Masukใต้ท้องนภาสีครามยามเหมันต์ สายลมพัดโชยมาปะทะร่างผู้คนในขบวนเจ้าสาวให้รู้สึกหนาวเหน็บจับใจไม่น้อย ท่านชิงต้าฟูนามจางเหว่ย ผู้ปฏิบัติหน้าที่คุ้มกันขบวน ออกแรงชักบังเหียนบังคับม้าให้เดินเยาะๆ อย่างอย่างเชื่องช้า เขาสำรวจตรวจตราความเรียบร้อยอยู่ข้างแถว ดวงตาคมกริบของเขาเหลือบมองไปยังนางกำนัลที่เดินอยู่ท้ายสุด สายตาที่จับจ้องราวกำลังจับผิด ทำให้อีกฝ่ายอดรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไม่ได้ แต่พอบุรุษผู้เป็นท่านชิงต้าฟูละสายตาไปทางอื่น คนที่มีชนักปักหลังถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาทางปากอย่างโล่งอก ฉีอันฉีเอามือแตะตรงหน้าอกข้างซ้ายเพื่อตรวจดูว่าหัวใจเขายังเต้นเป็นปกติอยู่หรือไม่
นับเป็นโชคดีที่บุตรชายคนเล็กของเจ้าแคว้นฉีมีใบหน้าละม้ายคล้ายมารดาถึงหกส่วน เป็นบุรุษรูปงามอย่างเหลือเชื่อ ทั้งยังมีฝีมือของอาถิงที่ช่วยจัดแต่งทรงผมให้ การแต่งกายเป็นสตรีจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉีอันฉีเลย อีกทั้งเขายังมีรูปร่างเล็กกว่าบุรุษทั่วไป ผิวพรรณของเจ้านายน้อยนั้นขาวผ่องเป็นยองใย ยิ่งกว่าสตรีบางคนเสียอีก ยามอยู่ในอาภรณ์ชุดนางกำนัลเช่นนี้จึงไม่มีผู้ใดจับได้ว่าเป็นบุรุษปลอมตัวมา ทั้งการสนทนาระหว่างฉีอันฉีกับพี่สาวผู้นั้นก็จบลงด้วยดี เขาไม่ถูกทั้งนางและท่านผู้คุ้มกันขบวนจับได้ นั่นย่อมหมายความว่าแผนการตบตาผู้อื่นสำเร็จลุล่วงไปได้ขั้นหนึ่ง ทำให้เขามั่นใจขึ้นไปอีกหลายส่วน ในที่สุดเขาจึงกล้าเอาผ้าออกจากการปกปิดใบหน้า ทั้งยังลอกเลียนแบบจริตท่าเดินของสตรีได้อย่างรวดเร็ว นายน้อยฉีอันฉีจึงสามารถลอยหน้าลอยตาเดินเฉิดฉาย โยกย้ายส่ายสะโพกต่อแถวนางกำนัลพวกนั้นไปได้อย่างแนบเนียน
ทางฝั่งจวนเจ้าแคว้นฉี เมื่อขบวนเจ้าสาวเคลื่อนออกไปแล้ว ทาสรูปร่างกำยำสองนายออกแรงดึงบานประตูไม้หนักอึ้งให้หับปิดไว้ หน้าประตูจวนกลับมาเงียบสงบดังเดิม ในจังหวะนั้น หลังพุ่มไม้มีบางอย่างเคลื่อนไหวอีกครา อาถิงชะโงกหน้ามาดู เมื่อเห็นว่าไม่มีคนก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก รีบออกมาจากที่ซ่อนตัวแล้วยืนมองส่งเจ้านายน้อยของเขาที่ค่อย ๆ เลือนหายไปจากสายตา พร้อมกับกลุ่มคนในขบวน ในอกของอาถิงนั้นหนักอึ้ง หรือเต็มไปด้วยความกังวลไม่น้อย เขาพ่นลมหายใจยาวเหยียด พึมพำขึ้นมาว่า “นายน้อย ข้าหวังว่าท่านจะโชคดี ไม่มีผู้ใดจับท่านได้นะขอรับ”
อาถิงยืนมองทางอยู่นาน แม้จะเหลือเพียงความว่างเปล่าบนเส้นทางนั้น ก็ยังคงยืนมองอยู่อย่างอาลัยอาวรณ์ เมื่อเวลาล่วงเลยพอควร ทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์จึงยอมตัดใจแล้วหมุนตัวเดินคอตกกลับเข้ามาในจวน
โดยอาถิงจงใจเลี่ยงไม่เข้าประตูหน้า เพราะเกรงอาจมีผู้อื่นเอ่ยถามถึงเจ้านายของตน จึงเปลี่ยนไปเข้าประตูเล็กทางด้านหลังจวนแทนจะดีกว่า
..ตำหนักไฉ่หง
บุรุษร่างสูงใหญ่ทว่าสมส่วนในเครื่องทรงหรูหราบ่งบอกฐานะองค์ชาย ยืนสงบนิ่งราวกับรูปปั้นไร้ชีวิตอยู่บนสะพานไม้ทาสีขาวเหนือคูคลองน้ำเล็กๆ ที่ถูกมนุษย์ดัดแปลงสร้างขึ้นเลียนแบบธรรมชาติ องค์ชายอิ้งเยว่ทอดพระเนตรลงในน้ำ มีฝูงมัจฉาตัวน้อยใหญ่แหวกว่ายไปมา อีกทั้งยังมีดอกบัวสีชมพูแซมขาวบานสะพรั่งชูช่อพ้นผิวน้ำหลายดอก ภมรตัวจิ๋วกระพือปีกบินวนเกสรดอกบัวงาม พวกมันมิได้มาเดี่ยว แต่มันบินมาเป็นคู่ ผู้มีใบหน้างดงามดุจเทพเซียนคาดเดาว่าภมรที่เห็นในสายพระเนตรนั้น พวกมันต้องเป็นคู่รักอย่างแน่แท้ เห็นแล้วชวนให้รู้สึกริษยายิ่งนัก
เขาผ่านมาหลายฤดูกาล ไฉนจึงขาดคนรู้ใจถึงเพียงนี้ แม้มีนางสนมคอยล้อมหน้าล้อมหลังอยู่มากมาย แต่พวกนางล้วนทำเพื่อหวังประโยชน์ เช่นนี้แล้วยังเหลือผู้ใดให้ไว้วางพระทัยได้อีกหรือ
สิบเจ็ดวันก่อน องค์ชายอิ้งเยว่จำยอมเข้าพิธีสมรสกับฉีเยี่ยนฟาง บุตรสาวของท่านเจ้าแคว้นฉี ตามพระบัญชาของเทียนจื่อ ทว่าเขาไม่ปรารถนาร่วมหอกับนาง ผู้ใดก็ห้ามมาบังคับเขา...
สตรีผู้นั้นดูสวยสดงดงามมากไม่แพ้นางใดในใต้หล้า แต่ในสายพระเนตรขององค์ชายอิ้งเยว่นั้น ฉีเยี่ยนฟางนางก็เป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งในแผนการของอัครมเหสีลู่เสียน ที่ส่งคนมาคอยอยู่เคียงข้างเขาเพื่อหาช่องโหว่ หากลูกเลี้ยงเช่นเขาพลั้งเผลอก็จะมุ่งทำร้ายให้ถึงตาย
ราชกิจทั้งในวังนอกวัง เรื่องใดก็ยังคงเป็นเทียนจื่อเป็นผู้ทรงตัดสินพระทัย ยกเว้นเรื่องบุตรชายที่ถือกำเนิดจากพระสนมกุ้ยกุ้ยเฟยคนนี้ ล้วนเป็นพระนางลู่เสียนเป็นผู้ดูแล... ดังนั้นองค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีวันยอมให้แผนการแยบยลของแม่เลี้ยงที่ไม่ประสงค์ดี และมองเขาเป็นดุจหอกข้างแคร่คอยทิ่มตำพระทัยพระนางมานานหลายปีสำเร็จลุล่วงได้แน่
องค์ชายอิ้งเยว่ยังรู้ดีอีกว่าพระบิดาไม่มีทางรู้เท่าทันแผนการของมเหสีตัวเองหรอก ต่อหน้าพระพักตร์ พระนางลู่เสียนวางตัวดุจแม่เลี้ยงแสนห่วงใยลูกเลี้ยงเช่นเขายิ่งกว่าอะไรดี ทว่าพอลับหลังเทียนจื่อ อย่าให้ต้องพูดถึงเลย...
อย่าว่าแต่ชายาเอกอย่างฉีเยี่ยนฟางที่เพิ่งแต่งเข้ามาในตำหนักไฉ่หงของเขา นางสนมที่อาศัยอยู่ก่อนมากกว่าสิบนาง องค์ชายอิ้งเยว่ยังไม่คิดจะเปลืองตัวไปเกือกกั้วด้วย พวกนางจะอยู่อย่างไรนั้นก็สุดแล้วแต่เถอะ มันไม่เกี่ยวอะไรกับเขา น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง ขอให้ต่างคนต่างอยู่ไปก็แล้วกัน...
ตำหนักไฉ่หงกว้างใหญ่ อัครมเหสีลู่เสียนอยากใช้อำนาจแม่เลี้ยงแสร้งหวังดีอยากพาใครมาก็พามา เขาไม่สนทั้งนั้น หากต้องอยู่อย่างระวังเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ ก็อย่าได้ใจอ่อนกับคนของแม่เลี้ยงเป็นอันขาด
อาณาเขตที่แบ่งแยกมาสำหรับองค์ชายอิ้งเยว่โดยเฉพาะนั้น ตำหนักด้านหน้ามีไว้สำหรับผู้เป็นเจ้าของ หากไม่มีคำสั่งจากองค์ชาย ผู้ใดก็เข้ามาไม่ได้ ยกเว้นหวังเหล่ย องครักษ์ส่วนพระองค์ที่สามารถไว้วางพระทัยได้เพียงหนึ่งเดียว ส่วนตำหนักด้านซ้ายเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าสนม ด้านขวาเพิ่งสร้างใหม่แล้วเสร็จเมื่อไม่นานมานี้ มีไว้สำหรับผู้ที่จะมาเป็นชายาเอกอย่างฉีเยี่ยนฟาง
ขณะองค์ชายอิ้งเยว่ทรงทอดถอนพระทัยอยู่บนสะพานลำพังนั้น สายพระเนตรบังเอิญเหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งกำลังผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ริมบึง “นั่นใคร!”
ฝ่ายนั้นมุดศีรษะลงไปจนมิด คราวนี้ปราศจากการเคลื่อนไหวอย่างเมื่อครู่ องค์ชายอิ้งเยว่จึงตะโกนซ้ำอีกรอบ “ผู้ใดกัน เจ้ารีบออกมานะ ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ตรงนั้น”
ฉีอันฉีในชุดนางกำนัลนั่งตัวงอซ่อนกายอยู่หลังต้นอ้อริมบึง พลางครุ่นคิดลำดับคำพูดก่อนหลัง หากต้องเผชิญหน้ากับองค์ชายผู้เป็นพี่เขยตอนนี้ เขาควรพูดว่ากระไรก่อนดีล่ะ จำเป็นต้องถวายบังคมหรือไม่?
ก่อนหน้านี้ เด็กหนุ่มตั้งใจจะมาทวงความยุติธรรมให้กับพี่เยี่ยนฟางด้วยตัวเอง องค์ชายอิ้งเยว่เข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับนางหลายวันแล้ว ไฉนจึงเมินเฉยกับพระชายาถึงเพียงนี้ เรือนหออันงดงามปลูกสร้างไว้ให้ใครกัน ไฉนคนผู้นี้ไม่คิดไปนอน เขาออกจะมั่นอกมั่นใจในความงามของพี่สาวตัวเอง องค์ชายอิ้งเยว่เหตุใดถึงได้ตาบอด... วันนี้ตายเป็นตาย ฉีอันฉีรวบรวมความกล้า บุกมาถึงตำหนักส่วนพระองค์อย่างไม่กลัวตาย เพื่อทวงถามข้อกังขาให้กระจ่าง
ทว่าเขาเพิ่งมาถึงแท้ๆ ยังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ กลับถูกฝ่ายตรงข้ามเห็นเข้าเสียก่อน หนุ่มน้อยสูดหายใจลึกเข้าจนเต็มปอดแล้วผ่อนลมออกทางปากอย่างที่เคยทำจนติดเป็นนิสัย... เอาเถิด ไหน ๆ เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังต้องกลัวอะไรอีก นายน้อยจากบ้านตระกูลฉีกลั้นใจขบริมฝีปากแน่น คิดจะยืนขึ้นเต็มความสูงเพื่อเผชิญหน้ากับพี่เขยให้รู้แล้วรู้รอด
ทว่าไม่ทันทำดังใจคิด เขากลับรู้สึกคล้ายมีคนมาถึงตัวแล้ว พลันเอี้ยวตัวหันไปมอง
ฉีอันฉีแม้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว ทว่าเขายังคงอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังน้อยของท่านอาไป๋ต่ออย่างไม่มีกำหนด ตั้งใจรอจนกว่าจะมีโอกาสพบหน้าท่านผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้นั่นเอง หากไม่รอพบหน้าไยจะรู้ได้ ..ผู้มีพระคุณนั้นที่แท้เป็นใครมาจากไหน ทั้งมีชื่อแซ่ว่าอะไร หากมีโอกาส เขาย่อมตอบแทนแน่เวลานี้บ่ายคล้อยแล้วหนุ่มน้อยยังคงนั่งใจลอยอยู่ริมธารเฉกเช่นทุกวัน ที่แห่งนี้เขาไม่มีอะไรทำ นอกจากช่วยท่านอาไป๋ผ่าฟืนตักน้ำ เมื่อภารกิจประจำวันสิ้นสุดลงฉีอันฉีถือโอกาสมานั่งเล่นข้างคลองน้ำ ในหัวพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยร่างเล็กในเสื้อผ้าปะผุนั่งอยู่ลำพัง พลันถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อไหร่หนอคนผู้นั้นจะมาเสียที หรือต้องให้รอไปถึงชาติหน้าหรือไม่?ใต้ร่มไม้ใหญ่ บางทีการได้อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็ทำให้เขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจเขาตอนนี้กำลังคิดถึงใครบางคนแทบบ้า… องค์ชายอิ้งเยว่หากรู้แล้วจะทำเช่นไร อีกทั้งท่านพ่อท่านแม่ทั้งพี่ใหญ่อีกเล่า คนเหล่านั้นอาจคิดไปแล้วว่าเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ส่วนพี่หญิงนั้นเล่า แม้นางทำไม่ดี น้องชายคนนี้กลับไม่ได้ถือโทษโกรธนาง หากมีคนผิดย่อมต้องเป็น
ฉีเยี่ยนฟางเห็นภาพบาดตานั้นก็สุดจะกลั้น ความโกรธแค้นประดังเข้ามาจนลืมความเศร้า นางลุกพรวดจากพื้น ปรี่เข้าไปหาทั้งคู่ทันที “เสด็จพี่! ทรงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ!”องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีแม้แต่แววตาโศกเศร้า พระองค์จ้องตากับฉีเยี่ยนฟางอย่างท้าทาย พลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ริมฝีปากของสนมฉู่อย่างหลงใหล มิหนำซ้ำยังจงใจรั้งคอเสื้อของนางให้เลื่อนลง เผยให้เห็นรอยแดงช้ำที่เกิดจากการขบเคี้ยวเหนือไหล่นวลเนียน เพื่อยั่วยุให้ฉีเยี่ยนฟางเข้าใจผิด“คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้น เศร้าโศกไปก็เปล่าประโยชน์” พระองค์ตรัสด้วยเสียงเนิบนาบ ก่อนหันไปถามคนบนตัก “สนมฉู่ เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่?”“พระสวามีช่างปราดเปรื่องยิ่งนักเพคะ” สนมฉู่บิดกายเขินอายอยู่บนตักแกร่งฉีห่าวหรานขบเคี้ยวเขี้ยวฟันจนหน้าดำหน้าแดง เขาไม่อยากเชื่อว่าลูกเขยจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ลูกเมียกำลังโศกเศร้า แต่เขากลับพาสนมมาสำเริงสำราญเย้ยฟ้าท้าดิน เจ้าแคว้นฉีไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดจึงจะเหมาะสมกับความต่ำช้าตรงหน้า เขาเพียงพ่นลมหายใจอย่างขยะแขยง “หึ! ข้าจะไปดูอาการฮูหยิน” แล้วสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไปฉีเจียลี่ยืนงงงวยกับเหตุการณ์ที่พลิกผันไปมา เข
มือเรียวสั่นเทาช่วยกระชากผ้าผืนหนาออกจากปากของเสี่ยวถูหลัน สาวใช้คนสนิทรีบสำลักอากาศหายใจก่อนจะละล่ำละลักพูดบอกเจ้านาย “พระชายา... หม่อมฉันถูกโจรป่าทำร้ายเพคะ!”“โจรป่ารึ?”“เพคะ หม่อมฉันเร่งรุดไปยังริมธารตามแผนการ กลับพบโจรชั่วปิดบังใบหน้าด้วยผ้าดำชุดดำ ฝีมือมันร้ายกาจเกินกว่าวรยุทธของหม่อมฉันจะต้านทานไหว แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละเพคะ” “ชะ...เช่นนั้น อันอัน... น้องชายของข้า มิต้องจมน้ำตายไปจริงๆ หรอกหรือ!”ใบหน้าของฉีเยี่ยนฟางซีดเผือดราวกับกระดาษ นางวิ่งถลันกลับไปยังหน้าผาโดยไม่สนแม้แต่จะช่วยแก้เชือกให้เสี่ยวถูหลันเมื่อไปถึงริมธารเบื้องล่าง เห็นเหล่าทหารองครักษ์ทั้งหกต่างพากันดำผุดดำว่ายค้นหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ากลับไร้วี่แวว พวกเขาต่างหาน้องชายนางไม่พบ“อันอัน! น้องพี่!” ฉีเยี่ยนฟางหวีดร้องปานจะขาดใจ นางเตรียมกระโจนลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวเพื่อหาน้องชายด้วยตนเอง ทว่าเสี่ยวซินกลับปราดเข้ามาขวางไว้แน่น“พระชายา! อย่าเพคะ!”“เสี่ยวซิน เจ้าห้ามข้าทำไม! ปล่อย! ข้าจะไปหาน้องชายข้า!” นางดิ้นรนทั้งน้ำตานองหน้า“พระชายา... นายน้อยจมน้ำนานเกินไปแล้ว ต่อให้ค้นพบยามนี้…ก็คง... ไร้ประโยชน์แ
“ข้าก็ต้องกลัวสิ! กลัวว่าท่านพี่อาจพลาดพลั้งตกลงไป หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะทำอย่างไร!” อันฉีหมายความว่าตัวเขาเองพอเอาตัวรอดได้ เขาว่ายน้ำเป็น แต่พี่สาวผู้มีร่างกายอ่อนแอประหนึ่งกิ่งหลิวต้องลมเช่นนาง หากลื่นไถลลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวข้างล่างนั้น โอกาสรอดคงเท่ากับศูนย์ และในป่าลึกที่ไร้ผู้คนเช่นนี้ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาเขาคงเรียกหาความช่วยเหลือจากใครไม่ทัน“ข้าไม่กลัว แล้วเจ้าจะกลัวไปไย รีบตามมาเถอะ”ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงริมหน้าผาสูงชัน อันฉีที่มัวแต่มองแผ่นหลังพี่สาวเผลอเหยียบหินก้อนเท่ากำปั้นจนเสียหลักเกือบถลันตกเหว โชคดีที่มือเรียวของพี่สาวคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน “เจ้าระวังหน่อย”“ขะ...ขอบคุณขอรับ พี่หญิง”เมื่อน้องชายยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เยี่ยนฟางก็ละสายตาไปมองหาก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้น นางหยิบมันขึ้นมาเดาะในมือสองสามครั้งอย่างใจลอย “อันอัน เจ้าว่าหน้าผานี้ สูงเพียงใด? หากข้าพลาดพลั้งตกลงไป ข้าจะตายหรือไม่?”สิ้นคำถาม นางก็ขว้างหินในมือลงไปเบื้องล่างทันที!อันฉีมองตามก้อนหินที่ลอยละลิ่วดิ่งลงสู่เบื้องล่าง มันปะทะเข้ากับผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่านดุจฟ้าพิโรธก่อนจะหายวับไปในชั่วพริบตา “พี่หญิ
“ผู้ใดอิจฉา! ท่านหมายถึงข้าหรือ?” อันฉีชี้จมูกตัวเอง “ท่านเป็นตาแก่ตาฟ่าฟางไปแล้วกระมัง!”“อันอัน…เจ้า… ยอมรับมาเถอะ” ร่างสูงลุกขึ้นมา เผชิญหน้าเจ้าคนปากแข็ง พลางชะโงกหน้าเข้าหาอย่างล้อเลียน นิ้วเรียวจิ้มลงที่หน้าผากมน “เจ้าน่ะ! อิจฉา... เจ้าหวงข้าใช่หรือไม่ พูดมาเถิด”เมื่อถูกจี้ใจดำ อันฉีสะบัดหน้าพรืดหันหลังกอดอกทันที “ข้าเป็นบุรุษ มีสิ่งใดต้องอิจฉาผู้อื่น ท่านอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”“จริงรึ?”“ย่อมจริงแท้แน่นอน” ตัวเล็กหันกลับมาสบตาองค์ชายอิ้งเยว่ เงียบไปนานราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนถอนใจออกมาเฮือกใหญ่“เจ้ามีเรื่องพูดกับข้าใช่หรือไม่?”“องค์ชายรอง... พวกเราไม่ควรเป็นเยี่ยงนี้อีกต่อไป” อันฉีพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดอีกฝ่ายขมวดคิ้ว “เยี่ยงนี้? เยี่ยงไหนที่เจ้าว่า?”“ท่านอย่าทำไขสือ... ท่านรู้อยู่เต็มอก”องค์ชายอิ้งเยว่ถอนใจบ้าง “อันอัน... เช่นนั้น เจ้าจงฟังข้า.. ที่เป็นอยู่มันไม่ดีตรงไหน เจ้าอดทนรออีกนิด ข้าย่อมมีวิธีทำให้ทุกคนยอมรับ ไม่ว่าเป็นพี่ชายเจ้า ท่านพ่อตาแม่ยาย หรือแม้แต่พี่หญิงฉีเยี่ยนฟาง วันหน้าพวกเขาต้องยอมรับข้าในฐานะสามีของเจ้าแน่”“ท่านทำเช่นนั้นไม่
ณ.ตำหนักไฉ่หงทันทีที่องค์ชายอิ้งเยว่กลับมายังตำหนักส่วนพระองค์หลังเข้าเฝ้าพระบิดาร่วมกับองค์รัชทายาท ร่างสูงยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูทางเข้าเป็นนาน ไม่คิดเข้าไปข้างในทันที หากแต่เมียงมองไปยังทิศทางที่ตั้งเรือนหมู่ตานฮวา เพราะอันฉีอยู่ที่นั่นองค์ชายอิ้งเยว่ได้แต่ถอนใจ เขายังมองไม่เห็นหนทางสักนิด ทำเช่นไรหนอจึงจะนำพาอันฉีมาอยู่ข้างกายไปตลอด หากกราบทูลขอพระบิดา ตนได้สมรสดังใจหมาย ทว่ามิอาจหยั่งรู้จิตใจของอีกฝ่าย ถ้าเจ้าเด็กซนไม่ยอมรับปากเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินพร้อมเขาเล่า เพียงเพราะห่วงไยความรู้สึกของฉีเยี่ยนฟาง…เช่นนี้ไยจะฝืนได้อีกจังหวะนั้น ร่างคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากที่มืด หวังเหล่ยประสานมือคารวะ “องค์ชาย กระหม่อมไม่พบสิ่งใดผิดปกติในเรือนหมู่ตานฮวาพ่ะย่ะค่ะ”ก่อนหน้า เขาสั่งให้หวังเหล่ยเร่งหาสิ่งผิดปกติในตำหนักนี้ หากมีเบาะแสโน้มนำไปถึงอันตราย ก็จงกำจัดเสียให้สิ้น อย่าได้เปิดโอกาสให้ผู้ใดทำร้ายอันฉีได้เป็นอันขาด“อืม เห็นทีข้าคงต้องไปเยี่ยมเยียนชายาเอกของข้าสักครา”“พ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเรือนหมู่ตานฮวาดังใจหมาย สองขาย่างก้าวขึ้นบันไดไม่ช้าไม่เร็ว เลยไปยังระเ
หลังจากลงเล่นน้ำในลำธารหลังอุทยานจนเหนื่อย องค์ชายอิ้งเยว่พาฉีอันฉีเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางสายหนึ่ง ซึ่งเป็นทางลัดเชื่อมระหว่างตำหนักส่วนพระองค์กับตำหนักร้าง เส้นทางนี้เคยรกชัฏและเงียบเหงา ทว่าบัดนี้กลับเปลี่ยนไปราวกับคนละสถานที่ ฉีอันฉีเดินเคียงข้างท่านพี่ชุนของเขาอย่างอารมณ์ดี สองมือเกาะแขนอีกฝ่าย
ท่ามกลางเสียงอสนีบาตที่ฟาดเปรี้ยงลงมาเหนือหลังคาตำหนักร้าง ราวกับจะถล่มฟ้าทลายดิน ฝนเม็ดใหญ่กระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ป่าไผ่โดยรอบไหวเอนลู่ตามกระแสลมแรงที่พัดกรรโชก หากแต่ภายในตำหนักบนชั้นลอยนั้น กลับมีกระแสคลื่นความร้อนแรงที่เผาไหม้อยู่บนเตียงกว้างอิ้งเยว่รู้สึกถึงมวลอารมณ์เร่าร้อนที่สุมทรว
เงียบอีก บุรุษร่างเล็กที่กำลังโกรธแค้น รีบป่ายขาลงจากโขดหินก้อนใหญ่ เมื่อเท้าเหยียบยืนบนพื้นก็ค่อยย่องเข้าไปใกล้เป้าหมายนั้น กะว่าหากเจอตัวเมื่อไหร่ เขาไม่มีวันปล่อยมันไว้แน่คนถูกประทุษร้ายร่างกายยื่นมือแหวกพุ่มไม้ตรงหน้า พลันเห็นเจ้าตัวการทันที "เจ้าเองเรอะ!" เป็นลิงทะโมนตัวเก่าเจ้าเดิมแอบอยู่ตรง
องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงอาณาเขตของตำหนักเย็น สถานที่ซึ่งเคยจองจำมารดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน ความทรงจำอันเจ็บปวดมิเคยเลือนหายไปจากใจเลย แม้เวลาล่วงเลยมาป่านนี้ ร่างสูงในชุดทหารยามมุดผ่านรั้วลวดหนามเข้าไปทันทีที่มาถึง ภายในบริเวณ มีต้นหญ้าแห้งกรังขึ้นสูงจนทึบหนา เขาชักกระบี่ออกมา

![What is a divorce? [Mpreg]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





