LOGIN“เขารักษาชีวิต…แต่กลับถูกหมายหัว ในวังที่ความจริงไม่มีค่ามีแค่อำนาจที่ตัดสินทุกอย่าง”
View Moreตอนที่ 1: ตื่นในร่างหมอหลวงตกอับ
กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ คละคลุ้งในอากาศที่อับชื้น... มันเริ่มด้วยความรู้สึกหนักอึ้งราวมหาราคตทับอก ลมหายใจแต่ละห้วงที่เค้นเข้าปอดมีเพียงความเย็นเฉียบและฝืดเคือง จนความหนาวเหน็บแล่นปราดไปตามไขสันหลัง บังคับให้ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม เคร้ง... เคร้ง... เสียงโลหะเย็นชืดเสียดสีดังกังวานอยู่ข้างโสตประสาท ทุกครั้งที่ขยับกายจะตามมาด้วยความร้าวระบมเจียนตาย หลินเซวียนขมวดคิ้วแน่น ฝืนเปลือกตาที่หนักอึ้งราวกับถูกทาด้วยกาวหนาให้เปิดขึ้นช้า ๆ ทว่าภาพแรกที่ปรากฏกลับไม่ใช่โคมไฟผ่าตัดที่คุ้นเคย... แต่เป็นพื้นหินสีกระดำกระด่างที่มีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่เป็นปื้น บ่งบอกถึงร่องรอยของความทรมานก่อนหน้านี้ ความเงียบงันเข้าปกคลุม หัวใจของเขาตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ที่นี่ไม่ใช่ห้องผ่าตัดที่สะอาดสะอ้าน ไม่ใช่โรงพยาบาลที่เขาใช้ชีวิตอยู่แทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมง และที่สำคัญ... มันไม่ใช่โลกเดิมที่เขาจากมา! เขาขยับกายจะลุกขึ้น แต่ความเย็นเยียบที่ข้อมือกลับรั้งร่างไว้ทันที โซ่เหล็กเส้นหนาพันธนาการแขนทั้งสองข้างไว้แน่น โลหะขรุขระบาดลึกเข้าไปในผิวหนังจนรับรู้ถึงแรงกดทับที่บดขยี้ลงบนกระดูก ขยับเพียงนิดความเจ็บปวดก็แล่นริ้วเข้าสู่สมอง "ฟื้นแล้วรึ" น้ำเสียงห้าวกระด้างและเย็นชาดังกดลงมาจากเหนือศีรษะ หลินเซวียนเงยหน้าขึ้นมองฝ่าแสงสลัว ชายร่างกำยำในชุดเกราะทหารยืนค้ำหัวเขาอยู่ แววตานั้นไร้ซึ่งความเห็นใจ มีเพียงความสมเพชและเฉยเมย ยังไม่ทันที่เขาจะอ้าปากเอ่ยถามสิ่งใด ความเจ็บปวดระดับรุนแรงก็ระเบิดออกกลางกะโหลกศีรษะ! "อึก...!" เขาร่วงลงไปคู้กายกับพื้นหิน สองมือกุมขมับที่มีโซ่ตรวนล่ามไว้ ภาพเหตุการณ์นับพันหมื่นไหลบ่าเข้ามาดั่งเขื่อนแตก มันไม่ใช่ความทรงจำของเขา... แต่เป็นของเจ้าของร่างนี้ หมอหลวงหนุ่มผู้มีอนาคตไกล... รักษาล้มเหลว... คนไข้สูงศักดิ์สิ้นลม... ตามมาด้วยเสียงก่นด่าและข้อหาที่ยัดเยียดให้โดยไม่อาจขัดขืน... 'จงใจปลงพระชนม์' ลมหายใจของหลินเซวียนสะดุดกึก ดวงตาสั่นระริกด้วยความตื่นตระหนก นี่ไม่ใช่แค่การทะลุมิติมาอยู่ในร่างคนอื่นในโลกโบราณธรรมดา ๆ แต่มันคือการ "สวมรอยเป็นนักโทษประหาร" ที่กำลังจะถูกตัดหัวในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า! "นักโทษหลินเซวียน! ถึงเวลาของเจ้าแล้ว!" เสียงตะโกนประกาศิตดังก้องคุกใต้ดิน ร่างของเขาถูกฉุดกระชากให้ลุกขึ้นอย่างป่าเถื่อน โซ่เหล็กที่ล่ามเท้าครูดไปกับพื้นส่งเสียงบาดแก้วหู ราวกับเสียงหัวเราะของมัจจุราชที่ไล่หลังมาติด ๆ เขาถูกลากออกสู่โลกภายนอก แสงแดดจ้าสาดกระทบจนดวงตาพร่ามัว ลานกว้างเบื้องหน้าคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทหารนับร้อยยืนเรียงรายอารักขาอย่างแน่นหนา ชาวบ้านที่ล้อมดูอยู่ห่าง ๆ ต่างพากันสาปแช่งด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง และตรงหน้าห่างออกไปไม่กี่วา... คือแท่นประหารไม้สีดำทมิฬ ดาบยักษ์เล่มเขื่องสะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายปลาบเย็นเยียบ ข่มขวัญผู้มองจนหัวใจแทบหยุดเต้น "ตามคำพิพากษาแห่งราชสำนัก!" เจ้าเมืองผู้คุมการประหารคลี่ม้วนราชโองการ อ่านด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไร้ความปรานี "หมอหลวงหลินเซวียน กระทำการอุกอาจ ไร้ความสามารถในการรักษา เป็นเหตุให้คนไข้ถึงแก่ความตาย..." ความทรงจำในหัวของร่างเดิมเริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง... อาการป่วยก่อนหน้านั้น... ยาที่จัดให้... ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น... ไม่... มันไม่ใช่แบบนั้น! สัญชาตญาณของศัลยแพทย์มือหนึ่งในตัวเขากรีดร้อง "...มีเจตนาฆาตกรรมและประมาทเลินเล่อร้ายแรง โทษคือ... ประหารชีวิต!" โซ่ที่ข้อมือถูกกระชากอีกครา ร่างของหลินเซวียนถูกกดให้คุกเข่าลงบนแท่นประหาร ไม้กระดานรองเข่านั้นทั้งเย็นและชื้นแฉะไปด้วยคราบเหงื่อและคาวเลือดของนักโทษคนก่อน ๆ กลิ่นอายความตายงวดเข้ามาทุกขณะ หัวใจของเขาเต้นรัวดั่งกลองรบ เร็วเกินไป... มันเร็วเกินไปที่ชีวิตใหม่นี้จะจบลงตรงนี้! "ประหารได้!" สิ้นคำสั่ง เพชฌฆาตหน้ากากแดงก้าวออกประจำที่ ดาบเล่มโตถูกชูขึ้นเหนือศีรษะ เงาใบมีดพาดผ่านใบหน้าของหลินเซวียน ในวินาทีเฉียดตายนั้นเอง สมองของหมอจากศตวรรษที่ 21 เค้นวิเคราะห์ข้อมูลสุดท้ายอย่างสุดชีวิต ความทรงจำของร่างเดิมเกี่ยวกับอาการของคนไข้ก่อนสิ้นใจแล่นเข้ามา... เล็บมือที่เขียวคล้ำ... อาการชักกระตุกที่ผิดธรรมชาติ... นั่นไม่ใช่การรักษาพลาด แต่มันคือการวางยาพิษที่แนบเนียน! ดวงตาของหลินเซวียนเบิกกว้าง ประกายแห่งการเอาตัวรอดลุกโชนขึ้นแทนที่ความหวาดกลัว! "เดี๋ยว!" เขาตะโกนสุดเสียง กรีดทะลวงความเงียบงันก่อนที่คมดาบจะทิ้งตัวลงมา เสียงนั้นทรงพลังจนเพชฌฆาตชะงัก ดาบยักษ์หยุดกึกอยู่กลางอากาศ ทหารและฝูงชนพากันนิ่งงันราวกับถูกมนต์สะกด หลินเซวียนเงยหน้าขึ้นมองไปยังแท่นประธาน สายตาที่เคยสับสนลนลานมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความนิ่งสงบและเฉียบคม ราวกับมือมีดผ่าตัดที่ผ่านการเคี่ยวกรำมาอย่างโชกโชน "ให้ข้าตรวจศพอีกครั้ง..." น้ำเสียงของเขาแหบพร่า แต่กลับมีกระแสอำนาจบางอย่างที่สั่นคลอนหัวใจผู้ฟัง "เขายังไม่ตาย... และข้ารักษาเขาได้!" ลานประหารทั้งลานเงียบกริบ แม้แต่เสียงลมพัดผ่านชายเสื้อยังดังก้องเกินไป ทุกสายตาจับจ้องมาที่นักโทษหนุ่มผู้กำลังท้าทายพญามัจจุราช ด้วยคำประกาศที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้ยิน!ตอนที่ 13: หวงแบบไม่รู้ตัว แสงอรุณสาดส่องผ่านลวดลายสลักของบานหน้าต่างไม้จันทน์หอม กลิ่นกำยานที่เคยให้ความรู้สึกสงบ กลับถูกเจือด้วยกลิ่นอายของความตึงเครียดที่ลอยอวลอยู่ในอากาศหลินเซวียนก้าวเท้าข้ามธรณีประตูตำหนักที่ประทับตามเวลาปกติ แต่ทว่าฝีเท้าของเขากลับต้องชะงักลง เมื่อสายตาปะทะกับกลุ่มอาภรณ์สีเข้มของเหล่าหมอหลวงอาวุโสที่ยืนเรียงรายกันอยู่เบื้องหน้าเตียงมังกร ดวงตาของหลินเซวียนหรี่ลงเล็กน้อย หัวใจพลันกระตุกวูบด้วยสัญชาตญาณ“ดูท่า... อากาศยามเช้าวันนี้จะมิได้ปลอดโปร่งอย่างที่คิดเสียแล้ว” เขาคิดในใจพลางกำกล่องเข็มเงินในมือแน่นขึ้นหมอหลวงจาง ผู้อาวุโสที่สุดในสำนักหมอหลวง ก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับโค้งกายต่ำจนแทบจะขนานกับพื้น เสียงแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยนัยยะกดดันดังขึ้น“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท... แม้ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาพระวรกายจะดูฟื้นฟูขึ้นมาก แต่นั่นเป็นเพียงการรักษาจากหมอเพียงคนเดียว เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของแผ่นดิน กระหม่อมและคณะหมอหลวงเห็นสมควรว่า ควรมีการ ‘ตรวจทาน’ และ ‘ยืนยัน’ ผลการรักษาให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”คำพูดนั้นดูฟังดูจงรักภักดี แต่หลินเซวียนกลับสัมผัสได้ถึงความริษย
ตอนที่ 12: เมื่อเส้นขีดจำกัดถูกทำลายหมอกยามเช้ายังปกคลุมยอดตำหนักไม่ทันจาง แต่เสียงเคาะประตูที่หน้าเรือนพักของหมอหลวงกลับดังขึ้นเร็วกว่าทุกวัน หลินเซวียนขยับกายลุกขึ้นด้วยความประหลาดใจ เมื่อเปิดประตูออกมาพบกับขันทีคนเดิมที่ยืนรออยู่พร้อมรอยยิ้มที่ดูมีความนัยมากกว่าปกติ"ท่านหมอหลิน เช้านี้ต้องขออภัยที่มารบกวนเร็วไปเสียหน่อย"น้ำเสียงนั้นนอบน้อม แต่คำพูดถัดมากลับทำให้หัวใจของคนฟังเต้นผิดจังหวะ"แต่ฝ่าบาท... ทรงตื่นบรรทมแล้ว และดูเหมือนจะทรงรอท่านอยู่"คำว่า 'รอ' ที่หลุดออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจนั้น ทำให้หลินเซวียนรู้สึกว่าเช้านี้อากาศดูจะหนักอึ้งขึ้นมาทันที ราวกับมีบางสิ่งในวังหลวงกำลังเร่งเร้าให้ความสัมพันธ์นี้รุดหน้าไปโดยไม่รอเวลาเมื่อก้าวเข้าสู่ตำหนักหลวง ความเงียบเชียบที่ผิดปกติกลับเข้ามาปะทะ ความวุ่นวายของเหล่านางกำนัลและขันทีที่เคยเดินสวนกันไปมาบัดนี้กลับหายไป เหลือเพียงแสงตะเกียงที่วับแวมและกลิ่นกำยานที่หอมเข้มข้นขึ้น บรรยากาศรอบตัวดูเหมือนถูก 'จัดวาง' ไว้เพื่อให้เหลือเพียงคนสองคนในโลกที่ตัดขาดจากภายนอกหลินเซวียนรู้สึกได้ถึงความอึดอัดที่แสนหวาน มวลอากาศรอบตัวบีบคั้นจนเขาต้องลอบส
ตอนที่ 11: ความใกล้ชิดที่เริ่ม "ผิดแผก"แสงทองของรุ่งอรุณทอฉาบหลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองอร่ามของวังหลวง กลิ่นน้ำค้างยามเช้ายังไม่ทันจางหาย เสียงฝีเท้าที่เคยเร่งรีบด้วยความประหม่าของ หลินเซวียน กลับกลายเป็นจังหวะที่มั่นคงขึ้น ขันทีผู้นำทางคนเดิมเดินนำอยู่เบื้องหน้า แต่ทว่าท่าทีกลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหากเป็นเมื่อก่อน ทหารองครักษ์คงเข้ามาขัดขวางและตรวจตราอย่างเข้มงวดจนน่าอึดอัด ทว่าในวันนี้ เพียงเห็นเงาร่างโปร่งในชุดหมอหลวงเดินมาแต่ไกล หอกในมือกลับถูกลดลงอย่างรู้ความ ขันทีเฒ่าแย้มรอยยิ้มบางพลางผุดกายประสานมือ"ท่านหมอหลิน เชิญทางนี้ขอรับ ฝ่าบาททรงเพิ่งเสวยน้ำชาเสร็จพอดี"น้ำเสียงนั้นไม่มีความจองหองเหลืออยู่ มีเพียงความเกรงใจที่มอบให้แก่ 'คนโปรด' โดยที่หลินเซวียนเองก็ไม่ทันสังเกตว่ากำแพงความหวาดระแวงในใจของเขากำลังพังทลายลงทีละน้อย...ข้าเริ่มชินกับเส้นทางนี้ หรือชินกับ 'คน' ที่รออยู่ปลายทางกันแน่...บานประตูตำหนักไม้หอมเปิดออก กลิ่นกำยานอ่อนๆ ลอยมาปะทะจมูก หลินเซวียนก้าวเข้าไปในพื้นที่ส่วนพระองค์โดยไม่ต้องรอคำอนุญาตเหมือนวันแรกๆ ภาพที่เห็นจนตาพร่าคือ โอรสสวรรค์ ในฉลองพระองค์ลำลองส
ตอนที่ 10: เงาข้างบัลลังก์แสงอาทิตย์ยังไม่ทันพ้นขอบฟ้าดี หมอกจางๆ ยังคงปกคลุมเรือนพักหมอหลวงจนดูสลัวราง หลินเซวียนตื่นขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณที่ว่องไวผิดปกติ เขายังไม่ทันได้ล้างหน้าหรือจัดระเบียบเครื่องแต่งกาย เสียงเคาะประตูที่สม่ำเสมอแต่หนักแน่นก็ดังขึ้นเสียก่อนเมื่อเปิดประตูออก เขาพบกับขันทีระดับสูงที่ยืนสงบนิ่งรออยู่แล้ว พร้อมกับเกี้ยวไม้แกะสลักที่ปกติมีไว้สำหรับขุนนางชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ ท่านหมอหลิน”หลินเซวียนชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจกระตุกวูบด้วยความฉงน นี่มันเร็วเกินไป... เร็วเสียจนเหมือนว่าเจ้าของแผ่นดินผู้นั้นไม่ได้ ‘เรียกหา’ ตามเวลาปกติ แต่กำลัง ‘รอคอย’ การปรากฏตัวของเขาอยู่ก่อนแล้วภายในพระราชวังยามเช้าตรู่นั้นเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของเหล่าข้าหลวงที่เดินสวนกันอย่างรีบเร่ง เมื่อหลินเซวียนก้าวเข้าสู่เขตตำหนักบรรทม ความรู้สึกกดดันที่เคยบีบคั้นจนหายใจไม่ออกในวันแรกกลับจางหายไป กลายเป็นความรู้สึก ‘คุ้นชิน’ อย่างประหลาดทว่าสิ่งที่ยังคงเดิมคือสายตาของโจวเหวินตี้ฮ่องเต้หนุ่มประทับนั่งอยู่บนตั่งไม้กลางห้อง ทรงฉลองพระองค์ชุดลำลองสีเข





