Home / วาย / จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา / 8.ความชิงชังในวังหลวง

Share

8.ความชิงชังในวังหลวง

last update publish date: 2026-02-23 20:28:03

เมื่อเรื่องราวล่วงรู้ถึงเทียนจื่อ พระองค์ทรงมีพระบัญชาเด็ดขาด สั่งให้นางทาสในวังหลวงผู้มีรูปร่างแข็งแรงถึงสามคน ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสนมกุ้ยเฟยไว้อย่างเข้มงวด มิให้พระนางทำร้ายทารกในครรภ์ได้สำเร็จ จนกว่าจะครบกำหนดคลอดจึงจะแยกทารกออกมาเลี้ยงดูต่างหาก เทียนจื่อทรงกำชับนักหนาว่า หากทารกเป็นอันตราย ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องโทษประหารไม่เว้นแม้แต่คนเดียว

ในที่สุด วันที่องค์ชายอิ้งเยว่ลืมตาดูโลกก็มาถึง เขาได้รับการดูแลจากแม่นมทั้งสามที่ได้รับพระบัญชาให้อารักขาเขามาโดยตลอด ส่วนมารดานั้นแม้คลอดเขาออกมาแล้ว ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะโอบอุ้มลูกชายเฉกเช่นแม่คนอื่น 

แม้องค์ชายน้อยจะร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจที่มารดาไม่รัก ทว่าเขาก็เกิดความกังขาอยู่บ้าง เหตุผลอันใดมารดารังเกียจตนถึงเพียงนี้ ครั้นเติบโตจนรู้ความ องค์ชายอิ้งเยว่จึงได้ทราบความจริงจากแม่นมทั้งสามถึงที่มาที่ไป ว่าเหตุใดพระสนมกุ้ยเฟยจึงชิงชังเทียนจื่อ และเกลียดชังบุตรชายอย่างเขา สุดท้ายองค์ชายก็เข้าอกเข้าใจพระมารดาเป็นอย่างดี แม้มารดาจะเกลียดชัง แต่เขาไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อนางเลย

ปีนั้น องค์ชายอิ้งเยว่จำได้ว่าเทียนจื่อทรงเศร้าโศกเพียงใด เมื่อทรงทราบ พระสนมกุ้ยเฟยแอบมีใจให้บุรุษอื่น แม่นมทั้งสามเล่าว่า บุรุษแปลกหน้าผู้นั้นแต่งกายด้วยชุดสีดำ ลักลอบเข้าวังหลวงมาในยามวิกาลอย่างอุกอาจ ขณะคนทั้งสองพยายามจะหลบหนีไปด้วยกัน ก็ถูกขัดขวางโดยอัครมเหสีลู่เสียน ที่บังเอิญผ่านมาพบเข้าพอดี 

อัครมเหสีร้องโวยวายเสียงดังเรียกหาคนช่วย ทำให้ทั้งสองหนีไม่พ้น ถูกทหารในวังจับตัวไว้ได้ทันเวลา ภายหลังจึงทราบว่า แท้จริงแล้วบุรุษชุดดำคือหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเผ่าเฉวี่ยนหรง ในศึกสงครามเมื่อหลายปีก่อน และที่เขาลักลอบเข้าเขตพระราชฐานอย่างไม่กลัวตายนั้น เพียงเพื่อพาหญิงคนรักกลับออกไปให้จงได้

ผลสรุปคือ บุรุษเผ่าเฉวี่ยนหรงได้รับโทษประหารทันที ส่วนพระสนมกุ้ยเฟยถูกปลดจากตำแหน่ง และถูกกักขังไว้ในตำหนักเย็น 

เทียนจื่อมีพระบัญชาให้ทหารลงดาลประตูจากด้านนอกอย่างแน่นหนา ห้ามมิให้นางหลบหนีไปได้ ทั้งยังจำกัดอาหาร โดยให้คนส่งอาหารไปให้อดีตสนมเอกกินเพียงครั้งเดียวในทุกสามวัน จนกว่านางจะสำนึกผิด 

ฝ่ายอัครมเหสีลู่เสียนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ พระนางโวยวายลั่นตำหนักแทบแตก ไฉนสตรีคบชู้สู่ชายจึงได้รับโทษเบาดุจปุยนุ่นเช่นนี้ หากเป็นนางสนมอื่นเล่า ที่มันบังอาจกระทำผิดมหันต์ จะมิถูกสั่งตัดหัวไปพร้อมกับชู้รักของมันแล้วหรอกหรือ

ตอนพระมารดาถูกกักขังอยู่ในตำหนักเย็น องค์ชายอิ้งเยว่ลอบเข้าไปเยี่ยมหลายครั้ง เขาได้เห็นร่างกายของมารดาทรุดโทรมลงมากจนผิดตา นางเอาแต่นั่งร้องไห้คร่ำครวญถึงบุรุษคนรัก ความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อเทียนจื่อ ยิ่งเพิ่มทวีคูณยิ่งกว่าแต่ก่อนหลายเท่า องค์ชายน้อยอุตส่าห์หลบสายตาผู้อื่นเพื่อนำอาหารบำรุงไปฝากมารดา เขาใช้ช่องเล็กแคบข้างตำหนักเย็นนั้นเป็นทางผ่าน หากแต่อาหารเหล่านั้นมารดากลับไม่แม้แต่จะเหลียวมอง เขาได้แต่เฝ้าดูความทุกข์ทรมานของนางอยู่ห่าง ๆ เพราะเกรงว่าหากเข้าใกล้แม้เพียงนิด ตนอาจถูกทำร้ายเอาได้

วันหนึ่ง องค์ชายอิ้งเยว่ในวัยเยาว์เข้าไปหามารดาเฉกเช่นทุกวัน ทว่ามารดากลับเอาแต่นิ่งเฉย ดวงตาเหม่อลอย ไม่มีคำด่าทอเขาอย่างที่เคยทำบ่อย ๆ ทั้งอาหารที่ทหารส่งมาให้เมื่อครบกำหนดสามวันต่อหนึ่งมื้อ ข้าวหนึ่งชามกับข้าวสองอย่างยังคงอยู่ครบ ไม่พร่องไปแม้แต่น้อย ทั้งที่มารดาไม่ได้กินอะไรมานานแล้ว จนกระทั่งวันสุดท้าย องค์ชายอิ้งเยว่เข้าไปหานางในตำหนักเย็นอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง ทุกอย่างกลับเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงเคลื่อนไหวใด ๆ องค์ชายน้อยตกใจสุดขีด เมื่อเขาเห็นร่างผอมของมารดานอนนิ่งราบอยู่กับพื้น เขาค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ และได้เห็นใบหน้านางในตอนนี้ ช่างดูผิดจากเมื่อก่อน ไร้ความงดงาม ดูน่ากลัวที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา ดวงตาของนางมีโลหิตไหลออกมาทั้งสองข้าง อีกทั้งปากและจมูกก็มีโลหิตสีแดงไหลเถือก

“ท่านแม่! ท่านแม่! ท่านเป็นอะไรไป!”

องค์ชายน้อยลืมความกลัวหมดสิ้น รีบเข้าประคองร่างของนางไว้ในอ้อมแขนเล็กๆ มือที่อ่อนแรงเต็มทีของพระมารดาพยายามผลักไสเขา ดวงตาที่เหลือกโปนจับจ้องใบหน้าองค์ชายอิ้งเยว่ หากแต่ไม่สามารถขยับปากพูดอะไรออกมาได้ ก่อนจะสิ้นใจ นางเพียงคว้าคอเสื้อของบุตรชายไว้แน่น ราวกับอยากจะบอกอะไรเขาสักอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูด พระมารดาสิ้นใจไปก่อน เวลาผ่านมาเนิ่นนานจนป่านนี้ องค์ชายอิ้งเยว่ยังเดาไม่ออกเลยว่า ที่แท้นางต้องการจพูดอะไรกันแน่ หรือว่า หากนางพูดได้ ก็เพียงอยากย้ำเตือนว่านางเกลียด เกลียดทุกคนที่อยู่ในวังแห่งนี้ใช่หรือไม่ เมื่อคิดขึ้นมาได้ เขาจึงอยากไปเยือนตำหนักเย็นที่ถูกปล่อยร้างไว้หลายปีสักครั้ง เพื่อรำลึกถึงมารดา เขาอยากบอกเหลือเกินว่า ถึงท่านแม่จะเกลียดเขา แต่เขาก็ไม่เคยคิดเกลียดท่านแม้แต่น้อย

องค์ชายอิ้งเยว่ไม่เพียงแค่คิด แต่เขาลุกขึ้นยืนทันที ทว่าหากคิดจะไปเยือนในที่ต้องห้ามเช่นนั้น เขาควรผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ก่อนหรือไม่ เพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาผู้อื่น พลางชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่าง “ทหาร เจ้าเข้ามา” เขาเรียกหาทหารผู้หนึ่งที่ยืนเฝ้ายามอยู่บริเวณนั้นพอดี

รอไม่นาน คนที่ถูกเรียกหาก็ก้าวเข้ามา เขาประสานมือคารวะ “องค์ชาย เรียกหากระหม่อมหรือพ่ะย่ะค่ะ”

องค์ชายอิ้งเยว่กวาดตาสำรวจรูปร่างทหารตรงหน้าคร่าวๆ แล้วพุดว่า “รูปร่างเจ้าถือว่าใช้ได้ทีเดียว ดูไม่ต่างจากข้าไปสักเท่าไร อาภรณ์ที่ห่อหุ้มร่างกายของเจ้า ข้าต้องสวมใส่ได้พอดีแน่ ทหาร..”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“รีบส่งอาภรณ์ของเจ้า มาให้ข้าตอนนี้”

ทหารยามหน้าตาแตกตื่น “กะ...กระหม่อม?” จู่ ๆ เขาก็ถูกสั่งให้เปลื้องผ้าต่อหน้าพระพักตร์หรือนี่ แม้ตกใจและแปลกใจ อีกทั้งเกิดความสงสัย แต่ก็ไม่กล้าทูลถามให้มากความ รีบทำตามพระบัญชาทันที หากมัวช้า เกรงว่าตนอาจต้องโทษฐานไม่ทำตามรับสั่งผู้เป็นนายก็เป็นได้

เมื่อทหารส่งเครื่องแบบมาให้ องค์ชายอิ้งเยว่จึงออกคำสั่งอีกว่า “เจ้าไปเถอะ”

ทหารที่เหลือเพียงชุดอ่อนสีขาวห่อหุ้มกายชั้นใน รีบตอบรับทันที “พ่ะย่ะค่ะ” 

เมื่อได้ชุดทหารเฝ้ายามมาแล้ว ก็ยิ้มอย่างพอใจ เขารีบจัดแจงถอดอาภรณ์หรูหราออกทีละชิ้น ก่อนจะสวมใส่ชุดทหารเฝ้ายามแทน เมื่อทุกอย่างเสร็จสรรพ เขาเดินไปยืนอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง สำรวจตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า “เช่นนี้ ข้าก็ตบตาผู้คนได้แล้วสินะ”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   75.สองคู่ชู้ชื่น วาสนาเคียงกายนิจนิรันดร์(ตอนอวสาน)

    ฉีอันฉีแม้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว ทว่าเขายังคงอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังน้อยของท่านอาไป๋ต่ออย่างไม่มีกำหนด ตั้งใจรอจนกว่าจะมีโอกาสพบหน้าท่านผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้นั่นเอง หากไม่รอพบหน้าไยจะรู้ได้ ..ผู้มีพระคุณนั้นที่แท้เป็นใครมาจากไหน ทั้งมีชื่อแซ่ว่าอะไร หากมีโอกาส เขาย่อมตอบแทนแน่เวลานี้บ่ายคล้อยแล้วหนุ่มน้อยยังคงนั่งใจลอยอยู่ริมธารเฉกเช่นทุกวัน ที่แห่งนี้เขาไม่มีอะไรทำ นอกจากช่วยท่านอาไป๋ผ่าฟืนตักน้ำ เมื่อภารกิจประจำวันสิ้นสุดลงฉีอันฉีถือโอกาสมานั่งเล่นข้างคลองน้ำ ในหัวพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยร่างเล็กในเสื้อผ้าปะผุนั่งอยู่ลำพัง พลันถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อไหร่หนอคนผู้นั้นจะมาเสียที หรือต้องให้รอไปถึงชาติหน้าหรือไม่?ใต้ร่มไม้ใหญ่ บางทีการได้อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็ทำให้เขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจเขาตอนนี้กำลังคิดถึงใครบางคนแทบบ้า… องค์ชายอิ้งเยว่หากรู้แล้วจะทำเช่นไร อีกทั้งท่านพ่อท่านแม่ทั้งพี่ใหญ่อีกเล่า คนเหล่านั้นอาจคิดไปแล้วว่าเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ส่วนพี่หญิงนั้นเล่า แม้นางทำไม่ดี น้องชายคนนี้กลับไม่ได้ถือโทษโกรธนาง หากมีคนผิดย่อมต้องเป็น

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   74.แผนร้ายขององค์ชายอิ้งเยว่2

    ฉีเยี่ยนฟางเห็นภาพบาดตานั้นก็สุดจะกลั้น ความโกรธแค้นประดังเข้ามาจนลืมความเศร้า นางลุกพรวดจากพื้น ปรี่เข้าไปหาทั้งคู่ทันที “เสด็จพี่! ทรงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ!”องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีแม้แต่แววตาโศกเศร้า พระองค์จ้องตากับฉีเยี่ยนฟางอย่างท้าทาย พลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ริมฝีปากของสนมฉู่อย่างหลงใหล มิหนำซ้ำยังจงใจรั้งคอเสื้อของนางให้เลื่อนลง เผยให้เห็นรอยแดงช้ำที่เกิดจากการขบเคี้ยวเหนือไหล่นวลเนียน เพื่อยั่วยุให้ฉีเยี่ยนฟางเข้าใจผิด“คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้น เศร้าโศกไปก็เปล่าประโยชน์” พระองค์ตรัสด้วยเสียงเนิบนาบ ก่อนหันไปถามคนบนตัก “สนมฉู่ เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่?”“พระสวามีช่างปราดเปรื่องยิ่งนักเพคะ” สนมฉู่บิดกายเขินอายอยู่บนตักแกร่งฉีห่าวหรานขบเคี้ยวเขี้ยวฟันจนหน้าดำหน้าแดง เขาไม่อยากเชื่อว่าลูกเขยจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ลูกเมียกำลังโศกเศร้า แต่เขากลับพาสนมมาสำเริงสำราญเย้ยฟ้าท้าดิน เจ้าแคว้นฉีไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดจึงจะเหมาะสมกับความต่ำช้าตรงหน้า เขาเพียงพ่นลมหายใจอย่างขยะแขยง “หึ! ข้าจะไปดูอาการฮูหยิน” แล้วสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไปฉีเจียลี่ยืนงงงวยกับเหตุการณ์ที่พลิกผันไปมา เข

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   73.แผนร้ายขององค์ชายอิ้งเยว่

    มือเรียวสั่นเทาช่วยกระชากผ้าผืนหนาออกจากปากของเสี่ยวถูหลัน สาวใช้คนสนิทรีบสำลักอากาศหายใจก่อนจะละล่ำละลักพูดบอกเจ้านาย “พระชายา... หม่อมฉันถูกโจรป่าทำร้ายเพคะ!”“โจรป่ารึ?”“เพคะ หม่อมฉันเร่งรุดไปยังริมธารตามแผนการ กลับพบโจรชั่วปิดบังใบหน้าด้วยผ้าดำชุดดำ ฝีมือมันร้ายกาจเกินกว่าวรยุทธของหม่อมฉันจะต้านทานไหว แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละเพคะ” “ชะ...เช่นนั้น อันอัน... น้องชายของข้า มิต้องจมน้ำตายไปจริงๆ หรอกหรือ!”ใบหน้าของฉีเยี่ยนฟางซีดเผือดราวกับกระดาษ นางวิ่งถลันกลับไปยังหน้าผาโดยไม่สนแม้แต่จะช่วยแก้เชือกให้เสี่ยวถูหลันเมื่อไปถึงริมธารเบื้องล่าง เห็นเหล่าทหารองครักษ์ทั้งหกต่างพากันดำผุดดำว่ายค้นหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ากลับไร้วี่แวว พวกเขาต่างหาน้องชายนางไม่พบ“อันอัน! น้องพี่!” ฉีเยี่ยนฟางหวีดร้องปานจะขาดใจ นางเตรียมกระโจนลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวเพื่อหาน้องชายด้วยตนเอง ทว่าเสี่ยวซินกลับปราดเข้ามาขวางไว้แน่น“พระชายา! อย่าเพคะ!”“เสี่ยวซิน เจ้าห้ามข้าทำไม! ปล่อย! ข้าจะไปหาน้องชายข้า!” นางดิ้นรนทั้งน้ำตานองหน้า“พระชายา... นายน้อยจมน้ำนานเกินไปแล้ว ต่อให้ค้นพบยามนี้…ก็คง... ไร้ประโยชน์แ

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   72.สายใยรักระหว่างพี่น้องมิอาจตัดขาด

    “ข้าก็ต้องกลัวสิ! กลัวว่าท่านพี่อาจพลาดพลั้งตกลงไป หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะทำอย่างไร!” อันฉีหมายความว่าตัวเขาเองพอเอาตัวรอดได้ เขาว่ายน้ำเป็น แต่พี่สาวผู้มีร่างกายอ่อนแอประหนึ่งกิ่งหลิวต้องลมเช่นนาง หากลื่นไถลลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวข้างล่างนั้น โอกาสรอดคงเท่ากับศูนย์ และในป่าลึกที่ไร้ผู้คนเช่นนี้ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาเขาคงเรียกหาความช่วยเหลือจากใครไม่ทัน“ข้าไม่กลัว แล้วเจ้าจะกลัวไปไย รีบตามมาเถอะ”ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงริมหน้าผาสูงชัน อันฉีที่มัวแต่มองแผ่นหลังพี่สาวเผลอเหยียบหินก้อนเท่ากำปั้นจนเสียหลักเกือบถลันตกเหว โชคดีที่มือเรียวของพี่สาวคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน “เจ้าระวังหน่อย”“ขะ...ขอบคุณขอรับ พี่หญิง”เมื่อน้องชายยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เยี่ยนฟางก็ละสายตาไปมองหาก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้น นางหยิบมันขึ้นมาเดาะในมือสองสามครั้งอย่างใจลอย “อันอัน เจ้าว่าหน้าผานี้ สูงเพียงใด? หากข้าพลาดพลั้งตกลงไป ข้าจะตายหรือไม่?”สิ้นคำถาม นางก็ขว้างหินในมือลงไปเบื้องล่างทันที!อันฉีมองตามก้อนหินที่ลอยละลิ่วดิ่งลงสู่เบื้องล่าง มันปะทะเข้ากับผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่านดุจฟ้าพิโรธก่อนจะหายวับไปในชั่วพริบตา “พี่หญิ

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   71.อันฉีเจ้าคนใจร้าย

    “ผู้ใดอิจฉา! ท่านหมายถึงข้าหรือ?” อันฉีชี้จมูกตัวเอง “ท่านเป็นตาแก่ตาฟ่าฟางไปแล้วกระมัง!”“อันอัน…เจ้า… ยอมรับมาเถอะ” ร่างสูงลุกขึ้นมา เผชิญหน้าเจ้าคนปากแข็ง พลางชะโงกหน้าเข้าหาอย่างล้อเลียน นิ้วเรียวจิ้มลงที่หน้าผากมน “เจ้าน่ะ! อิจฉา... เจ้าหวงข้าใช่หรือไม่ พูดมาเถิด”เมื่อถูกจี้ใจดำ อันฉีสะบัดหน้าพรืดหันหลังกอดอกทันที “ข้าเป็นบุรุษ มีสิ่งใดต้องอิจฉาผู้อื่น ท่านอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”“จริงรึ?”“ย่อมจริงแท้แน่นอน” ตัวเล็กหันกลับมาสบตาองค์ชายอิ้งเยว่ เงียบไปนานราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนถอนใจออกมาเฮือกใหญ่“เจ้ามีเรื่องพูดกับข้าใช่หรือไม่?”“องค์ชายรอง... พวกเราไม่ควรเป็นเยี่ยงนี้อีกต่อไป” อันฉีพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดอีกฝ่ายขมวดคิ้ว “เยี่ยงนี้? เยี่ยงไหนที่เจ้าว่า?”“ท่านอย่าทำไขสือ... ท่านรู้อยู่เต็มอก”องค์ชายอิ้งเยว่ถอนใจบ้าง “อันอัน... เช่นนั้น เจ้าจงฟังข้า.. ที่เป็นอยู่มันไม่ดีตรงไหน เจ้าอดทนรออีกนิด ข้าย่อมมีวิธีทำให้ทุกคนยอมรับ ไม่ว่าเป็นพี่ชายเจ้า ท่านพ่อตาแม่ยาย หรือแม้แต่พี่หญิงฉีเยี่ยนฟาง วันหน้าพวกเขาต้องยอมรับข้าในฐานะสามีของเจ้าแน่”“ท่านทำเช่นนั้นไม่

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   70.องค์ชายอิ้งเยว่เพียงอยากลองใจอันฉี

    ณ.ตำหนักไฉ่หงทันทีที่องค์ชายอิ้งเยว่กลับมายังตำหนักส่วนพระองค์หลังเข้าเฝ้าพระบิดาร่วมกับองค์รัชทายาท ร่างสูงยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูทางเข้าเป็นนาน ไม่คิดเข้าไปข้างในทันที หากแต่เมียงมองไปยังทิศทางที่ตั้งเรือนหมู่ตานฮวา เพราะอันฉีอยู่ที่นั่นองค์ชายอิ้งเยว่ได้แต่ถอนใจ เขายังมองไม่เห็นหนทางสักนิด ทำเช่นไรหนอจึงจะนำพาอันฉีมาอยู่ข้างกายไปตลอด หากกราบทูลขอพระบิดา ตนได้สมรสดังใจหมาย ทว่ามิอาจหยั่งรู้จิตใจของอีกฝ่าย ถ้าเจ้าเด็กซนไม่ยอมรับปากเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินพร้อมเขาเล่า เพียงเพราะห่วงไยความรู้สึกของฉีเยี่ยนฟาง…เช่นนี้ไยจะฝืนได้อีกจังหวะนั้น ร่างคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากที่มืด หวังเหล่ยประสานมือคารวะ “องค์ชาย กระหม่อมไม่พบสิ่งใดผิดปกติในเรือนหมู่ตานฮวาพ่ะย่ะค่ะ”ก่อนหน้า เขาสั่งให้หวังเหล่ยเร่งหาสิ่งผิดปกติในตำหนักนี้ หากมีเบาะแสโน้มนำไปถึงอันตราย ก็จงกำจัดเสียให้สิ้น อย่าได้เปิดโอกาสให้ผู้ใดทำร้ายอันฉีได้เป็นอันขาด“อืม เห็นทีข้าคงต้องไปเยี่ยมเยียนชายาเอกของข้าสักครา”“พ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเรือนหมู่ตานฮวาดังใจหมาย สองขาย่างก้าวขึ้นบันไดไม่ช้าไม่เร็ว เลยไปยังระเ

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   44.ความอัปยศนี้ วันหน้าข้าต้องทวงคืน!

    คำวิงวอนของเจียลี่ดั่งคมมีดที่กรีดลงบนมโนธรรมของรัชทายาทเจี้ยนกั๋ว เขาเริ่มไขว้เขว... แม้ลึกๆ จะมิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อสหายผู้นี้ในเชิงชู้สาว ทว่าหากต้องปล่อยให้คนชั่วรุมย่ำยีเจียลี่ต่อหน้าต่อตาโดยไม่คิดช่วยเหลือ เขายังนับว่าเป็นมนุษย์อยู่ได้อีกหรือ?เล่ห์เหลี่ยมแพรพราวที่เคยใช้ในศึกล่าอาณานิคมถูกงัดอ

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   33.เจ้าชายอิ้งเยว่บอกความจริงแบบอ้อมๆ

    หลังจากลงเล่นน้ำในลำธารหลังอุทยานจนเหนื่อย องค์ชายอิ้งเยว่พาฉีอันฉีเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางสายหนึ่ง ซึ่งเป็นทางลัดเชื่อมระหว่างตำหนักส่วนพระองค์กับตำหนักร้าง เส้นทางนี้เคยรกชัฏและเงียบเหงา ทว่าบัดนี้กลับเปลี่ยนไปราวกับคนละสถานที่ ฉีอันฉีเดินเคียงข้างท่านพี่ชุนของเขาอย่างอารมณ์ดี สองมือเกาะแขนอีกฝ่าย

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   23.สยบเพลิงวสันต์

    ท่ามกลางเสียงอสนีบาตที่ฟาดเปรี้ยงลงมาเหนือหลังคาตำหนักร้าง ราวกับจะถล่มฟ้าทลายดิน ฝนเม็ดใหญ่กระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ป่าไผ่โดยรอบไหวเอนลู่ตามกระแสลมแรงที่พัดกรรโชก หากแต่ภายในตำหนักบนชั้นลอยนั้น กลับมีกระแสคลื่นความร้อนแรงที่เผาไหม้อยู่บนเตียงกว้างอิ้งเยว่รู้สึกถึงมวลอารมณ์เร่าร้อนที่สุมทรว

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   15.บุรุษน้อยแสนซนVSเจ้าลิงแสบ

    เงียบอีก บุรุษร่างเล็กที่กำลังโกรธแค้น รีบป่ายขาลงจากโขดหินก้อนใหญ่ เมื่อเท้าเหยียบยืนบนพื้นก็ค่อยย่องเข้าไปใกล้เป้าหมายนั้น กะว่าหากเจอตัวเมื่อไหร่ เขาไม่มีวันปล่อยมันไว้แน่คนถูกประทุษร้ายร่างกายยื่นมือแหวกพุ่มไม้ตรงหน้า พลันเห็นเจ้าตัวการทันที "เจ้าเองเรอะ!" เป็นลิงทะโมนตัวเก่าเจ้าเดิมแอบอยู่ตรง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status