LOGIN18 กรกฎาคม 2540
"ริน! ทางนี้ๆ!" เสียงตะโกนเรียกดังแหวกความจอแจของศูนย์การค้าเซ็นเตอร์พอยท์ (Center Point) สยามสแควร์ รินรดาในชุดไปรเวทสบายๆ กางเกงยีนส์เอวสูงกับเสื้อยืดพอดีตัว รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งหลบหลีกฝูงชนวัยรุ่นที่เดินขวักไขว่ ตรงไปยังกลุ่มเพื่อนของเธอที่ยืนรออยู่หน้าลานน้ำพุ ที่นั่นมี 'แพรว' เพื่อนสาวร่างเล็กที่กำลังจัดหน้าม้าของตัวเองกับกระจกบานจิ๋ว และ 'ปอนด์‘ เด็กหนุ่มสวมแว่นตากรอบหนาเตอะ กำลังง่วนอยู่กับการปรับเลนส์กล้องฟิล์ม Yashica ตัวโปรดที่คล้องคออยู่ "กว่าจะเสด็จมาได้นะยะแม่คุณ!" แพรวแหวใส่ทันทีที่รินเดินมาถึง "บอกให้นัดบ่ายโมง นี่บ่ายโมงครึ่งแล้วนะ ฉันยืนรอจนเหงื่อจะซึมหน้าม้าแตกหมดแล้วเนี่ย" "โทษทีๆ พอดีฉันเพิ่งกลับมาจากไปทำความสะอาดสนามซ้อมลับมาน่ะสิ ปั่นจักรยานซะน่องปูดเลย" รินแก้ตัวพลางยกมือขึ้นพัดใบหน้าที่แดงระเรื่อ "สนามซ้อมลับอะไรของแกอีกเนี่ย?" ปอนด์ละสายตาจากกล้องฟิล์ม หันมาทำหน้างง "โรงเรียนเรางดส่งแข่งแล้ว แกยังดันทุรังจะหาที่ซ้อมอีกเหรอริน ยอมแพ้เถอะน่า เอาเวลามาเดินสยาม หาซื้อแผ่นซีดีวงแบล็กเฮดดีกว่า" "ฉันคือรินรดานะเว้ย จะให้ยอมแพ้ง่ายๆ ได้ไง" รินเชิดหน้าขึ้น "ส่วนเรื่องสนามซ้อม... เอาไว้คราวหน้าฉันจะพาพวกแกไปดู รับรองว่าเซอร์ไพรส์แน่" (ถึงในใจจะแอบคิดว่า ถ้าพาพวกนี้ไปดูคอร์ทใต้ทางด่วนฝุ่นเขรอะนั่น คงโดนหัวเราะเยาะจนฟันร่วงแน่ๆ) "เออๆ ช่างเรื่องแบดของแกก่อนเถอะ วันนี้ฉันนัดแกมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ!" แพรวคว้าข้อมือรินแล้วชี้มือไปที่เป้าหมาย "เห็นตู้สติ๊กเกอร์เครื่องใหม่นั่นไหม! ลายเซเลอร์มูนนำเข้าจากญี่ปุ่นเลยนะเว้ย! คิวยาวเหยียดตั้งแต่เช้า นี่ฉันอุตส่าห์ให้ไอ้ปอนด์มารอต่อแถวตั้งแต่ห้างเปิดเลยนะ!" รินมองไปที่ตู้ถ่ายสติ๊กเกอร์ (Purikura) เครื่องใหญ่โตที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของลานเซ็นเตอร์พอยท์ มีกลุ่มเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายยืนต่อแถวกันยาวเหยียด ถือเป็นไอเทมฮิตที่สุดแห่งยุค ใครไม่มีรูปสติ๊กเกอร์แปะอยู่หลังสมุดพกหรือในเฟรนด์ชิพ ถือว่าเชยระเบิด "แล้วนี่แกไปลากใครมาด้วยอีกเนี่ย..." รินขมวดคิ้ว เมื่อเห็นเด็กหนุ่มอีกคนเดินถือแก้วชาไข่มุกสองแก้วแหวกฝูงชนเข้ามาหาพวกเธอ "อ้าว ริน มาแล้วเหรอ" เด็กหนุ่มหน้าตาทะเล้น ผมเซ็ตตั้งด้วยเจลแข็งเป๊ก ยื่นแก้วชาไข่มุกให้แพรวหนึ่งแก้ว "นี่ไงแพรว ชาไข่มุกร้านประจำแก คิวยาวชะมัดเลย" "ขอบใจย่ะ นาย โจ้" แพรวรับมาดูดอึกใหญ่ "ก็ไอ้โจ้มันบ่นว่าเบื่อๆ ไม่มีตังค์ไปเข้าห้องซ้อมดนตรี เพราะพ่อมันโดนตัดโบนัส ฉันก็เลยลากมันมาด้วย จะได้มีคนหารค่าถ่ายสติ๊กเกอร์ไง" โจ้เป็นมือกีตาร์ของวงดนตรีโรงเรียนชายล้วนฝั่งตรงข้าม และเป็นเพื่อนแก๊งเดียวกับพวกเธอมาตั้งแต่สมัยม.ต้น ครอบครัวของโจ้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแน่นอนว่าโดนผลกระทบจากพิษต้มยำกุ้งไปเต็มๆ แม้จะไม่ถึงขั้นล้มละลายเหมือนครอบครัวเขตต์ แต่ก็ทำให้โจ้ถูกตัดค่าขนมและงบซ้อมดนตรีไปจนหมด "เฮ้ย ฉันบอกแล้วไงว่าช่วงนี้ช็อต! ค่าถ่ายตั้งร้อยนึง ฉันไม่มีหารหรอกนะเว้ย!" โจ้โวยวาย "ไม่ต้องหารเว้ย! วันนี้ป๋าปอนด์เลี้ยงเอง!" ปอนด์ตบกระเป๋าเสื้อเชิ้ตลายสก็อตของตัวเองดังแปะๆ "เพิ่งทุบกระปุกหมูเอาเงินแต๊ะเอียมา วันนี้เราจะถ่ายกันสักสามตู้ไปเลย!" "ไอ้ปอนด์ใจป้ำว่ะ!" โจ้ตบไหล่เพื่อนดังป้าบ "งั้นก็รีบๆ เข้าไปสิ คิวเราแล้ว!" แพรวดันหลังทุกคนให้มุดเข้าไปหลังม่านพลาสติกของตู้ถ่ายสติ๊กเกอร์ พื้นที่แคบๆ ในตู้ทำให้วัยรุ่นทั้งสี่คนต้องเบียดเสียดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสียงหัวเราะ โวยวาย และแย่งกันโพสท่าหน้ากล้องดังก้องออกมาข้างนอก "ไอ้โจ้! แกอย่าบังหน้าฉันสิเว้ย!" "ริน! ยิ้มกว้างๆ หน่อย ทำหน้าเหมือนโดนบังคับมาทำไมเนี่ย!" "ปอนด์ แกอย่าทำหน้าตายสิ ทำมือเป็นรูปตัววีด้วย!" แชะ! แชะ! แชะ! แสงแฟลชสว่างวาบขึ้นสามครั้งติดต่อกัน รินเผลอหลุดหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน ความเครียดเรื่องหาสนามซ้อมและอนาคตที่มืดมนถูกพักทิ้งไว้ชั่วคราว เมื่ออยู่กับเพื่อนกลุ่มนี้ เธอไม่ต้องพยายามทำตัวเข้มแข็ง หรือต้องทำตัวเป็นคุณหนูที่สมบูรณ์แบบ เธอแค่เป็นรินรดา เด็กมัธยมปลายธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น ... หลังจากรอปรินต์สติ๊กเกอร์และแบ่งกันแปะหลังเพจเจอร์จนเสร็จสรรพ แก๊งเพื่อนสี่คนก็เดินทอดน่องออกจากสยามสแควร์ แวะกินลูกชิ้นปิ้งและเดินดูแผงขายเทปผีซีดีเถื่อนริมฟุตบาท ก่อนที่โจ้จะขอตัวแยกกลับไปก่อนเพราะต้องไปรับน้องสาว "แล้วนี่แกจะกลับบ้านเลยไหมริน?" แพรวถามขณะที่กำลังรอรถเมล์ "ยังอ่ะ... ฉันว่าจะแวะไปยืมการ์ตูนเรื่องใหม่ก่อน" รินตอบเสียงอ้อมแอ้ม "ร้านเดิมมุมตึกน่ะเหรอ? นี่แกยังไม่เลิกไปสิงร้านนั้นอีกเหรอ ฉันนึกว่าแกจะโกรธพนักงานหน้าตายนั่นเรื่องค่าปรับจนเลิกเข้าแล้วซะอีก" แพรวขมวดคิ้ว "ก... ก็ร้านมันมีการ์ตูนเยอะดีนี่นา แถมอยู่ใกล้บ้านด้วย! แกสองคนกลับกันไปก่อนเลย ฉันไปล่ะ บ๊ายบาย!" พูดจบ รินก็รีบวิ่งหนีขึ้นรถเมล์สายที่กำลังแล่นมาจอดเทียบป้ายพอดี ทิ้งให้แพรวและปอนด์มองตามอย่างงงๆ "พักนี้รินมันดูแปลกๆ เนอะแกว่าไหม" แพรวหันไปถามปอนด์ ปอนด์ไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่ยกกล้องฟิล์มขึ้นมา เล็งไปที่แผ่นหลังเล็กๆ ของรินที่กำลังก้าวขึ้นรถเมล์ และกดชัตเตอร์ดัง แชะ บันทึกภาพในเย็นวันนั้นเอาไว้ "ก็คงจะเครียดเรื่องแบดมินตันนั่นแหละมั้ง" ปอนด์พึมพำ ก่อนจะลดกล้องลง ... กรุ๊งกริ๊ง! เสียงกระดิ่งหน้าร้านเช่าวิดีโอมุมตึกดังขึ้น รินผลักประตูเข้ามาด้วยความเคยชิน วันนี้เธอไม่ได้มาเพื่อซ้อมแบดมินตัน แต่เธอแค่อยากแวะมานั่งตากแอร์ และ... แวะมาหาใครบางคน แต่เมื่อเดินมาถึงเคาน์เตอร์ รินกลับต้องแปลกใจเมื่อไม่เห็นร่างสูงของเขตต์นั่งอยู่ตรงนั้น มีเพียงป้ายกระดาษลังเขียนด้วยลายมือหวัดๆ วางตั้งอยู่ว่า "ออกไปส่งวิดีโอ อีกครึ่งชั่วโมงกลับ" รินเบ้ปากเล็กน้อย "ชิ... อุตส่าห์แวะมาหา ดันไม่อยู่ซะนี่" เธอตัดสินใจเดินไปที่โซนหนังสือการ์ตูน หยิบหน้ากากแก้วเล่มใหม่มานั่งอ่านรอเวลา ระหว่างที่กำลังพลิกหน้ากระดาษ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นกองหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่ใต้โต๊ะเคาน์เตอร์ มันไม่ใช่หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจอย่างที่เขตต์ชอบอ่าน แต่มันเป็นหนังสือพิมพ์กีฬาสยามกีฬา และมีแผ่นกระดาษ A4 ที่ถูกแม็กติดกันหลายแผ่นวางซ้อนอยู่ รินชะโงกหน้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น บนหน้ากระดาษ A4 เหล่านั้น เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนด้วยปากกาสีน้ำเงิน มันเป็นตารางเวลาการแข่งขันแบดมินตันรายการเล็กๆ ทั่วกรุงเทพฯ ที่ถูกจดไว้ละเอียดยิบ พร้อมกับชื่อสโมสร เบอร์โทรศัพท์ และวงเล็บค่าสมัครเอาไว้ด้วย และที่มุมขวาล่างของกระดาษแผ่นนั้น... มีข้อความเขียนไว้ด้วยลายมือที่รินจำได้ดีว่าเป็นของใคร 'สโมสรสายฟ้า (ซอยสุขุมวิท 101) - เปิดรับคัดตัวนักกีฬาอิสระ วันที่ 25 ก.ค. (ไม่มีค่าสมัคร!)' รินเบิกตากว้าง หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งบีท เธอจำได้ว่าตัวเองเคยบ่นให้เขาฟังเรื่องไม่มีสโมสรสังกัดตอนที่กำลังกวาดลานใต้ทางด่วน แต่เธอไม่คิดเลยว่า... พนักงานหน้าตายคนนั้น จะแอบไปสืบหาข้อมูลการแข่งขัน และจดรายละเอียดพวกนี้เอาไว้ให้เธอเงียบๆ ผู้ชายที่ปากบอกว่ารำคาญ และทำหน้าตายใส่เธอมาตลอด... กลับเป็นคนที่กำลังกางร่มปกป้องความฝันของเธออย่างแข็งขันที่สุด "แอบดูของส่วนตัวคนอื่น มันเสียมารยาทนะครับ น้องรินรดา" เสียงทุ้มเรียบดังขึ้นจากทางด้านหลัง รินสะดุ้งสุดตัว รีบผละออกจากเคาน์เตอร์แล้วหันขวับไปมอง เขตต์ยืนเปียกฝนปรอยๆ อยู่หน้าร้าน ในมือถือถุงพลาสติกที่มีม้วนวิดีโอเทปอยู่สองสามม้วน เขาเลิกคิ้วมองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามปกติ แต่รินกลับรู้สึกว่าใบหน้าตายๆ ของเขานั้น... ดูอบอุ่นกว่าใครๆ ในโลกนี้เลย "น... นายแอบจดข้อมูลสโมสรพวกนี้ให้ฉันเหรอ!" รินชี้ไปที่กองกระดาษบนโต๊ะ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เขตต์เดินเข้ามาหลังเคาน์เตอร์ วางถุงวิดีโอลง แล้วใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผมที่เปียกชื้นของตัวเอง "ผมไม่ได้ทำให้คุณครับ" เขตต์ตอบหน้าตาย "ผมแค่บังเอิญอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ แล้วมันก็น่าสนใจดี ก็เลยจดเก็บไว้เผื่อเอาไปแทงพนันต่างหาก" "โกหก! นายจะเอาไปแทงพนันบ้าอะไร มีแต่วันคัดตัวนักกีฬาทั้งนั้น!" รินเถียงคอเป็นเอ็น แต่ในใจกลับพองโตจนแทบจะลอยได้ "นายเป็นห่วงฉันก็บอกมาเถอะน่า! ทำเป็นฟอร์มจัดไปได้!" "ฟอร์มอะไรของคุณ ไม่ใช่ซักหน่อย" เขตต์หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา แล้วยื่นส่งให้เธอ "แต่ในเมื่อคุณเห็นแล้ว... ก็เอาไปสิครับ ถือว่าประหยัดเวลาผมในการเอาไปทิ้งก็แล้วกัน" รินรับกระดาษแผ่นนั้นมาถือไว้แน่น ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่า เธอมองดูรอยหมึกที่เขาตั้งใจเขียนให้เธออย่างเป็นระเบียบ รอยยิ้มกว้างและสว่างไสวที่สุดปรากฏขึ้นบนใบหน้าหวาน "ขอบใจนะเขตต์!" รินเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา "วันที่ยี่สิบห้านี้... นายต้องไปดูฉันคัดตัวที่สโมสรสายฟ้าด้วยนะ!" "ทำไมผมต้องไป? ผมต้องเฝ้าร้านนะครับ" เขตต์ปฏิเสธทันที "ต้องไปสิ! ถ้านายไม่ไป... ใครจะมาเป็นคนแบกกระเป๋าไม้แบดให้ฉันล่ะ!" รินเชิดหน้าขึ้น ทำเสียงสั่งการแบบคุณหนูรินรดาคนเดิม "จำไว้เลยนะ... นายคือผู้จัดการส่วนตัวของนักกีฬาทีมชาติ ในอนาคตแล้ว ห้ามปฏิเสธเด็ดขาด!" เขตต์ถอนหายใจยาวๆ ส่ายหน้าเบาๆ ให้กับความเอาแต่ใจของยัยตัววุ่น แต่ในดวงตาสีเข้มคู่นั้น... กลับมีประกายแห่งความยินดีซ่อนอยู่ลึกๆ "ครับๆ เข้าใจแล้วครับ คุณหนู" ในขณะที่เสียงหัวเราะและเสียงต่อปากต่อคำของทั้งคู่ดังประสานกันอยู่ในร้าน รูปสติ๊กเกอร์ใบเล็กๆ ที่รินเพิ่งไปถ่ายมากับเพื่อนๆ ก็ร่วงหล่นลงมาจากกระเป๋ากางเกงของเธอ... มันเป็นภาพของรินที่กำลังยิ้มกว้างอย่างมีความสุข ท่ามกลางเพื่อนๆ ของเธอ และนี่คืออีกหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญ... ที่จะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของวัยเยาว์ ที่พวกเขากำลังช่วยกันสร้างมันขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ท่ามกลางยุคสมัยที่พังทลาย1 ตุลาคม 2540 (ช่วงบ่าย)ร่างเล็กๆ ของรินรดาลอยขนานไปกับพื้นคอร์ทยางสังเคราะห์ แขนขวาที่กำไม้แบดมินตันเหยียดออกไปจนสุดช่วงแขน สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ลูกขนไก่ที่พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาดั่งมัจจุราชถ้าลูกนี้ตกพื้น... ทุกอย่างที่พยายามมาจะสูญเปล่าทั้งหมด!ป๊อก!!ปลายหน้าไม้ที่พันด้วยกริปเทปสีเหลืองสดใส ช้อนเข้าที่หัวจุกก๊อกของลูกขนไก่ก่อนที่มันจะสัมผัสพื้นเพียงไม่กี่มิลลิเมตร! ลูกพลาสติกสีขาวถูกงัดให้ลอยโด่งข้ามตาข่ายกลับไปตกถึงท้ายคอร์ทฝั่งตรงข้าม รินไถลตัวไปกับพื้นจนเกิดรอยไหม้จางๆ ที่หัวเข่า แต่เธอก็ใช้มือซ้ายยันพื้นสปริงตัวลุกขึ้นยืนในพริบตา"สี่สิบ!"เสียงขานจำนวนลูกของโค้ชดนัยดังก้อง ยิมเนเซียมที่เคยมีเสียงซุบซิบนินทา บัดนี้เงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจของเด็กสาวที่ยืนอยู่กลางคอร์ท นักกีฬาสตรีศรีพัฒนาที่นั่งล้อมวงดูอยู่ เริ่มเผลอกลั้นหายใจและลุ้นไปกับความอึดของเด็กสาวไร้สังกัดคนนี้อย่างลืมตัว"อีกสิบลูก! อย่าช้า!" โค้ชดนัยให้สัญญาณรุ่นพี่ทั้งสองคนเปิดฉากบุกต่อทันที"สี่สิบเอ็ด!""สี่สิบสอง!"สิบลูกสุดท้ายคือนรกบนดินอย่างแท้จริง ขาทั้งสองข้างของรินหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหิน
1 ตุลาคม 2540เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาแขวนผนังในห้องพักครูฝ่ายวิชาการ โรงเรียนสตรีศรีพัฒนา ดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของรินรดา มันดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอกเด็กสาวในชุดนักเรียนโรงเรียนเดิม นั่งตัวเกร็งอยู่บนเก้าอี้บุนวมฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานของหัวหน้าฝ่ายวิชาการ สองมือกำกระโปรงสีกรมท่าของตัวเองแน่นจนชื้นเหงื่อ วันนี้คือวันฟังผลสอบวัดระดับ... การสอบที่เธอใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ขลุกตัวอยู่ในร้านเช่าวิดีโอ ท่องศัพท์และแก้สมการจนดึกดื่น โดยมี 'ติวเตอร์หน้าตาย' คอยเอาไม้บรรทัดเคาะโต๊ะเวลาเธอสัปหงก"รินรดา..." ครูวัยกลางคนสวมแว่นตาทรงตาแมวขยับกระดาษคำตอบสองแผ่นในมือ ทอดสายตามองเด็กสาวผ่านเลนส์หนาเตอะ "เธอรู้ใช่ไหมว่าเกณฑ์การรับย้ายกลางเทอมของเราคือ 80% สำหรับวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ... ซึ่งมันสูงมากสำหรับนักเรียนที่ไม่ได้เรียนกวดวิชามาโดยตรง""ท... ทราบค่ะอาจารย์" รินตอบเสียงสั่นครูฝ่ายวิชาการถอนหายใจยาว ก่อนจะเลื่อนกระดาษใบแจ้งผลคะแนนสีขาวมาตรงหน้าเธอรินกลั้นหายใจ หลับตาปี๋ไปชั่ววินาที ก่อนจะค่อยๆ หรี่ตาลงมองตัวเลขที่ถูกเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินในช่องคะแนน
23 กันยายน 2540ประตูเหล็กดัดสีทองสลักชื่อ 'โรงเรียนสตรีศรีพัฒนา' สูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า รินรดาในชุดนักเรียนโรงเรียนเดิมยืนกำสายกระเป๋าจาคอปแน่น เธอเงยหน้ามองยอดโดมของอาคารเรียนสถาปัตยกรรมยุโรปที่ดูโอ่อ่าและหรูหราสมกับเป็นโรงเรียนสตรีอันดับต้นๆ ของประเทศเด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วก้าวเท้าเดินผ่านป้อมยามเข้าไป จุดหมายของเธอไม่ใช่ห้องธุรการ แต่เป็นอาคารยิมเนเซียมปรับอากาศขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหลังโรงเรียน ซึ่งเป็นฐานทัพของทีมแบดมินตันที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตนี้เมื่อผลักประตูกระจกเข้าไป ความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศและเสียงฝรองเท้าเอี๊ยดอ๊าดก็ปะทะเข้ากับประสาทสัมผัส รินกวาดสายตามองคอร์ทยางสังเคราะห์สี่สนามที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า นักกีฬาหญิงในชุดเสื้อขาวขลิบทองกำลังฝึกซ้อมกันอย่างขะมักเขม้น โชคดีที่วันนี้ 'พิมชนก' น่าจะไปรายงานตัวที่แคมป์ทีมชาติ รินจึงไม่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจตั้งแต่ก้าวแรก"หนู... มาหาใคร"เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านข้าง รินหันขวับไปมอง ก็พบกับชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดวอร์มเต็มยศและมีนกหวีดคล้องคอ... 'โค้ชดนัย' หัว
22 กันยายน 2540เสียงฝนตกกระทบหลังคากระเบื้องของบ้านเดี่ยวสองชั้นในหมู่บ้านจัดสรรย่านชานเมือง ดังก้องแข่งกับเสียงข่าวเศรษฐกิจภาคค่ำจากโทรทัศน์จอแก้วรินรดาในชุดนักเรียนที่ยับยู่ยี่และชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการฝึกซ้อมในแคมป์ทีมชาติวันแรก ค่อยๆ บิดลูกบิดประตูบ้านอย่างระมัดระวังที่สุด เธอพยายามย่องปลายเท้าให้เบาหวิวเหมือนแมว หวังจะลอบขึ้นบันไดไปอาบน้ำโดยไม่ให้ใครเห็นทว่า... แสงไฟจากโคมไฟระย้ากลางห้องนั่งเล่นที่สว่างจ้า และร่างของผู้เป็นแม่ที่นั่งกอดอกอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาล ก็ดับฝันของเธอลงทันที"ไปไหนมา รินรดา"น้ำเสียงของแม่ราบเรียบแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุก บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟามี 'สมุดพก' สีแดงของโรงเรียนวางหลาอยู่ พร้อมกับจดหมายแจ้งเตือนจากฝ่ายวิชาการรินสะดุ้งสุดตัว รีบซ่อนกระเป๋าไม้แบดมินตันไว้ด้านหลัง "เอ่อ... รินไปทำรายงานบ้านแพรวมาค่ะแม่ ฝนตกหนัก รถก็เลยติด...""รายงานวิชาอะไรล่ะ ที่ต้องใช้ไม้แบดมินตันกับรองเท้าผ้าใบน่ะ" แม่สวนกลับทันควัน ดวงตาของผู้ผ่านโลกมามากกว่าฉายแววดุดัน "เมื่อเย็นแม่โทรไปหาแม่ของแพรว เขาบอกว่าแพรวกลับมาถึงบ้านตั้งแต่สี่โมงเย็นแล้ว... เลิกโกหกแม่ได้แล้วริน!"แม่หยิ
20 กันยายน 2540แสงสว่างจ้าจากสปอตไลต์นับสิบดวงบนเพดานยิมเนเซียมของศูนย์ฝึกแบดมินตันแห่งชาติ ส่องกระทบพื้นคอร์ทยางสังเคราะห์สีเขียวเข้มจนขึ้นเงา เครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ส่งเสียงครางกระหึ่ม พ่นลมเย็นเฉียบออกมาจนอุณหภูมิภายในห้องลดต่ำลงอย่างน่าขนลุก มันช่างแตกต่างจากความอบอ้าวและฝุ่นควันของลานปูนใต้ทางด่วนราวกับอยู่คนละโลกแต่สำหรับรินรดา... ความหนาวเหน็บที่แท้จริง ไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศ แต่มาจากบรรยากาศรอบตัวต่างหาก"รินรดา! สปีดเท้าช้าไปแล้ว! ลูกฟีดเซ็ตนี้เพิ่งจะลูกที่ห้าสิบเองนะ! ถ้าหมดแรงแค่นี้จะไปสู้กับพวกจีนพวกอินโดฯ ได้ยังไง!"เสียงตวาดก้องของโค้ชทีมชาติชุดเยาวชนดังทะลุเสียงหวดลูกขนไก่ รินสกัดกลั้นความเหนื่อยล้า กัดฟันสปริงข้อเท้าพุ่งตัวไปรับลูกที่โค้ชรัวฟีด (ป้อนลูก) ข้ามเน็ตมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพักป๊อก! ป๊อก! ป๊อก! ลูกขนไก่นับร้อยลูกเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้นฝั่งของเธอ เหงื่อเม็ดโป้งไหลเข้าตาจนแสบไปหมด ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว แคมป์เยาวชนทีมชาติไม่ใช่ที่สำหรับเด็กเล่นขายของ ที่นี่รวบรวมแต่หัวกะทิจากทั่วประเทศ ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือการเบียดแย่งโควตาต
15 กันยายน 2540สองสัปดาห์ผ่านไปนับตั้งแต่วันที่รินรดาคว้าแชมป์เขตท่ามกลางพายุคำวิจารณ์ ข่าวคราวหน้าหนังสือพิมพ์ค่อยๆ ซาลงไปตามกาลเวลา ถูกแทนที่ด้วยข่าวเศรษฐกิจที่บริษัทไฟแนนซ์ถูกสั่งปิดเพิ่มอีกหลายสิบแห่ง ชีวิตของเด็กมัธยมปลายวัยสิบแปดปีกลับเข้าสู่ความสงบ (ที่เจือด้วยความวุ่นวายของแก๊งเพื่อน) อีกครั้งแต่ในบ่ายวันศุกร์นี้ มีบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป"รินรดา นั่งลงก่อนสิ"โค้ชชัย โค้ชร่างท้วมใจดีแห่งสโมสรสายฟ้า พยักหน้าเรียกเด็กสาวให้เข้าไปในห้องพักโค้ชที่อวลไปด้วยกลิ่นกาแฟดำและน้ำมันมวย รินในชุดนักเรียนค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสาร"หนูทำได้ดีมากนะในแมตช์ที่ผ่านมา... โค้ชรู้ว่าหนูต้องเจอกับความกดดันหนักหนาแค่ไหน ทั้งเรื่องในสนามและเรื่องข่าวนอกสนาม แต่หนูก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสภาพจิตใจของหนูแข็งแกร่งพอ" โค้ชชัยระบายยิ้มภูมิใจ ก่อนจะหยิบซองจดหมายสีขาวตีตราสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย เลื่อนข้ามโต๊ะมาตรงหน้าเธอรินก้มมองซองจดหมายนั้น หัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะ "นี่คือ...""โควตาพิเศษสำหรับแชมป์เขต" โค้ชชัยตอบเสียงกลั้วหัวเราะ "ทางสมาคมฯ กำลังจะเปิด







