ログインคนที่มาคือ องครักษ์หวังเหล่ยนั่นเอง เขายกดาบคมๆ ในมือชี้ตรงไปยังร่างเล็กที่กำลังนั่งคุดคู้อยู่หลังกอต้นอ้อสูงท่วมหัว
หวังเหล่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน “เจ้าเป็นใคร? มาทำลับๆ ล่อๆ เช่นนี้ด้วยเหตุอันใด? แล้วเจ้าเป็นนางกำนัลในสังกัดของใครกันแน่?”
ฉีอันฉีปากสั่นระริก “ข้า ข้า มา เอ่อ.. มา...” เพียงเห็นอาวุธในมืออีกฝ่ายชี้ตรงมายังตนก็ตกใจจนลืมคำพูดที่เตรียมมาจนหมดสิ้น กลายเป็นพูดติดๆ ขัดๆ
องครักษ์หวังเหล่ยตวาดซ้ำ “เจ้ามีอะไรจะพูดก็รีบพูดออกมา! ก่อนที่เจ้าจะหมดโอกาส!”
คนที่กำลังถูกคุกคามพยายามใช้สติเค้นหาทางแก้ไขสถานการณ์อย่างเร่งด่วนเพื่อให้รอดพ้นจากคมดาบ “คะคือ... คือข้า...”
“พูด!”
คุณชายน้อยตระกูลฉีตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าหวาดเสียวเช่นนี้มาก่อน ชายผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่ ดวงตาดุดันน่าเกรงขามยิ่งนัก อีกทั้งกระบี่ในมือก็เป็นของจริง เขาควรยกเรื่องใดมากล่าวอ้างดีเล่า ความจริงที่ว่าเขาหาได้เป็นทาสหรือนางกำนัลในสังกัดผู้ใดไม่ แต่มีฐานะสูงส่งเป็นถึงน้องชายของพระชายาเยี่ยนฟางเชียวนะ! ทว่าเรื่องนี้พูดไม่ได้เด็ดขาด ถ้าขืนพูดออกไปตรงๆ มีหวังความผิดฐานปลอมตัวเป็นสตรีเข้ามาในวังจะถูกเปิดโปง โทษหนักคราวนี้อาจถึงขั้นถูกกุดหัวเลยทีเดียว
“คะ คือข้า... อ้อ! ข้าหลงทางเจ้าค่ะ ใช่ๆ ใช่แล้ว พี่ชายท่านนี้ ข้าหลงทางมาเจ้าค่ะ”
“เจ้าหลงทางรึ?” องครักษ์หวังเหล่ยขมวดคิ้วคล้ายไม่เชื่อคำพูดของนาง
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ข้าหลงทางจริงๆ เจ้าค่ะ... ที่นี่คือที่ใดกัน? คนผู้นั้นคือ...” พูดพลางชี้นิ้วไปยังบริเวณที่องค์ชายอิ้งเยว่ยืนอยู่ ฉีอันฉีตัดสินใจยืนขึ้นเต็มความสูงในทันที เขาแหงะหน้ามองไปยังสะพานไม้ ทว่าที่ตรงนั้นกลับไร้เงาของพี่เขยยืนอยู่เสียแล้ว “ไปแล้วหรือ... ข้าหมายถึง ทะ ท่านผู้นั้น เมื่อครู่ยังยืนอยู่ตรงนั้นชัดๆ เขาหายไปไหนแล้วเจ้าคะ?”
“เจ้าไม่รู้จักองค์ชายอิ้งเยว่?”
“พะพี่ชาย ข้าเป็นนางกำนัลเพิ่งมาใหม่ ย่อมไม่คุ้นชินกับสถานที่เป็นธรรมดา ท่านก็เป็นผู้ใหญ่ใจดี ได้โปรดอย่าถือสาเอาผิดกับข้าเลยนะเจ้าคะ”
คนในตำแหน่งองครักษ์เก็บกระบี่ยาวเข้าฝักเสียงดัง ฉิ้ง! “เอาเถอะ เช่นนั้นข้าก็จะไม่ถือสาเจ้าสักครั้ง ถือว่าเจ้าไม่รู้ ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ข้าจะบอกเจ้าเอาบุญ ที่แห่งนี้คือ ตำหนักส่วนพระองค์ขององค์ชายอิ้งเยว่ หากไม่ได้รับอนุญาต ผู้ใดก็ห้ามเข้า ทีนี้เจ้าชัดเจนแล้วหรือไม่?”
“ขอบคุณพี่ชาย ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ” ฉีอันฉีย่อตัวถอนสายบัวอย่างนอบน้อม
“อ้อ... อีกอย่าง”
“พี่ชายเชิญกล่าว”
“หากยังอยากรักษาชีวิตน้อยๆ ของเจ้าไว้ เจ้าจงฟังข้าให้ดี องค์ชายอิ้งเยว่ไม่ใช่คนที่นางกำนัลชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าจะพูดถึงส่งเดช เจ้าห้ามใช้กิริยาหยาบช้าเช่นเมื่อครู่นี้เป็นอันขาด” เขาหมายถึงการที่อีกฝ่ายชี้นิ้วไปทางองค์ชายอิ้งเยว่แล้วเอ่ยถามถึง
“อ๋า ขอบคุณพี่ชายที่ช่วยชี้แนะเจ้าค่ะ” ฉีอันฉียอบกายคารวะอีกรอบ
“เช่นนั้น เจ้าก็รีบไปเถอะ”
“ได้ เจ้าค่ะ”
ขณะเดินหันหลังให้องครักษ์หวังเหล่ย คนถูกเรียกว่านางกำนัลชั้นต่ำแถมมีกิริยาหยาบช้าถึงกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน นายน้อยฉีอันฉีไม่เคยพบเจอผู้ใดกล้าสามหาวพูดจาหยามเกียรติถึงเพียงนี้ ‘เหอะ! เจ้าทหารปากเหม็น ว่าข้าเป็นนางกำนัลชั้นต่ำงั้นเรอะ! ฝากไว้ก่อนเถอะ ดูสิว่าข้าจะทำให้เจ้าเสียใจที่พูดกับข้าเช่นนี้เยี่ยงไร!’
นายน้อยจากบ้านตระกูลฉีใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดเพื่อระงับความโมโหที่มีต่อทหารองครักษ์ผู้นั้นเอาไว้ ตอนนี้เขาจำยอมเดินเลี่ยงออกไปก่อน เอาไว้คราวหน้าค่อยคิดหาวิธีเข้าใกล้องค์ชายอิ้งเยว่อีกครั้ง คราวนี้จะไม่มีวันยอมแพ้ง่ายๆ เช่นนี้แน่ ตราบใดที่ยังไม่ได้ถามไถ่ให้รู้แน่ชัด เพราะเหตุใดพี่เขยจึงไม่ไยดีพี่หญิงของเขาแม้แต่น้อย ความงดงามของนางไม่เป็นที่ต้องพระทัยขององค์ชายบ้างเลยหรือไรกัน? เสียดายเมื่อครู่ยังเห็นพระพักตร์ขององค์ชายอิ้งเยว่ไม่ชัด จึงไม่เห็นรายละเอียดเครื่องหน้า ว่าแท้จริงแล้วรูปงามสมคำเล่าลือ หรือว่าขี้ริ้วขี้เหร่กันแน่...
เนื่องจากจุดที่ยืนอยู่มันไกลเกินไป ทว่าเพียงดูจากรูปร่างฝ่ายนั้น ก็นับว่าเป็นบุรุษดูดีไม่น้อย เสียก็แต่นิสัยน่ารังเกียจของเขา ไฉนเอาแต่เสพของบูดเน่านอกวังเช่นนางโลมในหอดอกไม้แดงดอกไม้ดำอะไรนั่นอยู่ได้ ทั้งที่ในวังมีของดีอีกทั้งสดใหม่ให้เลือก กลับไม่เลือกกิน หรือว่าสมองของเขามีปัญหากันแน่…
นอกจากวันพิธีกราบไหว้ฟ้าดินที่ฉีอันฉีมีโอกาสได้เห็นพี่หญิงอยู่ไกลๆ หลังจากนั้นเขาก็ไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้นางอีกเลย เด็กหนุ่มกลับถูกหัวหน้านางกำนัลมีวัยอาวุโสสั่งให้ไปอยู่แต่ในครัว โทษฐานเป็นนางกำนัลที่มีบุคลิกกระโดกกระเดกอย่างไม่น่าให้อภัย อีกทั้งนางกำนัลชั้นต่ำที่ทำงานในครัวพวกนั้น ก็เอาแต่จิกใช้เขาทำงานทั้งวี่ทั้งวัน เช่น ตักน้ำ ล้างจาน ล้างหม้อ ล้างไห และอีกสารพัดงานตามแต่พวกนางจะเรียกใช้ พวกนางให้เหตุผลว่าสตรีเช่นฉีอันฉี หรือในชื่อใหม่ที่เขาคิดขึ้นมาได้ว่า หลี่น่า ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง งานง่าย ๆ เช่นถูพื้นยังทำให้ดีไม่ได้ แล้วอย่างนี้จะให้ไปรับใช้เจ้านายคนใดได้อีกเล่า
ไป๋หลาน นางกำนัลผู้หนึ่งที่ทำงานในครัว พูดขึ้นว่า “หลี่น่า เจ้าน่ะ อยู่แต่ในครัวกับข้านี่แหละ มันเหมาะสมกับคนไม่ประสีประสาอย่างเจ้าแล้ว ข้าไม่รู้ว่าคนทำอะไรไม่เป็นเช่นเจ้าเข้ามาอยู่ตำหนักไฉ่หงได้อย่างไรกัน? รอให้ผู้อาวุโสตรวจสอบประวัติของเจ้าให้ดีก่อนเถอะ เจ้าต้องถูกเนรเทศไปไกลๆ แน่”
ฉีอันฉีเม้มปากแน่น แม้จะอยากโต้เถียงไป๋หลานหลายคำแต่ก็ยอมทนข่มกลั้นเอาไว้ ได้แต่เถียงนางในใจ ‘อยู่ก็อยู่สิ เหอะ! งานงี่เง่าพรรค์นี้ เจ้าคิดว่าคนอย่างข้า นายน้อยอันฉี ไม่มีปัญญาทำมันหรือไง? ปัดโธ่! ถ้วยชามราคาไม่กี่เงิน หากล้างยากนัก ข้าอยากทุบทิ้งข้าก็จะทุบ! ตำหนักไฉ่หงใหญ่โต ทั้งร่ำรวยปานนี้ พี่เขยข้าย่อมสั่งให้พวกเจ้าหาซื้อมาใหม่ได้อยู่แล้ว... ชิ’
ภายในโถงตำหนักส่วนพระองค์ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกว๋อฉว้าที่ปลูกไว้ข้างตำหนักโชยเข้ามา ลมอ่อนพัดผ้าม่านสีเขียวข้างหน้าต่างพลิ้วไหว โต๊ะไม้จื่อถานแกะสลักลวดลายกิเลนตั้งอยู่ที่มุมโปรดของผู้เป็นเจ้าของ องค์ชายอิ้งเยว่ประทับอยู่บนเก้าอี้หลังโต๊ะตัวนั้น พลางทอดพระเนตรออกไปนอกหน้าต่าง นัยน์ตาจับจ้องเหล่าปักษาฝูงหนึ่งที่กำลังเกาะบนกิ่งต้นฮวงหัวลี่นอกโถง พระหัตถ์ขาวสะอาดทรงยกถ้วยชาจิบไปพลางๆ ดูพระทัยเย็น ไม่รีบร้อนอันใด แม้เมื่อครู่จะทรงทราบว่ามีคนมาแอบซุ่มดูความเคลื่อนไหวของพระองค์ก็ตาม
“องค์ชาย เป็นแค่เพียงแม่นางน้อยพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หวังเหล่ยก้าวเข้ามา ก่อนประสานมือคารวะและทูลรายงาน
พระหัตถ์หนายกการินน้ำชาอุ่นๆ ใส่จอกกระเบื้องเล็ก แล้ววางพวยกาลายหงส์ทะยานบินนั้นไว้ดังเดิม “เจ้าบอกว่าเป็นแค่แม่นางน้อยอย่างนั้นรึ?”
“พ่ะย่ะค่ะ... เป็นแค่นางกำนัลมาใหม่ นางพูดว่าบังเอิญหลงทางมาพ่ะย่ะค่ะ”
...ตำหนักไฉ่หงเดิมทีเป็นที่อยู่อาศัยของสนมเอกกุ้ยเฟย ซึ่งสถานที่แห่งนี้ปลูกสร้างตามพระบัญชาของเทียนจื่อ ทุกอย่างออกมาอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ ทั้งกว้างขวางใหญ่โตหรูหราไม่แพ้ที่อยู่อาศัยของชนชั้นสูงเช่นชาวตะวันตก และเจ้าของเดิมของตำหนักไฉ่หงนั้น พระนางเคยเป็นหญิงงามไม่แพ้นางใดในใต้หล้า อีกทั้งสามารถกุมพระทัยของเทียนจื่อผู้เป็นสามีไว้ในมือได้แต่เพียงผู้เดียว
เมื่อเป็นที่หนึ่ง ย่อมได้รับสิ่งพิเศษเหนือสนมคนอื่นๆ เป็นธรรมดา
อัครมเหสีลู่เสียนรับสั่งเสมอว่า ‘ในพระทัยของเทียนจื่อนั้น อัครมเหสีเช่นข้ากลับเป็นรองนางมารชั้นต่ำนั่น ช่างเป็นเรื่องน่าขบขันดีแท้ บอกใครใครจะไปเชื่อ นังแม่มดเลวทรามหยาบช้า มันเป็นแค่ลูกสาวโจรชั่ว ไฉนเทียนจื่อรักใคร่เอ็นดูถึงเพียงนี้ ทั้งเก็บไว้ข้างกายร่วมหอกับมันไม่เว้นว่าง’
หากเปลี่ยนมาพูดเป็นภาษาชาวบ้าน เทียนจื่อนั้นหลงรักสนมเอกกุ้ยเฟยคนนี้จนหัวปักหัวปำ ไม่รู้ลูกสาวของศัตรูชาวเมืองเฮ่าจินทั่วทั้งแผ่นดินเช่นคนเผ่าเฉวี่ยนหรง ใช้เวทมนต์อันใดจึงเอาชนะพระทัยผู้มีอำนาจสูงสุดเอาไว้ได้ แทนที่จะถูกบั่นคอแต่แรก เมื่อครั้งจับตัวนางมาเป็นเชลยเมื่อหลายปีก่อน หลังเสร็จศึกสงครามครานั้น ท่ามกลางเสียงทัดทานจากเหล่าชิงต้าฟูทั้งหลาย ทว่าเทียนจื่อหาได้รับฟังไม่ พระองค์ทรงตรัสว่า ‘ข้าผู้เป็นเทียนจื่อของพวกเจ้า ข้าเหน็ดเหนื่อยเหลือเกินแล้วกับราชกิจรักษาเมืองเฮ่าจินไม่ให้ตกอยู่ในกำมือผู้อื่น อีกทั้งทำให้ผิงหมิง (ราษฏร) ในแผ่นดินของข้า มิต้องตกเป็นเชลย แค่เพียงสตรีอ่อนแอคนหนึ่ง ไฉนข้าจะเก็บนางไว้ข้างกายมิได้เล่า แม่นางกุ้ยผู้นี้มือไม่เคยเปื้อนเลือด แม้กายนางมีเลือดของคนเผ่าเฉวี่ยนหรงอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่ข้าก็ชอบนาง พวกเจ้าผู้ใดก็ห้ามขัดขวางข้า!’
เมื่อสนมเอกกุ้ยเฟยไม่อยู่แล้ว องค์ชายอิ้งเยว่จึงเข้าไปกราบบังคมทูลขอจากเทียนจื่อผู้เป็นบิดา ขอให้ตนได้อาศัยอยู่ในตำหนักไฉ่หงแทนมารดาสืบไป เพื่อระลึกถึงท่านแม่ยามคิดถึง เทียนจื่อก็ไม่ได้ว่ากระไร ทรงรับสั่งอนุญาตไปตามคำขอ
องค์ชายอิ้งเยว่มีพระพักตร์คล้ายมารดาถึงหกส่วน พระบิดาทอดพระเนตรใบหน้าบุตรชายคนนี้คราใด ราวกับเห็นโฉมหน้าของสนมเอกกุ้ยเฟยครานั้น อย่างน้อยความทรมานเพราะอาลัยอาวรณ์สตรีคนรักที่ด่วนลาลับไปก่อน ในพระทัยของเทียนจื่อนั้นก็พลอยได้บรรเทาลงได้บ้าง ด้วยเหตุนี้บุตรชายสนมเอกกุ้ยเฟยจึงเสมือนเป็นตัวแทนมารดา เขาจึงได้รับการโปรดปรานจากบิดาเทียบเท่ากับองค์รัชทายาทโจวเจี้ยนกั๋วที่ถือกำเนิดจากอัครมเหสีลู่เสียนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ฉีอันฉีแม้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว ทว่าเขายังคงอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังน้อยของท่านอาไป๋ต่ออย่างไม่มีกำหนด ตั้งใจรอจนกว่าจะมีโอกาสพบหน้าท่านผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้นั่นเอง หากไม่รอพบหน้าไยจะรู้ได้ ..ผู้มีพระคุณนั้นที่แท้เป็นใครมาจากไหน ทั้งมีชื่อแซ่ว่าอะไร หากมีโอกาส เขาย่อมตอบแทนแน่เวลานี้บ่ายคล้อยแล้วหนุ่มน้อยยังคงนั่งใจลอยอยู่ริมธารเฉกเช่นทุกวัน ที่แห่งนี้เขาไม่มีอะไรทำ นอกจากช่วยท่านอาไป๋ผ่าฟืนตักน้ำ เมื่อภารกิจประจำวันสิ้นสุดลงฉีอันฉีถือโอกาสมานั่งเล่นข้างคลองน้ำ ในหัวพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยร่างเล็กในเสื้อผ้าปะผุนั่งอยู่ลำพัง พลันถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อไหร่หนอคนผู้นั้นจะมาเสียที หรือต้องให้รอไปถึงชาติหน้าหรือไม่?ใต้ร่มไม้ใหญ่ บางทีการได้อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็ทำให้เขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจเขาตอนนี้กำลังคิดถึงใครบางคนแทบบ้า… องค์ชายอิ้งเยว่หากรู้แล้วจะทำเช่นไร อีกทั้งท่านพ่อท่านแม่ทั้งพี่ใหญ่อีกเล่า คนเหล่านั้นอาจคิดไปแล้วว่าเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ส่วนพี่หญิงนั้นเล่า แม้นางทำไม่ดี น้องชายคนนี้กลับไม่ได้ถือโทษโกรธนาง หากมีคนผิดย่อมต้องเป็น
ฉีเยี่ยนฟางเห็นภาพบาดตานั้นก็สุดจะกลั้น ความโกรธแค้นประดังเข้ามาจนลืมความเศร้า นางลุกพรวดจากพื้น ปรี่เข้าไปหาทั้งคู่ทันที “เสด็จพี่! ทรงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ!”องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีแม้แต่แววตาโศกเศร้า พระองค์จ้องตากับฉีเยี่ยนฟางอย่างท้าทาย พลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ริมฝีปากของสนมฉู่อย่างหลงใหล มิหนำซ้ำยังจงใจรั้งคอเสื้อของนางให้เลื่อนลง เผยให้เห็นรอยแดงช้ำที่เกิดจากการขบเคี้ยวเหนือไหล่นวลเนียน เพื่อยั่วยุให้ฉีเยี่ยนฟางเข้าใจผิด“คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้น เศร้าโศกไปก็เปล่าประโยชน์” พระองค์ตรัสด้วยเสียงเนิบนาบ ก่อนหันไปถามคนบนตัก “สนมฉู่ เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่?”“พระสวามีช่างปราดเปรื่องยิ่งนักเพคะ” สนมฉู่บิดกายเขินอายอยู่บนตักแกร่งฉีห่าวหรานขบเคี้ยวเขี้ยวฟันจนหน้าดำหน้าแดง เขาไม่อยากเชื่อว่าลูกเขยจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ลูกเมียกำลังโศกเศร้า แต่เขากลับพาสนมมาสำเริงสำราญเย้ยฟ้าท้าดิน เจ้าแคว้นฉีไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดจึงจะเหมาะสมกับความต่ำช้าตรงหน้า เขาเพียงพ่นลมหายใจอย่างขยะแขยง “หึ! ข้าจะไปดูอาการฮูหยิน” แล้วสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไปฉีเจียลี่ยืนงงงวยกับเหตุการณ์ที่พลิกผันไปมา เข
มือเรียวสั่นเทาช่วยกระชากผ้าผืนหนาออกจากปากของเสี่ยวถูหลัน สาวใช้คนสนิทรีบสำลักอากาศหายใจก่อนจะละล่ำละลักพูดบอกเจ้านาย “พระชายา... หม่อมฉันถูกโจรป่าทำร้ายเพคะ!”“โจรป่ารึ?”“เพคะ หม่อมฉันเร่งรุดไปยังริมธารตามแผนการ กลับพบโจรชั่วปิดบังใบหน้าด้วยผ้าดำชุดดำ ฝีมือมันร้ายกาจเกินกว่าวรยุทธของหม่อมฉันจะต้านทานไหว แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละเพคะ” “ชะ...เช่นนั้น อันอัน... น้องชายของข้า มิต้องจมน้ำตายไปจริงๆ หรอกหรือ!”ใบหน้าของฉีเยี่ยนฟางซีดเผือดราวกับกระดาษ นางวิ่งถลันกลับไปยังหน้าผาโดยไม่สนแม้แต่จะช่วยแก้เชือกให้เสี่ยวถูหลันเมื่อไปถึงริมธารเบื้องล่าง เห็นเหล่าทหารองครักษ์ทั้งหกต่างพากันดำผุดดำว่ายค้นหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ากลับไร้วี่แวว พวกเขาต่างหาน้องชายนางไม่พบ“อันอัน! น้องพี่!” ฉีเยี่ยนฟางหวีดร้องปานจะขาดใจ นางเตรียมกระโจนลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวเพื่อหาน้องชายด้วยตนเอง ทว่าเสี่ยวซินกลับปราดเข้ามาขวางไว้แน่น“พระชายา! อย่าเพคะ!”“เสี่ยวซิน เจ้าห้ามข้าทำไม! ปล่อย! ข้าจะไปหาน้องชายข้า!” นางดิ้นรนทั้งน้ำตานองหน้า“พระชายา... นายน้อยจมน้ำนานเกินไปแล้ว ต่อให้ค้นพบยามนี้…ก็คง... ไร้ประโยชน์แ
“ข้าก็ต้องกลัวสิ! กลัวว่าท่านพี่อาจพลาดพลั้งตกลงไป หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะทำอย่างไร!” อันฉีหมายความว่าตัวเขาเองพอเอาตัวรอดได้ เขาว่ายน้ำเป็น แต่พี่สาวผู้มีร่างกายอ่อนแอประหนึ่งกิ่งหลิวต้องลมเช่นนาง หากลื่นไถลลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวข้างล่างนั้น โอกาสรอดคงเท่ากับศูนย์ และในป่าลึกที่ไร้ผู้คนเช่นนี้ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาเขาคงเรียกหาความช่วยเหลือจากใครไม่ทัน“ข้าไม่กลัว แล้วเจ้าจะกลัวไปไย รีบตามมาเถอะ”ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงริมหน้าผาสูงชัน อันฉีที่มัวแต่มองแผ่นหลังพี่สาวเผลอเหยียบหินก้อนเท่ากำปั้นจนเสียหลักเกือบถลันตกเหว โชคดีที่มือเรียวของพี่สาวคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน “เจ้าระวังหน่อย”“ขะ...ขอบคุณขอรับ พี่หญิง”เมื่อน้องชายยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เยี่ยนฟางก็ละสายตาไปมองหาก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้น นางหยิบมันขึ้นมาเดาะในมือสองสามครั้งอย่างใจลอย “อันอัน เจ้าว่าหน้าผานี้ สูงเพียงใด? หากข้าพลาดพลั้งตกลงไป ข้าจะตายหรือไม่?”สิ้นคำถาม นางก็ขว้างหินในมือลงไปเบื้องล่างทันที!อันฉีมองตามก้อนหินที่ลอยละลิ่วดิ่งลงสู่เบื้องล่าง มันปะทะเข้ากับผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่านดุจฟ้าพิโรธก่อนจะหายวับไปในชั่วพริบตา “พี่หญิ
“ผู้ใดอิจฉา! ท่านหมายถึงข้าหรือ?” อันฉีชี้จมูกตัวเอง “ท่านเป็นตาแก่ตาฟ่าฟางไปแล้วกระมัง!”“อันอัน…เจ้า… ยอมรับมาเถอะ” ร่างสูงลุกขึ้นมา เผชิญหน้าเจ้าคนปากแข็ง พลางชะโงกหน้าเข้าหาอย่างล้อเลียน นิ้วเรียวจิ้มลงที่หน้าผากมน “เจ้าน่ะ! อิจฉา... เจ้าหวงข้าใช่หรือไม่ พูดมาเถิด”เมื่อถูกจี้ใจดำ อันฉีสะบัดหน้าพรืดหันหลังกอดอกทันที “ข้าเป็นบุรุษ มีสิ่งใดต้องอิจฉาผู้อื่น ท่านอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”“จริงรึ?”“ย่อมจริงแท้แน่นอน” ตัวเล็กหันกลับมาสบตาองค์ชายอิ้งเยว่ เงียบไปนานราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนถอนใจออกมาเฮือกใหญ่“เจ้ามีเรื่องพูดกับข้าใช่หรือไม่?”“องค์ชายรอง... พวกเราไม่ควรเป็นเยี่ยงนี้อีกต่อไป” อันฉีพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดอีกฝ่ายขมวดคิ้ว “เยี่ยงนี้? เยี่ยงไหนที่เจ้าว่า?”“ท่านอย่าทำไขสือ... ท่านรู้อยู่เต็มอก”องค์ชายอิ้งเยว่ถอนใจบ้าง “อันอัน... เช่นนั้น เจ้าจงฟังข้า.. ที่เป็นอยู่มันไม่ดีตรงไหน เจ้าอดทนรออีกนิด ข้าย่อมมีวิธีทำให้ทุกคนยอมรับ ไม่ว่าเป็นพี่ชายเจ้า ท่านพ่อตาแม่ยาย หรือแม้แต่พี่หญิงฉีเยี่ยนฟาง วันหน้าพวกเขาต้องยอมรับข้าในฐานะสามีของเจ้าแน่”“ท่านทำเช่นนั้นไม่
ณ.ตำหนักไฉ่หงทันทีที่องค์ชายอิ้งเยว่กลับมายังตำหนักส่วนพระองค์หลังเข้าเฝ้าพระบิดาร่วมกับองค์รัชทายาท ร่างสูงยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูทางเข้าเป็นนาน ไม่คิดเข้าไปข้างในทันที หากแต่เมียงมองไปยังทิศทางที่ตั้งเรือนหมู่ตานฮวา เพราะอันฉีอยู่ที่นั่นองค์ชายอิ้งเยว่ได้แต่ถอนใจ เขายังมองไม่เห็นหนทางสักนิด ทำเช่นไรหนอจึงจะนำพาอันฉีมาอยู่ข้างกายไปตลอด หากกราบทูลขอพระบิดา ตนได้สมรสดังใจหมาย ทว่ามิอาจหยั่งรู้จิตใจของอีกฝ่าย ถ้าเจ้าเด็กซนไม่ยอมรับปากเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินพร้อมเขาเล่า เพียงเพราะห่วงไยความรู้สึกของฉีเยี่ยนฟาง…เช่นนี้ไยจะฝืนได้อีกจังหวะนั้น ร่างคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากที่มืด หวังเหล่ยประสานมือคารวะ “องค์ชาย กระหม่อมไม่พบสิ่งใดผิดปกติในเรือนหมู่ตานฮวาพ่ะย่ะค่ะ”ก่อนหน้า เขาสั่งให้หวังเหล่ยเร่งหาสิ่งผิดปกติในตำหนักนี้ หากมีเบาะแสโน้มนำไปถึงอันตราย ก็จงกำจัดเสียให้สิ้น อย่าได้เปิดโอกาสให้ผู้ใดทำร้ายอันฉีได้เป็นอันขาด“อืม เห็นทีข้าคงต้องไปเยี่ยมเยียนชายาเอกของข้าสักครา”“พ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเรือนหมู่ตานฮวาดังใจหมาย สองขาย่างก้าวขึ้นบันไดไม่ช้าไม่เร็ว เลยไปยังระเ
คำวิงวอนของเจียลี่ดั่งคมมีดที่กรีดลงบนมโนธรรมของรัชทายาทเจี้ยนกั๋ว เขาเริ่มไขว้เขว... แม้ลึกๆ จะมิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อสหายผู้นี้ในเชิงชู้สาว ทว่าหากต้องปล่อยให้คนชั่วรุมย่ำยีเจียลี่ต่อหน้าต่อตาโดยไม่คิดช่วยเหลือ เขายังนับว่าเป็นมนุษย์อยู่ได้อีกหรือ?เล่ห์เหลี่ยมแพรพราวที่เคยใช้ในศึกล่าอาณานิคมถูกงัดอ
หลังจากลงเล่นน้ำในลำธารหลังอุทยานจนเหนื่อย องค์ชายอิ้งเยว่พาฉีอันฉีเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางสายหนึ่ง ซึ่งเป็นทางลัดเชื่อมระหว่างตำหนักส่วนพระองค์กับตำหนักร้าง เส้นทางนี้เคยรกชัฏและเงียบเหงา ทว่าบัดนี้กลับเปลี่ยนไปราวกับคนละสถานที่ ฉีอันฉีเดินเคียงข้างท่านพี่ชุนของเขาอย่างอารมณ์ดี สองมือเกาะแขนอีกฝ่าย
ท่ามกลางเสียงอสนีบาตที่ฟาดเปรี้ยงลงมาเหนือหลังคาตำหนักร้าง ราวกับจะถล่มฟ้าทลายดิน ฝนเม็ดใหญ่กระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ป่าไผ่โดยรอบไหวเอนลู่ตามกระแสลมแรงที่พัดกรรโชก หากแต่ภายในตำหนักบนชั้นลอยนั้น กลับมีกระแสคลื่นความร้อนแรงที่เผาไหม้อยู่บนเตียงกว้างอิ้งเยว่รู้สึกถึงมวลอารมณ์เร่าร้อนที่สุมทรว
เงียบอีก บุรุษร่างเล็กที่กำลังโกรธแค้น รีบป่ายขาลงจากโขดหินก้อนใหญ่ เมื่อเท้าเหยียบยืนบนพื้นก็ค่อยย่องเข้าไปใกล้เป้าหมายนั้น กะว่าหากเจอตัวเมื่อไหร่ เขาไม่มีวันปล่อยมันไว้แน่คนถูกประทุษร้ายร่างกายยื่นมือแหวกพุ่มไม้ตรงหน้า พลันเห็นเจ้าตัวการทันที "เจ้าเองเรอะ!" เป็นลิงทะโมนตัวเก่าเจ้าเดิมแอบอยู่ตรง







