LOGIN2 สิงหาคม 2540
หลังจากผ่านการคัดตัวเข้าสโมสรสายฟ้ามาได้ ชีวิตของรินรดาก็เข้าสู่โหมดการฝึกซ้อมอย่างเต็มรูปแบบ โค้ชชัยจัดตารางซ้อมให้เธอสัปดาห์ละสามวันในคอร์ทของสโมสร ส่วนวันที่เหลือ รินก็ยังคงไปขลุกอยู่ที่ลานปูนใต้ทางด่วน โดยมีพนักงานร้านเช่าวิดีโอหน้าตายถูกลากตัวไปเป็นภารโรงและคู่ซ้อม(ที่ตีลูกติดคาน)อยู่เสมอ เย็นวันศุกร์ต้นเดือนสิงหาคม ท้องฟ้ากรุงเทพฯ ยังคงครึ้มฟ้าครึ้มฝน รินในชุดนักเรียนกำลังนั่งตบยุงอยู่บนโซฟาหนังสีดำตัวเก่าที่มุมร้านเช่าวิดีโอ บนตักของเธอมีหนังสือกีฬาที่เปิดค้างไว้ ส่วนดวงตากำลังจับจ้องไปยังร่างสูงของ 'ผู้จัดการส่วนตัว(จำเป็น)' ที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดทำความสะอาดชั้นวางวิดีโอเทป "นี่เขตต์... พรุ่งนี้ฉันต้องไปซ้อมคอร์ทใต้ทางด่วนตอนสิบโมงเช้านะ นายอย่าลืมล่ะ" รินเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ "พรุ่งนี้วันเสาร์ ผมต้องเฝ้าร้านเต็มวันครับ ไปเป็นลูกมือให้คุณไม่ได้หรอก" เขตต์ตอบเสียงเรียบโดยไม่หันมามอง มือยังคงเช็ดฝุ่นบนตลับวิดีโอเรื่อง 'อินดีเพนเดนซ์ เดย์' (ID4) อย่างแข็งขัน "เฝ้าร้านอะไรกัน ร้านเงียบเป็นป่าช้าขนาดนี้ แขวนป้ายปิดสักสองชั่วโมงเถ้าแก่ไม่รู้หรอกน่า!" รินเบ้ปาก "ผู้จัดการส่วนตัวประสาอะไร ทิ้งนักกีฬาให้ไปซ้อมคนเดียวในที่เปลี่ยวๆ ได้ยังไง ถ้าเกิดฉันโดนจิ๊กโก๋ไถตังค์ขึ้นมา จะทำไง" เขตต์ชะงักมือ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขากำลังจะหันไปต่อปากต่อคำกับยัยตัววุ่นที่ชอบเอาตรรกะแปลกๆ มาข่มขู่เขา แต่แล้ว... กรุ๊งกริ๊ง! เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของผู้มาเยือนสามคนที่ทำให้ความสงบสุขในร้านเช่าวิดีโอแตกกระเจิง "อ๊ะฮ้า! จับตัวได้แล้ว ยัยรินรดา!" เสียงแหลมๆ ของแพรวดังขึ้นนำมาก่อนใครเพื่อน เด็กสาวร่างเล็กในชุดนักเรียนกระโปรงสีกรมท่าเดิน (ก้าวยาวๆ) เข้ามาในร้าน ตามด้วยปอนด์ที่กำลังดูดชาไข่มุกเคี้ยวหนุบหนับ และโจ้ที่สะพายกีตาร์โปร่งพาดบ่าเดินผิวปากอย่างอารมณ์ดี รินสะดุ้งสุดตัว รีบผุดลุกขึ้นจากโซฟา "พ... แพรว! ปอนด์! โจ้! พวกแกมาได้ไงเนี่ย!" "ก็มาตามหาคนขี้จุ๊น่ะสิ!" แพรวเดินเข้ามาเท้าสะเอวตรงหน้าริน "ช่วงนี้แกผิดนัดพวกฉันตลอด ชวนไปกินสเวนเซ่นส์ก็ไม่ไป ชวนไปเดินมาบุญครองก็บอกไม่ว่าง บอกว่ามีซ้อมๆๆ แต่พอฉันโทรไปเช็กที่บ้าน แม่แกบอกว่าแกยังไม่กลับ ฉันก็เลยเดาว่าแกต้องมาสิงอยู่ที่ร้านเช่าการ์ตูนนี่แน่ๆ... แล้วก็โป๊ะเชะ!" "แหะๆ... ก็ฉันต้องอ่านหนังสือเทคนิคแบดมินตันนี่นา" รินหัวเราะแห้งๆ พยายามเอาหนังสือกีฬาขึ้นมาบังหน้า "อ่านหนังสือเทคนิค?" โจ้เลิกคิ้ว ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ "แล้วทำไมแกถึงมานั่งอ่านในร้านเช่าวิดีโอซอมซ่อ... โอ๊ะ ขอโทษครับพี่ ไม่ได้ตั้งใจว่าร้านพี่นะ" ประโยคหลังโจ้หันไปพูดกับเขตต์ที่ยืนถือผ้าขี้ริ้วมองพวกเขาด้วยสายตาเรียบสนิท ไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ปอนด์ขยับแว่นตากรอบหนาของตัวเอง กวาดสายตามองไปรอบๆ ร้าน ก่อนจะหยุดสายตาไว้ที่ร่างสูงของพนักงานหนุ่ม ปอนด์สะกิดแขนแพรวเบาๆ "เฮ้ยแพรว... นั่นไง พนักงานร้านที่รินเคยเล่าให้ฟังว่าหน้าตายๆ กวนประสาทๆ แถมยังเค็มยิ่งกว่าเกลือไง" ปอนด์กระซิบกระซาบ แต่ในร้านที่เงียบสงัดขนาดนี้ เสียงกระซิบก็ดังพอที่เขตต์จะได้ยินชัดเจนทุกคำ รินหน้าซีดเผือด รีบถลึงตาใส่ปอนด์ "ไอ้บ้าปอนด์! หุบปากไปเลยนะ!" เขตต์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มหยันที่แทบมองไม่เห็น "อ้อ... หน้าตาย กวนประสาท แล้วก็เค็มกว่าเกลือ... นี่คือฉายาที่คุณรินรดาตั้งให้ผมลับหลังเหรอครับ? เป็นเกียรติจังเลยนะครับ" น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความประชดประชันของเขตต์ ทำเอาแก๊งเพื่อนทั้งสามคนถึงกับชะงัก แพรวหันไปสำรวจพนักงานหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า เสื้อยืดสีขาวเรียบๆ กางเกงยีนส์สีซีด... ดูธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น แต่ทำไมแววตาของผู้ชายคนนี้ถึงดูเป็นผู้ใหญ่และกดดันแปลกๆ "พี่ชาย อย่าเพิ่งโกรธนะครับ" โจ้ทำหน้าระรื่น เดินเข้าไปเกาะเคาน์เตอร์ "รินมันก็ปากหมาไปงั้นแหละพี่ ว่าแต่... พี่ชื่ออะไรอะครับ? ผมชื่อโจ้นะ มือกีตาร์สุดหล่อแห่งโรงเรียนชายล้วนฝั่งตรงข้าม ส่วนยัยเตี้ยนี่ชื่อแพรว และไอ้แว่นนี่ชื่อปอนด์" "ผมชื่อเขตต์ครับ เป็นลูกจ้างร้านนี้" เขตต์ตอบสั้นๆ ไม่ได้แสดงท่าทีเป็นมิตรหรือเป็นศัตรู เขาแค่หยิบผ้าขี้ริ้วกลับไปเช็ดเคาน์เตอร์ต่อ แพรวหรี่ตามองรินสลับกับเขตต์ สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของเด็กสาวทำงานเต็มพิกัด เธอดึงแขนรินให้กระเถิบออกห่างจากเคาน์เตอร์ ก่อนจะกระซิบถามเสียงเบา "นี่ริน... แกมาขลุกอยู่ที่นี่ทุกวัน เพราะพนักงานร้านคนนี้เหรอ? ถามจริง... สเปกแกเปลี่ยนไปชอบแนวแห้งๆ จืดๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ? เมื่อก่อนเห็นกรี๊ดแต่รุ่นพี่นักบาสกล้ามปู" "บะ... บ้าเหรอ! สเปกอะไรของแก!" รินแหวใส่ หน้าแดงแปร๊ดจนถึงใบหู "ฉันก็แค่มานั่งตากแอร์อ่านหนังสือเฉยๆ หมอนั่น... เขตต์น่ะ เขาแค่เป็น..." รินอึกอัก เธอไม่รู้จะอธิบายสถานะของเขตต์ให้เพื่อนฟังยังไง จะบอกว่าเป็นคู่ซ้อมแบด เขาก็ตีลูกขนไก่ติดคาน จะบอกว่าเป็นผู้จัดการส่วนตัว เพื่อนก็คงหัวเราะเยาะ "เป็นอะไรครับ? คุณรินรดา" เขตต์โพล่งขึ้นมากลางปล้อง เขาวางผ้าขี้ริ้วลงแล้วเดินมาท้าวแขนกับเคาน์เตอร์ จ้องมองมาที่รินด้วยแววตาท้าทาย "อธิบายให้เพื่อนคุณฟังหน่อยสิครับ ว่าสถานะของเราคืออะไร... จะได้ไม่เกิดการเข้าใจผิด" คำพูดกำกวมของเขตต์ทำเอาเพื่อนทั้งสามคนหูผึ่ง โจ้ถึงกับผิวปากแซว ส่วนปอนด์รีบยกกล้องฟิล์ม Yashica ขึ้นมาเล็งเตรียมถ่ายช็อตเด็ด "ตาบ้าเขตต์! นายอย่าพูดอะไรชวนให้คนอื่นเข้าใจผิดสิ!" รินกระทืบเท้า หันไปแหวใส่เขา ก่อนจะหันกลับมาอธิบายกับเพื่อนด้วยความลุกลี้ลุกลน "คือ... เขตต์เขาเป็น... เอิ่ม... เป็นผู้จัดการส่วนตัวของฉันน่ะ! ใช่! โค้ชชัยบอกว่าฉันต้องมีคนคอยช่วยดูแลตารางซ้อม เขตต์ก็เลย... อาสามาช่วย!" "ผมไม่ได้อาสาครับ คุณบังคับผม" เขตต์แทรกขึ้นมาหน้าตาย ทำเอารินแทบจะปารองเท้านักเรียนใส่หน้าเขา "ผู้จัดการส่วนตัวเนี่ยนะ?" แพรวเลิกคิ้วสูง มองเขตต์อย่างไม่อยากจะเชื่อ "ริน... แกโดนตัดงบชมรมจนไม่มีเงินจ้างโค้ช ถึงขนาดต้องเอาพนักงานร้านเช่าวิดีโอมาเป็นผู้จัดการเลยเหรอวะ?" "ก็... ก็เขตต์เขา... เขาว่างนี่นา!" รินเถียงข้างๆ คูๆ โจ้หัวเราะก๊าก เดินเข้าไปตบไหล่เขตต์เบาๆ (ซึ่งเขตต์ก็ไม่ได้ปัดออก เพียงแต่มองด้วยหางตาเรียบๆ) "โห พี่เขตต์ รับจ๊อบหลายทางเลยนะพี่ เป็นทั้งลูกจ้างร้านเช่าวิดีโอ เป็นทั้งผู้จัดการยัยคุณหนู... ว่าแต่ ได้เงินเดือนเท่าไหร่เนี่ยพี่ ยัยรินมันงกจะตาย หวังว่าพี่คงไม่ได้ทำงานฟรีหรอกนะ" "ไม่ได้เงินเดือนครับ..." เขตต์ตอบเสียงเรียบ มุมปากกระตุกยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นรินกำลังทำหน้าเหมือนอยากจะมุดดินหนี "...แต่ได้ค่าจ้างเป็นไอติมแท่งละสิบบาท ทุกครั้งที่นักกีฬาของผมชนะการแข่งน่ะครับ" "ฮ่าๆๆๆๆ!" โจ้และปอนด์ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน แม้แต่แพรวก็ยังกลั้นขำไว้ไม่อยู่ "โธ่เอ๊ย ยัยริน! แกนี่มันเขี้ยวลากดินจริงๆ ไปหลอกใช้งานพี่เขาแลกกับไอติมแท่งเดียวเนี่ยนะ!" แพรวส่ายหน้าอย่างระอา "พี่เขตต์คะ ถ้าโดนยัยนี่ข่มเหงรังแก พี่บอกพวกหนูได้เลยนะ เดี๋ยวพวกหนูจัดการมันให้เอง" รินหน้ามุ่ย กอดอกแน่น "นี่พวกแกเป็นเพื่อนฉันหรือเพื่อนอีตาหน้าตายเนี่ย! เข้าข้างกันดีเป็นบ้าเลย!" ท่ามกลางเสียงหัวเราะหยอกล้อ ปอนด์ยกกล้องฟิล์มขึ้นมา เล็งไปที่กลุ่มคนตรงหน้า... รินที่กำลังทำหน้างอแง แพรวกับโจ้ที่กำลังหัวเราะร่วน และ... เขตต์ ชายหนุ่มหน้าตายที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ แม้ใบหน้าของเขาจะเรียบเฉย แต่แววตาของเขากลับอ่อนโยนและมีรอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่ที่มุมปาก แชะ! เสียงชัตเตอร์บันทึกภาพแห่งความทรงจำเอาไว้ ปอนด์ลดกล้องลง ยิ้มบางๆ เขาเป็นคนช่างสังเกต และเขามองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในสายตาของพนักงานร้านคนนั้น... สายตาที่มองเพื่อนของเขา มันไม่ใช่สายตาของความรำคาญ แต่เป็นสายตาของความ 'เอ็นดู' และ 'ห่วงใย' อย่างปิดไม่มิด "เอาล่ะๆ เลิกแซวได้แล้ว" โจ้ปรบมือแปะๆ เรียกสติทุกคน "ไหนๆ เราก็เจอตัวยัยรินแล้ว... งั้นเรามาฉลองกันหน่อยดีกว่า! วันนี้ฉันแอบจิ๊กเงินทอนแม่มาได้ร้อยนึง เราไปกินหมูกระทะเฮียอ้วนหน้าปากซอยกันเหอะ!" "เอาสิ! ฉันกำลังหิวอยู่พอดีเลย" แพรวสนับสนุนทันที รินตาเป็นประกาย แต่แล้วเธอก็ชะงักไป หันไปมองเขตต์ที่ยังคงยืนเงียบๆ อยู่หลังเคาน์เตอร์ "เอ่อ... พวกแกล่วงหน้าไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันตามไป ขอเคลียร์... เอิ่ม ขอคุยตารางซ้อมกับผู้จัดการแป๊บหนึ่ง" แพรว โจ้ และปอนด์มองหน้ากันอย่างรู้ทัน ก่อนจะพยักหน้ายิ้มๆ "โอเคๆ รีบตามมานะเว้ย อย่าให้พวกฉันรอจนหมูไหม้ล่ะ! ไปเว้ยพวกเรา ไปจองโต๊ะ!" แก๊งเพื่อนสามคนพากันเดินออกไปจากร้าน ทิ้งความวุ่นวายเอาไว้เบื้องหลัง และคืนความเงียบสงบให้กับร้านเช่าวิดีโออีกครั้ง รินเดินเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์ มองหน้าเขตต์ด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย "คือ... ขอโทษทีนะที่เพื่อนฉันมาทำเสียงดังวุ่นวายในร้านน่ะ พวกนี้มันก็ไฮเปอร์แบบนี้แหละ" "ไม่เป็นไรครับ..." เขตต์จัดแจงวางม้วนวิดีโอให้เข้าที่ "เพื่อนคุณ... ดูร่าเริง และรักคุณดีนะ" น้ำเสียงของเขาเจือความเหงาเอาไว้บางเบา ตั้งแต่ครอบครัวล้มละลาย เขตต์ก็ตัดขาดจากเพื่อนฝูงในมหาวิทยาลัยทั้งหมด เขาเลือกที่จะหายตัวมาหลบซ่อนอยู่ในร้านซอมซ่อแห่งนี้เพียงลำพัง การได้เห็นรินถูกรายล้อมไปด้วยเพื่อนที่จริงใจ มันทำให้เขารู้สึกยินดีไปกับเธอ แต่ลึกๆ ก็แอบรู้สึกโดดเดี่ยวอยู่ไม่น้อย รินสังเกตเห็นประกายความหม่นหมองในดวงตาของเขา เด็กสาวเม้มริมฝีปาก ก่อนจะตัดสินใจพูดบางอย่างออกมา "นี่... เขตต์..." "ครับ?" เขตต์เงยหน้าขึ้นมอง "ร้าน... ปิดสี่ทุ่มใช่ไหม?" "ใช่ครับ" "งั้น... ถ้าฉันกินหมูกระทะเสร็จแล้ว แวะซื้อลูกชิ้นปิ้งเจ้าอร่อยหน้าปากซอยมาฝากนาย... นายจะยังเปิดประตูให้ฉันเข้ามาหรือเปล่า?" รินถามเสียงแผ่ว ดวงตากลมโตมองเขาอย่างมีความหวัง เขตต์นิ่งไปครู่หนึ่ง คำถามของเธอไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องลูกชิ้นปิ้ง แต่เธอกำลังบอกเขาว่า... เธอจะไม่ทิ้งให้เขาต้องโดดเดี่ยวอยู่ที่นี่คนเดียว เธอยังคงเห็นเขาเป็นพื้นที่ปลอดภัย และอยากแบ่งปันความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้เขาเสมอ ชายหนุ่มถอนหายใจยาวๆ แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความรำคาญ มันคือความโล่งใจ "ผมไม่กินของมันๆ ตอนดึกหรอกนะครับ..." เขตต์ตอบหน้าตายเช่นเคย ทว่าริมฝีปากกลับคลี่ออกเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่น "แต่... ถ้าเป็นลูกชิ้นเอ็นเนื้อปิ้งสักสองไม้ กับน้ำจิ้มเผ็ดๆ... ผมจะยอมละเว้นกฎข้อห้ามกินอาหารในร้านหนึ่งวันก็แล้วกัน" รินยิ้มกว้างจนตาหยี "ตกลง! ลูกชิ้นเอ็นเนื้อสองไม้! ห้ามหนีไปนอนก่อนล่ะ!" เด็กสาวโบกมือให้เขา ก่อนจะวิ่งตากฝนปรอยๆ ออกจากร้านไปหาเพื่อนๆ ของเธอ เขตต์มองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไปจนสุดสายตา เพลงองศาที่ต่างกัน ของ The Must จากวิทยุเครื่องเก่าในร้านยังคงบรรเลงคลอเบาๆ เขาก้มลงมองมือตัวเองที่เคยหยาบกร้านจากการทำงานหนัก บัดนี้เขารู้สึกว่า... โลกของเขาไม่ได้มีแค่ความมืดมิดอีกต่อไปแล้ว อย่างน้อย... มันก็ยังมีสีสันและความวุ่นวายของเด็กผู้หญิงที่ชื่อ 'รินรดา' เข้ามาแต่งแต้ม ให้เขามีเหตุผลที่จะยิ้มได้ในทุกๆ วัน1 ตุลาคม 2540 (ช่วงบ่าย)ร่างเล็กๆ ของรินรดาลอยขนานไปกับพื้นคอร์ทยางสังเคราะห์ แขนขวาที่กำไม้แบดมินตันเหยียดออกไปจนสุดช่วงแขน สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ลูกขนไก่ที่พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาดั่งมัจจุราชถ้าลูกนี้ตกพื้น... ทุกอย่างที่พยายามมาจะสูญเปล่าทั้งหมด!ป๊อก!!ปลายหน้าไม้ที่พันด้วยกริปเทปสีเหลืองสดใส ช้อนเข้าที่หัวจุกก๊อกของลูกขนไก่ก่อนที่มันจะสัมผัสพื้นเพียงไม่กี่มิลลิเมตร! ลูกพลาสติกสีขาวถูกงัดให้ลอยโด่งข้ามตาข่ายกลับไปตกถึงท้ายคอร์ทฝั่งตรงข้าม รินไถลตัวไปกับพื้นจนเกิดรอยไหม้จางๆ ที่หัวเข่า แต่เธอก็ใช้มือซ้ายยันพื้นสปริงตัวลุกขึ้นยืนในพริบตา"สี่สิบ!"เสียงขานจำนวนลูกของโค้ชดนัยดังก้อง ยิมเนเซียมที่เคยมีเสียงซุบซิบนินทา บัดนี้เงียบกริบจนได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจของเด็กสาวที่ยืนอยู่กลางคอร์ท นักกีฬาสตรีศรีพัฒนาที่นั่งล้อมวงดูอยู่ เริ่มเผลอกลั้นหายใจและลุ้นไปกับความอึดของเด็กสาวไร้สังกัดคนนี้อย่างลืมตัว"อีกสิบลูก! อย่าช้า!" โค้ชดนัยให้สัญญาณรุ่นพี่ทั้งสองคนเปิดฉากบุกต่อทันที"สี่สิบเอ็ด!""สี่สิบสอง!"สิบลูกสุดท้ายคือนรกบนดินอย่างแท้จริง ขาทั้งสองข้างของรินหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหิน
1 ตุลาคม 2540เสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาแขวนผนังในห้องพักครูฝ่ายวิชาการ โรงเรียนสตรีศรีพัฒนา ดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทของรินรดา มันดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอกเด็กสาวในชุดนักเรียนโรงเรียนเดิม นั่งตัวเกร็งอยู่บนเก้าอี้บุนวมฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานของหัวหน้าฝ่ายวิชาการ สองมือกำกระโปรงสีกรมท่าของตัวเองแน่นจนชื้นเหงื่อ วันนี้คือวันฟังผลสอบวัดระดับ... การสอบที่เธอใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ขลุกตัวอยู่ในร้านเช่าวิดีโอ ท่องศัพท์และแก้สมการจนดึกดื่น โดยมี 'ติวเตอร์หน้าตาย' คอยเอาไม้บรรทัดเคาะโต๊ะเวลาเธอสัปหงก"รินรดา..." ครูวัยกลางคนสวมแว่นตาทรงตาแมวขยับกระดาษคำตอบสองแผ่นในมือ ทอดสายตามองเด็กสาวผ่านเลนส์หนาเตอะ "เธอรู้ใช่ไหมว่าเกณฑ์การรับย้ายกลางเทอมของเราคือ 80% สำหรับวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ... ซึ่งมันสูงมากสำหรับนักเรียนที่ไม่ได้เรียนกวดวิชามาโดยตรง""ท... ทราบค่ะอาจารย์" รินตอบเสียงสั่นครูฝ่ายวิชาการถอนหายใจยาว ก่อนจะเลื่อนกระดาษใบแจ้งผลคะแนนสีขาวมาตรงหน้าเธอรินกลั้นหายใจ หลับตาปี๋ไปชั่ววินาที ก่อนจะค่อยๆ หรี่ตาลงมองตัวเลขที่ถูกเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินในช่องคะแนน
23 กันยายน 2540ประตูเหล็กดัดสีทองสลักชื่อ 'โรงเรียนสตรีศรีพัฒนา' สูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า รินรดาในชุดนักเรียนโรงเรียนเดิมยืนกำสายกระเป๋าจาคอปแน่น เธอเงยหน้ามองยอดโดมของอาคารเรียนสถาปัตยกรรมยุโรปที่ดูโอ่อ่าและหรูหราสมกับเป็นโรงเรียนสตรีอันดับต้นๆ ของประเทศเด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกความกล้าทั้งหมดที่มี แล้วก้าวเท้าเดินผ่านป้อมยามเข้าไป จุดหมายของเธอไม่ใช่ห้องธุรการ แต่เป็นอาคารยิมเนเซียมปรับอากาศขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหลังโรงเรียน ซึ่งเป็นฐานทัพของทีมแบดมินตันที่แข็งแกร่งที่สุดในเขตนี้เมื่อผลักประตูกระจกเข้าไป ความเย็นฉ่ำของเครื่องปรับอากาศและเสียงฝรองเท้าเอี๊ยดอ๊าดก็ปะทะเข้ากับประสาทสัมผัส รินกวาดสายตามองคอร์ทยางสังเคราะห์สี่สนามที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า นักกีฬาหญิงในชุดเสื้อขาวขลิบทองกำลังฝึกซ้อมกันอย่างขะมักเขม้น โชคดีที่วันนี้ 'พิมชนก' น่าจะไปรายงานตัวที่แคมป์ทีมชาติ รินจึงไม่ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจตั้งแต่ก้าวแรก"หนู... มาหาใคร"เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านข้าง รินหันขวับไปมอง ก็พบกับชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ สวมชุดวอร์มเต็มยศและมีนกหวีดคล้องคอ... 'โค้ชดนัย' หัว
22 กันยายน 2540เสียงฝนตกกระทบหลังคากระเบื้องของบ้านเดี่ยวสองชั้นในหมู่บ้านจัดสรรย่านชานเมือง ดังก้องแข่งกับเสียงข่าวเศรษฐกิจภาคค่ำจากโทรทัศน์จอแก้วรินรดาในชุดนักเรียนที่ยับยู่ยี่และชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการฝึกซ้อมในแคมป์ทีมชาติวันแรก ค่อยๆ บิดลูกบิดประตูบ้านอย่างระมัดระวังที่สุด เธอพยายามย่องปลายเท้าให้เบาหวิวเหมือนแมว หวังจะลอบขึ้นบันไดไปอาบน้ำโดยไม่ให้ใครเห็นทว่า... แสงไฟจากโคมไฟระย้ากลางห้องนั่งเล่นที่สว่างจ้า และร่างของผู้เป็นแม่ที่นั่งกอดอกอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาล ก็ดับฝันของเธอลงทันที"ไปไหนมา รินรดา"น้ำเสียงของแม่ราบเรียบแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุก บนโต๊ะกระจกหน้าโซฟามี 'สมุดพก' สีแดงของโรงเรียนวางหลาอยู่ พร้อมกับจดหมายแจ้งเตือนจากฝ่ายวิชาการรินสะดุ้งสุดตัว รีบซ่อนกระเป๋าไม้แบดมินตันไว้ด้านหลัง "เอ่อ... รินไปทำรายงานบ้านแพรวมาค่ะแม่ ฝนตกหนัก รถก็เลยติด...""รายงานวิชาอะไรล่ะ ที่ต้องใช้ไม้แบดมินตันกับรองเท้าผ้าใบน่ะ" แม่สวนกลับทันควัน ดวงตาของผู้ผ่านโลกมามากกว่าฉายแววดุดัน "เมื่อเย็นแม่โทรไปหาแม่ของแพรว เขาบอกว่าแพรวกลับมาถึงบ้านตั้งแต่สี่โมงเย็นแล้ว... เลิกโกหกแม่ได้แล้วริน!"แม่หยิ
20 กันยายน 2540แสงสว่างจ้าจากสปอตไลต์นับสิบดวงบนเพดานยิมเนเซียมของศูนย์ฝึกแบดมินตันแห่งชาติ ส่องกระทบพื้นคอร์ทยางสังเคราะห์สีเขียวเข้มจนขึ้นเงา เครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ส่งเสียงครางกระหึ่ม พ่นลมเย็นเฉียบออกมาจนอุณหภูมิภายในห้องลดต่ำลงอย่างน่าขนลุก มันช่างแตกต่างจากความอบอ้าวและฝุ่นควันของลานปูนใต้ทางด่วนราวกับอยู่คนละโลกแต่สำหรับรินรดา... ความหนาวเหน็บที่แท้จริง ไม่ได้มาจากเครื่องปรับอากาศ แต่มาจากบรรยากาศรอบตัวต่างหาก"รินรดา! สปีดเท้าช้าไปแล้ว! ลูกฟีดเซ็ตนี้เพิ่งจะลูกที่ห้าสิบเองนะ! ถ้าหมดแรงแค่นี้จะไปสู้กับพวกจีนพวกอินโดฯ ได้ยังไง!"เสียงตวาดก้องของโค้ชทีมชาติชุดเยาวชนดังทะลุเสียงหวดลูกขนไก่ รินสกัดกลั้นความเหนื่อยล้า กัดฟันสปริงข้อเท้าพุ่งตัวไปรับลูกที่โค้ชรัวฟีด (ป้อนลูก) ข้ามเน็ตมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพักป๊อก! ป๊อก! ป๊อก! ลูกขนไก่นับร้อยลูกเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้นฝั่งของเธอ เหงื่อเม็ดโป้งไหลเข้าตาจนแสบไปหมด ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว แคมป์เยาวชนทีมชาติไม่ใช่ที่สำหรับเด็กเล่นขายของ ที่นี่รวบรวมแต่หัวกะทิจากทั่วประเทศ ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือการเบียดแย่งโควตาต
15 กันยายน 2540สองสัปดาห์ผ่านไปนับตั้งแต่วันที่รินรดาคว้าแชมป์เขตท่ามกลางพายุคำวิจารณ์ ข่าวคราวหน้าหนังสือพิมพ์ค่อยๆ ซาลงไปตามกาลเวลา ถูกแทนที่ด้วยข่าวเศรษฐกิจที่บริษัทไฟแนนซ์ถูกสั่งปิดเพิ่มอีกหลายสิบแห่ง ชีวิตของเด็กมัธยมปลายวัยสิบแปดปีกลับเข้าสู่ความสงบ (ที่เจือด้วยความวุ่นวายของแก๊งเพื่อน) อีกครั้งแต่ในบ่ายวันศุกร์นี้ มีบางอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป"รินรดา นั่งลงก่อนสิ"โค้ชชัย โค้ชร่างท้วมใจดีแห่งสโมสรสายฟ้า พยักหน้าเรียกเด็กสาวให้เข้าไปในห้องพักโค้ชที่อวลไปด้วยกลิ่นกาแฟดำและน้ำมันมวย รินในชุดนักเรียนค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสาร"หนูทำได้ดีมากนะในแมตช์ที่ผ่านมา... โค้ชรู้ว่าหนูต้องเจอกับความกดดันหนักหนาแค่ไหน ทั้งเรื่องในสนามและเรื่องข่าวนอกสนาม แต่หนูก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสภาพจิตใจของหนูแข็งแกร่งพอ" โค้ชชัยระบายยิ้มภูมิใจ ก่อนจะหยิบซองจดหมายสีขาวตีตราสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย เลื่อนข้ามโต๊ะมาตรงหน้าเธอรินก้มมองซองจดหมายนั้น หัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะ "นี่คือ...""โควตาพิเศษสำหรับแชมป์เขต" โค้ชชัยตอบเสียงกลั้วหัวเราะ "ทางสมาคมฯ กำลังจะเปิด