Accueil / วาย / จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา / 5.การปลอมตัวในขบวนเจ้าสาว

Share

5.การปลอมตัวในขบวนเจ้าสาว

last update Dernière mise à jour: 2026-02-20 20:58:54

ใต้ท้องนภาสีครามยามเหมันต์ สายลมพัดโชยมาปะทะร่างผู้คนในขบวนเจ้าสาวให้รู้สึกหนาวเหน็บจับใจไม่น้อย ท่านชิงต้าฟูนามจางเหว่ย ผู้ปฏิบัติหน้าที่คุ้มกันขบวน ออกแรงชักบังเหียนบังคับม้าให้เดินเยาะๆ อย่างอย่างเชื่องช้า เขาสำรวจตรวจตราความเรียบร้อยอยู่ข้างแถว ดวงตาคมกริบของเขาเหลือบมองไปยังนางกำนัลที่เดินอยู่ท้ายสุด สายตาที่จับจ้องราวกำลังจับผิด ทำให้อีกฝ่ายอดรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ไม่ได้ แต่พอบุรุษผู้เป็นท่านชิงต้าฟูละสายตาไปทางอื่น คนที่มีชนักปักหลังถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาทางปากอย่างโล่งอก ฉีอันฉีเอามือแตะตรงหน้าอกข้างซ้ายเพื่อตรวจดูว่าหัวใจเขายังเต้นเป็นปกติอยู่หรือไม่

นับเป็นโชคดีที่บุตรชายคนเล็กของเจ้าแคว้นฉีมีใบหน้าละม้ายคล้ายมารดาถึงหกส่วน เป็นบุรุษรูปงามอย่างเหลือเชื่อ ทั้งยังมีฝีมือของอาถิงที่ช่วยจัดแต่งทรงผมให้ การแต่งกายเป็นสตรีจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉีอันฉีเลย อีกทั้งเขายังมีรูปร่างเล็กกว่าบุรุษทั่วไป ผิวพรรณของเจ้านายน้อยนั้นขาวผ่องเป็นยองใย ยิ่งกว่าสตรีบางคนเสียอีก ยามอยู่ในอาภรณ์ชุดนางกำนัลเช่นนี้จึงไม่มีผู้ใดจับได้ว่าเป็นบุรุษปลอมตัวมา ทั้งการสนทนาระหว่างฉีอันฉีกับพี่สาวผู้นั้นก็จบลงด้วยดี เขาไม่ถูกทั้งนางและท่านผู้คุ้มกันขบวนจับได้ นั่นย่อมหมายความว่าแผนการตบตาผู้อื่นสำเร็จลุล่วงไปได้ขั้นหนึ่ง ทำให้เขามั่นใจขึ้นไปอีกหลายส่วน ในที่สุดเขาจึงกล้าเอาผ้าออกจากการปกปิดใบหน้า ทั้งยังลอกเลียนแบบจริตท่าเดินของสตรีได้อย่างรวดเร็ว นายน้อยฉีอันฉีจึงสามารถลอยหน้าลอยตาเดินเฉิดฉาย โยกย้ายส่ายสะโพกต่อแถวนางกำนัลพวกนั้นไปได้อย่างแนบเนียน

ทางฝั่งจวนเจ้าแคว้นฉี เมื่อขบวนเจ้าสาวเคลื่อนออกไปแล้ว ทาสรูปร่างกำยำสองนายออกแรงดึงบานประตูไม้หนักอึ้งให้หับปิดไว้ หน้าประตูจวนกลับมาเงียบสงบดังเดิม ในจังหวะนั้น หลังพุ่มไม้มีบางอย่างเคลื่อนไหวอีกครา อาถิงชะโงกหน้ามาดู เมื่อเห็นว่าไม่มีคนก็ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก รีบออกมาจากที่ซ่อนตัวแล้วยืนมองส่งเจ้านายน้อยของเขาที่ค่อย ๆ เลือนหายไปจากสายตา พร้อมกับกลุ่มคนในขบวน ในอกของอาถิงนั้นหนักอึ้ง หรือเต็มไปด้วยความกังวลไม่น้อย เขาพ่นลมหายใจยาวเหยียด พึมพำขึ้นมาว่า “นายน้อย ข้าหวังว่าท่านจะโชคดี ไม่มีผู้ใดจับท่านได้นะขอรับ” 

อาถิงยืนมองทางอยู่นาน แม้จะเหลือเพียงความว่างเปล่าบนเส้นทางนั้น ก็ยังคงยืนมองอยู่อย่างอาลัยอาวรณ์ เมื่อเวลาล่วงเลยพอควร ทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์จึงยอมตัดใจแล้วหมุนตัวเดินคอตกกลับเข้ามาในจวน 

โดยอาถิงจงใจเลี่ยงไม่เข้าประตูหน้า เพราะเกรงอาจมีผู้อื่นเอ่ยถามถึงเจ้านายของตน จึงเปลี่ยนไปเข้าประตูเล็กทางด้านหลังจวนแทนจะดีกว่า

..ตำหนักไฉ่หง

บุรุษร่างสูงใหญ่ทว่าสมส่วนในเครื่องทรงหรูหราบ่งบอกฐานะองค์ชาย ยืนสงบนิ่งราวกับรูปปั้นไร้ชีวิตอยู่บนสะพานไม้ทาสีขาวเหนือคูคลองน้ำเล็กๆ ที่ถูกมนุษย์ดัดแปลงสร้างขึ้นเลียนแบบธรรมชาติ องค์ชายอิ้งเยว่ทอดพระเนตรลงในน้ำ มีฝูงมัจฉาตัวน้อยใหญ่แหวกว่ายไปมา อีกทั้งยังมีดอกบัวสีชมพูแซมขาวบานสะพรั่งชูช่อพ้นผิวน้ำหลายดอก ภมรตัวจิ๋วกระพือปีกบินวนเกสรดอกบัวงาม พวกมันมิได้มาเดี่ยว แต่มันบินมาเป็นคู่ ผู้มีใบหน้างดงามดุจเทพเซียนคาดเดาว่าภมรที่เห็นในสายพระเนตรนั้น พวกมันต้องเป็นคู่รักอย่างแน่แท้ เห็นแล้วชวนให้รู้สึกริษยายิ่งนัก

เขาผ่านมาหลายฤดูกาล ไฉนจึงขาดคนรู้ใจถึงเพียงนี้ แม้มีนางสนมคอยล้อมหน้าล้อมหลังอยู่มากมาย แต่พวกนางล้วนทำเพื่อหวังประโยชน์ เช่นนี้แล้วยังเหลือผู้ใดให้ไว้วางพระทัยได้อีกหรือ

สิบเจ็ดวันก่อน องค์ชายอิ้งเยว่จำยอมเข้าพิธีสมรสกับฉีเยี่ยนฟาง บุตรสาวของท่านเจ้าแคว้นฉี ตามพระบัญชาของเทียนจื่อ ทว่าเขาไม่ปรารถนาร่วมหอกับนาง ผู้ใดก็ห้ามมาบังคับเขา... 

สตรีผู้นั้นดูสวยสดงดงามมากไม่แพ้นางใดในใต้หล้า แต่ในสายพระเนตรขององค์ชายอิ้งเยว่นั้น ฉีเยี่ยนฟางนางก็เป็นเพียงแค่หมากตัวหนึ่งในแผนการของอัครมเหสีลู่เสียน ที่ส่งคนมาคอยอยู่เคียงข้างเขาเพื่อหาช่องโหว่ หากลูกเลี้ยงเช่นเขาพลั้งเผลอก็จะมุ่งทำร้ายให้ถึงตาย

ราชกิจทั้งในวังนอกวัง เรื่องใดก็ยังคงเป็นเทียนจื่อเป็นผู้ทรงตัดสินพระทัย ยกเว้นเรื่องบุตรชายที่ถือกำเนิดจากพระสนมกุ้ยกุ้ยเฟยคนนี้ ล้วนเป็นพระนางลู่เสียนเป็นผู้ดูแล... ดังนั้นองค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีวันยอมให้แผนการแยบยลของแม่เลี้ยงที่ไม่ประสงค์ดี และมองเขาเป็นดุจหอกข้างแคร่คอยทิ่มตำพระทัยพระนางมานานหลายปีสำเร็จลุล่วงได้แน่

องค์ชายอิ้งเยว่ยังรู้ดีอีกว่าพระบิดาไม่มีทางรู้เท่าทันแผนการของมเหสีตัวเองหรอก ต่อหน้าพระพักตร์ พระนางลู่เสียนวางตัวดุจแม่เลี้ยงแสนห่วงใยลูกเลี้ยงเช่นเขายิ่งกว่าอะไรดี ทว่าพอลับหลังเทียนจื่อ อย่าให้ต้องพูดถึงเลย... 

อย่าว่าแต่ชายาเอกอย่างฉีเยี่ยนฟางที่เพิ่งแต่งเข้ามาในตำหนักไฉ่หงของเขา นางสนมที่อาศัยอยู่ก่อนมากกว่าสิบนาง องค์ชายอิ้งเยว่ยังไม่คิดจะเปลืองตัวไปเกือกกั้วด้วย พวกนางจะอยู่อย่างไรนั้นก็สุดแล้วแต่เถอะ มันไม่เกี่ยวอะไรกับเขา น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง ขอให้ต่างคนต่างอยู่ไปก็แล้วกัน... 

ตำหนักไฉ่หงกว้างใหญ่ อัครมเหสีลู่เสียนอยากใช้อำนาจแม่เลี้ยงแสร้งหวังดีอยากพาใครมาก็พามา เขาไม่สนทั้งนั้น หากต้องอยู่อย่างระวังเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ ก็อย่าได้ใจอ่อนกับคนของแม่เลี้ยงเป็นอันขาด

อาณาเขตที่แบ่งแยกมาสำหรับองค์ชายอิ้งเยว่โดยเฉพาะนั้น ตำหนักด้านหน้ามีไว้สำหรับผู้เป็นเจ้าของ หากไม่มีคำสั่งจากองค์ชาย ผู้ใดก็เข้ามาไม่ได้ ยกเว้นหวังเหล่ย องครักษ์ส่วนพระองค์ที่สามารถไว้วางพระทัยได้เพียงหนึ่งเดียว ส่วนตำหนักด้านซ้ายเป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าสนม ด้านขวาเพิ่งสร้างใหม่แล้วเสร็จเมื่อไม่นานมานี้ มีไว้สำหรับผู้ที่จะมาเป็นชายาเอกอย่างฉีเยี่ยนฟาง

ขณะองค์ชายอิ้งเยว่ทรงทอดถอนพระทัยอยู่บนสะพานลำพังนั้น สายพระเนตรบังเอิญเหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่งกำลังผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ริมบึง “นั่นใคร!”

ฝ่ายนั้นมุดศีรษะลงไปจนมิด คราวนี้ปราศจากการเคลื่อนไหวอย่างเมื่อครู่ องค์ชายอิ้งเยว่จึงตะโกนซ้ำอีกรอบ “ผู้ใดกัน เจ้ารีบออกมานะ ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ตรงนั้น”

ฉีอันฉีในชุดนางกำนัลนั่งตัวงอซ่อนกายอยู่หลังต้นอ้อริมบึง พลางครุ่นคิดลำดับคำพูดก่อนหลัง หากต้องเผชิญหน้ากับองค์ชายผู้เป็นพี่เขยตอนนี้ เขาควรพูดว่ากระไรก่อนดีล่ะ จำเป็นต้องถวายบังคมหรือไม่?

ก่อนหน้านี้ เด็กหนุ่มตั้งใจจะมาทวงความยุติธรรมให้กับพี่เยี่ยนฟางด้วยตัวเอง องค์ชายอิ้งเยว่เข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับนางหลายวันแล้ว ไฉนจึงเมินเฉยกับพระชายาถึงเพียงนี้ เรือนหออันงดงามปลูกสร้างไว้ให้ใครกัน ไฉนคนผู้นี้ไม่คิดไปนอน เขาออกจะมั่นอกมั่นใจในความงามของพี่สาวตัวเอง องค์ชายอิ้งเยว่เหตุใดถึงได้ตาบอด... วันนี้ตายเป็นตาย ฉีอันฉีรวบรวมความกล้า บุกมาถึงตำหนักส่วนพระองค์อย่างไม่กลัวตาย เพื่อทวงถามข้อกังขาให้กระจ่าง 

ทว่าเขาเพิ่งมาถึงแท้ๆ ยังไม่ทันได้ตั้งตัวด้วยซ้ำ กลับถูกฝ่ายตรงข้ามเห็นเข้าเสียก่อน หนุ่มน้อยสูดหายใจลึกเข้าจนเต็มปอดแล้วผ่อนลมออกทางปากอย่างที่เคยทำจนติดเป็นนิสัย... เอาเถิด ไหน ๆ เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังต้องกลัวอะไรอีก นายน้อยจากบ้านตระกูลฉีกลั้นใจขบริมฝีปากแน่น คิดจะยืนขึ้นเต็มความสูงเพื่อเผชิญหน้ากับพี่เขยให้รู้แล้วรู้รอด 

ทว่าไม่ทันทำดังใจคิด เขากลับรู้สึกคล้ายมีคนมาถึงตัวแล้ว พลันเอี้ยวตัวหันไปมอง

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   13.ไฉนข้ากลายเป็นเจ้าลิงน้อยไปแล้วเล่า!

    แม้พูดคุยกับเจ้าตัวเล็กอย่างฉีอันฉีตลอดทั้งวัน องค์ชายอิ้งเยว่กลับไม่รู้สึกเบื่อ ดูดูไปก็น่าขันพิลึก มีอย่างที่ไหนกัน คนกับลิงพูดคุยเป็นตุเป็นตะ ราวกับว่ามันฟังภาษามนุษย์เข้าใจอย่างนั้นแหละ เจ้าบ๊องบ้องตื้นคนนี้คงลืมไปแล้วว่านั่นน่ะ 'เดรัจฉานไม่ใช่หรือไง' อิ้งเยว่ “น้องชาย ในเมื่อมันยอมคืนของให้เจ้า ไฉนเจ้ามัวแต่รีรอ ไม่รีบสวมอาภรณ์ของเจ้าเสียเล่า” ฉีอันฉีหันมาตอบอย่างเห็นด้วย “ก็ได้ๆ ข้าสวม ข้าสวมแล้ว” หนุ่มน้อยละความสนใจจากเจ้าลิงทะโมนแล้วตั้งอกตั้งใจสวมอาภรณ์สีหวานทันที.. ก่อนนี้เขาสวมอาภรณ์ที่ไม่ใช่คนตนนับว่ายุ่งยากไม่น้อย ทว่าเมื่อสวมมันหลายครั้งต่อหลายครั้ง อันฉีกลับรู้วิธีนุ่งอาภรณ์สตรีได้ไม่ยาก ทั้งยังไม่รู้สึกขวยเขิน อีกฝ่าย ระหว่างรอเจ้าตัวเล็กสวมเสื้อผ้า องค์ชายอิ้งเยว่ทอดสายตามองไปรอบๆ โถง ที่แห่งนี้ไร้การเหลียวแลมานานหลายปี จึงไม่แปลกที่จะมีฝุ่นกรังเกาะตามโต๊ะเก้าอี้และตั่งนอน ซึ่งเคยเป็นของใช้สอยของมารดาเขามาก่อน เนื่องจากไม่มีบ่าวคนใดกล้าเข้ามา ครั้งหน้าหากคิดจะมาเยือนอีก เห็นทีเขาคงต้องลงมือทำเอง หากแต่จะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้ถึงจะไม่น่าอยู่ แต่ก็ไม่ได้ดูเลวร้าย

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   12.สหายต่างวัยในตำหนักร้าง

    ในตำหนักร้างที่ไร้ผู้คน หนึ่งร่างสูงหนึ่งร่างเล็กยังคงนั่งเคียงไหล่สนทนาพาทีอย่างต่อเนื่อง องค์ชายอิ้งเยว่เป็นฝ่ายซักไซ้ถึงที่มาที่ไปจนรู้ชัด ว่าด้วยเหตุผลอันใดหนุ่มน้อยจึงลอบเข้ามาอยู่ในเขตวังหลังของเขาตั้งหลายวัน ปานนี้ไม่คิดกลับออกไป แม้บทสนทนาบางเรื่องเจ้าเด็กปากสุนัขถึงกับว่าร้ายตนในทางเสื่อมเสีย นั่นเพราะมันไม่รู้ ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ผู้ใหญ่เช่นเขาก็ไม่ควรคิดถือสา ให้ถือเสียว่าไม่เคยได้ยินก็แล้วกันจากที่ได้พูดคุยมานานเพียงนี้ เจ้าหนุ่มน้อยกลับเผยให้เห็นหลากหลายมุมมองที่ชวนให้ค้นหา ความซื่อบริสุทธิ์ที่เจ้าตัวแสดงออกโดยไม่เสแสร้งนั้น ทำให้องค์ชายรองเช่นเขาสัมผัสได้ถึงแก่นแท้ในนิสัยของมันอย่างชัดเจน หากคิดคบหาเป็นสหายต่างวัยก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร อีกทั้งในใจของเขาเองก็ยังมีปมที่ค้างคามาเนิ่นนาน บางทีเจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้..อาจเป็นผู้ที่ช่วยคลายเงื่อนปมนั้นให้เขาก็เป็นได้อิ้งเยว่ “เจ้าเป็นบุรุษอายุสิบหก เจ้าเคยนอนกับสตรีหรือยัง?”ฝ่ายผู้ถูกถามเรื่องประเภทนี้เข้า ฉีอันฉีถึงกับมีท่าทีแตกตื่น “หา! ท่านว่าอะไรนะ!”“ข้าพูดว่า เจ้าเคยทำเรื่อง... แบบนั้น กับสตรีหรือยัง คือ... แบบ...”

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   11.ชายาเยี่ยนฟางในเรือนมู่ต่านฮวา

    ..อีกมุมหนึ่งในอาณาเขตตำหนักไฉ่หง..ในเรือนหมู่ตานฮวานั้น นับว่างดงามทั้งกว้างใหญ่ไม่แพ้ตำหนักใดในวังแห่งนี้ ฉีเยี่ยนฟางแม้มีฐานะสูงส่งเป็นถึงชายาเอก อยู่เหนือสนมคนอื่นๆ ทว่านางกลับมิได้มีความภาคภูมิแม้แต่น้อย บอกไปใครจะเชื่อ ชายาป้ายแดงเช่นนางกลับถูกองค์ชายรองผู้เป็นสามีทอดทิ้งตั้งแต่คืนส่งตัวเข้าหอในวันนั้น ทั้งที่เมื่อก่อน ครั้งอาศัยอยู่แคว้นฉี หญิงสาวเคยได้รับคำยกย่องจากคนจำนวนมาก ต่างพูดว่าบุตรสาวของท่านเจ้าแคว้นฉี นับเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งในแคว้นเลยทีเดียว สตรีอื่นก็อย่าหวังประชันโฉมกับนาง มาบัดนี้เล่า หญิงงามอันดับหนึ่งไฉนต้องมาถูกสามีหมางเมินถึงเพียงนี้.. ‘ข้าผิดเรื่องใดกัน’ นางเกลียดชังใบหน้านี้ของตัวเอง ‘งดงามแล้วมีประโยชน์อันใดเล่า เสด็จพี่ไม่คิดแตะต้องข้าด้วยซ้ำ ..’ ก่อนนี้นางเคยคาดหวังเอาไว้สูงมาก หากองค์ชายอิ้งเยว่หรือองค์ชายรอง ได้พบหน้าครั้งแรก เขาต้องตกตะลึงในความงดงามของนางจนตาค้างเป็นแน่ ทว่าเพียงเขาช่วยปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ผลออกมาเป็นอย่างไรนั้น ช่างน่าผิดหวังเสียนี่กระไร องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับนางอย่างเช่นบุรุษทั่วไปควรมีต่อภรรยา เขาเอาแต่นิ่งเฉยท

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   10.เจ้าใส่ความข้าชัดๆ

    ฉีอันฉีละมือจากแก้ม ก่อนยืดตัวตรง มีสีหน้าจริงจัง “ข้าพูด ข้าพูด หากท่านรับปากข้าเรื่องหนึ่ง”องค์ชายอิ้งเยว่ “ได้ ข้ารับปากเจ้า”เจ้าตัวเล็กรีบพูด “พี่ชาย ท่านห้ามแพร่งพรายเรื่องที่ข้าเป็นบุรุษออกไปเด็ดขาด อีกทั้ง ห้ามท่านจับข้าด้วย”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย “เหตุใดข้าจับเจ้า?”หนุ่มน้อยรีบบอก “ท่านเป็นทหารเฝ้ายามไม่ใช่หรือไง! หน้าที่จับกุมผู้บุกรุกวังหลัง หากไม่ใช่ท่าน ไยจะเป็นผู้ใดได้อีก”องค์ชายอิ้งเยว่รีบก้มมองเครื่องแบบทหารที่ตนสวมใส่ตอนนี้ เขาก็ถึงบางอ้อทันที “อ๋า... ที่แท้ ข้าเป็นทหารยามนี่เอง แต่ตอนนี้ ข้าออกเวรยามแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัวข้า ข้าไม่จับเจ้าหรอก”ฉีอันฉียิ้มออกมาได้อย่างสบายใจ “ดี! เช่นนี้ ข้าก็ไม่ต้องกังวลแล้ว” หากพบกันวันหน้า ก็ไม่แน่ว่าเขาจะรอดพ้นหรือไม่ ‘ช่างเถอะๆ ข้ากับท่าน พบกันแค่ครั้งเดียวก็พอ’ ดูเหมือนว่า อีกฝ่ายจะอ่านความคิดในหัวของเจ้าเด็กน้อยออก “เจ้าพูดซี้ เหตุจำเป็นของเจ้าคือเรื่องใด ไฉนเจ้าปลอมเป็นสตรีมาอยู่ในวังต้องห้ามเยี่ยงนี้ หากเจ้ายอมพูด บางทีวันหน้าหากได้พบเจ้า ข้าอาจไม่เอาผิดกับเจ้า”ฉีอันฉีเปลี่ยนท่าทางใหม่ เป็นนั่งงอตัว ผายไหล่แคบเล

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   9.ตำหนักร้างกับชายหนุ่มลึกลับ

    องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงอาณาเขตของตำหนักเย็น สถานที่ซึ่งเคยจองจำมารดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน ความทรงจำอันเจ็บปวดมิเคยเลือนหายไปจากใจเลย แม้เวลาล่วงเลยมาป่านนี้ ร่างสูงในชุดทหารยามมุดผ่านรั้วลวดหนามเข้าไปทันทีที่มาถึง ภายในบริเวณ มีต้นหญ้าแห้งกรังขึ้นสูงจนทึบหนา เขาชักกระบี่ออกมา ก่อนออกแรงฟันสิ่งกรีดขวางเพื่อเปิดทาง จากนั้นก้าวเดินอีกไม่ไกล เขาเก็บกระบี่เข้าฝักตามเดิม ก้มตัวลอดกิ่งไม้ใหญ่ หลบเลี่ยงเถาวัลย์พันเกี่ยวรกรุงรัง ฝ่าเท้าเหยียบย่ำบนถนนเล็กแคบซึ่งแทบมองไม่เห็นพื้นคอนกรีต เนื่องจากกาลเวลาที่ผันผ่านไปนานนับปี ร่างสูงก้าวเดินอย่างมั่นคงไม่ไกลนัก เขาก็เห็นสิ่งปลูกสร้างเก่าอายุหลายสิบปีตั้งตระหง่านตรงหน้า ผนังปูนเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำเกาะหนาเป็นคราบเขียวดำจนน่าขนลุก ดวงตาสีดำขลับดุจเดือนมืดในยามรัตติกาลจับจ้องไปยังประตูเหล็กกล้าบานใหญ่ สนิมกัดกร่อนจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้วแต่เมื่อเข้าใกล้...อิ้งเยว่พลันขมวดคิ้วอย่างสงสัย มีบางสิ่งผิดปกติที่ไม่อาจมองข้ามได้ เขาจ้องมองสิ่งผิดปกตินั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา‘เหตุใดกลอนประตูจึงไม่เหมือนเดิมแล้วเล่า?’ สิ่งนั้นถูกงัดออก

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   8.ความชิงชังในวังหลวง

    เมื่อเรื่องราวล่วงรู้ถึงเทียนจื่อ พระองค์ทรงมีพระบัญชาเด็ดขาด สั่งให้นางทาสในวังหลวงผู้มีรูปร่างแข็งแรงถึงสามคน ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสนมกุ้ยเฟยไว้อย่างเข้มงวด มิให้พระนางทำร้ายทารกในครรภ์ได้สำเร็จ จนกว่าจะครบกำหนดคลอดจึงจะแยกทารกออกมาเลี้ยงดูต่างหาก เทียนจื่อทรงกำชับนักหนาว่า หากทารกเป็นอันตราย ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องโทษประหารไม่เว้นแม้แต่คนเดียวในที่สุด วันที่องค์ชายอิ้งเยว่ลืมตาดูโลกก็มาถึง เขาได้รับการดูแลจากแม่นมทั้งสามที่ได้รับพระบัญชาให้อารักขาเขามาโดยตลอด ส่วนมารดานั้นแม้คลอดเขาออกมาแล้ว ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะโอบอุ้มลูกชายเฉกเช่นแม่คนอื่น แม้องค์ชายน้อยจะร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจที่มารดาไม่รัก ทว่าเขาก็เกิดความกังขาอยู่บ้าง เหตุผลอันใดมารดารังเกียจตนถึงเพียงนี้ ครั้นเติบโตจนรู้ความ องค์ชายอิ้งเยว่จึงได้ทราบความจริงจากแม่นมทั้งสามถึงที่มาที่ไป ว่าเหตุใดพระสนมกุ้ยเฟยจึงชิงชังเทียนจื่อ และเกลียดชังบุตรชายอย่างเขา สุดท้ายองค์ชายก็เข้าอกเข้าใจพระมารดาเป็นอย่างดี แม้มารดาจะเกลียดชัง แต่เขาไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อนางเลยปีนั้น องค์ชายอิ้งเยว่จำได้ว่าเทียนจื่อทรงเศร้าโศกเพียงใด เมื่อ

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status