Mag-log in“เออ ๆ โตจนมหา’ลัยแล้วคงไม่ต้องมานั่งป้อนข้าวป้อนนมเหมือนเด็กน่าจะไม่มีปัญหา แต่บอกไว้เลยนะ ถ้าดื้อกับกู กูเตะกลิ้งแน่”
//เออ ลูกกูเป็นคนดี//
“ก็ลองเหมือนไอ้เด็กเวรวันนี้สิ กูจะไล่ให้ไปนอนข้างถนนเลย ถึงจะเป็นลูกมึงก็เถอะ”
//ไปเจออะไรมาวะ// พลเมืองนึกสงสัย ว่าเหมราชไปเจอใครมาถึงได้พาลหงุดหงิดมาจนตอนนี้ ทั้งที่โดยนิสัยก็ไม่ใช่คนใจร้อนหรือเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไร
//เด็กเวร พ่อไม่สั่งไม่สอน//
ฮัดชิ่ว!!! พลเมืองขยี้จมูกเบา ๆ
//สงสัยกูจะเป็นหวัด คันจมูกแปลก ๆ...ฮัดชิ่ว พูดต่อ ๆ//
“มึงคิดดูเถอะ มันนั่งยังไงให้หมากฝรั่งติดตูด โตเป็นควายแล้วไม่รู้จักดู อยู่ ๆ เข้ามาต่อยหน้ากู แม่งยังเจ็บไม่หาย...หาว่ากูเป็นโรคจิตไปจับตูดมัน เด็กเวรพ่อไม่สั่งไม่สอน”
ฮัดชิ่ว!!!!
//มันไม่มีพ่อรึเปล่า เด็กเหลือขอเกเร...พ่อทิ้ง หรือเด็กมีปัญหารึเปล่า อย่าไปใส่ใจเลย//
“เออ ถ้าพ่อมันทิ้งแล้วต้องกลายเป็นปัญหาสังคม...อืม...พ่อมันชั่วว่ะมึงว่าไหม”
ฮัดชิ่ว!!!
//กูว่ากูไม่ไหวละ ต้องไปกินยาก่อน แล้วเดี๋ยวอาทิตย์หน้าพากะเพราไปหา//
“เออ กินยาด้วย...แค่นี้แหละ”
ยามเย็นหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าบ้านสวนก็เงียบสงบ ไม่ได้วุ่นวายเหมือนย่านกลางเมืองที่พ่อของกะเพราอาศัยอยู่ แต่กะเพรากลับรู้สึกว่าวุ่นวายเรื่องรถยังดีกว่าวุ่นวายแบบป้าข้างบ้านเหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เด็กหนุ่มนั่งลงข้างลินดาแต่กลับไม่พูดจาอะไร ปีนี้กะเพราอายุสิบเก้าปีแล้ว แต่เพิ่งได้เข้ามหาวิทยาลัย เพราะมีช่วงหนึ่งก่อนที่พลเมืองจะตามหาสองคนแม่ลูกเจอ ลินดาต้องทำงานไกลบ้าน จำเป็นต้องพากะเพราไปด้วยเพราะไม่มีใครให้ฝาก อีกทั้งยังเกเรจนถูกซ้ำชั้น ทำให้กะเพราเรียนช้ากว่าที่ควรจะเป็น
“เป็นอะไร”
“เปล่า” หลายวันที่ได้ไปอาศัยอยู่กับพ่อ ทำให้เกิดคำถามมากมายในหัวของกะเพรา แต่เด็กหนุ่มเลือกจะเก็บเงียบและปล่อยมันผ่านไปเหมือนที่เคยเป็นมา แม้ว่าอยากจะรู้คำตอบแค่ไหนก็ตาม
“เมื่อกี้เขาโทรมาบอกว่าช่วงที่เขาไปทำงานต่างประเทศ เพราต้องไปอยู่กับเพื่อนเขาก่อน...เพื่อนเขาชื่ออาเหม”
“แม่รู้จักไหม”
กะเพราเงยหน้าขึ้นมองหน้าลินดา คำตอบที่ได้คือเธอพยักหน้าแล้วจึงเอ่ยต่อ
“รู้จัก เขาเป็นเพื่อนพ่อเรามาตั้งแต่ตอนเรียนนั่นแหละ แต่ไม่ได้เจอกันนานแล้ว...แต่ถ้าเพราไม่อยากอยู่กับคนอื่น ก็กลับมาอยู่บ้านก็ได้”
ก่อนกลับมาที่บ้านสวน พลเมืองได้อธิบายเรื่องความจำเป็นที่ต้องย้ายไปประจำต่างประเทศให้กะเพราฟัง และรับปากว่าจะหาทางให้ได้มาเรียนที่มหาวิทยาลัยที่อยากเรียน ไม่ต้องกลับมาเรียนแถวบ้านหรือรอสอบใหม่ปีหน้า ทั้งยังบอกว่าจะรีบหาทางย้ายกลับมาไทยให้เร็วที่สุด
“ไปอยู่กับพ่อเขาเป็นไงบ้าง ไม่เห็นเล่าให้ฟัง”
“ก็ไม่เป็นไง กินกับนอน...แต่ตอนกลับมีเรื่องนิดหน่อย”
ลินดากดสายตามองลูกชายที่นอนหนุนตักเธอ วีรกรรมที่ผ่านมาไม่ได้จับฉลากได้ กว่าจะเข็นกันให้จบ ม.6 ก็หืดแทบขึ้นคอ เรื่องเกเรไม่เป็นรองใคร เดชะบุญที่ยังอุตส่าห์สอบติดมหาวิทยาลัยเหมือนกับคนอื่นเขา แม้จะเป็นคณะที่คะแนนไม่สูง แต่ลินดาก็พอใจมากที่กะเพราทำได้
“ไปมีเรื่องกับใครเขาอีกล่ะ”
“ไอ้โรคจิตอะแม่ มันจับตูดผมแล้วบอกว่าหมากฝรั่งติดตูด ผมว่ามันนั่นแหละที่เอามาติด...เลยต่อยมันปากแตกเลย”
“เฮ้ออออ เมื่อไหร่จะเลิกนิสัยแบบนี้สักที นี่แหละแม่ถึงไม่อยากให้ไปไกลหูไกลตา อีตานั่นพอลูกสอบติดจริงก็ไม่มีปัญญาจะอยู่ดูแล ทำพูดดีแต่ปาก กี่ปี ๆ ไม่เคยเปลี่ยน”
“แม่ใจเย็น ผักจะเอาไปทำกับข้าว มันเหมือนหน้าพ่อที่ไหนล่ะ เดี๋ยวก็ไม่ได้กินพอดี”
กะเพราขยับถอยออกห่าง ไม่เช่นนั้นตัวเองนี่แหละจะกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ ก็ดันหน้าเหมือนพ่อมากกว่าแม่ มันก็ต้องหวั่นใจกันเป็นธรรมดา และก็เพราะหน้าเหมือนพ่อหรือเปล่าที่ทำให้แม่มักจะตีแรง ๆ ทุกครั้งที่ทำผิด
“อาทิตย์หน้าพ่อเขาจะมารับ เตรียมข้าวของให้เรียบร้อย เขาจะพาไปฝากกับอาเหม แล้วไปอยู่กับคนอื่นก็เพลา ๆ ลงบ้างนิสัยตัวเองที่มันไม่ดี”
“รู้น่า” กะเพราตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อย ไม่มีวันไหนไม่โดนบ่น ไม่มีวันไหนที่จะเป็นคนดีในสายตาแม่เลยสักครั้ง
“พล” เหมราชเดินออกมาจากลิฟต์แล้วเอ่ยทักทายเพื่อนที่ยืนอยู่กับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่หันหลังมาทางตน เหมราชเดาได้ไม่ยาก นั่นคงเป็นลูกชายของพลเมืองที่จะต้องมาอยู่กับตัวเอง“มาแล้ว...เพรา อาเหมมาละ สวัสดีอาเหมสิ”“สะ...” กะเพราหันกลับมาพร้อมยกมือไหว้ แต่เมื่อเห็นใบหน้าของอาเหมที่ต้องมาอยู่ด้วยก็ต้องเปลี่ยนท่าที ทั้งสองเมื่อได้เห็นหน้ากันก็ทำราวกับว่าเจอผี“ไอ้โรคจิต/ไอ้เด็กเวรพ่อไม่สั่งสอน” จากคำทักทายดุจญาติมิตรเปลี่ยนเป็นคำสบถจากทั้งคู่“พ่อ ผมไม่อยู่กับไอ้โรคจิตนี่นะ” กะเพราหันไปหาพลเมืองที่ยืนงงกับเหตุการณ์นี้อยู่“กูก็ไม่รับเลี้ยงเด็กพ่อไม่สั่งไม่สอนแบบนี้นะ นี่แหละไอ้เด็กเวรที่กูเล่าให้มึงฟัง...อย่าบอกว่ามันเป็นลูกมึงนะ”เหมราชชี้หน้ากะเพรา คนที่ถูกต่อว่านึกโมโห อ้าปากงับและกัดนิ้วที่ชี้หน้าอย่างแรงจนเหมราชดิ้นพล่าน“ไอ้เด็กเวร ไอ้เด็กพ่อไม่สอน...ปล่อยกู!!! ไอ้พล ไอ้เด็กนี่ลูกมึงใช่ไหม”“อื้ม...ไอ้ลูกพ่อไม่สอน ลูกกูเอง”“บอกมันปล่อยกู เจ็บ!!! โอ้ยยยยย”“เพรา ๆ ปล่อยลูกปล่อย พ่อสอนอันนี้พ่อสอน” พลเมืองดึงตัวลูกชายให้ออกห่างจากเหมราช“พ่อชั่ว พ่อไม่สอน”พลเมืองเถียงไม่ได้ซะด้วย เพราะตั้งแ
“ทะเลาะกันเลย อย่าหยุดนะ ใครหยุดแพ้” กะเพราเดินออกมาจากจุดนั้น เหนื่อยหน่ายกับสิ่งที่เป็น ทีแรกก็ลังเลใจ แต่เห็นสภาพตอนนี้แล้วไปอยู่กับคนอื่นคงจะดีกว่า กะเพราตัดสินใจแน่วแน่ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยนั้นให้ได้“ถ้าไม่เรียนก็ต้องเป็นคนดีแบบฟรี ๆ ดิวะ เรื่องไรล่ะ” กว่าจะสอบเข้าได้ไม่ใช่เรื่องง่าย อุตส่าห์อดทนอ่านหนังสือไม่ออกไปขับมอเตอร์ไซค์เล่นกับเพื่อนตั้งหลายเดือน เรื่องอะไรจะยอมให้สูญเปล่า ต่อให้ต้องไปอาศัยอยู่กับเพื่อนพ่อชั่วคราวก็จะไป“ไปกันเถอะ” พลเมืองเดินตามลูกชายออกมา“พ่อกับแม่ทะเลาะกันเสร็จแล้วเหรอ” กะเพราถามแกมประชด ไม่มีใครถูกทั้งหมดในสมการนี้ พ่อและแม่ต่างผิดกันคนละส่วน“หยุดทำไมอะพ่อ แม่โยนแค่ฝาหม้อเอง ยังไม่เผาบ้านเลย”“เห็นแก่แกนั่นแหละ...พ่อยอมเขาหน่อยก็ได้ เดี๋ยวจะเปลี่ยนใจไม่ให้แกไปเรียนอีก ไปอยู่ที่นั่นละดี เดี๋ยวแม่แกผีออกก็หายเอง”“ครับ แต่ผมขอกลับมาเยี่ยมแม่ช่วงวันหยุดนะ”“เออ ตามใจ...ไปกันเถอะ เดี๋ยวแม่แกตามมา”พลเมืองขับรถออกจากบ้านสวนมุ่งหน้าสู่คอนโดใจกลางเมืองของเหมราช การจราจรในเมืองใหญ่ช่วงเย็นค่อนข้างติดขัด กะเพรานึกสงสัยว่าใช้ชีวิตอยู่กันได้
“พี่ทำงานที่นี่เหรอคะ” หญิงสาวรูปร่างหน้าตาจัดว่าสะสวย เอ่ยถามเมื่อเห็นคนที่เธอเพิ่งไปออกเดตด้วยเดินออกจากตึกที่กำลังก่อสร้าง เหมราชอยู่ในชุดที่ต่างออกไปจากทุกวัน เพราะเสื้อดันไปเกี่ยวกับเหล็กจนขาด ทำให้ต้องเปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดธรรมดาก่อนชั่วคราว“ครับ” เหมราชพยักหน้ารับเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับคำตอบของตัวเอง“มีอะไรรึเปล่า” เขาเอ่ยถามหญิงสาวคนที่เพิ่งออกเดตกันไปเมื่อสัปดาห์ก่อน วันนี้เธอผ่านมาแถวไซต์งานของเหมราชจึงอยากจะแวะเข้ามาทักทาย แววตาหญิงสาวเปลี่ยนไป เธอเงยหน้าขึ้นมองตึกสูงที่กำลังก่อสร้างอยู่อีกครั้ง ตึกนี้ก่อสร้างใหญ่โตมูลค่าคงไม่น้อย แต่คนที่อยู่ตรงหน้าเธอนั้นหล่อก็จริงแต่กลับไม่ใช่อย่างที่เธอหวังเอาไว้ เธอกลับมามองที่เหมราชอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มแห้งออกมาอย่างฝืน ๆ“นึกว่าทำงานอะไร ที่แท้ก็คนงานก่อสร้าง...เป็นอาชีพที่ดีนะคะ อาชีพสุจริต แต่ขอตัวนะคะ”“หะ?” เหมราชไม่ทันได้โต้แย้ง เจ้าหล่อนรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปจากหน้าไซต์งานของเขา วิศวกรหัวหน้าฝ่ายมองหมวกนิรภัยสีขาวที่ถืออยู่ในมือ นึกขบขันแต่ก็ไม่คิดจะตามไปอธิบายให้เธอได้เข้าใจว่า หมวกสีขาวนี้มีเพียงวิศวกร หัวหน้างาน หรือระดับผู้บริห
“เออ ๆ โตจนมหา’ลัยแล้วคงไม่ต้องมานั่งป้อนข้าวป้อนนมเหมือนเด็กน่าจะไม่มีปัญหา แต่บอกไว้เลยนะ ถ้าดื้อกับกู กูเตะกลิ้งแน่”//เออ ลูกกูเป็นคนดี//“ก็ลองเหมือนไอ้เด็กเวรวันนี้สิ กูจะไล่ให้ไปนอนข้างถนนเลย ถึงจะเป็นลูกมึงก็เถอะ”//ไปเจออะไรมาวะ// พลเมืองนึกสงสัย ว่าเหมราชไปเจอใครมาถึงได้พาลหงุดหงิดมาจนตอนนี้ ทั้งที่โดยนิสัยก็ไม่ใช่คนใจร้อนหรือเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไร//เด็กเวร พ่อไม่สั่งไม่สอน//ฮัดชิ่ว!!! พลเมืองขยี้จมูกเบา ๆ//สงสัยกูจะเป็นหวัด คันจมูกแปลก ๆ...ฮัดชิ่ว พูดต่อ ๆ//“มึงคิดดูเถอะ มันนั่งยังไงให้หมากฝรั่งติดตูด โตเป็นควายแล้วไม่รู้จักดู อยู่ ๆ เข้ามาต่อยหน้ากู แม่งยังเจ็บไม่หาย...หาว่ากูเป็นโรคจิตไปจับตูดมัน เด็กเวรพ่อไม่สั่งไม่สอน”ฮัดชิ่ว!!!!//มันไม่มีพ่อรึเปล่า เด็กเหลือขอเกเร...พ่อทิ้ง หรือเด็กมีปัญหารึเปล่า อย่าไปใส่ใจเลย//“เออ ถ้าพ่อมันทิ้งแล้วต้องกลายเป็นปัญหาสังคม...อืม...พ่อมันชั่วว่ะมึงว่าไหม”ฮัดชิ่ว!!!//กูว่ากูไม่ไหวละ ต้องไปกินยาก่อน แล้วเดี๋ยวอาทิตย์หน้าพากะเพราไปหา//“เออ กินยาด้วย...แค่นี้แหละ”ยามเย็นหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าบ้านสวนก็เงียบสงบ ไม่ได้วุ่นวายเหมือนย่า
“ทำไมวะ เลิกกันไปนานแล้วไม่ใช่เหรอวะ ถ้ากูจำไม่ผิด จำได้ว่าพ่อแม่เขากับมึงตกลงกันแล้วนี่ แล้วยังไงทีนี้” นั่นคือส่วนที่เหมราชรู้ แต่เรื่องมันผ่านมาเกือบยี่สิบปีแล้ว เขาก็จำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้//ที่จริงกูกับเขาติดต่อกันมาตลอด หมายถึงในฐานะพ่อของลูก แต่ไม่เคยจะคุยกันดี ๆ หรอก//“เออ แล้วยังไง”//ปีนี้ลูกกูอายุสิบเก้าปีแล้ว กำลังจะเข้ามหา’ลัย//“โอ้โห...ลูกหรือน้องชายวะ” เหมราชพูดติดตลก ตอนนี้พวกเขาอายุสามสิบห้า เป็นช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยอิสระและมีรากฐานชีวิตแล้วพอสมควร ในขณะที่เพื่อนมีลูกชายโตขนาดนั้นแต่เขากลับเพิ่งเลิกกับคนรักไป จบกันไม่ดีเท่าไรแต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดที่มองหน้ากันไม่ได้ ฝ่ายนั้นพยายามจะตามง้อขอคืนดี แต่เหมราชกลับปฏิเสธไปเพราะเบื่อหน่ายกับการที่ต้องตามเอาใจใครสักคน//สอบติดมหา’ลัยใกล้คอนโดมึงอะ//“เออ ก็ดีนี่...แม่เขาอยู่ต่างจังหวัด มึงก็เอามาเลี้ยงเองดิ”//เรื่องมีอยู่ว่า...// พลเมืองเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะพูดต่อ//บริษัทส่งกูไปประจำที่เวียดนาม เพิ่งรู้วันนี้เอง ถ้าปฏิเสธมึงก็น่าจะรู้ ไม่บีบออกก็ต้องถูกปลดสักวัน กูไม่พร้อมตกงานว่ะ//พลเมืองอยากให้ลูกชายมาอยู่กับตน แต่สถ
“มึง!!! ไอ้เหี้ย”ผัวะ!!!!! ใบหน้าของเหมราชหันตามแรงหมัดที่ลอยเข้ามาปะทะใบหน้า เขาเซถอยหลังรู้สึกมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น กลิ่นคาวคลุ้งขึ้นจมูก เหมราชยกมือขึ้นเช็ดมุมปากแล้วก้มลงมองเลือดที่ติดอยู่บนหลังมือ“นายมาต่อยฉันทำไมเนี่ย!” วิศวกรหนุ่มเอ่ยถามด้วยโทสะ อยู่ ๆ ก็ถูกต่อยจนปากแตก อย่าว่าแต่คนใจเย็น ต่อให้เขาถือศีลแปดอยู่ก็ตบะหลุดได้ในตอนนี้“มึงควรโดนมากกว่านี้อีก ไอ้โรคจิต” เด็กหนุ่มชี้หน้าด่าเขา“นี่มันจะมากไปแล้วนะ”“มากไปเหรอ มึงจับตูดกูไม่มากกว่ารึไง”กะเพราหรือพลวัฒน์ ง้างหมัดขึ้นตั้งท่าจะต่อยเหมราชอีกสักหมัดสองหมัดให้หายหงุดหงิดที่ถูกอีกฝ่ายลวนลามจับก้นตัวเอง“หยุดนะ ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจจริง ๆ”“แจ้งมาเลย ไอ้โรคจิต”“นายมีหลักฐานอะไรถึงมากล่าวหาว่าฉันจับก้นนาย นายเองรึเปล่าที่โรคจิต...นี่เป็นมิจฉาชีพใช่ไหม อยากได้เงินใช่ไหม” เหมราชส่ายหน้าเบา ๆ ดูแล้วการแต่งตัวก็ไม่ได้แย่ แต่ไม่น่าเป็นมิจฉาชีพไปได้ สมัยนี้คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ อยากได้เงินก็เสแสร้งแกล้งแสดงตัวเป็นผู้เสียหาย เด็กสมัยนี้น่ากลัว ไม่ได้ใสซื่อเหมือนสมัยที่เขาเติบโตมา“ไอ้โรคจิต พอโดนจับได้แล้วก็ไม่ยอมรับ เฉไฉไปเรื่อ







