Se connecterองค์ชายอิ้งเยว่รับสั่งอย่างเข้าใจ “สถานที่กว้างใหญ่เช่นนี้ ผู้มาใหม่ย่อมไม่คุ้นชิน นางพลัดหลงก็เป็นเรื่องธรรมดา... อาเหล่ย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าแน่ใจหรือ..มิใช่ว่า นางถูกอัครมเหสี ส่งนางเข้ามาสอดแนมข้า”
“ดูจากลักษณะเซ่อซ่าของนาง ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เช่นนั้นก็ช่างเถอะ... นางเป็นคนของผู้ใดรึ?”
หวังเหล่ยรีบประสานมือ แล้วกล่าว “ทูลองค์ชาย กระหม่อมสะเพร่าเรื่องสำคัญเช่นนี้ ขอองค์ชายทรงลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ช่างเถอะๆ เป็นเพียงแม่นางน้อย แค่ไล่ไปก็พอ”
“กระหม่อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
มือหนาวางจอกกระเบื้องลงบนโต๊ะไม้จื่อถานแกะสลักลายกิเลน แล้วจับพวยการินชาอีกครั้ง “อาเหล่ย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ชายาของข้า ฉีเยี่ยนฟาง ตอนนี้นางเป็นเช่นไรบ้าง? ข้าได้ยินว่าสุขภาพนางมิสู้ดีนัก”
นับตั้งแต่วันส่งตัวเข้าหอ หลังจากเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวองค์ชายอิ้งเยว่กลับไม่สนพิธีดื่มเหล้ามงคลร่วมกับนาง หากแต่เลือกแยกมาอยู่ในตำหนักนี้มาตลอด ทั้งไม่เคยคิดแตะต้องร่างกายชายาแม้แต่ปลายก้อย มิใช่ว่านางไม่งดงาม เพียงแต่ความรู้สึกปรารถนาเช่นบุรุษพึงมีต่อสตรีนั้น สำหรับองค์ชายอิ้งเยว่ กลับไม่มีให้ฉีเยี่ยนฟางแม้แต่น้อย ลึกๆ ในใจเขา ใช่ว่าจะไม่สงสัยตั้งแต่แรก หากแต่ไม่รู้จะเอาปัญหาความผิดปกติในร่างกายไปปรึกษาใครดี เจ้าหมอหลวงหรือ! ไม่แคล้วต้มยาหม้อบ้าบอมาให้ ดื่มกินจนท้องอืดบวมอยู่หลายวันก็ไม่เห็นมีความเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้น เขาได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า อาการตายด้านของเขาทั้งที่ยังหนุ่มแน่น อาจเป็นเพราะตนคิดเสมอว่า สตรีเหล่านั้นล้วนเป็นอัครมเหสีลู่เสียนจัดหามาให้ เขาจึงมิอาจวางใจ... และเมื่อไม่สะดวกใจ ย่อมไม่มีอารมณ์อยากร่วมหอกับพวกนางเช่นกัน
แม้คิดเช่นนั้น แต่ส่วนลึกก็ยังคงสงสัยอยู่ดี เขาคิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง หอดอกไม้แดง อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเขาก็ได้ เพื่อพิสูจน์ความเป็นชาย
องครักษ์หวังเหล่ยเรียกนางโลมที่ว่าสดใหม่ มีความงามเป็นที่หนึ่งมาบริการเรื่องอย่างว่าให้ถึงห้อง ซึ่งห้องดังกล่าวเจ้าของสถานที่ได้จัดเตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับแขกผู้สูงศักดิ์... เพียงนางโลมสดใหม่ไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน เปลื้องผ้า เผยร่างกายเปลือยเปล่าต่อหน้าองค์ชายอิ้งเยว่ เขาถึงกับคันคะเยอไปทั้งตัว
ครั้งแรกเป็นเช่นนี้ ครั้งที่สอง ที่สามก็มิได้แตกต่างกัน…
ผ่านมาหลายฤดูกาลทั้งร้อนทั้งหนาว ตอนนี้บุตรชายของสนมเอกอายุครบยี่สิบสองแล้ว นับเป็นบุรุษวัยเจริญพันธุ์แท้ ๆ ท่ามกลางเหล่าสนมหน้าตาดีวัยกำลังน่าขบเคี้ยวล้อมหน้าล้อมหลัง องค์ชายอิ้งเยว่กลับยังคงรักษาพรหมจรรย์เอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ
คนนอกไม่รู้ ต่างเล่าลือไปต่างๆ นานา กล่าวหาว่าเขาเจ้าชู้บ้างล่ะ ชอบกินของสดใหม่บ้างล่ะ เปลี่ยนสตรีคู่นอนเป็นว่าเล่น ที่แท้คนเหล่านั้นหาได้รู้ความจริงไม่ หลายปีมานี้ไม่เคยมีสตรีนางใดเคยร่วมเรียงเคียงหมอนกับเขาแม้แต่คนเดียว ความลับนี้มีเพียงองครักษ์หวังเหล่ยเท่านั้นที่รู้
ฝ่ายหวังเหล่ยเพียงได้ยินชื่อของพระชายาเยี่ยนฟาง เขาถึงกับเผลอยิ้มอย่างลืมตัว เพียงเวลาสั้นๆ รอยยิ้มคล้ายมีคล้ายไม่มีก็เลือนหายไป ก่อนกราบทูล “สุขภาพกายของชายาเยี่ยนฟางไม่มีสิ่งใดผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่สุขภาพใจของนาง กระหม่อมไม่แน่ใจนักพ่ะย่ะค่ะ”
นับตั้งแต่ฉีเยี่ยนฟางมาอาศัยอยู่เรือนหมู่ต่านฮวา มีเพียงหวังเหล่ยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ตามคำสั่งของเจ้านาย
“ทำไมรึ?” เขาเลิกคิ้วอย่างสงสัย
“เพียงแต่กระหม่อม เห็นควรว่า องค์ชายเสด็จไปเยือนเรือนหมู่ต่านฮวาของนางสักครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
“หือ?” องค์ชายอิ้งเยว่มีท่าทีแปลกใจ แต่ไหนแต่ไรมา เจ้าหวังเหล่ยไม่เคยสนใจคนรอบกาย อีกทั้งไม่เคยพูดแทนสนมนางใดของเขามาก่อน ทว่าบัดนี้กลับออกหน้าพูดแทนฉีเยี่ยนฟาง ช่างเป็นเรื่องยากจะพบเห็นโดยแท้ “เจ้าบอกว่า ข้าควรไปหานางอย่างนั้นรึ?"
“สมควรเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” เขายืนกรานอย่างหนักแน่น
“เหตุใดเจ้าอยากให้ข้าไป?”
“กระหม่อมเห็นว่าชายาเป็นเพียงสตรีอ่อนแอมาอยู่ผิดที่ผิดทาง อีกทั้งนางไม่เหมือนคนของอัครมเหสีลู่เสียนส่งมา หากปล่อยนางไว้ลำพัง พระองค์ไม่เหลียวแล บางทีองค์ชายอาจถูกเทียนจื่อตำหนิเอาได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ไฉนเจ้าแน่ใจถึงเพียงนี้ ฉีเยี่ยนฟาง นางไม่ใช่คนของอัครมเหสีลู่เสียน”
หวังเหล่ยก้มหน้ากราบทูลในสิ่งที่ตนคิด “ทูลองค์ชาย ชายาเยี่ยนฟางนางดูไร้เดียงสาเกินไป นางไม่เหมาะใช้งานพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่าง นับตั้งแต่เข้ามาอยู่ในอาณาเขตตำหนักไฉ่หง ชายาไม่เคยไปมาหาสู่ผู้ใด ทั้งไม่มีผู้ใดมาหานาง นางสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่แต่ในเรือนหมู่ต่านฮวากับสาวใช้ เช่นนี้ พระชายาไม่มีทางทำร้ายผู้ใดได้แน่ ยิ่งทำร้ายองค์ชาย เป็นไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ฟังที่เจ้าพูดมา ก็พอมีเหตุผลอยู่บ้าง เอาเถอะ คราวหน้าข้าจะไปดูนางสักครั้ง ข้าพูดเช่นนี้ หวังว่าเจ้าจะพอใจนะ” คำพูดนี้แฝงไว้ซึ่งน้ำเสียงแดกดันอยู่ในที ทว่าก็มิได้จริงจังนัก มิสู้เรียกว่าเป็นการกระเซ้าเย้าแหย่ระหว่างคนคุ้นเคย น่าจะเหมาะกว่า
หวังเหล่ยรีบคุกเข่า ประสานมือคารวะ “กระหม่อม ขอบพระทัยองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าออกไปเถอะ”
“รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
หวังเหล่ยถอยออกไปแล้ว องค์ชายอิ้งเยว่นั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม เขาคิดไปเรื่อยเปื่อยถึงเรื่องราวในอดีต เมื่อครั้งมารดายังมีชีวิตอยู่ ตอนนั้นองค์ชายยังอ่อนชันษานัก เขาไม่เคยลืมความเกลียดชังที่ส่งมาถึงบุตรชายทางสายตาของผู้ให้กำเนิด ก่อนที่นางจะสิ้นใจ... สิบปีก่อน เทียนจื่อทรงขังพระมารดาขององค์ชายอิ้งเยว่ไว้ในตำหนักเย็น โทษฐานคบชู้สู่ชาย ทั้งที่เป็นที่รักของสามีแท้ ๆ ทรงยิ่งรักสตรีผู้นั้นมากเท่าใด เทียนจื่อยิ่งโกรธมากขึ้นเท่านั้น... แต่เดิมทีพระสนมกุ้ยเฟยก็มิได้รักเทียนจื่ออยู่แล้ว เป็นเทียนจื่อเองที่หลงรักนางฝ่ายเดียว แถมยกย่องให้ตำแหน่งสนมเอกกับนาง ทั้งที่นางมิได้ร้องขอแม้แต่น้อย เทียนจื่อพยายามหลายครั้งที่จะเอาชนะหัวใจอีกฝ่าย แต่พระสนมกุ้ยเฟยหรือแม่นางกุ้ยในอดีต กลับไม่เคยใจอ่อน ในที่สุดเป็นเขาที่ใช้กำลังบุกเข้าห้องขืนใจนางครั้งแล้วครั้งเล่า พอพระสนมกุ้ยเฟยตั้งครรภ์ ก็พยายามหลายครั้งที่จะทำร้ายลูกในอุทร... เจ้ามารหัวขนช่างดื้อด้านนัก ไม่ว่านางใช้มือทุบตีเท่าใด ทารกน้อยผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กลับแข็งแรงเกินกว่ามารดาจะทำร้ายให้ถึงตายได้
แม้พูดคุยกับเจ้าตัวเล็กอย่างฉีอันฉีตลอดทั้งวัน องค์ชายอิ้งเยว่กลับไม่รู้สึกเบื่อ ดูดูไปก็น่าขันพิลึก มีอย่างที่ไหนกัน คนกับลิงพูดคุยเป็นตุเป็นตะ ราวกับว่ามันฟังภาษามนุษย์เข้าใจอย่างนั้นแหละ เจ้าบ๊องบ้องตื้นคนนี้คงลืมไปแล้วว่านั่นน่ะ 'เดรัจฉานไม่ใช่หรือไง' อิ้งเยว่ “น้องชาย ในเมื่อมันยอมคืนของให้เจ้า ไฉนเจ้ามัวแต่รีรอ ไม่รีบสวมอาภรณ์ของเจ้าเสียเล่า” ฉีอันฉีหันมาตอบอย่างเห็นด้วย “ก็ได้ๆ ข้าสวม ข้าสวมแล้ว” หนุ่มน้อยละความสนใจจากเจ้าลิงทะโมนแล้วตั้งอกตั้งใจสวมอาภรณ์สีหวานทันที.. ก่อนนี้เขาสวมอาภรณ์ที่ไม่ใช่คนตนนับว่ายุ่งยากไม่น้อย ทว่าเมื่อสวมมันหลายครั้งต่อหลายครั้ง อันฉีกลับรู้วิธีนุ่งอาภรณ์สตรีได้ไม่ยาก ทั้งยังไม่รู้สึกขวยเขิน อีกฝ่าย ระหว่างรอเจ้าตัวเล็กสวมเสื้อผ้า องค์ชายอิ้งเยว่ทอดสายตามองไปรอบๆ โถง ที่แห่งนี้ไร้การเหลียวแลมานานหลายปี จึงไม่แปลกที่จะมีฝุ่นกรังเกาะตามโต๊ะเก้าอี้และตั่งนอน ซึ่งเคยเป็นของใช้สอยของมารดาเขามาก่อน เนื่องจากไม่มีบ่าวคนใดกล้าเข้ามา ครั้งหน้าหากคิดจะมาเยือนอีก เห็นทีเขาคงต้องลงมือทำเอง หากแต่จะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้ถึงจะไม่น่าอยู่ แต่ก็ไม่ได้ดูเลวร้าย
ในตำหนักร้างที่ไร้ผู้คน หนึ่งร่างสูงหนึ่งร่างเล็กยังคงนั่งเคียงไหล่สนทนาพาทีอย่างต่อเนื่อง องค์ชายอิ้งเยว่เป็นฝ่ายซักไซ้ถึงที่มาที่ไปจนรู้ชัด ว่าด้วยเหตุผลอันใดหนุ่มน้อยจึงลอบเข้ามาอยู่ในเขตวังหลังของเขาตั้งหลายวัน ปานนี้ไม่คิดกลับออกไป แม้บทสนทนาบางเรื่องเจ้าเด็กปากสุนัขถึงกับว่าร้ายตนในทางเสื่อมเสีย นั่นเพราะมันไม่รู้ ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด ผู้ใหญ่เช่นเขาก็ไม่ควรคิดถือสา ให้ถือเสียว่าไม่เคยได้ยินก็แล้วกันจากที่ได้พูดคุยมานานเพียงนี้ เจ้าหนุ่มน้อยกลับเผยให้เห็นหลากหลายมุมมองที่ชวนให้ค้นหา ความซื่อบริสุทธิ์ที่เจ้าตัวแสดงออกโดยไม่เสแสร้งนั้น ทำให้องค์ชายรองเช่นเขาสัมผัสได้ถึงแก่นแท้ในนิสัยของมันอย่างชัดเจน หากคิดคบหาเป็นสหายต่างวัยก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร อีกทั้งในใจของเขาเองก็ยังมีปมที่ค้างคามาเนิ่นนาน บางทีเจ้าหนุ่มน้อยผู้นี้..อาจเป็นผู้ที่ช่วยคลายเงื่อนปมนั้นให้เขาก็เป็นได้อิ้งเยว่ “เจ้าเป็นบุรุษอายุสิบหก เจ้าเคยนอนกับสตรีหรือยัง?”ฝ่ายผู้ถูกถามเรื่องประเภทนี้เข้า ฉีอันฉีถึงกับมีท่าทีแตกตื่น “หา! ท่านว่าอะไรนะ!”“ข้าพูดว่า เจ้าเคยทำเรื่อง... แบบนั้น กับสตรีหรือยัง คือ... แบบ...”
..อีกมุมหนึ่งในอาณาเขตตำหนักไฉ่หง..ในเรือนหมู่ตานฮวานั้น นับว่างดงามทั้งกว้างใหญ่ไม่แพ้ตำหนักใดในวังแห่งนี้ ฉีเยี่ยนฟางแม้มีฐานะสูงส่งเป็นถึงชายาเอก อยู่เหนือสนมคนอื่นๆ ทว่านางกลับมิได้มีความภาคภูมิแม้แต่น้อย บอกไปใครจะเชื่อ ชายาป้ายแดงเช่นนางกลับถูกองค์ชายรองผู้เป็นสามีทอดทิ้งตั้งแต่คืนส่งตัวเข้าหอในวันนั้น ทั้งที่เมื่อก่อน ครั้งอาศัยอยู่แคว้นฉี หญิงสาวเคยได้รับคำยกย่องจากคนจำนวนมาก ต่างพูดว่าบุตรสาวของท่านเจ้าแคว้นฉี นับเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งในแคว้นเลยทีเดียว สตรีอื่นก็อย่าหวังประชันโฉมกับนาง มาบัดนี้เล่า หญิงงามอันดับหนึ่งไฉนต้องมาถูกสามีหมางเมินถึงเพียงนี้.. ‘ข้าผิดเรื่องใดกัน’ นางเกลียดชังใบหน้านี้ของตัวเอง ‘งดงามแล้วมีประโยชน์อันใดเล่า เสด็จพี่ไม่คิดแตะต้องข้าด้วยซ้ำ ..’ ก่อนนี้นางเคยคาดหวังเอาไว้สูงมาก หากองค์ชายอิ้งเยว่หรือองค์ชายรอง ได้พบหน้าครั้งแรก เขาต้องตกตะลึงในความงดงามของนางจนตาค้างเป็นแน่ ทว่าเพียงเขาช่วยปลดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ผลออกมาเป็นอย่างไรนั้น ช่างน่าผิดหวังเสียนี่กระไร องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับนางอย่างเช่นบุรุษทั่วไปควรมีต่อภรรยา เขาเอาแต่นิ่งเฉยท
ฉีอันฉีละมือจากแก้ม ก่อนยืดตัวตรง มีสีหน้าจริงจัง “ข้าพูด ข้าพูด หากท่านรับปากข้าเรื่องหนึ่ง”องค์ชายอิ้งเยว่ “ได้ ข้ารับปากเจ้า”เจ้าตัวเล็กรีบพูด “พี่ชาย ท่านห้ามแพร่งพรายเรื่องที่ข้าเป็นบุรุษออกไปเด็ดขาด อีกทั้ง ห้ามท่านจับข้าด้วย”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย “เหตุใดข้าจับเจ้า?”หนุ่มน้อยรีบบอก “ท่านเป็นทหารเฝ้ายามไม่ใช่หรือไง! หน้าที่จับกุมผู้บุกรุกวังหลัง หากไม่ใช่ท่าน ไยจะเป็นผู้ใดได้อีก”องค์ชายอิ้งเยว่รีบก้มมองเครื่องแบบทหารที่ตนสวมใส่ตอนนี้ เขาก็ถึงบางอ้อทันที “อ๋า... ที่แท้ ข้าเป็นทหารยามนี่เอง แต่ตอนนี้ ข้าออกเวรยามแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัวข้า ข้าไม่จับเจ้าหรอก”ฉีอันฉียิ้มออกมาได้อย่างสบายใจ “ดี! เช่นนี้ ข้าก็ไม่ต้องกังวลแล้ว” หากพบกันวันหน้า ก็ไม่แน่ว่าเขาจะรอดพ้นหรือไม่ ‘ช่างเถอะๆ ข้ากับท่าน พบกันแค่ครั้งเดียวก็พอ’ ดูเหมือนว่า อีกฝ่ายจะอ่านความคิดในหัวของเจ้าเด็กน้อยออก “เจ้าพูดซี้ เหตุจำเป็นของเจ้าคือเรื่องใด ไฉนเจ้าปลอมเป็นสตรีมาอยู่ในวังต้องห้ามเยี่ยงนี้ หากเจ้ายอมพูด บางทีวันหน้าหากได้พบเจ้า ข้าอาจไม่เอาผิดกับเจ้า”ฉีอันฉีเปลี่ยนท่าทางใหม่ เป็นนั่งงอตัว ผายไหล่แคบเล
องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงอาณาเขตของตำหนักเย็น สถานที่ซึ่งเคยจองจำมารดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน ความทรงจำอันเจ็บปวดมิเคยเลือนหายไปจากใจเลย แม้เวลาล่วงเลยมาป่านนี้ ร่างสูงในชุดทหารยามมุดผ่านรั้วลวดหนามเข้าไปทันทีที่มาถึง ภายในบริเวณ มีต้นหญ้าแห้งกรังขึ้นสูงจนทึบหนา เขาชักกระบี่ออกมา ก่อนออกแรงฟันสิ่งกรีดขวางเพื่อเปิดทาง จากนั้นก้าวเดินอีกไม่ไกล เขาเก็บกระบี่เข้าฝักตามเดิม ก้มตัวลอดกิ่งไม้ใหญ่ หลบเลี่ยงเถาวัลย์พันเกี่ยวรกรุงรัง ฝ่าเท้าเหยียบย่ำบนถนนเล็กแคบซึ่งแทบมองไม่เห็นพื้นคอนกรีต เนื่องจากกาลเวลาที่ผันผ่านไปนานนับปี ร่างสูงก้าวเดินอย่างมั่นคงไม่ไกลนัก เขาก็เห็นสิ่งปลูกสร้างเก่าอายุหลายสิบปีตั้งตระหง่านตรงหน้า ผนังปูนเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำเกาะหนาเป็นคราบเขียวดำจนน่าขนลุก ดวงตาสีดำขลับดุจเดือนมืดในยามรัตติกาลจับจ้องไปยังประตูเหล็กกล้าบานใหญ่ สนิมกัดกร่อนจนไม่เหลือเค้าเดิมแล้วแต่เมื่อเข้าใกล้...อิ้งเยว่พลันขมวดคิ้วอย่างสงสัย มีบางสิ่งผิดปกติที่ไม่อาจมองข้ามได้ เขาจ้องมองสิ่งผิดปกตินั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา‘เหตุใดกลอนประตูจึงไม่เหมือนเดิมแล้วเล่า?’ สิ่งนั้นถูกงัดออก
เมื่อเรื่องราวล่วงรู้ถึงเทียนจื่อ พระองค์ทรงมีพระบัญชาเด็ดขาด สั่งให้นางทาสในวังหลวงผู้มีรูปร่างแข็งแรงถึงสามคน ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสนมกุ้ยเฟยไว้อย่างเข้มงวด มิให้พระนางทำร้ายทารกในครรภ์ได้สำเร็จ จนกว่าจะครบกำหนดคลอดจึงจะแยกทารกออกมาเลี้ยงดูต่างหาก เทียนจื่อทรงกำชับนักหนาว่า หากทารกเป็นอันตราย ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องโทษประหารไม่เว้นแม้แต่คนเดียวในที่สุด วันที่องค์ชายอิ้งเยว่ลืมตาดูโลกก็มาถึง เขาได้รับการดูแลจากแม่นมทั้งสามที่ได้รับพระบัญชาให้อารักขาเขามาโดยตลอด ส่วนมารดานั้นแม้คลอดเขาออกมาแล้ว ก็ไม่เคยมีสักครั้งที่จะโอบอุ้มลูกชายเฉกเช่นแม่คนอื่น แม้องค์ชายน้อยจะร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจที่มารดาไม่รัก ทว่าเขาก็เกิดความกังขาอยู่บ้าง เหตุผลอันใดมารดารังเกียจตนถึงเพียงนี้ ครั้นเติบโตจนรู้ความ องค์ชายอิ้งเยว่จึงได้ทราบความจริงจากแม่นมทั้งสามถึงที่มาที่ไป ว่าเหตุใดพระสนมกุ้ยเฟยจึงชิงชังเทียนจื่อ และเกลียดชังบุตรชายอย่างเขา สุดท้ายองค์ชายก็เข้าอกเข้าใจพระมารดาเป็นอย่างดี แม้มารดาจะเกลียดชัง แต่เขาไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนั้นต่อนางเลยปีนั้น องค์ชายอิ้งเยว่จำได้ว่าเทียนจื่อทรงเศร้าโศกเพียงใด เมื่อ
![ผมไม่ได้ยั่ว เสี่ยต่างหากที่ห้ามใจไม่ได้[Mpreg]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






