลอดเวลา... ที่นี่นายก็มีงานทำ มีเพื่อน มีป้าชื่น... มันไม่พอเหรอ?” ก้องหยุดมือ เขาเงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าที่ว่างเปล่า ซึ่งถูกแสงไฟเมืองกลบจนมองไม่เห็นดวงจันทร์ของจริง “คุณเห็นตึกนั่นไหมครับ?” ก้องชี้ไปที่ตึก สยามคอร์ปทาวเวอร์ ที่สูงที่สุดในย่านนั้น ยอดตึกเสียดฟ้าหายเข้าไปในกลุ่มเมฆเรืองแสง “นั่นคือบ้านของคุณ... ยอดเขาโอลิมปัสของกรุงเทพฯ คนที่อยู่บนนั้นมองลงมาแทบไม่เห็นคนอย่างผม ส่วนพวกผมเงยหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นแค่แสงไฟที่สว่างจนแสบตา” เขาหันมาสบตาเมริน “โลกใบนี้ถูกแบ่งชั้นชัดเจนครับคุณหนู ชั้นฟ้า ชั้นดิน ชั้นใต้ดิน... นามสกุลของคุณ การศึกษาของคุณ เงินในกระเป๋าของคุณ มันกำหนดที่ยืนของคุณตั้งแต่เกิด แต่ที่ ‘อาณานิคมดวงจันทร์’... มันต่างออกไป” ก้องเดินมายืนพิงระเบียงดาดฟ้าข้างๆ เมริน “ที่นั่น แรงโน้มถ่วงมันเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน อากาศที่คุณหายใจต้องผลิตขึ้นมาด้วยความสามัคคี ไม่มีใครรอดได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่มีไฮโซ ไม่มีสลัม มีแค่ ‘ผู้รอดชีวิต’ กับ ‘ผู้บุกเบิก’... ผมอยากไปที่ที่ความสามารถของผมมีค่ามากกว่านามสกุล อยากไปสร้างโลกที่ผมกำหนดกติกาชีวิตตัวเองได้” เมรินฟังแล้วรู้สึกจุกในอก คำพูดของเขามันเรียบง่ายแต่มันกระแทกใจเธออย่างจัง เธอเกิดมาบนยอดเขาที่เขาพูดถึง เธอมีทุกอย่างที่เขาอยากหนี แต่เธอกลับไม่เคยรู้สึก "เติมเต็ม" จริงๆ เหมือนที่เขารู้สึกกับกองเศษเหล็กพวกนี้เลย “นาย... เท่ชะมัด” เมรินหลุดปากพูดออกมาเบาๆ ก้องหันมามองตาโต “ครับ?” “ฉะ... ฉันหมายถึงวิว! วิวตรงนี้เท่ดี!” เมรินรีบแก้ตัวหน้าแดงก่ำ “แล้ว... แล้วโปรเจกต์ของนายเนี่ย มันจะบินได้จริงๆ เหรอ?” ก้องหัวเราะเบาๆ “ถ้าคุณช่วยส่งประแจเบอร์ 10 ให้ผม... มันอาจจะบินได้เร็วกว่ากำหนดนะ” เมรินยิ้มออกมา เธอหยิบประแจส่งให้เขา “เอ้านี่... แต่นายต้องสัญญานะ ว่าถ้านายสร้างเสร็จ นายต้องให้ฉันนั่งเป็นคนแรก” “ค่าตั๋วมันแพงนะครับ คุณหนูตกอับอย่างคุณจะจ่ายไหวเหรอ?” “เดี๋ยวฉันจะใช้ ‘ความสวย’ จ่ายแทนย่ะ!” เมรินสะบัดผมใส่ บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่ความหมั่นไส้หรือความรำคาญอีกต่อไป แต่มันคือความผ่อนคลายที่เจือไปด้วยความหวานละมุน ก้องขยับตัวเข้ามาใกล้เธอเพื่อชี้ให้ดูระบบนำร่องของยาน ไหล่ของทั้งคู่ชนกันเบาๆ “เมริน...” ก้องเรียกชื่อเธอเสียงนุ่ม “หืม?” “ขอบคุณนะครับ... เรื่องที่ตลาดวันนี้ ถ้าไม่ได้คุณ ผมคงไม่ได้เจ้านี่มา” เขาชูอะไหล่ในมือ “และขอบคุณที่... ไม่รังเกียจที่ลับๆ โทรมๆ แบบนี้” เมรินเงยหน้ามองเขา ในระยะที่ห่างกันแค่คืบ เธอเห็นรอยเปื้อนน้ำมันเล็กๆ ที่แก้มของเขา เธอเผลอยกมือขึ้นใช้นิ้วโป้งเกลี่ยรอยเปื้อนนั้นออกให้อย่างแผ่วเบา โดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว “มันก็ไม่ได้แย่นักหรอก...” เมรินตอบเสียงเบาหวิว “จริงๆ แล้ว... มันสวยกว่าวิวจากห้องนอนฉันซะอีก” สายตาของก้องประสานกับเธอ ลมบนดาดฟ้าพัดผมเธอมาปรกหน้า เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นทัดผมให้เธอ ปลายนิ้วหยาบกร้านของช่างไฟสัมผัสกับผิวหน้านุ่มนวลของคุณหนู... มันเป็นความแตกต่างที่ลงตัวอย่างน่าประหลาด โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุนไปชั่วขณะ เสียงเมืองด้านล่างเงียบหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ก้องค่อยๆ โน้มหน้าลงมาใกล้... ใกล้จนเมรินได้กลิ่นกาแฟจางๆ จากลมหายใจของเขา เธอหลับตาลงช้าๆ รอคอยบางสิ่ง... โครกคคคคคค! เสียงท้องร้องของเมรินดังสนั่นลั่นดาดฟ้าราวกับเสียงฟ้าร้อง ทั้งคู่สะดุ้งผละออกจากกันทันที! เมรินยกมือปิดหน้าด้วยความอับอายสุดชีวิต ‘โอ๊ย! ไม่นะ! ทำไมต้องตอนนี้ด้วย!’ เธอคิดในใจ ก้องยืนนิ่งไปสักพัก ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมาดังลั่น เป็นเสียงหัวเราะที่เปิดเผยและจริงใจที่สุด “สงสัยข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ตลาดจะย่อยหมดแล้วนะครับ” “หุบปากไปเลยนะ!” เมรินตีแขนเขาแก้เขิน “นายหัวเราะเยาะฉันเหรอ! พาฉันไปหาอะไรกินเดี๋ยวนี้เลยนะ!” “ครับๆ คุณผู้โดยสารวีไอพี” ก้องยังคงยิ้มไม่หุบ สายตาที่มองเธอมันเต็มไปด้วยความเอ็นดู “เดี๋ยวผมพาไปกิน ‘ราดหน้าเส้นใหญ่กรอบ’ เจ้าเด็ดแถวนี้ รับรองว่าอร่อยจนคุณลืมร้านอาหารหรูบนตึกไปเลย” ก้องเดินไปเก็บเครื่องมือ ส่วนเมรินยืนหันหลังให้เขา พยายามระงับความร้อนผ่าวที่ใบหน้า แต่รอยยิ้มเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเธอ ‘เกือบไปแล้วยัยเมริน... เกือบจะใจอ่อนให้ตาช่างไฟนี่แล้วเชียว’ แต่ลึกๆ ในใจ เธอรู้ดีว่า... กำแพงหนาที่เธอก่อไว้กั้นระหว่าง อัพเปอร์-อันเดอร์ซิตี้ มันได้พังทลายลงไปแล้วตั้งแต่วินาทีที่เขาพาเธอขึ้นมาดูดวงจันทร์ที่ไม่มีจริงดวงนั้นอากาศภายในสำนักงานสาขาย่อยของ บริษัท ไททัน เอสเตท (Titan Estate) เย็นเฉียบด้วยระบบปรับอากาศแบบ Central Air ที่ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 18 องศาเซลเซียส แต่มันกลับไม่สามารถดับความร้อนรุ่มในใจของ นายวิโรจน์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายได้เลยเขานั่งจ้องมองหน้าจอโฮโลแกรมที่แสดงสถานะการโอนเงิน ตัวเลขสีเขียวสว่างวาบระบุยอดเงินจำนวน 2,548,000 เครดิต (เงินต้นบวกดอกเบี้ยทบต้นมหาโหดตลอด 10 ปี) ที่เพิ่งถูกโอนเข้ามาเมื่อสามนาทีก่อนเบื้องหน้าเขา คือหญิงสาวร่างเล็กในชุดสูทสีดำทึบ (ที่ยืมพะแพงมา) สวมแว่นกันแดดสีชาปกปิดแววตาที่เหนื่อยล้า แต่ริมฝีปากกลับเคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสดที่เหยียดยิ้มอย่างผู้ชนะ“ตรวจสอบครบถ้วนแล้วใช่ไหมคะ?” เมริน เอ่ยถามเสียงเรียบ “ถ้าครบแล้ว ก็รบกวนประทับตรา ‘ชำระหนี้เสร็จสิ้น’ ลงในเอกสารไถ่ถอนจำนองด้วยค่ะ ฉันมีธุระต้องไปทำต่อ ไม่อยากเสียเวลากับอากาศแย่ๆ ในห้องนี้นานนัก”วิโรจน์กัดฟันกรอด มือที่ถือตราประทับดิจิทัลสั่นระริก เขาไม่เคยคิดเลยว่า "ลูกไก่" ที่เขาคิดว่าจะบีบให้ตายคามือเมื่อวาน จะกลายร่างเป็น "นางพญาอินทรี" ที่บินโฉบเอาเหยื่อคืนไปได้ในชั่วข้ามคืนปึ้ก!เสียงตราประทับกระแทกลงบนกระดาษอ
ความเงียบที่ปกคลุมร้านก๋วยเตี๋ยวป้าชื่นในเช้าวันนี้ ช่างแตกต่างจากความเงียบสงบในยามเช้าทั่วไป มันคือความเงียบของ "จุดจบ"ป้ายสติกเกอร์สีแดงคำว่า "ห้ามใช้อาคาร (อันตราย)" ที่แปะคาดประตูเหล็กม้วนหน้าร้าน ดูเหมือนยันต์กันผีที่สะกดวิญญาณของทุกคนไว้ ป้าชื่น นั่งเหม่อลอยอยู่บนม้าหินอ่อนใต้ต้นไม้เก่าแก่ ดวงตาที่เคยส่องประกายใจดีบัดนี้หม่นหมองไร้แวว“สองล้านห้าแสนเครดิต...” ป้าชื่นพึมพำตัวเลขหนี้สินรวมดอกเบี้ยทบต้น 10 ปี “ป้าจะไปหาที่ไหนมาทันใน 7 วัน... ขายไตป้ายังไม่พอเลย”เมริน นั่งกัดเล็บอยู่ข้างๆ สมองของเธอประมวลผลเร็วจี๋ราวกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ พยายามหาช่องทางกฎหมาย หรือทรัพย์สินอะไรก็ตามที่พอจะแปลงเป็นเงินได้ แต่ยิ่งคิด ทางออกก็ยิ่งตีบตัน‘ขายหุ้นส่วนตัว? ไม่ได้ พ่อบล็อกบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไว้... ยืมพะแพง? ไม่ได้ ยัยนั่นเพิ่งหมดตัวกับคอลเลกชันใหม่...’ทันใดนั้น ก้อง เดินเข้ามาวางสมุดบัญชีธนาคารเก่าๆ เล่มหนึ่งลงบนโต๊ะหินอ่อน“ป้าครับ... เอาเงินนี่ไป”เมรินและป้าชื่นเงยหน้ามอง ก้องเปิดสมุดบัญชีให้ดู ยอดเงินคงเหลือคือ 540,000 เครดิต“นี่คือเงินเก็บของผมทั้งหมด” ก้องพูดเสียงเรียบ “มันอาจจ
ค่ำคืนนี้ ย่านพระนคร 2.0 สว่างไสวยิ่งกว่าคืนวันลอยกระทงหลังจากใช้เวลาซ่อมแซมและรีโนเวทมาเกือบหนึ่งสัปดาห์ด้วยแรงกายแรงใจของทุกคน ในที่สุด "ร้านก๋วยเตี๋ยวป้าชื่น (โฉมใหม่)" ก็ได้ฤกษ์เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ!ภาพลักษณ์ใหม่ของร้านทำเอาชาวบ้านและวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างต้องขยี้ตาดู สังกะสีเก่าๆ ถูกขัดเงาและเพ้นท์ด้วยสีนีออนสะท้อนแสงเป็นลวดลายกราฟฟิตี้ไทยประยุกต์ (ฝีมือจ็อด) เสาเหล็กถูกดัดแปลงให้ดูเหมือนโครงสร้างยานอวกาศ (ฝีมือก้อง) และป้ายหน้าร้านเป็นโฮโลแกรมหมุนติ้วเขียนว่า "PA CHUEN: NEO-NOODLES" (ไอเดียเมริน)“โต๊ะ 4 เส้นเล็กแห้งสอง! โต๊ะ 7 เกาเหลาไม่งอก!”เสียงใสๆ ของ เมริน ดังแข่งกับเสียงเพลงหมอลำซิ่งรีมิกซ์ วันนี้เธอไม่ได้มาในมาดคุณหนูหรือผู้บริหาร แต่มาในชุดเด็กเสิร์ฟสไตล์ Cyber-Cheongsam (กี่เพ้าประยุกต์) สีแดงสดรัดรูปที่ พะแพง ส่งโดรนด่วนมาให้ใส่เพื่อเรียกแขกโดยเฉพาะ ผมสีบลอนด์ถูกมัดเป็นจุกคู่ดูทะมัดทะแมง“รับทราบครับเจ๊!” จ็อด ที่วันนี้รับบทเป็นผู้ช่วยเชฟตะโกนตอบ เขาคุมเครื่อง ‘Noodle Master 3000’ (แขนกลลวกก๋วยเตี๋ยวที่ซ่อมเสร็จแล้ว) อย่างคล่องแคล่ว แขนกลคาร์บอนไฟเบอร์สีชมพูสะ
เสียงเห่าขรมดังมาจากเพิงสังกะสีท้ายซอยที่เป็นที่พักของ ไข่ต้ม และ ไข่ตุ๋น สองแฝดจอมป่วนประจำย่านพระนคร 2.0 ปกติแล้วที่นี่คือเขตหวงห้ามที่ใครๆ ก็ไม่อยากเฉียดใกล้ เพราะกลัวโดนแฝดแกล้ง แต่เช้านี้ เมริน เดินดุ่มๆ เข้าไปพร้อมกับ ก้อง เพราะเธอสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง“เจ้าไข่แฝดแอบขโมยไส้กรอกร้านป้าชื่นไปอีกแล้วเหรอ?” เมรินถามก้องพลางขมวดคิ้ว “ฉันเห็นไข่ต้มวิ่งหน้าตื่นหอบถุงใหญ่เบ้อเริ่มเข้าไปในนั้น”“อาจจะ...” ก้องตอบไม่เต็มเสียง “แต่ช่วงนี้สองคนนั้นดูซูบๆ ไปนะ ทั้งที่แอบเอาของกินไปตั้งเยอะ”เมื่อทั้งคู่เดินไปถึงหลังเพิง ภาพที่เห็นทำเอาเมรินต้องหยุดชะงักไข่ต้มและไข่ตุ๋นไม่ได้กำลังนั่งกินไส้กรอกอย่างเอร็ดอร่อย... แต่พวกเขากำลังนั่งยองๆ ป้อนไส้กรอกเหล่านั้นให้กับ ฝูงสุนัขและแมวจรจัด นับสิบตัว!และพวกมันไม่ใช่สัตว์ธรรมดา แต่เป็น "สัตว์พิการไซบอร์ก" บางตัวขาขาดแล้วถูกแทนที่ด้วยท่อพีวีซี บางตัวตาบอดข้างหนึ่งและมีเลนส์กล้องเก่าๆ แปะอยู่ สภาพมอมแมมแต่ดูมีความสุขที่ได้กินอาหาร“กินเยอะๆ นะไอ้ด่าง...” ไข่ตุ๋นลูบหัวสุนัขที่มีขาหน้าเป็นล้อรถเข็นเด็ก “เดี๋ยวพี่จะหาเงินมาซื้อน้ำมันหล่อลื่นข้อต่อใ
หลังจากภารกิจก๋วยเตี๋ยวสีรุ้งผ่านพ้นไป ร้านป้าชื่นก็กลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง (แม้ผนังจะยังเรืองแสงวิบวับในตอนกลางคืนจนลูกค้าต้องใส่แว่นกันแดด) แต่ปัญหาใหม่ที่ตามมาคือ "แรงงาน"ด้วยวัยที่มากขึ้นและสุขภาพที่เริ่มถดถอย ประกอบกับการต้องยืนลวกก๋วยเตี๋ยวหน้าเตาร้อนๆ ทั้งวัน ทำให้ ป้าชื่น เริ่มมีอาการปวดหลังและเข่าเสื่อมจนเห็นได้ชัด เย็นวันหนึ่ง เมริน สังเกตเห็นป้าชื่นนวดขาตัวเองด้วยสีหน้าเจ็บปวดหลังปิดร้าน“ไม่ได้การแล้ว...” เมรินพึมพำกับตัวเองขณะนั่งทำบัญชีร้าน “เราต้องหาผู้ช่วย หรือไม่ก็เครื่องทุ่นแรง... แต่เครื่องจักรทำอาหารอัตโนมัติเครื่องละตั้ง 5 แสนเครดิต งบเราไม่พอแน่”เธอหันไปถาม ก้อง ที่กำลังซ่อมพัดลมอยู่ “ก้อง... แถวนี้พอจะมีใครขายเครื่องจักรครัวมือสองสภาพดีๆ บ้างไหม?”ก้องชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ตึกแถวสภาพโทรมๆ ท้ายซอยที่มีเสียงเคาะเหล็กดัง โป๊กๆ ตลอดเวลา“ลองไปถาม ‘ศาสตราจารย์จ็อด’ ดูสิครับ รายนั้นเขาชอบเก็บของเก่ามาโมดิฟาย บางทีอาจจะมีของดีซ่อนอยู่”“จ็อดเนี่ยนะ?” เมรินทำหน้าไม่อยากเชื่อ “ฉันนึกว่าเขาซ่อมเป็นแต่รถเข็นขายลูกชิ้นกับแขนตัวเองซะอีก”“อย่าดูถูกจ็อดนะ
เช้าวันเสาร์ที่สดใส (แม้ฝุ่น PM จะยังคงหนาแน่น) ย่านพระนคร 2.0 กลับมาคึกคักอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะเหตุไฟไหม้หรือการประท้วง แต่เป็นเพราะภารกิจ "Makeover ร้านป้าชื่น" ที่นำทีมโดยดีไซเนอร์จำเป็นอย่าง เมรินซากร้านที่เคยดำเป็นตอตะโก ถูกรื้อถอนออกจนเกลี้ยง เหลือเพียงโครงสร้างเสาเหล็กที่ยังแข็งแรง เมรินยืนอยู่บนลังไม้กลางลาน สวมหมวกนิรภัยสีเหลือง (ที่แปะสติ๊กเกอร์ Hello Kitty) ในมือถือแบบแปลนโฮโลแกรมที่เธอร่างขึ้นเองเมื่อคืน“ฟังนะทุกคน!” เมรินตะโกนสั่งการผ่านโทรโข่ง “คอนเซปต์ร้านใหม่ของเราคือ ‘Cyber-Vintage Nostalgia’ เราจะผสมผสานความคลาสสิกของสังกะสีเก่า เข้ากับไฟนีออนสมัยใหม่ เพื่อดึงดูดลูกค้าทั้งรุ่นปู่และวัยรุ่น!”จ็อด ที่กำลังแบกแผ่นสังกะสีทำหน้างง “ไซเบอร์... วินเทจ... หยังวะ? สรุปคือเอาของเก่ามาทาสีใหม่ใช่ไหมเจ๊?”“ประมาณนั้นแหละ! อย่าเพิ่งถามเยอะ! ไปผสมสีเร็วเข้า!” เมรินชี้นิ้วสั่งก้อง เดินเข้ามาพร้อมกับถังสีและแปรงทาสี เขามองดูเมรินที่ดูทะมัดทะแมงผิดหูผิดตาด้วยรอยยิ้ม“ท่านประธานครับ สีรองพื้นพร้อมแล้ว จะให้เริ่มทาตรงไหนก่อนดี?”“เริ่มที่เสาเอกก่อนเลย” เมรินกระโดดลงจากลังไ







