Mag-log in“ทะเลาะกันเลย อย่าหยุดนะ ใครหยุดแพ้” กะเพราเดินออกมาจากจุดนั้น เหนื่อยหน่ายกับสิ่งที่เป็น ทีแรกก็ลังเลใจ แต่เห็นสภาพตอนนี้แล้วไปอยู่กับคนอื่นคงจะดีกว่า กะเพราตัดสินใจแน่วแน่ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยนั้นให้ได้
“ถ้าไม่เรียนก็ต้องเป็นคนดีแบบฟรี ๆ ดิวะ เรื่องไรล่ะ” กว่าจะสอบเข้าได้ไม่ใช่เรื่องง่าย อุตส่าห์อดทนอ่านหนังสือไม่ออกไปขับมอเตอร์ไซค์เล่นกับเพื่อนตั้งหลายเดือน เรื่องอะไรจะยอมให้สูญเปล่า ต่อให้ต้องไปอาศัยอยู่กับเพื่อนพ่อชั่วคราวก็จะไป
“ไปกันเถอะ” พลเมืองเดินตามลูกชายออกมา
“พ่อกับแม่ทะเลาะกันเสร็จแล้วเหรอ” กะเพราถามแกมประชด ไม่มีใครถูกทั้งหมดในสมการนี้ พ่อและแม่ต่างผิดกันคนละส่วน
“หยุดทำไมอะพ่อ แม่โยนแค่ฝาหม้อเอง ยังไม่เผาบ้านเลย”
“เห็นแก่แกนั่นแหละ...พ่อยอมเขาหน่อยก็ได้ เดี๋ยวจะเปลี่ยนใจไม่ให้แกไปเรียนอีก ไปอยู่ที่นั่นละดี เดี๋ยวแม่แกผีออกก็หายเอง”
“ครับ แต่ผมขอกลับมาเยี่ยมแม่ช่วงวันหยุดนะ”
“เออ ตามใจ...ไปกันเถอะ เดี๋ยวแม่แกตามมา”
พลเมืองขับรถออกจากบ้านสวนมุ่งหน้าสู่คอนโดใจกลางเมืองของเหมราช การจราจรในเมืองใหญ่ช่วงเย็นค่อนข้างติดขัด กะเพรานึกสงสัยว่าใช้ชีวิตอยู่กันได้อย่างไร บ้านสวนของแม่อยู่ห่างที่นี่ไปสองร้อยกว่ากิโลเมตร ที่ผ่านมาอาจจะเคยไปค้างตามบ้านเพื่อนหรือเที่ยวเล่นจนไม่กลับบ้าน แต่มันกลับไม่ได้รู้สึกหวิว ๆ ในใจเหมือนตอนนี้
“อยู่กับอาเหมไปก่อน พ่อจะพยายามหาทางย้ายกลับมาให้เร็วที่สุด”
“อืม” กะเพราตอบสั้น ๆ จนพลเมืองต้องชำเลืองตามามอง
“แล้วอย่าไปยกพวกตีกับใครอีกล่ะ โตแล้วไม่ใช่เด็ก ๆ”
วีรกรรมตีไม่ซ้ำจำโจทก์ไม่ได้ของลูกชายทำให้พลเมืองเป็นห่วงมาก และคนเดียวที่เขาไว้ใจก็คือเหมราช เพื่อนสนิทที่คบหากันมาอย่างยาวนาน เหมราชไม่ใช่คนใจร้อนแม้บางทีจะปากเสียไปบ้างก็ตาม แต่ก็นับว่าเชื่อถือและไว้ใจได้ที่สุดในบรรดาเพื่อนทุกคน การฝากกะเพราไว้กับเพื่อนคนนี้น่าจะดีที่สุด
“ใครกวนตีนก็ไม่เก็บมันไว้ทั้งนั้นแหละ”
“มันไม่คุ้มหรอก อย่าเอาอนาคตตัวเองไปแลกกับอารมณ์ชั่ววูบ”
“เหมือนพ่อที่มีผมเพราะอารมณ์ชั่ววูบน่ะเหรอ”
คำถามที่คนฟังต้องชาหนึบและคนพูดเหมือนกรีดซ้ำลงบนแผลของตัวเอง ภายนอกที่หัวเราะขบขัน แต่กลับไม่เคยมีใครเข้าถึงความรู้สึกนึกคิดของกะเพราเลยสักคน พลเมืองไม่ตอบคำถามของลูกชาย ไม่ว่าเหตุผลนั้นคืออะไร แต่เขาก็พูดได้เต็มปากว่ารักกะเพราไม่น้อยกว่าที่ลินดารัก
“เอาไว้พ่อกลับมาจากเวียดนาม จะพาไปหาปู่กับย่า”
“หึ ไม่ไปอะ”
ก็เพราะปู่กับย่าไม่ใช่รึไง ที่ทำให้เขามีชีวิตครอบครัวเว้าแหว่งแบบนี้ กะเพราเมินมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงแดดที่เคยสว่างจ้าตอนนี้ค่อย ๆ อ่อนแรงลง ไม่นานท้องฟ้าก็ถูกปกคลุมด้วยความมืด แต่กะเพราก็ยังคงนั่งอยู่ในรถเหมือนเดิม
“ไม่เบื่อบ้างเหรอ ใช้ชีวิตกับรถติดแบบนี้”
“ชินแล้ว เลือกจะมาเรียนที่นี่ก็ต้องอดทน” พลเมืองตอบ ในขณะที่สายตายังจับจ้องอยู่กับการจราจรด้านหน้า
“อยู่แยกนี้ครึ่งชั่วโมงแล้วนะ” กะเพราหันมองพลเมือง
“เลี้ยวซ้ายข้างหน้าก็ถึงแล้ว”
ไม่นานพลเมืองก็ขับรถเข้ามาจอดหน้าคอนโดของเหมราช กะเพราลงจากรถพร้อมกระเป๋าสะพายใบหนึ่ง ส่วนกระเป๋าเสื้อผ้าอีกใบพ่อเป็นคนอาสาถือให้ คอนโดของเหมราชดูจะทันสมัยและมีขนาดใหญ่กว่าคอนโดของพ่อที่เคยไป กะเพราคิดเช่นนั้นจากสายตาที่มองดูคร่าว ๆ
“อาเหมกำลังลงมารับ” พลเมืองบอกลูกชาย
กะเพราเพียงแค่พยักหน้าไม่ได้เอ่ยตอบอะไร เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอะไรออกไปให้มากกว่านี้ ต่อไปก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จนกว่าพ่อจะหาทางย้ายกลับมาประจำที่ไทยได้ กะเพราไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะปกติก็ได้เจอพลเมืองแค่บางโอกาส
แม้ว่าจะได้ติดต่อทางโทรศัพท์มาตลอด แต่ความผูกพันก็ไม่ได้มากถึงขั้นต้องเสียอกเสียใจฟูมฟายร้องไห้ตาม ส่วนแม่ก็ต้องทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาให้กะเพรา การถูกเอาไปฝากเลี้ยงบ้านนั้นทีบ้านนี้ทีกลายเป็นเรื่องเคยชินไปแล้วสำหรับเด็กหนุ่ม
“พล” เหมราชเดินออกมาจากลิฟต์แล้วเอ่ยทักทายเพื่อนที่ยืนอยู่กับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่หันหลังมาทางตน เหมราชเดาได้ไม่ยาก นั่นคงเป็นลูกชายของพลเมืองที่จะต้องมาอยู่กับตัวเอง“มาแล้ว...เพรา อาเหมมาละ สวัสดีอาเหมสิ”“สะ...” กะเพราหันกลับมาพร้อมยกมือไหว้ แต่เมื่อเห็นใบหน้าของอาเหมที่ต้องมาอยู่ด้วยก็ต้องเปลี่ยนท่าที ทั้งสองเมื่อได้เห็นหน้ากันก็ทำราวกับว่าเจอผี“ไอ้โรคจิต/ไอ้เด็กเวรพ่อไม่สั่งสอน” จากคำทักทายดุจญาติมิตรเปลี่ยนเป็นคำสบถจากทั้งคู่“พ่อ ผมไม่อยู่กับไอ้โรคจิตนี่นะ” กะเพราหันไปหาพลเมืองที่ยืนงงกับเหตุการณ์นี้อยู่“กูก็ไม่รับเลี้ยงเด็กพ่อไม่สั่งไม่สอนแบบนี้นะ นี่แหละไอ้เด็กเวรที่กูเล่าให้มึงฟัง...อย่าบอกว่ามันเป็นลูกมึงนะ”เหมราชชี้หน้ากะเพรา คนที่ถูกต่อว่านึกโมโห อ้าปากงับและกัดนิ้วที่ชี้หน้าอย่างแรงจนเหมราชดิ้นพล่าน“ไอ้เด็กเวร ไอ้เด็กพ่อไม่สอน...ปล่อยกู!!! ไอ้พล ไอ้เด็กนี่ลูกมึงใช่ไหม”“อื้ม...ไอ้ลูกพ่อไม่สอน ลูกกูเอง”“บอกมันปล่อยกู เจ็บ!!! โอ้ยยยยย”“เพรา ๆ ปล่อยลูกปล่อย พ่อสอนอันนี้พ่อสอน” พลเมืองดึงตัวลูกชายให้ออกห่างจากเหมราช“พ่อชั่ว พ่อไม่สอน”พลเมืองเถียงไม่ได้ซะด้วย เพราะตั้งแ
“ทะเลาะกันเลย อย่าหยุดนะ ใครหยุดแพ้” กะเพราเดินออกมาจากจุดนั้น เหนื่อยหน่ายกับสิ่งที่เป็น ทีแรกก็ลังเลใจ แต่เห็นสภาพตอนนี้แล้วไปอยู่กับคนอื่นคงจะดีกว่า กะเพราตัดสินใจแน่วแน่ไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องไปเรียนมหาวิทยาลัยนั้นให้ได้“ถ้าไม่เรียนก็ต้องเป็นคนดีแบบฟรี ๆ ดิวะ เรื่องไรล่ะ” กว่าจะสอบเข้าได้ไม่ใช่เรื่องง่าย อุตส่าห์อดทนอ่านหนังสือไม่ออกไปขับมอเตอร์ไซค์เล่นกับเพื่อนตั้งหลายเดือน เรื่องอะไรจะยอมให้สูญเปล่า ต่อให้ต้องไปอาศัยอยู่กับเพื่อนพ่อชั่วคราวก็จะไป“ไปกันเถอะ” พลเมืองเดินตามลูกชายออกมา“พ่อกับแม่ทะเลาะกันเสร็จแล้วเหรอ” กะเพราถามแกมประชด ไม่มีใครถูกทั้งหมดในสมการนี้ พ่อและแม่ต่างผิดกันคนละส่วน“หยุดทำไมอะพ่อ แม่โยนแค่ฝาหม้อเอง ยังไม่เผาบ้านเลย”“เห็นแก่แกนั่นแหละ...พ่อยอมเขาหน่อยก็ได้ เดี๋ยวจะเปลี่ยนใจไม่ให้แกไปเรียนอีก ไปอยู่ที่นั่นละดี เดี๋ยวแม่แกผีออกก็หายเอง”“ครับ แต่ผมขอกลับมาเยี่ยมแม่ช่วงวันหยุดนะ”“เออ ตามใจ...ไปกันเถอะ เดี๋ยวแม่แกตามมา”พลเมืองขับรถออกจากบ้านสวนมุ่งหน้าสู่คอนโดใจกลางเมืองของเหมราช การจราจรในเมืองใหญ่ช่วงเย็นค่อนข้างติดขัด กะเพรานึกสงสัยว่าใช้ชีวิตอยู่กันได้
“พี่ทำงานที่นี่เหรอคะ” หญิงสาวรูปร่างหน้าตาจัดว่าสะสวย เอ่ยถามเมื่อเห็นคนที่เธอเพิ่งไปออกเดตด้วยเดินออกจากตึกที่กำลังก่อสร้าง เหมราชอยู่ในชุดที่ต่างออกไปจากทุกวัน เพราะเสื้อดันไปเกี่ยวกับเหล็กจนขาด ทำให้ต้องเปลี่ยนไปใส่เสื้อยืดธรรมดาก่อนชั่วคราว“ครับ” เหมราชพยักหน้ารับเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับคำตอบของตัวเอง“มีอะไรรึเปล่า” เขาเอ่ยถามหญิงสาวคนที่เพิ่งออกเดตกันไปเมื่อสัปดาห์ก่อน วันนี้เธอผ่านมาแถวไซต์งานของเหมราชจึงอยากจะแวะเข้ามาทักทาย แววตาหญิงสาวเปลี่ยนไป เธอเงยหน้าขึ้นมองตึกสูงที่กำลังก่อสร้างอยู่อีกครั้ง ตึกนี้ก่อสร้างใหญ่โตมูลค่าคงไม่น้อย แต่คนที่อยู่ตรงหน้าเธอนั้นหล่อก็จริงแต่กลับไม่ใช่อย่างที่เธอหวังเอาไว้ เธอกลับมามองที่เหมราชอีกครั้ง ก่อนจะยิ้มแห้งออกมาอย่างฝืน ๆ“นึกว่าทำงานอะไร ที่แท้ก็คนงานก่อสร้าง...เป็นอาชีพที่ดีนะคะ อาชีพสุจริต แต่ขอตัวนะคะ”“หะ?” เหมราชไม่ทันได้โต้แย้ง เจ้าหล่อนรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปจากหน้าไซต์งานของเขา วิศวกรหัวหน้าฝ่ายมองหมวกนิรภัยสีขาวที่ถืออยู่ในมือ นึกขบขันแต่ก็ไม่คิดจะตามไปอธิบายให้เธอได้เข้าใจว่า หมวกสีขาวนี้มีเพียงวิศวกร หัวหน้างาน หรือระดับผู้บริห
“เออ ๆ โตจนมหา’ลัยแล้วคงไม่ต้องมานั่งป้อนข้าวป้อนนมเหมือนเด็กน่าจะไม่มีปัญหา แต่บอกไว้เลยนะ ถ้าดื้อกับกู กูเตะกลิ้งแน่”//เออ ลูกกูเป็นคนดี//“ก็ลองเหมือนไอ้เด็กเวรวันนี้สิ กูจะไล่ให้ไปนอนข้างถนนเลย ถึงจะเป็นลูกมึงก็เถอะ”//ไปเจออะไรมาวะ// พลเมืองนึกสงสัย ว่าเหมราชไปเจอใครมาถึงได้พาลหงุดหงิดมาจนตอนนี้ ทั้งที่โดยนิสัยก็ไม่ใช่คนใจร้อนหรือเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไร//เด็กเวร พ่อไม่สั่งไม่สอน//ฮัดชิ่ว!!! พลเมืองขยี้จมูกเบา ๆ//สงสัยกูจะเป็นหวัด คันจมูกแปลก ๆ...ฮัดชิ่ว พูดต่อ ๆ//“มึงคิดดูเถอะ มันนั่งยังไงให้หมากฝรั่งติดตูด โตเป็นควายแล้วไม่รู้จักดู อยู่ ๆ เข้ามาต่อยหน้ากู แม่งยังเจ็บไม่หาย...หาว่ากูเป็นโรคจิตไปจับตูดมัน เด็กเวรพ่อไม่สั่งไม่สอน”ฮัดชิ่ว!!!!//มันไม่มีพ่อรึเปล่า เด็กเหลือขอเกเร...พ่อทิ้ง หรือเด็กมีปัญหารึเปล่า อย่าไปใส่ใจเลย//“เออ ถ้าพ่อมันทิ้งแล้วต้องกลายเป็นปัญหาสังคม...อืม...พ่อมันชั่วว่ะมึงว่าไหม”ฮัดชิ่ว!!!//กูว่ากูไม่ไหวละ ต้องไปกินยาก่อน แล้วเดี๋ยวอาทิตย์หน้าพากะเพราไปหา//“เออ กินยาด้วย...แค่นี้แหละ”ยามเย็นหลังพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าบ้านสวนก็เงียบสงบ ไม่ได้วุ่นวายเหมือนย่า
“ทำไมวะ เลิกกันไปนานแล้วไม่ใช่เหรอวะ ถ้ากูจำไม่ผิด จำได้ว่าพ่อแม่เขากับมึงตกลงกันแล้วนี่ แล้วยังไงทีนี้” นั่นคือส่วนที่เหมราชรู้ แต่เรื่องมันผ่านมาเกือบยี่สิบปีแล้ว เขาก็จำรายละเอียดทั้งหมดไม่ได้//ที่จริงกูกับเขาติดต่อกันมาตลอด หมายถึงในฐานะพ่อของลูก แต่ไม่เคยจะคุยกันดี ๆ หรอก//“เออ แล้วยังไง”//ปีนี้ลูกกูอายุสิบเก้าปีแล้ว กำลังจะเข้ามหา’ลัย//“โอ้โห...ลูกหรือน้องชายวะ” เหมราชพูดติดตลก ตอนนี้พวกเขาอายุสามสิบห้า เป็นช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยอิสระและมีรากฐานชีวิตแล้วพอสมควร ในขณะที่เพื่อนมีลูกชายโตขนาดนั้นแต่เขากลับเพิ่งเลิกกับคนรักไป จบกันไม่ดีเท่าไรแต่ก็ไม่ได้แย่ขนาดที่มองหน้ากันไม่ได้ ฝ่ายนั้นพยายามจะตามง้อขอคืนดี แต่เหมราชกลับปฏิเสธไปเพราะเบื่อหน่ายกับการที่ต้องตามเอาใจใครสักคน//สอบติดมหา’ลัยใกล้คอนโดมึงอะ//“เออ ก็ดีนี่...แม่เขาอยู่ต่างจังหวัด มึงก็เอามาเลี้ยงเองดิ”//เรื่องมีอยู่ว่า...// พลเมืองเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะพูดต่อ//บริษัทส่งกูไปประจำที่เวียดนาม เพิ่งรู้วันนี้เอง ถ้าปฏิเสธมึงก็น่าจะรู้ ไม่บีบออกก็ต้องถูกปลดสักวัน กูไม่พร้อมตกงานว่ะ//พลเมืองอยากให้ลูกชายมาอยู่กับตน แต่สถ
“มึง!!! ไอ้เหี้ย”ผัวะ!!!!! ใบหน้าของเหมราชหันตามแรงหมัดที่ลอยเข้ามาปะทะใบหน้า เขาเซถอยหลังรู้สึกมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น กลิ่นคาวคลุ้งขึ้นจมูก เหมราชยกมือขึ้นเช็ดมุมปากแล้วก้มลงมองเลือดที่ติดอยู่บนหลังมือ“นายมาต่อยฉันทำไมเนี่ย!” วิศวกรหนุ่มเอ่ยถามด้วยโทสะ อยู่ ๆ ก็ถูกต่อยจนปากแตก อย่าว่าแต่คนใจเย็น ต่อให้เขาถือศีลแปดอยู่ก็ตบะหลุดได้ในตอนนี้“มึงควรโดนมากกว่านี้อีก ไอ้โรคจิต” เด็กหนุ่มชี้หน้าด่าเขา“นี่มันจะมากไปแล้วนะ”“มากไปเหรอ มึงจับตูดกูไม่มากกว่ารึไง”กะเพราหรือพลวัฒน์ ง้างหมัดขึ้นตั้งท่าจะต่อยเหมราชอีกสักหมัดสองหมัดให้หายหงุดหงิดที่ถูกอีกฝ่ายลวนลามจับก้นตัวเอง“หยุดนะ ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจจริง ๆ”“แจ้งมาเลย ไอ้โรคจิต”“นายมีหลักฐานอะไรถึงมากล่าวหาว่าฉันจับก้นนาย นายเองรึเปล่าที่โรคจิต...นี่เป็นมิจฉาชีพใช่ไหม อยากได้เงินใช่ไหม” เหมราชส่ายหน้าเบา ๆ ดูแล้วการแต่งตัวก็ไม่ได้แย่ แต่ไม่น่าเป็นมิจฉาชีพไปได้ สมัยนี้คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ อยากได้เงินก็เสแสร้งแกล้งแสดงตัวเป็นผู้เสียหาย เด็กสมัยนี้น่ากลัว ไม่ได้ใสซื่อเหมือนสมัยที่เขาเติบโตมา“ไอ้โรคจิต พอโดนจับได้แล้วก็ไม่ยอมรับ เฉไฉไปเรื่อ







![10 Years ago [10 ปีที่แอบรัก] (BL- Mpreg)](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)