Beranda / วาย / จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา / 7.องค์ชายอิ้งเยว่ยังคงรักษาพรหมจรรย์ไว้ได้

Share

7.องค์ชายอิ้งเยว่ยังคงรักษาพรหมจรรย์ไว้ได้

last update Tanggal publikasi: 2026-02-22 21:53:45

องค์ชายอิ้งเยว่รับสั่งอย่างเข้าใจ “สถานที่กว้างใหญ่เช่นนี้ ผู้มาใหม่ย่อมไม่คุ้นชิน นางพลัดหลงก็เป็นเรื่องธรรมดา... อาเหล่ย”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าแน่ใจหรือ..มิใช่ว่า นางถูกอัครมเหสี ส่งนางเข้ามาสอดแนมข้า”

“ดูจากลักษณะเซ่อซ่าของนาง ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ”

“อืม เช่นนั้นก็ช่างเถอะ... นางเป็นคนของผู้ใดรึ?”

หวังเหล่ยรีบประสานมือ แล้วกล่าว “ทูลองค์ชาย กระหม่อมสะเพร่าเรื่องสำคัญเช่นนี้ ขอองค์ชายทรงลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

“ช่างเถอะๆ เป็นเพียงแม่นางน้อย แค่ไล่ไปก็พอ”

“กระหม่อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”

มือหนาวางจอกกระเบื้องลงบนโต๊ะไม้จื่อถานแกะสลักลายกิเลน แล้วจับพวยการินชาอีกครั้ง “อาเหล่ย”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ชายาของข้า ฉีเยี่ยนฟาง ตอนนี้นางเป็นเช่นไรบ้าง? ข้าได้ยินว่าสุขภาพนางมิสู้ดีนัก”

นับตั้งแต่วันส่งตัวเข้าหอ หลังจากเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวองค์ชายอิ้งเยว่กลับไม่สนพิธีดื่มเหล้ามงคลร่วมกับนาง หากแต่เลือกแยกมาอยู่ในตำหนักนี้มาตลอด ทั้งไม่เคยคิดแตะต้องร่างกายชายาแม้แต่ปลายก้อย มิใช่ว่านางไม่งดงาม เพียงแต่ความรู้สึกปรารถนาเช่นบุรุษพึงมีต่อสตรีนั้น สำหรับองค์ชายอิ้งเยว่ กลับไม่มีให้ฉีเยี่ยนฟางแม้แต่น้อย ลึกๆ ในใจเขา ใช่ว่าจะไม่สงสัยตั้งแต่แรก หากแต่ไม่รู้จะเอาปัญหาความผิดปกติในร่างกายไปปรึกษาใครดี เจ้าหมอหลวงหรือ! ไม่แคล้วต้มยาหม้อบ้าบอมาให้ ดื่มกินจนท้องอืดบวมอยู่หลายวันก็ไม่เห็นมีความเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้น เขาได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า อาการตายด้านของเขาทั้งที่ยังหนุ่มแน่น อาจเป็นเพราะตนคิดเสมอว่า สตรีเหล่านั้นล้วนเป็นอัครมเหสีลู่เสียนจัดหามาให้ เขาจึงมิอาจวางใจ... และเมื่อไม่สะดวกใจ ย่อมไม่มีอารมณ์อยากร่วมหอกับพวกนางเช่นกัน

แม้คิดเช่นนั้น แต่ส่วนลึกก็ยังคงสงสัยอยู่ดี เขาคิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง หอดอกไม้แดง อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเขาก็ได้ เพื่อพิสูจน์ความเป็นชาย

องครักษ์หวังเหล่ยเรียกนางโลมที่ว่าสดใหม่ มีความงามเป็นที่หนึ่งมาบริการเรื่องอย่างว่าให้ถึงห้อง ซึ่งห้องดังกล่าวเจ้าของสถานที่ได้จัดเตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับแขกผู้สูงศักดิ์... เพียงนางโลมสดใหม่ไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน เปลื้องผ้า เผยร่างกายเปลือยเปล่าต่อหน้าองค์ชายอิ้งเยว่ เขาถึงกับคันคะเยอไปทั้งตัว 

ครั้งแรกเป็นเช่นนี้ ครั้งที่สอง ที่สามก็มิได้แตกต่างกัน…

ผ่านมาหลายฤดูกาลทั้งร้อนทั้งหนาว ตอนนี้บุตรชายของสนมเอกอายุครบยี่สิบสองแล้ว นับเป็นบุรุษวัยเจริญพันธุ์แท้ ๆ ท่ามกลางเหล่าสนมหน้าตาดีวัยกำลังน่าขบเคี้ยวล้อมหน้าล้อมหลัง องค์ชายอิ้งเยว่กลับยังคงรักษาพรหมจรรย์เอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ 

คนนอกไม่รู้ ต่างเล่าลือไปต่างๆ นานา กล่าวหาว่าเขาเจ้าชู้บ้างล่ะ ชอบกินของสดใหม่บ้างล่ะ เปลี่ยนสตรีคู่นอนเป็นว่าเล่น ที่แท้คนเหล่านั้นหาได้รู้ความจริงไม่ หลายปีมานี้ไม่เคยมีสตรีนางใดเคยร่วมเรียงเคียงหมอนกับเขาแม้แต่คนเดียว ความลับนี้มีเพียงองครักษ์หวังเหล่ยเท่านั้นที่รู้

ฝ่ายหวังเหล่ยเพียงได้ยินชื่อของพระชายาเยี่ยนฟาง เขาถึงกับเผลอยิ้มอย่างลืมตัว เพียงเวลาสั้นๆ รอยยิ้มคล้ายมีคล้ายไม่มีก็เลือนหายไป ก่อนกราบทูล “สุขภาพกายของชายาเยี่ยนฟางไม่มีสิ่งใดผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่สุขภาพใจของนาง กระหม่อมไม่แน่ใจนักพ่ะย่ะค่ะ” 

นับตั้งแต่ฉีเยี่ยนฟางมาอาศัยอยู่เรือนหมู่ต่านฮวา มีเพียงหวังเหล่ยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ตามคำสั่งของเจ้านาย

“ทำไมรึ?” เขาเลิกคิ้วอย่างสงสัย

“เพียงแต่กระหม่อม เห็นควรว่า องค์ชายเสด็จไปเยือนเรือนหมู่ต่านฮวาของนางสักครั้งพ่ะย่ะค่ะ”

“หือ?” องค์ชายอิ้งเยว่มีท่าทีแปลกใจ แต่ไหนแต่ไรมา เจ้าหวังเหล่ยไม่เคยสนใจคนรอบกาย อีกทั้งไม่เคยพูดแทนสนมนางใดของเขามาก่อน ทว่าบัดนี้กลับออกหน้าพูดแทนฉีเยี่ยนฟาง ช่างเป็นเรื่องยากจะพบเห็นโดยแท้ “เจ้าบอกว่า ข้าควรไปหานางอย่างนั้นรึ?"

“สมควรเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” เขายืนกรานอย่างหนักแน่น

“เหตุใดเจ้าอยากให้ข้าไป?”

“กระหม่อมเห็นว่าชายาเป็นเพียงสตรีอ่อนแอมาอยู่ผิดที่ผิดทาง อีกทั้งนางไม่เหมือนคนของอัครมเหสีลู่เสียนส่งมา หากปล่อยนางไว้ลำพัง พระองค์ไม่เหลียวแล บางทีองค์ชายอาจถูกเทียนจื่อตำหนิเอาได้พ่ะย่ะค่ะ”

“ไฉนเจ้าแน่ใจถึงเพียงนี้ ฉีเยี่ยนฟาง นางไม่ใช่คนของอัครมเหสีลู่เสียน”

หวังเหล่ยก้มหน้ากราบทูลในสิ่งที่ตนคิด “ทูลองค์ชาย ชายาเยี่ยนฟางนางดูไร้เดียงสาเกินไป นางไม่เหมาะใช้งานพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่าง นับตั้งแต่เข้ามาอยู่ในอาณาเขตตำหนักไฉ่หง ชายาไม่เคยไปมาหาสู่ผู้ใด ทั้งไม่มีผู้ใดมาหานาง นางสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่แต่ในเรือนหมู่ต่านฮวากับสาวใช้ เช่นนี้ พระชายาไม่มีทางทำร้ายผู้ใดได้แน่ ยิ่งทำร้ายองค์ชาย เป็นไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”

“อืม ฟังที่เจ้าพูดมา ก็พอมีเหตุผลอยู่บ้าง เอาเถอะ คราวหน้าข้าจะไปดูนางสักครั้ง ข้าพูดเช่นนี้ หวังว่าเจ้าจะพอใจนะ” คำพูดนี้แฝงไว้ซึ่งน้ำเสียงแดกดันอยู่ในที ทว่าก็มิได้จริงจังนัก มิสู้เรียกว่าเป็นการกระเซ้าเย้าแหย่ระหว่างคนคุ้นเคย น่าจะเหมาะกว่า

หวังเหล่ยรีบคุกเข่า ประสานมือคารวะ “กระหม่อม ขอบพระทัยองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”

“เจ้าออกไปเถอะ”

“รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”

 หวังเหล่ยถอยออกไปแล้ว องค์ชายอิ้งเยว่นั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม เขาคิดไปเรื่อยเปื่อยถึงเรื่องราวในอดีต เมื่อครั้งมารดายังมีชีวิตอยู่ ตอนนั้นองค์ชายยังอ่อนชันษานัก เขาไม่เคยลืมความเกลียดชังที่ส่งมาถึงบุตรชายทางสายตาของผู้ให้กำเนิด ก่อนที่นางจะสิ้นใจ... สิบปีก่อน เทียนจื่อทรงขังพระมารดาขององค์ชายอิ้งเยว่ไว้ในตำหนักเย็น โทษฐานคบชู้สู่ชาย ทั้งที่เป็นที่รักของสามีแท้ ๆ ทรงยิ่งรักสตรีผู้นั้นมากเท่าใด เทียนจื่อยิ่งโกรธมากขึ้นเท่านั้น... แต่เดิมทีพระสนมกุ้ยเฟยก็มิได้รักเทียนจื่ออยู่แล้ว เป็นเทียนจื่อเองที่หลงรักนางฝ่ายเดียว แถมยกย่องให้ตำแหน่งสนมเอกกับนาง ทั้งที่นางมิได้ร้องขอแม้แต่น้อย เทียนจื่อพยายามหลายครั้งที่จะเอาชนะหัวใจอีกฝ่าย แต่พระสนมกุ้ยเฟยหรือแม่นางกุ้ยในอดีต กลับไม่เคยใจอ่อน ในที่สุดเป็นเขาที่ใช้กำลังบุกเข้าห้องขืนใจนางครั้งแล้วครั้งเล่า พอพระสนมกุ้ยเฟยตั้งครรภ์ ก็พยายามหลายครั้งที่จะทำร้ายลูกในอุทร... เจ้ามารหัวขนช่างดื้อด้านนัก ไม่ว่านางใช้มือทุบตีเท่าใด ทารกน้อยผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กลับแข็งแรงเกินกว่ามารดาจะทำร้ายให้ถึงตายได้

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   75.สองคู่ชู้ชื่น วาสนาเคียงกายนิจนิรันดร์(ตอนอวสาน)

    ฉีอันฉีแม้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว ทว่าเขายังคงอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังน้อยของท่านอาไป๋ต่ออย่างไม่มีกำหนด ตั้งใจรอจนกว่าจะมีโอกาสพบหน้าท่านผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้นั่นเอง หากไม่รอพบหน้าไยจะรู้ได้ ..ผู้มีพระคุณนั้นที่แท้เป็นใครมาจากไหน ทั้งมีชื่อแซ่ว่าอะไร หากมีโอกาส เขาย่อมตอบแทนแน่เวลานี้บ่ายคล้อยแล้วหนุ่มน้อยยังคงนั่งใจลอยอยู่ริมธารเฉกเช่นทุกวัน ที่แห่งนี้เขาไม่มีอะไรทำ นอกจากช่วยท่านอาไป๋ผ่าฟืนตักน้ำ เมื่อภารกิจประจำวันสิ้นสุดลงฉีอันฉีถือโอกาสมานั่งเล่นข้างคลองน้ำ ในหัวพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยร่างเล็กในเสื้อผ้าปะผุนั่งอยู่ลำพัง พลันถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อไหร่หนอคนผู้นั้นจะมาเสียที หรือต้องให้รอไปถึงชาติหน้าหรือไม่?ใต้ร่มไม้ใหญ่ บางทีการได้อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็ทำให้เขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจเขาตอนนี้กำลังคิดถึงใครบางคนแทบบ้า… องค์ชายอิ้งเยว่หากรู้แล้วจะทำเช่นไร อีกทั้งท่านพ่อท่านแม่ทั้งพี่ใหญ่อีกเล่า คนเหล่านั้นอาจคิดไปแล้วว่าเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ส่วนพี่หญิงนั้นเล่า แม้นางทำไม่ดี น้องชายคนนี้กลับไม่ได้ถือโทษโกรธนาง หากมีคนผิดย่อมต้องเป็น

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   74.แผนร้ายขององค์ชายอิ้งเยว่2

    ฉีเยี่ยนฟางเห็นภาพบาดตานั้นก็สุดจะกลั้น ความโกรธแค้นประดังเข้ามาจนลืมความเศร้า นางลุกพรวดจากพื้น ปรี่เข้าไปหาทั้งคู่ทันที “เสด็จพี่! ทรงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ!”องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีแม้แต่แววตาโศกเศร้า พระองค์จ้องตากับฉีเยี่ยนฟางอย่างท้าทาย พลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ริมฝีปากของสนมฉู่อย่างหลงใหล มิหนำซ้ำยังจงใจรั้งคอเสื้อของนางให้เลื่อนลง เผยให้เห็นรอยแดงช้ำที่เกิดจากการขบเคี้ยวเหนือไหล่นวลเนียน เพื่อยั่วยุให้ฉีเยี่ยนฟางเข้าใจผิด“คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้น เศร้าโศกไปก็เปล่าประโยชน์” พระองค์ตรัสด้วยเสียงเนิบนาบ ก่อนหันไปถามคนบนตัก “สนมฉู่ เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่?”“พระสวามีช่างปราดเปรื่องยิ่งนักเพคะ” สนมฉู่บิดกายเขินอายอยู่บนตักแกร่งฉีห่าวหรานขบเคี้ยวเขี้ยวฟันจนหน้าดำหน้าแดง เขาไม่อยากเชื่อว่าลูกเขยจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ลูกเมียกำลังโศกเศร้า แต่เขากลับพาสนมมาสำเริงสำราญเย้ยฟ้าท้าดิน เจ้าแคว้นฉีไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดจึงจะเหมาะสมกับความต่ำช้าตรงหน้า เขาเพียงพ่นลมหายใจอย่างขยะแขยง “หึ! ข้าจะไปดูอาการฮูหยิน” แล้วสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไปฉีเจียลี่ยืนงงงวยกับเหตุการณ์ที่พลิกผันไปมา เข

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   73.แผนร้ายขององค์ชายอิ้งเยว่

    มือเรียวสั่นเทาช่วยกระชากผ้าผืนหนาออกจากปากของเสี่ยวถูหลัน สาวใช้คนสนิทรีบสำลักอากาศหายใจก่อนจะละล่ำละลักพูดบอกเจ้านาย “พระชายา... หม่อมฉันถูกโจรป่าทำร้ายเพคะ!”“โจรป่ารึ?”“เพคะ หม่อมฉันเร่งรุดไปยังริมธารตามแผนการ กลับพบโจรชั่วปิดบังใบหน้าด้วยผ้าดำชุดดำ ฝีมือมันร้ายกาจเกินกว่าวรยุทธของหม่อมฉันจะต้านทานไหว แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละเพคะ” “ชะ...เช่นนั้น อันอัน... น้องชายของข้า มิต้องจมน้ำตายไปจริงๆ หรอกหรือ!”ใบหน้าของฉีเยี่ยนฟางซีดเผือดราวกับกระดาษ นางวิ่งถลันกลับไปยังหน้าผาโดยไม่สนแม้แต่จะช่วยแก้เชือกให้เสี่ยวถูหลันเมื่อไปถึงริมธารเบื้องล่าง เห็นเหล่าทหารองครักษ์ทั้งหกต่างพากันดำผุดดำว่ายค้นหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ากลับไร้วี่แวว พวกเขาต่างหาน้องชายนางไม่พบ“อันอัน! น้องพี่!” ฉีเยี่ยนฟางหวีดร้องปานจะขาดใจ นางเตรียมกระโจนลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวเพื่อหาน้องชายด้วยตนเอง ทว่าเสี่ยวซินกลับปราดเข้ามาขวางไว้แน่น“พระชายา! อย่าเพคะ!”“เสี่ยวซิน เจ้าห้ามข้าทำไม! ปล่อย! ข้าจะไปหาน้องชายข้า!” นางดิ้นรนทั้งน้ำตานองหน้า“พระชายา... นายน้อยจมน้ำนานเกินไปแล้ว ต่อให้ค้นพบยามนี้…ก็คง... ไร้ประโยชน์แ

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   72.สายใยรักระหว่างพี่น้องมิอาจตัดขาด

    “ข้าก็ต้องกลัวสิ! กลัวว่าท่านพี่อาจพลาดพลั้งตกลงไป หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะทำอย่างไร!” อันฉีหมายความว่าตัวเขาเองพอเอาตัวรอดได้ เขาว่ายน้ำเป็น แต่พี่สาวผู้มีร่างกายอ่อนแอประหนึ่งกิ่งหลิวต้องลมเช่นนาง หากลื่นไถลลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวข้างล่างนั้น โอกาสรอดคงเท่ากับศูนย์ และในป่าลึกที่ไร้ผู้คนเช่นนี้ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาเขาคงเรียกหาความช่วยเหลือจากใครไม่ทัน“ข้าไม่กลัว แล้วเจ้าจะกลัวไปไย รีบตามมาเถอะ”ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงริมหน้าผาสูงชัน อันฉีที่มัวแต่มองแผ่นหลังพี่สาวเผลอเหยียบหินก้อนเท่ากำปั้นจนเสียหลักเกือบถลันตกเหว โชคดีที่มือเรียวของพี่สาวคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน “เจ้าระวังหน่อย”“ขะ...ขอบคุณขอรับ พี่หญิง”เมื่อน้องชายยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เยี่ยนฟางก็ละสายตาไปมองหาก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้น นางหยิบมันขึ้นมาเดาะในมือสองสามครั้งอย่างใจลอย “อันอัน เจ้าว่าหน้าผานี้ สูงเพียงใด? หากข้าพลาดพลั้งตกลงไป ข้าจะตายหรือไม่?”สิ้นคำถาม นางก็ขว้างหินในมือลงไปเบื้องล่างทันที!อันฉีมองตามก้อนหินที่ลอยละลิ่วดิ่งลงสู่เบื้องล่าง มันปะทะเข้ากับผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่านดุจฟ้าพิโรธก่อนจะหายวับไปในชั่วพริบตา “พี่หญิ

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   71.อันฉีเจ้าคนใจร้าย

    “ผู้ใดอิจฉา! ท่านหมายถึงข้าหรือ?” อันฉีชี้จมูกตัวเอง “ท่านเป็นตาแก่ตาฟ่าฟางไปแล้วกระมัง!”“อันอัน…เจ้า… ยอมรับมาเถอะ” ร่างสูงลุกขึ้นมา เผชิญหน้าเจ้าคนปากแข็ง พลางชะโงกหน้าเข้าหาอย่างล้อเลียน นิ้วเรียวจิ้มลงที่หน้าผากมน “เจ้าน่ะ! อิจฉา... เจ้าหวงข้าใช่หรือไม่ พูดมาเถิด”เมื่อถูกจี้ใจดำ อันฉีสะบัดหน้าพรืดหันหลังกอดอกทันที “ข้าเป็นบุรุษ มีสิ่งใดต้องอิจฉาผู้อื่น ท่านอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”“จริงรึ?”“ย่อมจริงแท้แน่นอน” ตัวเล็กหันกลับมาสบตาองค์ชายอิ้งเยว่ เงียบไปนานราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนถอนใจออกมาเฮือกใหญ่“เจ้ามีเรื่องพูดกับข้าใช่หรือไม่?”“องค์ชายรอง... พวกเราไม่ควรเป็นเยี่ยงนี้อีกต่อไป” อันฉีพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดอีกฝ่ายขมวดคิ้ว “เยี่ยงนี้? เยี่ยงไหนที่เจ้าว่า?”“ท่านอย่าทำไขสือ... ท่านรู้อยู่เต็มอก”องค์ชายอิ้งเยว่ถอนใจบ้าง “อันอัน... เช่นนั้น เจ้าจงฟังข้า.. ที่เป็นอยู่มันไม่ดีตรงไหน เจ้าอดทนรออีกนิด ข้าย่อมมีวิธีทำให้ทุกคนยอมรับ ไม่ว่าเป็นพี่ชายเจ้า ท่านพ่อตาแม่ยาย หรือแม้แต่พี่หญิงฉีเยี่ยนฟาง วันหน้าพวกเขาต้องยอมรับข้าในฐานะสามีของเจ้าแน่”“ท่านทำเช่นนั้นไม่

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   70.องค์ชายอิ้งเยว่เพียงอยากลองใจอันฉี

    ณ.ตำหนักไฉ่หงทันทีที่องค์ชายอิ้งเยว่กลับมายังตำหนักส่วนพระองค์หลังเข้าเฝ้าพระบิดาร่วมกับองค์รัชทายาท ร่างสูงยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูทางเข้าเป็นนาน ไม่คิดเข้าไปข้างในทันที หากแต่เมียงมองไปยังทิศทางที่ตั้งเรือนหมู่ตานฮวา เพราะอันฉีอยู่ที่นั่นองค์ชายอิ้งเยว่ได้แต่ถอนใจ เขายังมองไม่เห็นหนทางสักนิด ทำเช่นไรหนอจึงจะนำพาอันฉีมาอยู่ข้างกายไปตลอด หากกราบทูลขอพระบิดา ตนได้สมรสดังใจหมาย ทว่ามิอาจหยั่งรู้จิตใจของอีกฝ่าย ถ้าเจ้าเด็กซนไม่ยอมรับปากเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินพร้อมเขาเล่า เพียงเพราะห่วงไยความรู้สึกของฉีเยี่ยนฟาง…เช่นนี้ไยจะฝืนได้อีกจังหวะนั้น ร่างคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากที่มืด หวังเหล่ยประสานมือคารวะ “องค์ชาย กระหม่อมไม่พบสิ่งใดผิดปกติในเรือนหมู่ตานฮวาพ่ะย่ะค่ะ”ก่อนหน้า เขาสั่งให้หวังเหล่ยเร่งหาสิ่งผิดปกติในตำหนักนี้ หากมีเบาะแสโน้มนำไปถึงอันตราย ก็จงกำจัดเสียให้สิ้น อย่าได้เปิดโอกาสให้ผู้ใดทำร้ายอันฉีได้เป็นอันขาด“อืม เห็นทีข้าคงต้องไปเยี่ยมเยียนชายาเอกของข้าสักครา”“พ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเรือนหมู่ตานฮวาดังใจหมาย สองขาย่างก้าวขึ้นบันไดไม่ช้าไม่เร็ว เลยไปยังระเ

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   33.เจ้าชายอิ้งเยว่บอกความจริงแบบอ้อมๆ

    หลังจากลงเล่นน้ำในลำธารหลังอุทยานจนเหนื่อย องค์ชายอิ้งเยว่พาฉีอันฉีเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางสายหนึ่ง ซึ่งเป็นทางลัดเชื่อมระหว่างตำหนักส่วนพระองค์กับตำหนักร้าง เส้นทางนี้เคยรกชัฏและเงียบเหงา ทว่าบัดนี้กลับเปลี่ยนไปราวกับคนละสถานที่ ฉีอันฉีเดินเคียงข้างท่านพี่ชุนของเขาอย่างอารมณ์ดี สองมือเกาะแขนอีกฝ่าย

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   23.สยบเพลิงวสันต์

    ท่ามกลางเสียงอสนีบาตที่ฟาดเปรี้ยงลงมาเหนือหลังคาตำหนักร้าง ราวกับจะถล่มฟ้าทลายดิน ฝนเม็ดใหญ่กระหน่ำตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ป่าไผ่โดยรอบไหวเอนลู่ตามกระแสลมแรงที่พัดกรรโชก หากแต่ภายในตำหนักบนชั้นลอยนั้น กลับมีกระแสคลื่นความร้อนแรงที่เผาไหม้อยู่บนเตียงกว้างอิ้งเยว่รู้สึกถึงมวลอารมณ์เร่าร้อนที่สุมทรว

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   9.ตำหนักร้างกับชายหนุ่มลึกลับ

    องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามก็มาถึงอาณาเขตของตำหนักเย็น สถานที่ซึ่งเคยจองจำมารดาของเขาเมื่อสิบปีก่อน ความทรงจำอันเจ็บปวดมิเคยเลือนหายไปจากใจเลย แม้เวลาล่วงเลยมาป่านนี้ ร่างสูงในชุดทหารยามมุดผ่านรั้วลวดหนามเข้าไปทันทีที่มาถึง ภายในบริเวณ มีต้นหญ้าแห้งกรังขึ้นสูงจนทึบหนา เขาชักกระบี่ออกมา

  • จับเจ้าทะโมนมาเป็นชายา   8.ความชิงชังในวังหลวง

    เมื่อเรื่องราวล่วงรู้ถึงเทียนจื่อ พระองค์ทรงมีพระบัญชาเด็ดขาด สั่งให้นางทาสในวังหลวงผู้มีรูปร่างแข็งแรงถึงสามคน ผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าสนมกุ้ยเฟยไว้อย่างเข้มงวด มิให้พระนางทำร้ายทารกในครรภ์ได้สำเร็จ จนกว่าจะครบกำหนดคลอดจึงจะแยกทารกออกมาเลี้ยงดูต่างหาก เทียนจื่อทรงกำชับนักหนาว่า หากทารกเป็นอันตราย ผู้ที่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status