Accueil / วาย / จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา / 8.ความชิงชังในวังหลวง

Share

8.ความชิงชังในวังหลวง

last update Dernière mise à jour: 2026-02-23 20:28:03

เมื่อเรื่องราวล่วงรู้ถึงเทียนจื่อ พระองค์ทรงมีพระบัญชาเด็ดขาด สั่งให้นางทาสในวังหลวงผู้มีรูปร่างแข็งแรงถึงสามคน ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสนมกุ้ยเฟยไว้อย่างเข้มงวด มิให้พระนางทำร้ายทารกในครรภ์ได้สำเร็จ จนกว่าจะครบกำหนดคลอดจึงจะแยกทารกออกมาเลี้ยงดูต่างหาก เทียนจื่อทรงกำชับนักหนาว่า หากทารกเป็นอันตราย ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องโทษประหารไม่เว้นแม้แต่คนเดียว

ในที่สุด วันที่องค์ชายอิ้งเยว่ลืมตาดูโลกก็มาถึง เขาได้รับการดูแลจากแม่นมทั้งสามที่ได้รับพระบัญชาให้อารักขาเขามาโดยตลอด ส่วนมารดานั้นแม้คลอดเขาออกมาแล้ว ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะโอบอุ้มลูกชายเฉกเช่นแม่คนอื่น 

แม้องค์ชายน้อยจะร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจที่มารดาไม่รัก ทว่าเขาก็เกิดความกังขาอยู่บ้าง เหตุผลอันใดมารดารังเกียจตนถึงเพียงนี้ ครั้นเติบโตจนรู้ความ องค์ชายอิ้งเยว่จึงได้ทราบความจริงจากแม่นมทั้งสามถึงที่มาที่ไป ว่าเหตุใดพระสนมกุ้ยเฟยจึงชิงชังเทียนจื่อ และเกลียดชังบุตรชายอย่างเขา สุดท้ายองค์ชายก็เข้าอกเข้าใจพระมารดาเป็นอย่างดี แม้มารดาจะเกลียดชัง แต่เขาไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อนางเลย

ปีนั้น องค์ชายอิ้งเยว่จำได้ว่าเทียนจื่อทรงเศร้าโศกเพียงใด เมื่อทรงทราบ พระสนมกุ้ยเฟยแอบมีใจให้บุรุษอื่น แม่นมทั้งสามเล่าว่า บุรุษแปลกหน้าผู้นั้นแต่งกายด้วยชุดสีดำ ลักลอบเข้าวังหลวงมาในยามวิกาลอย่างอุกอาจ ขณะคนทั้งสองพยายามจะหลบหนีไปด้วยกัน ก็ถูกขัดขวางโดยอัครมเหสีลู่เสียน ที่บังเอิญผ่านมาพบเข้าพอดี 

อัครมเหสีร้องโวยวายเสียงดังเรียกหาคนช่วย ทำให้ทั้งสองหนีไม่พ้น ถูกทหารในวังจับตัวไว้ได้ทันเวลา ภายหลังจึงทราบว่า แท้จริงแล้วบุรุษชุดดำคือหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเผ่าเฉวี่ยนหรง ในศึกสงครามเมื่อหลายปีก่อน และที่เขาลักลอบเข้าเขตพระราชฐานอย่างไม่กลัวตายนั้น เพียงเพื่อพาหญิงคนรักกลับออกไปให้จงได้

ผลสรุปคือ บุรุษเผ่าเฉวี่ยนหรงได้รับโทษประหารทันที ส่วนพระสนมกุ้ยเฟยถูกปลดจากตำแหน่ง และถูกกักขังไว้ในตำหนักเย็น 

เทียนจื่อมีพระบัญชาให้ทหารลงดาลประตูจากด้านนอกอย่างแน่นหนา ห้ามมิให้นางหลบหนีไปได้ ทั้งยังจำกัดอาหาร โดยให้คนส่งอาหารไปให้อดีตสนมเอกกินเพียงครั้งเดียวในทุกสามวัน จนกว่านางจะสำนึกผิด 

ฝ่ายอัครมเหสีลู่เสียนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ พระนางโวยวายลั่นตำหนักแทบแตก ไฉนสตรีคบชู้สู่ชายจึงได้รับโทษเบาดุจปุยนุ่นเช่นนี้ หากเป็นนางสนมอื่นเล่า ที่มันบังอาจกระทำผิดมหันต์ จะมิถูกสั่งตัดหัวไปพร้อมกับชู้รักของมันแล้วหรอกหรือ

ตอนพระมารดาถูกกักขังอยู่ในตำหนักเย็น องค์ชายอิ้งเยว่ลอบเข้าไปเยี่ยมหลายครั้ง เขาได้เห็นร่างกายของมารดาทรุดโทรมลงมากจนผิดตา นางเอาแต่นั่งร้องไห้คร่ำครวญถึงบุรุษคนรัก ความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อเทียนจื่อ ยิ่งเพิ่มทวีคูณยิ่งกว่าแต่ก่อนหลายเท่า องค์ชายน้อยอุตส่าห์หลบสายตาผู้อื่นเพื่อนำอาหารบำรุงไปฝากมารดา เขาใช้ช่องเล็กแคบข้างตำหนักเย็นนั้นเป็นทางผ่าน หากแต่อาหารเหล่านั้นมารดากลับไม่แม้แต่จะเหลียวมอง เขาได้แต่เฝ้าดูความทุกข์ทรมานของนางอยู่ห่าง ๆ เพราะเกรงว่าหากเข้าใกล้แม้เพียงนิด ตนอาจถูกทำร้ายเอาได้

วันหนึ่ง องค์ชายอิ้งเยว่ในวัยเยาว์เข้าไปหามารดาเฉกเช่นทุกวัน ทว่ามารดากลับเอาแต่นิ่งเฉย ดวงตาเหม่อลอย ไม่มีคำด่าทอเขาอย่างที่เคยทำบ่อย ๆ ทั้งอาหารที่ทหารส่งมาให้เมื่อครบกำหนดสามวันต่อหนึ่งมื้อ ข้าวหนึ่งชามกับข้าวสองอย่างยังคงอยู่ครบ ไม่พร่องไปแม้แต่น้อย ทั้งที่มารดาไม่ได้กินอะไรมานานแล้ว จนกระทั่งวันสุดท้าย องค์ชายอิ้งเยว่เข้าไปหานางในตำหนักเย็นอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง ทุกอย่างกลับเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใด ๆ องค์ชายน้อยตกใจสุดขีด เมื่อเขาเห็นร่างผอมของมารดานอนนิ่งราบอยู่กับพื้น เขาค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ และได้เห็นใบหน้านางในตอนนี้ ช่างดูผิดจากเมื่อก่อน ไร้ความงดงาม ดูน่ากลัวที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา ดวงตาของนางมีโลหิตไหลออกมาทั้งสองข้าง อีกทั้งปากและจมูกก็มีโลหิตสีแดงไหลเถือก

“ท่านแม่! ท่านแม่! ท่านเป็นอะไรไป!”

องค์ชายน้อยลืมความกลัวหมดสิ้น รีบเข้าประคองร่างของนางไว้ในอ้อมแขนเล็กๆ มือที่อ่อนแรงเต็มทีของพระมารดาพยายามผลักไสเขา ดวงตาที่เหลือกโปนจับจ้องใบหน้าองค์ชายอิ้งเยว่ หากแต่ไม่สามารถขยับปากพูดอะไรออกมาได้ ก่อนจะสิ้นใจ นางเพียงคว้าคอเสื้อของบุตรชายไว้แน่น ราวกับอยากจะบอกอะไรเขาสักอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูด พระมารดาสิ้นใจไปก่อน เวลาผ่านมาเนิ่นนานจนป่านนี้ องค์ชายอิ้งเยว่ยังเดาไม่ออกเลยว่า ที่แท้นางต้องการจพูดอะไรกันแน่ หรือว่า หากนางพูดได้ ก็เพียงอยากย้ำเตือนว่านางเกลียด เกลียดทุกคนที่อยู่ในวังแห่งนี้ใช่หรือไม่ เมื่อคิดขึ้นมาได้ เขาจึงอยากไปเยือนตำหนักเย็นที่ถูกปล่อยร้างไว้หลายปีสักครั้ง เพื่อรำลึกถึงมารดา เขาอยากบอกเหลือเกินว่า ถึงท่านแม่จะเกลียดเขา แต่เขาก็ไม่เคยคิดเกลียดท่านแม้แต่น้อย

องค์ชายอิ้งเยว่ไม่เพียงแค่คิด แต่เขาลุกขึ้นยืนทันที ทว่าหากคิดจะไปเยือนในที่ต้องห้ามเช่นนั้น เขาควรผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนหรือไม่ เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาผู้อื่น พลางชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่าง “ทหาร เจ้าเข้ามา” เขาเรียกหาทหารผู้หนึ่งที่ยืนเฝ้ายามอยู่บริเวณนั้นพอดี

รอไม่นาน คนที่ถูกเรียกหาก็ก้าวเข้ามา เขาประสานมือคารวะ “องค์ชาย เรียกหากระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ”

องค์ชายอิ้งเยว่กวาดตาสำรวจรูปร่างทหารตรงหน้าคร่าวๆ แล้วพุดว่า “รูปร่างเจ้าถือว่าใช้ได้ทีเดียว ดูไม่ต่างจากข้าไปสักเท่าไร อาภรณ์ที่ห่อหุ้มร่างกายของเจ้า ข้าต้องสวมใส่ได้พอดีแน่ ทหาร..”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“รีบส่งอาภรณ์ของเจ้า มาให้ข้าตอนนี้”

ทหารยามหน้าตาแตกตื่น “กะ...กระหม่อม?” จู่ ๆ เขาก็ถูกสั่งให้เปลื้องผ้าต่อหน้าพระพักตร์หรือนี่ แม้ตกใจและแปลกใจ อีกทั้งเกิดความสงสัย แต่ก็ไม่กล้าทูลถามให้มากความ รีบทำตามพระบัญชาทันที หากมัวช้า เกรงว่าตนอาจต้องโทษฐานไม่ทำตามรับสั่งผู้เป็นนายก็เป็นได้

เมื่อทหารส่งเครื่องแบบมาให้ องค์ชายอิ้งเยว่จึงออกคำสั่งอีกว่า “เจ้าไปเถอะ”

ทหารที่เหลือเพียงชุดอ่อนสีขาวห่อหุ้มกายชั้นใน รีบตอบรับทันที “พ่ะย่ะค่ะ” 

เมื่อได้ชุดทหารเฝ้ายามมาแล้ว ก็ยิ้มอย่างพอใจ เขารีบจัดแจงถอดอาภรณ์หรูหราออกทีละชิ้น ก่อนจะสวมใส่ชุดทหารเฝ้ายามแทน เมื่อทุกอย่างเสร็จสรรพ เขาเดินไปยืนอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง สำรวจตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า “เช่นนี้ ข้าก็ตบตาผู้คนได้แล้วสินะ”

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   13.ไฉนข้ากลายเป็นเจ้าลิงน้อยไปแล้วเล่า!

    แม้พูดคุยกับเจ้าตัวเล็กอย่างฉีอันฉีตลอดทั้งวัน องค์ชายอิ้งเยว่กลับไม่รู้สึกเบื่อ ดูดูไปก็น่าขันพิลึก มีอย่างที่ไหนกัน คนกับลิงพูดคุยเป็นตุเป็นตะ ราวกับว่ามันฟังภาษามนุษย์เข้าใจอย่างนั้นแหละ เจ้าบ๊องบ้องตื้นคนนี้คงลืมไปแล้วว่านั่นน่ะ 'เดรัจฉานไม่ใช่หรือไง' อิ้งเยว่ “น้องชาย ในเมื่อมันยอมคืนของให้เจ้า ไฉนเจ้ามัวแต่รีรอ ไม่รีบสวมอาภรณ์ของเจ้าเสียเล่า” ฉีอันฉีหันมาตอบอย่างเห็นด้วย “ก็ได้ๆ ข้าสวม ข้าสวมแล้ว” หนุ่มน้อยละความสนใจจากเจ้าลิงทะโมนแล้วตั้งอกตั้งใจสวมอาภรณ์สีหวานทันที.. ก่อนนี้เขาสวมอาภรณ์ที่ไม่ใช่คนตนนับว่ายุ่งยากไม่น้อย ทว่าเมื่อสวมมันหลายครั้งต่อหลายครั้ง อันฉีกลับรู้วิธีนุ่งอาภรณ์สตรีได้ไม่ยาก ทั้งยังไม่รู้สึกขวยเขิน อีกฝ่าย ระหว่างรอเจ้าตัวเล็กสวมเสื้อผ้า องค์ชายอิ้งเยว่ทอดสายตามองไปรอบๆ โถง ที่แห่งนี้ไร้การเหลียวแลมานานหลายปี จึงไม่แปลกที่จะมีฝุ่นกรังเกาะตามโต๊ะเก้าอี้และตั่งนอน ซึ่งเคยเป็นของใช้สอยของมารดาเขามาก่อน เนื่องจากไม่มีบ่าวคนใดกล้าเข้ามา ครั้งหน้าหากคิดจะมาเยือนอีก เห็นทีเขาคงต้องลงมือทำเอง หากแต่จะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้ถึงจะไม่น่าอยู่ แต่ก็ไม่ได้ดูเลวร้าย

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   12.สหายต่างวัยในตำหนักร้าง

    ในตำหนักร้างที่ไร้ผู้คน หนึ่งร่างสูงหนึ่งร่างเล็กยังคงนั่งเคียงไหล่สนทนาพาทีอย่างต่อเนื่อง องค์ชายอิ้งเยว่เป็นฝ่ายซักไซ้ถึงที่มาที่ไปจนรู้ชัด ว่าด้วยเหตุผลอันใดหนุ่มน้อยจึงลอบเข้ามาอยู่ในเขตวังหลังของเขาตั้งหลายวัน ปานนี้ไม่คิดกลับออกไป แม้บทสนทนาบางเรื่องเจ้าเด็กปากสุนัขถึงกับว่าร้ายตนในทางเสื่อมเสีย นั่นเพราะมันไม่รู้ ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ผู้ใหญ่เช่นเขาก็ไม่ควรคิดถือสา ให้ถือเสียว่าไม่เคยได้ยินก็แล้วกันจากที่ได้พูดคุยมานานเพียงนี้ เจ้าหนุ่มน้อยกลับเผยให้เห็นหลากหลายมุมมองที่ชวนให้ค้นหา ความซื่อบริสุทธิ์ที่เจ้าตัวแสดงออกโดยไม่เสแสร้งนั้น ทำให้องค์ชายรองเช่นเขาสัมผัสได้ถึงแก่นแท้ในนิสัยของมันอย่างชัดเจน หากคิดคบหาเป็นสหายต่างวัยก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร อีกทั้งในใจของเขาเองก็ยังมีปมที่ค้างคามาเนิ่นนาน บางทีเจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้..อาจเป็นผู้ที่ช่วยคลายเงื่อนปมนั้นให้เขาก็เป็นได้อิ้งเยว่ “เจ้าเป็นบุรุษอายุสิบหก เจ้าเคยนอนกับสตรีหรือยัง?”ฝ่ายผู้ถูกถามเรื่องประเภทนี้เข้า ฉีอันฉีถึงกับมีท่าทีแตกตื่น “หา! ท่านว่าอะไรนะ!”“ข้าพูดว่า เจ้าเคยทำเรื่อง... แบบนั้น กับสตรีหรือยัง คือ... แบบ...”

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   11.ชายาเยี่ยนฟางในเรือนมู่ต่านฮวา

    ..อีกมุมหนึ่งในอาณาเขตตำหนักไฉ่หง..ในเรือนหมู่ตานฮวานั้น นับว่างดงามทั้งกว้างใหญ่ไม่แพ้ตำหนักใดในวังแห่งนี้ ฉีเยี่ยนฟางแม้มีฐานะสูงส่งเป็นถึงชายาเอก อยู่เหนือสนมคนอื่นๆ ทว่านางกลับมิได้มีความภาคภูมิแม้แต่น้อย บอกไปใครจะเชื่อ ชายาป้ายแดงเช่นนางกลับถูกองค์ชายรองผู้เป็นสามีทอดทิ้งตั้งแต่คืนส่งตัวเข้าหอในวันนั้น ทั้งที่เมื่อก่อน ครั้งอาศัยอยู่แคว้นฉี หญิงสาวเคยได้รับคำยกย่องจากคนจำนวนมาก ต่างพูดว่าบุตรสาวของท่านเจ้าแคว้นฉี นับเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งในแคว้นเลยทีเดียว สตรีอื่นก็อย่าหวังประชันโฉมกับนาง มาบัดนี้เล่า หญิงงามอันดับหนึ่งไฉนต้องมาถูกสามีหมางเมินถึงเพียงนี้.. ‘ข้าผิดเรื่องใดกัน’ นางเกลียดชังใบหน้านี้ของตัวเอง ‘งดงามแล้วมีประโยชน์อันใดเล่า เสด็จพี่ไม่คิดแตะต้องข้าด้วยซ้ำ ..’ ก่อนนี้นางเคยคาดหวังเอาไว้สูงมาก หากองค์ชายอิ้งเยว่หรือองค์ชายรอง ได้พบหน้าครั้งแรก เขาต้องตกตะลึงในความงดงามของนางจนตาค้างเป็นแน่ ทว่าเพียงเขาช่วยปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ผลออกมาเป็นอย่างไรนั้น ช่างน่าผิดหวังเสียนี่กระไร องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับนางอย่างเช่นบุรุษทั่วไปควรมีต่อภรรยา เขาเอาแต่นิ่งเฉยท

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   10.เจ้าใส่ความข้าชัดๆ

    ฉีอันฉีละมือจากแก้ม ก่อนยืดตัวตรง มีสีหน้าจริงจัง “ข้าพูด ข้าพูด หากท่านรับปากข้าเรื่องหนึ่ง”องค์ชายอิ้งเยว่ “ได้ ข้ารับปากเจ้า”เจ้าตัวเล็กรีบพูด “พี่ชาย ท่านห้ามแพร่งพรายเรื่องที่ข้าเป็นบุรุษออกไปเด็ดขาด อีกทั้ง ห้ามท่านจับข้าด้วย”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย “เหตุใดข้าจับเจ้า?”หนุ่มน้อยรีบบอก “ท่านเป็นทหารเฝ้ายามไม่ใช่หรือไง! หน้าที่จับกุมผู้บุกรุกวังหลัง หากไม่ใช่ท่าน ไยจะเป็นผู้ใดได้อีก”องค์ชายอิ้งเยว่รีบก้มมองเครื่องแบบทหารที่ตนสวมใส่ตอนนี้ เขาก็ถึงบางอ้อทันที “อ๋า... ที่แท้ ข้าเป็นทหารยามนี่เอง แต่ตอนนี้ ข้าออกเวรยามแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัวข้า ข้าไม่จับเจ้าหรอก”ฉีอันฉียิ้มออกมาได้อย่างสบายใจ “ดี! เช่นนี้ ข้าก็ไม่ต้องกังวลแล้ว” หากพบกันวันหน้า ก็ไม่แน่ว่าเขาจะรอดพ้นหรือไม่ ‘ช่างเถอะๆ ข้ากับท่าน พบกันแค่ครั้งเดียวก็พอ’ ดูเหมือนว่า อีกฝ่ายจะอ่านความคิดในหัวของเจ้าเด็กน้อยออก “เจ้าพูดซี้ เหตุจำเป็นของเจ้าคือเรื่องใด ไฉนเจ้าปลอมเป็นสตรีมาอยู่ในวังต้องห้ามเยี่ยงนี้ หากเจ้ายอมพูด บางทีวันหน้าหากได้พบเจ้า ข้าอาจไม่เอาผิดกับเจ้า”ฉีอันฉีเปลี่ยนท่าทางใหม่ เป็นนั่งงอตัว ผายไหล่แคบเล

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   9.ตำหนักร้างกับชายหนุ่มลึกลับ

    องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงอาณาเขตของตำหนักเย็น สถานที่ซึ่งเคยจองจำมารดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน ความทรงจำอันเจ็บปวดมิเคยเลือนหายไปจากใจเลย แม้เวลาล่วงเลยมาป่านนี้ ร่างสูงในชุดทหารยามมุดผ่านรั้วลวดหนามเข้าไปทันทีที่มาถึง ภายในบริเวณ มีต้นหญ้าแห้งกรังขึ้นสูงจนทึบหนา เขาชักกระบี่ออกมา ก่อนออกแรงฟันสิ่งกรีดขวางเพื่อเปิดทาง จากนั้นก้าวเดินอีกไม่ไกล เขาเก็บกระบี่เข้าฝักตามเดิม ก้มตัวลอดกิ่งไม้ใหญ่ หลบเลี่ยงเถาวัลย์พันเกี่ยวรกรุงรัง ฝ่าเท้าเหยียบย่ำบนถนนเล็กแคบซึ่งแทบมองไม่เห็นพื้นคอนกรีต เนื่องจากกาลเวลาที่ผันผ่านไปนานนับปี ร่างสูงก้าวเดินอย่างมั่นคงไม่ไกลนัก เขาก็เห็นสิ่งปลูกสร้างเก่าอายุหลายสิบปีตั้งตระหง่านตรงหน้า ผนังปูนเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำเกาะหนาเป็นคราบเขียวดำจนน่าขนลุก ดวงตาสีดำขลับดุจเดือนมืดในยามรัตติกาลจับจ้องไปยังประตูเหล็กกล้าบานใหญ่ สนิมกัดกร่อนจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้วแต่เมื่อเข้าใกล้...อิ้งเยว่พลันขมวดคิ้วอย่างสงสัย มีบางสิ่งผิดปกติที่ไม่อาจมองข้ามได้ เขาจ้องมองสิ่งผิดปกตินั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา‘เหตุใดกลอนประตูจึงไม่เหมือนเดิมแล้วเล่า?’ สิ่งนั้นถูกงัดออก

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   8.ความชิงชังในวังหลวง

    เมื่อเรื่องราวล่วงรู้ถึงเทียนจื่อ พระองค์ทรงมีพระบัญชาเด็ดขาด สั่งให้นางทาสในวังหลวงผู้มีรูปร่างแข็งแรงถึงสามคน ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสนมกุ้ยเฟยไว้อย่างเข้มงวด มิให้พระนางทำร้ายทารกในครรภ์ได้สำเร็จ จนกว่าจะครบกำหนดคลอดจึงจะแยกทารกออกมาเลี้ยงดูต่างหาก เทียนจื่อทรงกำชับนักหนาว่า หากทารกเป็นอันตราย ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องโทษประหารไม่เว้นแม้แต่คนเดียวในที่สุด วันที่องค์ชายอิ้งเยว่ลืมตาดูโลกก็มาถึง เขาได้รับการดูแลจากแม่นมทั้งสามที่ได้รับพระบัญชาให้อารักขาเขามาโดยตลอด ส่วนมารดานั้นแม้คลอดเขาออกมาแล้ว ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะโอบอุ้มลูกชายเฉกเช่นแม่คนอื่น แม้องค์ชายน้อยจะร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจที่มารดาไม่รัก ทว่าเขาก็เกิดความกังขาอยู่บ้าง เหตุผลอันใดมารดารังเกียจตนถึงเพียงนี้ ครั้นเติบโตจนรู้ความ องค์ชายอิ้งเยว่จึงได้ทราบความจริงจากแม่นมทั้งสามถึงที่มาที่ไป ว่าเหตุใดพระสนมกุ้ยเฟยจึงชิงชังเทียนจื่อ และเกลียดชังบุตรชายอย่างเขา สุดท้ายองค์ชายก็เข้าอกเข้าใจพระมารดาเป็นอย่างดี แม้มารดาจะเกลียดชัง แต่เขาไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อนางเลยปีนั้น องค์ชายอิ้งเยว่จำได้ว่าเทียนจื่อทรงเศร้าโศกเพียงใด เมื่อ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status