เข้าสู่ระบบองค์ชายอิ้งเยว่รับสั่งอย่างเข้าใจ “สถานที่กว้างใหญ่เช่นนี้ ผู้มาใหม่ย่อมไม่คุ้นชิน นางพลัดหลงก็เป็นเรื่องธรรมดา... อาเหล่ย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าแน่ใจหรือ..มิใช่ว่า นางถูกอัครมเหสี ส่งนางเข้ามาสอดแนมข้า”
“ดูจากลักษณะเซ่อซ่าของนาง ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม เช่นนั้นก็ช่างเถอะ... นางเป็นคนของผู้ใดรึ?”
หวังเหล่ยรีบประสานมือ แล้วกล่าว “ทูลองค์ชาย กระหม่อมสะเพร่าเรื่องสำคัญเช่นนี้ ขอองค์ชายทรงลงโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ช่างเถอะๆ เป็นเพียงแม่นางน้อย แค่ไล่ไปก็พอ”
“กระหม่อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
มือหนาวางจอกกระเบื้องลงบนโต๊ะไม้จื่อถานแกะสลักลายกิเลน แล้วจับพวยการินชาอีกครั้ง “อาเหล่ย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ชายาของข้า ฉีเยี่ยนฟาง ตอนนี้นางเป็นเช่นไรบ้าง? ข้าได้ยินว่าสุขภาพนางมิสู้ดีนัก”
นับตั้งแต่วันส่งตัวเข้าหอ หลังจากเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวองค์ชายอิ้งเยว่กลับไม่สนพิธีดื่มเหล้ามงคลร่วมกับนาง หากแต่เลือกแยกมาอยู่ในตำหนักนี้มาตลอด ทั้งไม่เคยคิดแตะต้องร่างกายชายาแม้แต่ปลายก้อย มิใช่ว่านางไม่งดงาม เพียงแต่ความรู้สึกปรารถนาเช่นบุรุษพึงมีต่อสตรีนั้น สำหรับองค์ชายอิ้งเยว่ กลับไม่มีให้ฉีเยี่ยนฟางแม้แต่น้อย ลึกๆ ในใจเขา ใช่ว่าจะไม่สงสัยตั้งแต่แรก หากแต่ไม่รู้จะเอาปัญหาความผิดปกติในร่างกายไปปรึกษาใครดี เจ้าหมอหลวงหรือ! ไม่แคล้วต้มยาหม้อบ้าบอมาให้ ดื่มกินจนท้องอืดบวมอยู่หลายวันก็ไม่เห็นมีความเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้น เขาได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า อาการตายด้านของเขาทั้งที่ยังหนุ่มแน่น อาจเป็นเพราะตนคิดเสมอว่า สตรีเหล่านั้นล้วนเป็นอัครมเหสีลู่เสียนจัดหามาให้ เขาจึงมิอาจวางใจ... และเมื่อไม่สะดวกใจ ย่อมไม่มีอารมณ์อยากร่วมหอกับพวกนางเช่นกัน
แม้คิดเช่นนั้น แต่ส่วนลึกก็ยังคงสงสัยอยู่ดี เขาคิดขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง หอดอกไม้แดง อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเขาก็ได้ เพื่อพิสูจน์ความเป็นชาย
องครักษ์หวังเหล่ยเรียกนางโลมที่ว่าสดใหม่ มีความงามเป็นที่หนึ่งมาบริการเรื่องอย่างว่าให้ถึงห้อง ซึ่งห้องดังกล่าวเจ้าของสถานที่ได้จัดเตรียมไว้เป็นพิเศษสำหรับแขกผู้สูงศักดิ์... เพียงนางโลมสดใหม่ไม่เคยผ่านมือชายใดมาก่อน เปลื้องผ้า เผยร่างกายเปลือยเปล่าต่อหน้าองค์ชายอิ้งเยว่ เขาถึงกับคันคะเยอไปทั้งตัว
ครั้งแรกเป็นเช่นนี้ ครั้งที่สอง ที่สามก็มิได้แตกต่างกัน…
ผ่านมาหลายฤดูกาลทั้งร้อนทั้งหนาว ตอนนี้บุตรชายของสนมเอกอายุครบยี่สิบสองแล้ว นับเป็นบุรุษวัยเจริญพันธุ์แท้ ๆ ท่ามกลางเหล่าสนมหน้าตาดีวัยกำลังน่าขบเคี้ยวล้อมหน้าล้อมหลัง องค์ชายอิ้งเยว่กลับยังคงรักษาพรหมจรรย์เอาไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ
คนนอกไม่รู้ ต่างเล่าลือไปต่างๆ นานา กล่าวหาว่าเขาเจ้าชู้บ้างล่ะ ชอบกินของสดใหม่บ้างล่ะ เปลี่ยนสตรีคู่นอนเป็นว่าเล่น ที่แท้คนเหล่านั้นหาได้รู้ความจริงไม่ หลายปีมานี้ไม่เคยมีสตรีนางใดเคยร่วมเรียงเคียงหมอนกับเขาแม้แต่คนเดียว ความลับนี้มีเพียงองครักษ์หวังเหล่ยเท่านั้นที่รู้
ฝ่ายหวังเหล่ยเพียงได้ยินชื่อของพระชายาเยี่ยนฟาง เขาถึงกับเผลอยิ้มอย่างลืมตัว เพียงเวลาสั้นๆ รอยยิ้มคล้ายมีคล้ายไม่มีก็เลือนหายไป ก่อนกราบทูล “สุขภาพกายของชายาเยี่ยนฟางไม่มีสิ่งใดผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่สุขภาพใจของนาง กระหม่อมไม่แน่ใจนักพ่ะย่ะค่ะ”
นับตั้งแต่ฉีเยี่ยนฟางมาอาศัยอยู่เรือนหมู่ต่านฮวา มีเพียงหวังเหล่ยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ตามคำสั่งของเจ้านาย
“ทำไมรึ?” เขาเลิกคิ้วอย่างสงสัย
“เพียงแต่กระหม่อม เห็นควรว่า องค์ชายเสด็จไปเยือนเรือนหมู่ต่านฮวาของนางสักครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
“หือ?” องค์ชายอิ้งเยว่มีท่าทีแปลกใจ แต่ไหนแต่ไรมา เจ้าหวังเหล่ยไม่เคยสนใจคนรอบกาย อีกทั้งไม่เคยพูดแทนสนมนางใดของเขามาก่อน ทว่าบัดนี้กลับออกหน้าพูดแทนฉีเยี่ยนฟาง ช่างเป็นเรื่องยากจะพบเห็นโดยแท้ “เจ้าบอกว่า ข้าควรไปหานางอย่างนั้นรึ?"
“สมควรเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” เขายืนกรานอย่างหนักแน่น
“เหตุใดเจ้าอยากให้ข้าไป?”
“กระหม่อมเห็นว่าชายาเป็นเพียงสตรีอ่อนแอมาอยู่ผิดที่ผิดทาง อีกทั้งนางไม่เหมือนคนของอัครมเหสีลู่เสียนส่งมา หากปล่อยนางไว้ลำพัง พระองค์ไม่เหลียวแล บางทีองค์ชายอาจถูกเทียนจื่อตำหนิเอาได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ไฉนเจ้าแน่ใจถึงเพียงนี้ ฉีเยี่ยนฟาง นางไม่ใช่คนของอัครมเหสีลู่เสียน”
หวังเหล่ยก้มหน้ากราบทูลในสิ่งที่ตนคิด “ทูลองค์ชาย ชายาเยี่ยนฟางนางดูไร้เดียงสาเกินไป นางไม่เหมาะใช้งานพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่าง นับตั้งแต่เข้ามาอยู่ในอาณาเขตตำหนักไฉ่หง ชายาไม่เคยไปมาหาสู่ผู้ใด ทั้งไม่มีผู้ใดมาหานาง นางสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่แต่ในเรือนหมู่ต่านฮวากับสาวใช้ เช่นนี้ พระชายาไม่มีทางทำร้ายผู้ใดได้แน่ ยิ่งทำร้ายองค์ชาย เป็นไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ฟังที่เจ้าพูดมา ก็พอมีเหตุผลอยู่บ้าง เอาเถอะ คราวหน้าข้าจะไปดูนางสักครั้ง ข้าพูดเช่นนี้ หวังว่าเจ้าจะพอใจนะ” คำพูดนี้แฝงไว้ซึ่งน้ำเสียงแดกดันอยู่ในที ทว่าก็มิได้จริงจังนัก มิสู้เรียกว่าเป็นการกระเซ้าเย้าแหย่ระหว่างคนคุ้นเคย น่าจะเหมาะกว่า
หวังเหล่ยรีบคุกเข่า ประสานมือคารวะ “กระหม่อม ขอบพระทัยองค์ชายพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าออกไปเถอะ”
“รับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
หวังเหล่ยถอยออกไปแล้ว องค์ชายอิ้งเยว่นั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม เขาคิดไปเรื่อยเปื่อยถึงเรื่องราวในอดีต เมื่อครั้งมารดายังมีชีวิตอยู่ ตอนนั้นองค์ชายยังอ่อนชันษานัก เขาไม่เคยลืมความเกลียดชังที่ส่งมาถึงบุตรชายทางสายตาของผู้ให้กำเนิด ก่อนที่นางจะสิ้นใจ... สิบปีก่อน เทียนจื่อทรงขังพระมารดาขององค์ชายอิ้งเยว่ไว้ในตำหนักเย็น โทษฐานคบชู้สู่ชาย ทั้งที่เป็นที่รักของสามีแท้ ๆ ทรงยิ่งรักสตรีผู้นั้นมากเท่าใด เทียนจื่อยิ่งโกรธมากขึ้นเท่านั้น... แต่เดิมทีพระสนมกุ้ยเฟยก็มิได้รักเทียนจื่ออยู่แล้ว เป็นเทียนจื่อเองที่หลงรักนางฝ่ายเดียว แถมยกย่องให้ตำแหน่งสนมเอกกับนาง ทั้งที่นางมิได้ร้องขอแม้แต่น้อย เทียนจื่อพยายามหลายครั้งที่จะเอาชนะหัวใจอีกฝ่าย แต่พระสนมกุ้ยเฟยหรือแม่นางกุ้ยในอดีต กลับไม่เคยใจอ่อน ในที่สุดเป็นเขาที่ใช้กำลังบุกเข้าห้องขืนใจนางครั้งแล้วครั้งเล่า พอพระสนมกุ้ยเฟยตั้งครรภ์ ก็พยายามหลายครั้งที่จะทำร้ายลูกในอุทร... เจ้ามารหัวขนช่างดื้อด้านนัก ไม่ว่านางใช้มือทุบตีเท่าใด ทารกน้อยผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กลับแข็งแรงเกินกว่ามารดาจะทำร้ายให้ถึงตายได้
ฉีอันฉีแม้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมแล้ว ทว่าเขายังคงอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังน้อยของท่านอาไป๋ต่ออย่างไม่มีกำหนด ตั้งใจรอจนกว่าจะมีโอกาสพบหน้าท่านผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขาไว้นั่นเอง หากไม่รอพบหน้าไยจะรู้ได้ ..ผู้มีพระคุณนั้นที่แท้เป็นใครมาจากไหน ทั้งมีชื่อแซ่ว่าอะไร หากมีโอกาส เขาย่อมตอบแทนแน่เวลานี้บ่ายคล้อยแล้วหนุ่มน้อยยังคงนั่งใจลอยอยู่ริมธารเฉกเช่นทุกวัน ที่แห่งนี้เขาไม่มีอะไรทำ นอกจากช่วยท่านอาไป๋ผ่าฟืนตักน้ำ เมื่อภารกิจประจำวันสิ้นสุดลงฉีอันฉีถือโอกาสมานั่งเล่นข้างคลองน้ำ ในหัวพลางคิดไปเรื่อยเปื่อยร่างเล็กในเสื้อผ้าปะผุนั่งอยู่ลำพัง พลันถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อไหร่หนอคนผู้นั้นจะมาเสียที หรือต้องให้รอไปถึงชาติหน้าหรือไม่?ใต้ร่มไม้ใหญ่ บางทีการได้อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็ทำให้เขาฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวใจเขาตอนนี้กำลังคิดถึงใครบางคนแทบบ้า… องค์ชายอิ้งเยว่หากรู้แล้วจะทำเช่นไร อีกทั้งท่านพ่อท่านแม่ทั้งพี่ใหญ่อีกเล่า คนเหล่านั้นอาจคิดไปแล้วว่าเขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ส่วนพี่หญิงนั้นเล่า แม้นางทำไม่ดี น้องชายคนนี้กลับไม่ได้ถือโทษโกรธนาง หากมีคนผิดย่อมต้องเป็น
ฉีเยี่ยนฟางเห็นภาพบาดตานั้นก็สุดจะกลั้น ความโกรธแค้นประดังเข้ามาจนลืมความเศร้า นางลุกพรวดจากพื้น ปรี่เข้าไปหาทั้งคู่ทันที “เสด็จพี่! ทรงทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรเพคะ!”องค์ชายอิ้งเยว่ไม่มีแม้แต่แววตาโศกเศร้า พระองค์จ้องตากับฉีเยี่ยนฟางอย่างท้าทาย พลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ริมฝีปากของสนมฉู่อย่างหลงใหล มิหนำซ้ำยังจงใจรั้งคอเสื้อของนางให้เลื่อนลง เผยให้เห็นรอยแดงช้ำที่เกิดจากการขบเคี้ยวเหนือไหล่นวลเนียน เพื่อยั่วยุให้ฉีเยี่ยนฟางเข้าใจผิด“คนตายไปแล้วไม่อาจฟื้น เศร้าโศกไปก็เปล่าประโยชน์” พระองค์ตรัสด้วยเสียงเนิบนาบ ก่อนหันไปถามคนบนตัก “สนมฉู่ เจ้าเห็นด้วยกับข้าหรือไม่?”“พระสวามีช่างปราดเปรื่องยิ่งนักเพคะ” สนมฉู่บิดกายเขินอายอยู่บนตักแกร่งฉีห่าวหรานขบเคี้ยวเขี้ยวฟันจนหน้าดำหน้าแดง เขาไม่อยากเชื่อว่าลูกเขยจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ลูกเมียกำลังโศกเศร้า แต่เขากลับพาสนมมาสำเริงสำราญเย้ยฟ้าท้าดิน เจ้าแคว้นฉีไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใดจึงจะเหมาะสมกับความต่ำช้าตรงหน้า เขาเพียงพ่นลมหายใจอย่างขยะแขยง “หึ! ข้าจะไปดูอาการฮูหยิน” แล้วสะบัดหน้าเดินหนีออกจากห้องไปฉีเจียลี่ยืนงงงวยกับเหตุการณ์ที่พลิกผันไปมา เข
มือเรียวสั่นเทาช่วยกระชากผ้าผืนหนาออกจากปากของเสี่ยวถูหลัน สาวใช้คนสนิทรีบสำลักอากาศหายใจก่อนจะละล่ำละลักพูดบอกเจ้านาย “พระชายา... หม่อมฉันถูกโจรป่าทำร้ายเพคะ!”“โจรป่ารึ?”“เพคะ หม่อมฉันเร่งรุดไปยังริมธารตามแผนการ กลับพบโจรชั่วปิดบังใบหน้าด้วยผ้าดำชุดดำ ฝีมือมันร้ายกาจเกินกว่าวรยุทธของหม่อมฉันจะต้านทานไหว แล้วก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละเพคะ” “ชะ...เช่นนั้น อันอัน... น้องชายของข้า มิต้องจมน้ำตายไปจริงๆ หรอกหรือ!”ใบหน้าของฉีเยี่ยนฟางซีดเผือดราวกับกระดาษ นางวิ่งถลันกลับไปยังหน้าผาโดยไม่สนแม้แต่จะช่วยแก้เชือกให้เสี่ยวถูหลันเมื่อไปถึงริมธารเบื้องล่าง เห็นเหล่าทหารองครักษ์ทั้งหกต่างพากันดำผุดดำว่ายค้นหาอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่ากลับไร้วี่แวว พวกเขาต่างหาน้องชายนางไม่พบ“อันอัน! น้องพี่!” ฉีเยี่ยนฟางหวีดร้องปานจะขาดใจ นางเตรียมกระโจนลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวเพื่อหาน้องชายด้วยตนเอง ทว่าเสี่ยวซินกลับปราดเข้ามาขวางไว้แน่น“พระชายา! อย่าเพคะ!”“เสี่ยวซิน เจ้าห้ามข้าทำไม! ปล่อย! ข้าจะไปหาน้องชายข้า!” นางดิ้นรนทั้งน้ำตานองหน้า“พระชายา... นายน้อยจมน้ำนานเกินไปแล้ว ต่อให้ค้นพบยามนี้…ก็คง... ไร้ประโยชน์แ
“ข้าก็ต้องกลัวสิ! กลัวว่าท่านพี่อาจพลาดพลั้งตกลงไป หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะทำอย่างไร!” อันฉีหมายความว่าตัวเขาเองพอเอาตัวรอดได้ เขาว่ายน้ำเป็น แต่พี่สาวผู้มีร่างกายอ่อนแอประหนึ่งกิ่งหลิวต้องลมเช่นนาง หากลื่นไถลลงไปในกระแสน้ำเชี่ยวข้างล่างนั้น โอกาสรอดคงเท่ากับศูนย์ และในป่าลึกที่ไร้ผู้คนเช่นนี้ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นมาเขาคงเรียกหาความช่วยเหลือจากใครไม่ทัน“ข้าไม่กลัว แล้วเจ้าจะกลัวไปไย รีบตามมาเถอะ”ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงริมหน้าผาสูงชัน อันฉีที่มัวแต่มองแผ่นหลังพี่สาวเผลอเหยียบหินก้อนเท่ากำปั้นจนเสียหลักเกือบถลันตกเหว โชคดีที่มือเรียวของพี่สาวคว้าแขนเขาไว้ได้ทัน “เจ้าระวังหน่อย”“ขะ...ขอบคุณขอรับ พี่หญิง”เมื่อน้องชายยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เยี่ยนฟางก็ละสายตาไปมองหาก้อนหินก้อนหนึ่งบนพื้น นางหยิบมันขึ้นมาเดาะในมือสองสามครั้งอย่างใจลอย “อันอัน เจ้าว่าหน้าผานี้ สูงเพียงใด? หากข้าพลาดพลั้งตกลงไป ข้าจะตายหรือไม่?”สิ้นคำถาม นางก็ขว้างหินในมือลงไปเบื้องล่างทันที!อันฉีมองตามก้อนหินที่ลอยละลิ่วดิ่งลงสู่เบื้องล่าง มันปะทะเข้ากับผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่านดุจฟ้าพิโรธก่อนจะหายวับไปในชั่วพริบตา “พี่หญิ
“ผู้ใดอิจฉา! ท่านหมายถึงข้าหรือ?” อันฉีชี้จมูกตัวเอง “ท่านเป็นตาแก่ตาฟ่าฟางไปแล้วกระมัง!”“อันอัน…เจ้า… ยอมรับมาเถอะ” ร่างสูงลุกขึ้นมา เผชิญหน้าเจ้าคนปากแข็ง พลางชะโงกหน้าเข้าหาอย่างล้อเลียน นิ้วเรียวจิ้มลงที่หน้าผากมน “เจ้าน่ะ! อิจฉา... เจ้าหวงข้าใช่หรือไม่ พูดมาเถิด”เมื่อถูกจี้ใจดำ อันฉีสะบัดหน้าพรืดหันหลังกอดอกทันที “ข้าเป็นบุรุษ มีสิ่งใดต้องอิจฉาผู้อื่น ท่านอย่าหลงตัวเองไปหน่อยเลย”“จริงรึ?”“ย่อมจริงแท้แน่นอน” ตัวเล็กหันกลับมาสบตาองค์ชายอิ้งเยว่ เงียบไปนานราวกับกำลังสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนถอนใจออกมาเฮือกใหญ่“เจ้ามีเรื่องพูดกับข้าใช่หรือไม่?”“องค์ชายรอง... พวกเราไม่ควรเป็นเยี่ยงนี้อีกต่อไป” อันฉีพยายามปรับน้ำเสียงให้ราบเรียบที่สุดอีกฝ่ายขมวดคิ้ว “เยี่ยงนี้? เยี่ยงไหนที่เจ้าว่า?”“ท่านอย่าทำไขสือ... ท่านรู้อยู่เต็มอก”องค์ชายอิ้งเยว่ถอนใจบ้าง “อันอัน... เช่นนั้น เจ้าจงฟังข้า.. ที่เป็นอยู่มันไม่ดีตรงไหน เจ้าอดทนรออีกนิด ข้าย่อมมีวิธีทำให้ทุกคนยอมรับ ไม่ว่าเป็นพี่ชายเจ้า ท่านพ่อตาแม่ยาย หรือแม้แต่พี่หญิงฉีเยี่ยนฟาง วันหน้าพวกเขาต้องยอมรับข้าในฐานะสามีของเจ้าแน่”“ท่านทำเช่นนั้นไม่
ณ.ตำหนักไฉ่หงทันทีที่องค์ชายอิ้งเยว่กลับมายังตำหนักส่วนพระองค์หลังเข้าเฝ้าพระบิดาร่วมกับองค์รัชทายาท ร่างสูงยืนตระหง่านอยู่หน้าประตูทางเข้าเป็นนาน ไม่คิดเข้าไปข้างในทันที หากแต่เมียงมองไปยังทิศทางที่ตั้งเรือนหมู่ตานฮวา เพราะอันฉีอยู่ที่นั่นองค์ชายอิ้งเยว่ได้แต่ถอนใจ เขายังมองไม่เห็นหนทางสักนิด ทำเช่นไรหนอจึงจะนำพาอันฉีมาอยู่ข้างกายไปตลอด หากกราบทูลขอพระบิดา ตนได้สมรสดังใจหมาย ทว่ามิอาจหยั่งรู้จิตใจของอีกฝ่าย ถ้าเจ้าเด็กซนไม่ยอมรับปากเข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินพร้อมเขาเล่า เพียงเพราะห่วงไยความรู้สึกของฉีเยี่ยนฟาง…เช่นนี้ไยจะฝืนได้อีกจังหวะนั้น ร่างคนผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากที่มืด หวังเหล่ยประสานมือคารวะ “องค์ชาย กระหม่อมไม่พบสิ่งใดผิดปกติในเรือนหมู่ตานฮวาพ่ะย่ะค่ะ”ก่อนหน้า เขาสั่งให้หวังเหล่ยเร่งหาสิ่งผิดปกติในตำหนักนี้ หากมีเบาะแสโน้มนำไปถึงอันตราย ก็จงกำจัดเสียให้สิ้น อย่าได้เปิดโอกาสให้ผู้ใดทำร้ายอันฉีได้เป็นอันขาด“อืม เห็นทีข้าคงต้องไปเยี่ยมเยียนชายาเอกของข้าสักครา”“พ่ะย่ะค่ะ”องค์ชายอิ้งเยว่ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเรือนหมู่ตานฮวาดังใจหมาย สองขาย่างก้าวขึ้นบันไดไม่ช้าไม่เร็ว เลยไปยังระเ
คนที่มาคือ องครักษ์หวังเหล่ยนั่นเอง เขายกดาบคมๆ ในมือชี้ตรงไปยังร่างเล็กที่กำลังนั่งคุดคู้อยู่หลังกอต้นอ้อสูงท่วมหัวหวังเหล่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน “เจ้าเป็นใคร? มาทำลับๆ ล่อๆ เช่นนี้ด้วยเหตุอันใด? แล้วเจ้าเป็นนางกำนัลในสังกัดของใครกันแน่?”ฉีอันฉีปากสั่นระริก “ข้า ข้า มา เอ่อ.. มา...” เพียงเห็นอา
ใต้ท้องนภาสีครามยามเหมันต์ สายลมพัดโชยมาปะทะร่างผู้คนในขบวนเจ้าสาวให้รู้สึกหนาวเหน็บจับใจไม่น้อย ท่านชิงต้าฟูนามจางเหว่ย ผู้ปฏิบัติหน้าที่คุ้มกันขบวน ออกแรงชักบังเหียนบังคับม้าให้เดินเยาะๆ อย่างอย่างเชื่องช้า เขาสำรวจตรวจตราความเรียบร้อยอยู่ข้างแถว ดวงตาคมกริบของเขาเหลือบมองไปยังนางกำนัลที่เดินอยู่
ส่วนฮูหยินนั้น เมื่อเห็นคนเป็นสามีเสียอาการปานนี้ นางจึงขยับขึ้นหน้าเป็นฝ่ายพูดเสียเอง “อาฟาง เจ้าจงจำไว้ให้ดี เจ้าน่ะ แต่งงานแล้ว ตอนเจ้าอยู่ในตำหนักไฉ่หง เจ้าจงทำตัวให้เหมาะสมตามขนบธรรมเนียมประเพณีในวังหลวง อย่าทำสิ่งใดให้องค์ชายสอง สามีของเจ้าต้องขายหน้าเป็นอันขาด หมั่นเอาใจใส่ดูแลเขาให้ดี อย่าไ
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป คนที่ถูกบังคับให้ทำเรื่องยากเริ่มมีสีหน้าย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ความหนักอกหนักใจถาโถมจนแทบอยากจะร้องไห้ ไม่รู้ว่าควรจัดการเช่นไรดี ทว่าในที่สุดสวรรค์ก็เข้าข้างคนถูกข่มขู่ เมื่อนางกำนัลนางหนึ่งเดินแยกตัวออกมาจากกลุ่มด้วยใบหน้าซีดเซียว ร่างบอบบางเดินโซซัดโซเซมาทางพุ่มไม้ที่อาถิงซ่อ







