Mag-log inเมื่อแพทย์หนุ่มจากโลกปัจจุบันทะลุมิติมาอยู่ในร่างของ “เมิ่งอวี่” ชายหนุ่มยากจนแห่งหมู่บ้านชนบท สิ่งที่เขามีติดตัวไม่ใช่อำนาจหรือโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ หากแต่เป็นความรู้ด้านการแพทย์และสมุนไพรที่สั่งสมมาทั้งชีวิต จากกระท่อมเก่าหลังหนึ่งและที่ดินรกร้างผืนเล็ก เมิ่งอวี่เริ่มปลูกสมุนไพร ปรุงยา รักษาคนป่วย และค่อยๆ สร้างชื่อเสียงในฐานะหมอผู้มีฝีมือเหนือผู้ใด ทว่าเส้นทางชีวิตของเขากลับเปลี่ยนไป เมื่อได้ช่วยชีวิต “หรงจิ่นเซวียน” เศรษฐีเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่งที่สุดในแคว้น ชายผู้ถูกหมอทั่วหล้าตัดสินว่าไม่มีวันมีชีวิตยืนยาว จากคนไข้…กลายเป็นสหาย จากสหาย…กลายเป็นคนสำคัญ และจากการรักษาโรคร้าย กลับกลายเป็นการรักษาหัวใจของชายผู้โดดเดี่ยวมาตลอดชีวิต ร่วมติดตามเรื่องราวการสร้างสวนสมุนไพร คิดค้นตำรับยา รักษาผู้คนทั่วแผ่นดิน และความรักอันอบอุ่นของหมอหนุ่มผู้เปลี่ยนชะตาผู้คนด้วยสองมือของตนเอง
view moreตอนที่ 1: ตื่นจากฝัน รอยต่อของสองวิญญาณ
ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงเสียจนประสาทรับรู้ทุกส่วนของร่างกายคล้ายจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ เสียงบดขยี้ของโลหะหนักหลายตันที่พุ่งเข้าปะทะร่างอย่างรุนแรงยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาท ‘เหมือนฝัน’ ศัลยแพทย์หนุ่มอนาคตไกลจำได้ดีว่าวินาทีนั้นเขากำลังประคองพวงมาลัยรถยนต์คันเก่งกลับจากการเข้าเวรยาวนานกว่าสามสิบชั่วโมง เปลือกตาที่หนักอึ้งและสติที่หลุดลอยเพียงเสี้ยววินาทีดึงเขาลงสู่ขุมนรกแห่งความตายเด่นชัด วิ้ดว่อ... วิ้ดว่อ... เสียงไซเรนของรถพยาบาลดังก้องสะท้อนกังวานลอยมาแว่ว ๆ แสงสีแดงและน้ำเงินกะพริบวิบวับผ่านม่านตาที่พร่าเลือน กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นไหม้ของยางรถยนต์และน้ำมันเครื่อง เสียงตะโกนอย่างร้อนรนของเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่พยายามยื้อชีวิตเขาดังกดทับเข้ามาในสมอง “คนไข้สัญญาณชีพต่ำลงเรื่อย ๆ! คุณหมอครับ! คุณหมอเหมือนฝัน ได้ยินผมไหมครับ!” ‘ได้ยิน... ฉันได้ยิน...’ เหมือนฝันพยายามเปล่งเสียงตอบในใจ ทว่าลำคอกลับแห้งผากและเต็มไปด้วยก้อนเลือดอุ่นจัดที่ทะลักออกมา เขาเป็นหมอ ย่อมรู้ดีว่าสภาพการณ์เช่นนี้หมายถึงอะไร โอกาสรอดชีวิตแทบเป็นศูนย์ กระดูกทุกชิ้นในร่างแหลกเหลว สัญญาณชีพที่กำลังดิ่งลงเหวคือเข็มนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่ความตาย แต่แล้ว... ในจังหวะที่หัวใจเต้นช้าลงจนเกือบจะหยุดนิ่ง เสียงไซเรนที่เคยดังก้องกลับค่อย ๆ แผ่วลง... แผ่วลง... ราวกับมีใครบางคนหมุนปุ่มลดเสียงของโลกใบนี้ลงอย่างช้า ๆ แสงสีแดงน้ำเงินที่กะพริบพรายละลายหายไปในความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง กลิ่นไหม้ของยางรถยนต์จางหายไป สิ่งที่เข้ามาแทนที่กลับเป็นกลิ่นอีกชนิดหนึ่ง... มันเป็นกลิ่นอับชื้นของเนื้อไม้เก่า กลิ่นดินแห้ง และกลิ่นจาง ๆ ของหญ้าแห้งที่คุ้นเคยอย่างประหลาด ซ่า... ซ่า... ไม่ใช่เสียงฝนตก แต่เป็นเสียงลมพัดผ่านทะลุยอดไม้เขียวขจีลึกเข้าไปในราวป่า ผสมผสานกับเสียงระงมของจิ้งหรีดเรไรและแมลงกลางคืนที่กรีดร้องระงมเป็นท่วงทำนองต่ำเบา บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนจากความเร่งรีบวุ่นวายในเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ กลายเป็นความสงัดเงียบที่เยือกเย็น “อึก...” ความเจ็บปวดสายหนึ่งแล่นพล่านจากปลายนิ้วเท้าขึ้นสู่สมอง ทว่ามันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากกระดูกแหลกเหลวเหมือนก่อนหน้านี้ แต่มันเป็นความเจ็บปวดจากความหนาวเหน็บที่กัดกินเข้าถึงกระดูก และความระบมล้าของร่างกายที่ขาดสารอาหารมาเป็นเวลานาน เหมือนฝันพยายามลืมตาขึ้น เปลือกตาของเขาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยก้อนหิน ขนตาขยับเปิดออกอย่างยากลำบาก ภาพที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่เพดานสีขาวสะอาดของห้องฉุกเฉิน หรือแสงไฟจากโคมผ่าตัดที่สว่างจ้า หากแต่เป็นโครงหลังคามุงจากและแผ่นไม้ผุพังที่มีรอยโหว่ขนาดใหญ่ จนมองเห็นแสงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้ายามค่ำคืนได้อย่างสลัวลาง “ที่นี่... ที่ไหน...” เสียงที่หลุดรอดจากริมฝีปากแห้งแตกนั้นแหบพร่าและเบาหวิวราวกับเสียงกระซิบของภูตผี เขาพยายามจะขยับมือ แต่สิ่งที่สัมผัสได้กลับไม่ใช่เตียงคนไข้ที่ปูด้วยผ้าลินินสีขาว หากแต่เป็นเตียงไม้กระดานแข็ง ๆ ที่มีเสี้ยนไม้ตำผิว และผ้าห่มเก่า ๆ บางเฉียบจนแทบไม่ช่วยกันลมหนาวที่รอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ที่พังทลายลงมาครึ่งซีกเลยแม้แต่น้อย ลมหนาวแห่งราตรีกาลพัดกรรโชกเข้ามาหอบหนึ่ง พาเอาความเย็นเยียบจนตัวสั่นสะท้านมาสู่ร่างบางบนเตียง เหมือนฝันขดตัวเข้าหากันโดยสัญชาตญาณ สมองของเขาสับสนงุนงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ‘เราตายแล้วไม่ใช่หรือ? ร่างกายที่แหลกเหลวขนาดนั้น ไม่มีทางรอดได้เลย... แล้วที่นี่มันคือส่วนไหนของโรงพยาบาลกัน?’ ในขณะที่จิตใต้สำนึกของศัลยแพทย์หนุ่มกำลังตั้งคำถาม จู่ ๆ ความปวดแปลบอย่างรุนแรงก็แล่นเข้าสู่ใจกลางสมอง ราวกับมีน้ำพุร้อนเดือดพล่านระเบิดออกอยู่ภายใน หัวของเขาแทบจะแยกออกเป็นสองซีก ภาพเหตุการณ์ เรื่องราว และความรู้สึกมากมายที่ไม่ใช่ของเขาเองหลั่งไหลบ่าบ่าเข้ามาดั่งเขื่อนแตก มันเป็นความทรงจำของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง... เด็กหนุ่มที่มีชื่อว่า ‘เมิ่งอวี่’ (梦玉) ภาพชีวิตของเมิ่งอวี่ฉายชัดในหัวของเหมือนฝันราวกับภาพยนตร์ที่เร่งความเร็ว ชายหนุ่มอายุเพียงยี่สิบสองปี ผิวพรรณซูบซีด ร่างกายผอมเกร็งจนเห็นกระดูก โครงหน้าสละสลวยติดจะงดงามทว่ากลับหม่นหมองเพราะความทุกข์ยาก เมิ่งอวี่เป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตมาใน ‘หมู่บ้านชิงซี’ (青溪村) หมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่สุดปลายชายขอบของ ‘แคว้นต้าหรง’ (大荣国) ดินแดนที่โอบล้อมไปด้วยทิวเขาและลำธารธรรมชาติ เมิ่งอวี่ไม่มีบิดามารดา ไม่มีญาติพี่น้อง อาศัยอยู่ในกระท่อมไม้ผุพังหลังนี้เพียงลำพัง เลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างทำไร่ไถนาและเก็บฟืนไปขายในเมืองทว่าโชคชะตากลับกลั่นแกล้ง เมื่อไม่กี่วันก่อน ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วของเมิ่งอวี่เกิดล้มป่วยด้วยไข้ป่าอย่างรุนแรง ไม่มีเงินซื้อยา นอนซมอยู่บนเตียงไม้กระดานนี้ท่ามกลางความหนาวเหน็บและหิวโหย จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของเด็กหนุ่มผู้น่าสงสารหลุดลอยไปในความมืด และในเสี้ยววินาทีที่วิญญาณของเมิ่งอวี่ดับสูญ วิญญาณของ ‘เหมือนฝัน’ ที่หลุดลอยมาจากอุบัติเหตุในอีกโลกหนึ่งก็ถูกแรงเหวี่ยงแห่งโชคชะตาดึงดูดให้เข้ามาสวมรอยในร่างที่ยังอุ่นอยู่ดุจรอยต่อที่ไร้ตะเข็บ “อึก... อา...” เหมือนฝัน— หรือในยามนี้คือเมิ่งอวี่ ยกมือขึ้นกุมศีรษะที่แทบระเบิด ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับภาษา วัฒนธรรม โครงสร้างสังคม และภูมิศาสตร์ของโลกใบนี้หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเขาอย่างสมบูรณ์ เขาพบว่าตัวเองสามารถเข้าใจและพูดภาษาของโลกนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด เมื่ออาการปวดหัวค่อย ๆ บรรเทาลง เมิ่งอวี่กางฝ่ามือของตนเองขึ้นมาดูตรงหน้า อาศัยแสงจันทร์สีเงินที่สาดส่องผ่านช่องหลังคาผุพัง สำรวจสิ่งที่เรียกว่า ‘ร่างกายใหม่’ ของตน ฝ่ามือนั้นคู่หนาและหยาบกร้าน มีรอยด้านหนาตามข้อนิ้วและอุ้งมือจากการตรากตรำทำงานหนัก เล็บมือมีรอยขีดข่วนและคราบดินแห้งกรัง แขนเสื้อผ้าป่านหยาบ ๆ ที่สวมอยู่ขาดกะรุ่งกะริ่งและเต็มไปด้วยรอยปะชุน สภาพเช่นนี้ห่างไกลจากคำว่า ‘หมอหนุ่มในห้องแอร์’ ที่มีมือเนียนนุ่มสำหรับจับมีดผ่าตัดราวนภาขยับลงสู่พสุธา “นี่ฉัน... ทะลุมิติมาจริง ๆ หรือนี่?” เมิ่งอวี่พึมพำกับตัวเอง เสียงที่เปล่งออกมาใสกระจ่างกว่าเสียงเดิมในโลกก่อน ทว่าแฝงไปด้วยความอ่อนแรงอย่างถึงที่สุด เขาหัวเราะแหบ ๆ ในลำคอ ความรู้สึกปนเปกันระหว่างความเหลือเชื่อ ความอัศจรรย์ใจ และความรันทดในโชคชะตาผุดขึ้นมาในอก ในโลกก่อน เขาเรียนแทบล้มประดาตายกว่าจะได้เป็นศัลยแพทย์ระดับแนวหน้า มีเงินทอง มีหน้าตาในสังคม มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยอยู่ปลายนิ้ว แต่ในตอนนี้ สิ่งเหล่านั้นกลับกลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความฝันที่จับต้องไม่ได้อีกต่อไป สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือความจริงอันโหดร้ายของยุคโบราณที่ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าหรือยาปฏิชีวนะ เมิ่งอวี่สูดหายใจเข้าลึก กลิ่นอับชื้นและลมหนาวช่วยเรียกสติที่ยังหลงเหลือให้กลับคืนมาอย่างเต็มที่ ในเมื่อสวรรค์ประทานโอกาสที่สองให้เขาได้มีชีวิตรอด ไม่ว่าจะอยู่ในร่างของใคร หรือในโลกที่ทุรกันดารเพียงใด เขาก็ไม่มีวันยอมแพ้ล้มตายไปเป็นรอบที่สองอย่างแน่นอน คนเป็นหมอย่อมตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตมากกว่าใคร เขาค่อย ๆ พยุงกายที่อ่อนเปลี้ยลุกขึ้นนั่ง แผ่นหลังบางสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านมาจากกระดานไม้ เมิ่งอวี่สะบัดผ้าห่มผืนบางออก ก้าวเท้าเปลือยเปล่าลงแตะพื้นดินที่เย็นเฉียบจนตัวสั่นสะท้าน เขาต้องเดินประคองผนังไม้ที่สั่นไหวตามแรงลมเพื่อไม่ให้ตัวเองล้มพับลงไป ดวงตาที่ปรับเข้ากับความมืดได้ดีแล้วกวาดมองไปรอบ ๆ กระท่อมหลังน้อย สิ่งที่ปรากฏแก่สายตามีเพียงความว่างจำเจและแร้นแค้น ภายในกระท่อมมีขนาดเล็กแคบไม่ต่างจากห้องเก็บของเก่า บนพื้นดินมีเตาดินเผาเล็ก ๆ สำหรับต้มน้ำที่เวลานี้มีเพียงเถ้าถ่านเย็นชืด มุมหนึ่งของห้องมีโต๊ะไม้สามขาที่ดูโยกเยก บนโต๊ะมีตะเกียงน้ำมันเก่า ๆ ที่น้ำมันแห้งขอดจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว เมิ่งอวี่เดินลากขากะเผลกไปยังมุมที่จำได้ว่าเป็น ‘ห้องครัว’ หรือจะเรียกให้ถูกคือมุมทำอาหารที่มีหม้อดินเผามีรอยร้าวอยู่ใบหนึ่ง ข้าง ๆ กันนั้นมีถังไม้สำหรับใส่ข้าวสารตั้งอยู่ เขาใช้มือที่สั่นเทาเปิดฝาถังไม้ออกดู หวังว่าจะพบสิ่งใดที่สามารถประทังความหิวโหยที่กำลังกัดกินลำไส้จนแสบร้อน ทว่า ความเป็นจริงกลับสะท้อนกลับมาเป็นความว่างเปล่า ในถังไม้ขนาดกลางใบนั้น มีเมล็ดข้าวสารหัก ๆ กองอยู่ที่ก้นถังเพียงไม่กี่กำมือ... มันน้อยเสียจนหากนำมาต้มเป็นข้าวต้ม ก็คงได้เพียงน้ำข้าวใส ๆ ที่ไม่มีเนื้อให้เคี้ยวเลยด้วยซ้ำ “ให้ตายเถอะ... นี่มันยิ่งกว่าถังแตกเสียอีก” เมิ่งอวี่ประคองถังข้าวสารพลางตัดพ้อปนขำ ใบหน้าสละสลวยบิดเบี้ยวเล็กน้อยด้วยความปลงตก ในชีวิตก่อนอย่างมากที่สุดเขาก็แค่เหนื่อยล้าจากการควงเวรจนไม่มีเวลาทานข้าว แต่ไม่เคยต้องมาเผชิญหน้ากับความอดอยากระดับวิกฤตเช่นนี้มาก่อน สมองของหมอหนุ่มเริ่มคำนวณสารอาหารในร่างกายทันที ร่างนี้ขาดสารอาหารเรื้อรัง ดัชนีมวลกายคงต่ำกว่าเกณฑ์ไปไกล หากปล่อยไว้เช่นนี้ต่อให้ไม่ตายด้วยไข้ป่า ก็คงต้องตายเพราะขาดสารอาหารในไม่กี่วัน สายตาของเขาเหลือบไปเห็นแผ่นกระดาษหยาบ ๆ แผ่นหนึ่งที่ถูกหินก้อนเล็ก ๆ ทับไว้บนโต๊ะไม้สามขา เมิ่งอวี่วางถังข้าวสารลงแล้วเดินไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาดู อาศัยแสงสว่างจากดวงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา เขากวาดสายตาอ่านตัวอักษรจีนโบราณที่ปรากฏบนกระดาษด้วยความเข้าใจจากความทรงจำของร่างเดิม มันคือ ‘ใบตราหนี้’ เนื้อความในกระดาษระบุชัดเจนว่า เมิ่งอวี่ได้หยิบยืมเงินจากผู้ใหญ่บ้านมาชำระค่าภาษีที่ดินและค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วยก่อนหน้านี้ เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น ๕ ตำลึงเงิน และมีกำหนดที่ต้องชำระคืนภายในสิ้นเดือนนี้ หากไม่สามารถหาเงินมาคืนได้ ที่ดินทำกินผืนเล็กและกระท่อมหลังนี้จะถูกยึด “๕ ตำลึงเงิน...” เมิ่งอวี่พึมพำ ตัวเลขนี้สำหรับชาวบ้านธรรมดาในหมู่บ้านชิงซีนับว่าเป็นเงินก้อนโตมหาศาล ลำพังแค่ข้าวสารจะกรอกหม้อยังไม่มี แล้วเขาจะไปหาเงินจำนวนมากมายขนาดนี้มาจากไหนในเวลาอันสั้น เมิ่งอวี่ปล่อยกระดาษใบหนี้ลงบนโต๊ะ เขาทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ตัวเตี้ยอย่างหมดแรง พิงแผ่นหลังเข้ากับผนังกระท่อม ฟังเสียงลมหนาวที่ยังคงหวีดหวิวอยู่นอกหน้าต่าง สภาพแวดล้อมรอบกายช่างห่างไกลจากโลกเทคโนโลยีที่เขาจากมาเหลือเกิน ที่นี่ไม่มีสมาร์ตโฟนสำหรับติดต่อสื่อสาร ไม่มีอินเทอร์เน็ตให้ค้นคว้าข้อมูล ไม่มีรถยนต์ความเร็วสูง และที่สำคัญที่สุด... ไม่มีโรงพยาบาลที่ทันสมัย ไม่มีระบบยาต้านจุลชีพ ไม่มีห้องผ่าตัดปลอดเชื้อที่สามารถเนรมิตปาฏิหาริย์ให้แก่ผู้ป่วยได้ หากใครคนหนึ่งล้มป่วยลงในยุคนี้ สิ่งเดียวที่พึ่งพาได้คือสมุนไพรจากธรรมชาติและโชคชะตาเท่านั้น “เริ่มต้นจากศูนย์ยังไม่พอ นี่มันเรียกว่าเริ่มต้นจากติดลบชัด ๆ” เขาหัวเราะเยาะหยันในโชคชะตาของตนเองเบา ๆ ทว่าในแววตาที่หม่นแสงของเมิ่งอวี่กลับค่อย ๆ จุดประกายความมุ่งมั่นขึ้นมาทีละน้อย ความกลัวเริ่มมลายหายไป สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์และความเป็นแพทย์เริ่มเข้าควบคุมสถานการณ์ แม้ว่าเขาจะไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีเงินทอง และไม่มีพละกำลังของร่างกาย แต่สิ่งหนึ่งที่สวรรค์ไม่ได้พรากไปจากเขา และเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดยิ่งกว่าทองคำร้อยชั่ง... นั่นคือ ‘ความรู้ทางการแพทย์’ สมองของเขาอัดแน่นไปด้วยความรู้เรื่องกายวิภาคศาสตร์ คลังตำรับยาสมุนไพรทั้งแผนปัจจุบันและแผนโบราณที่เขาเคยศึกษามาอย่างทะลุปรุโปร่งในฐานะแพทย์ บาดแผล โรคภัยไข้เจ็บ หรือการรักษาพยาบาล สิ่งเหล่านี้คืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุดที่เขาจะใช้เบิกทางในโลกใบใหม่นี้ จากความทรงจำของร่างเดิม หมู่บ้านชิงซีตั้งอยู่ติดกับ ‘ภูเขาหมื่นโอสถ’ (万药山) ทิวเขาสลับซับซ้อนที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ซึ่งชาวบ้านล่ำลือกันว่าเป็นแหล่งรวมของสมุนไพรล้ำค่าและหายากมากมาย แม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยความอันตรายจากสัตว์ร้ายและเส้นทางที่สูงชัน แต่สำหรับเมิ่งอวี่แล้ว มันคือขุมทรัพย์ธรรมชาติที่จะช่วยให้เขารอดชีวิต “ในเมื่อให้ฉันมาอยู่ในร่างนี้แล้ว ฉันก็จะไม่ยอมตายง่าย ๆ หรอกนะ” เมิ่งอวี่กำหมัดแน่น ผิวสัมผัสที่หยาบกร้านของฝ่ามือย้ำเตือนให้เขารู้ว่าต้องสูดลมหายใจและสู้ต่อไป “หนี้ ๕ ตำลึงเงิน ข้าวสารไม่กี่กำมือ... คอยดูเถอะ หมอคนนี้จะเปลี่ยนชะตาชีวิตบัดซบนี้ให้ดู” เขาลุกขึ้นยืนอีกครั้งด้วยความมั่นคงที่มากกว่าเดิม แม้ร่างกายจะยังคงสั่นเทาจากความหนาวและเหนื่อยล้า เมิ่งอวี่เดินกลับไปที่เตียงไม้กระดาน ล้มตัวลงนอนและดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นมาคลุมกาย เขาจำเป็นต้องพักผ่อนเพื่อให้ร่างนี้มีพละกำลังมากพอที่จะเผชิญหน้ากับความจริงในวันพรุ่งนี้ เสียงจิ้งหรีดนอกกระท่อมยังคงบรรเลงเพลงขับกล่อม ลมหนาวยังคงพัดผ่านรอยโหว่ของผนังไม้ ทว่าในใจของ ‘เมิ่งอวี่’ คนใหม่ในยามนี้ กลับไม่มีความหวาดกลัวต่อความมืดมิดอีกต่อไป มีเพียงเปลวไฟแห่งความหวังและการเริ่มต้นใหม่ที่จะสว่างไสวขึ้นพร้อมกับแสงตะวันของวันพรุ่งนี้ตอนที่ 10: สัญญาณจากผู้ติดตาม และข้อผูกมัดแห่งพรหมลิขิตสายลมยามเช้าพัดผ่านยอดไผ่สีเขียวขจีเบื้องหลังเรือนเมิ่ง เสียงใบไม้เสียดสีกันดังซ่าๆ คล้ายเสียงคลื่นทะเล ควันไฟสีขาวนวลลอยเอื่อยเฉื่อยออกจากปล่องไฟของกระท่อมหลังย่อม กลิ่นอายหอมละมุนของสมุนไพรที่ถูกเคี่ยวจนงวดคลุ้งอบอวลไปทั่วบริเวณ ชวนให้ผู้ที่ได้สูดดมรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายเป็นอย่างยิ่งเมิ่งอวี่ ในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบสีซีด ทว่าสะอาดสะอ้านหมดจด กำลังยืนอยู่หน้าแคร่ไม้ไผ่ มือเรียวบางคอยหยิบจับพลิกคว่ำแผ่นสมุนไพรที่ตากแดดไว้อย่างประณีต ใบหน้าขาวเนียนล้อมกรอบด้วยไรผมที่เปียกชื้นเหงื่อเล็กน้อย ดวงตากลมโตสุกใสราวดวงดาวในคืนค่ำส่องประกายแห่งความตั้งใจ ผิวพรรณของเขาแม้จะดูซูบผอมไปบ้างตามประสาคนเพิ่งฟื้นตัวจากความยากจน แต่กลับมีสง่าราศีและกลิ่นอายอันนุ่มนวลเยือกเย็นชวนมองอย่างประหลาดภายในห้องโถงเล็กๆ ของกระท่อม หรงจิ่นเซวียน นั่งอยู่บนตั่งไม้ขัดตาสมถะ บุรุษผู้มีเรือนร่างสูงใหญ่ สง่างามดุจต้นสนเขียวขจีท่ามกลางหิมะ แม้จะสวมเพียงเสื้อตัวในสีขาวสะอาดที่เมิ่งอวี่หยิบยื่นให้ ทว่าประกายความสูงศักดิ์และอำนาจบารมีที่แผ่ออกมากลับมิอาจซ่อนเร้นได้เล
ตอนที่ 9: แววตาของคนแปลกหน้า และถ้วยยาที่เปลี่ยนชีวิตพายุฝนคลั่งที่พัดกระหน่ำตลอดค่ำคืนค่อนรุ่งบัดนี้ได้สงบลงแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงเสียงหยาดน้ำค้างที่หยดจากชายคาแฝกกระท่อมลงสู่พื้นดินด้านล่างเป็นจังหวะเชื่องช้า สายลมเหนือพัดพาเอาความเย็นเยียบของผืนป่าหลังฝนตกเข้ามาทางรอยแตกของบานหน้าต่างไม้เก่าๆ ทว่ากลิ่นอายที่อบอวลอยู่ภายในห้องกลับไม่ใช่ความชื้นแฉะอันชวนให้หายใจติดขัดอย่างที่เคยเป็นบนเตียงไม้ไผ่สานหลังย่อมที่ปูด้วยฟูกผ้าฝ้ายหยาบๆ ทว่าสะอาดสะอ้าน ร่างสูงใหญ่ของหรงจิ่นเซวียนค่อยๆ ขยับกาย เปลือกตาที่หนักอึ้งเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า แสงแดดสีทองอบอุ่นยามเช้าสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นลำ แสงนั้นสะท้อนให้เห็นละอองฝุ่นเล็กๆ ที่ลอยล่องอยู่ในอากาศ ราวกับจะย้ำเตือนว่าเขายังมีลมหายใจอยู่บนโลกใบนี้สิ่งแรกที่กระทบเข้ากับโสตประสาทและการรับรู้ของชายหนุ่ม ไม่ใช่กลิ่นคาวเลือดเหนียวข้นที่เขามักจะได้กลิ่นทุกครั้งยามตื่นนอน และไม่ใช่ความเจ็บปวดเจียนตายที่แผ่ซ่านจากทรวงอกจนต้องไอโขลกออกมาจนตัวโยน ทว่ามันกลับเป็นกลิ่นหอมละมุน ละเอียดอ่อน และแฝงไปด้วยความสดชื่นของสมุนไพรต้มที่เพิ่งเคี่ยวเสร็จใหม่ๆ กล
ตอนที่ 8: ยาผิดตำรับ ความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้ชีพจรสายฝนยามค่ำคืนบนภูเขาหมื่นโอสถยังคงกระหน่ำเทลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด เสียงหยาดน้ำกระทบหลังคามุงจากของกระท่อมเรือนเมิ่งดังประสานกับเสียงลมหวีดหวิวภายนอก ทว่าภายในกระท่อมอับๆ หลังเล็กกลับถูกแทนที่ด้วยความร้อนรนและความวุ่นวายใจของผู้อาศัย"ประคองเขาดีๆ หลิวหนิว... ระวังแผลที่ไหล่ด้วย!"เมิ่งอวี่ ตะโกนฝ่าเสียงฝน ร่างโปร่งบางในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบรีบก้าวเข้าไปช่วยหลิวต้าหนิวแบกร่างสูงใหญ่ของ หรงจิ่นเซวียน เข้ามาภายในตัวเรือน ชายหนุ่มลึกลับผู้เป็นเศรษฐีเจ้าของที่ดินรายใหญ่บัดนี้หมดสติสัมปชัญญะ ร่างกายเปียกโชกไปด้วยน้ำฝนผสมกับโลหิตสีเข้มที่หลั่งรินจากบาดแผล ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาคมคายบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งผากจนเป็นสีม่วงคล้ำด้วยความหนาวเหน็บ"ท่านหมอเมิ่ง ข้าส่งคุณชายหรงเท่านี้ก่อนนะขอรับ เมียข้ายังรออยู่ที่บ้าน ฝนตกหนักขนาดนี้ข้ากลัวทางขึ้นเขาจะขาด" หลิวต้าหนิวปาดเหงื่อบนใบหน้าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง"อืม ลำบากพี่ต้าหนิวแล้ว รีบกลับไปเถอะ เดินทางระวังด้วย" เมิ่งอวี่พยักหน้ารับ รู้ดีว่าสถานการณ์ตรงหน้าเขาต้องรับมือเพียง
ตอนที่ 7: พายุฝนกระหน่ำ และบุรุษลึกลับกลางป่าลึกบนยอดสูงของภูเขาหมื่นโอสถ สภาพอากาศในยามบ่ายคล้อยควรที่จะเป็นช่วงเวลาที่แสงแดดส่องสว่างรำไรผ่านทิวสนและดงสมุนไพรนานาพรรณ ทว่าในวันนี้นัยตาของผืนฟ้ากลับแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วราวกับพลิกฝ่ามือ บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงอย่างผิดปกติ เสียงนกร้องที่เคยขับขานเจื้อยแจ้วตามกิ่งไม้กลับเงียบหายไปในพริบตา สัตว์ป่าตัวเล็กตัวน้อยต่างพากันวิ่งมุดเข้าโพรงดินด้วยสัญชาตญาณเตือนภัยเมิ่งอวี่ แพทย์หนุ่มจากโลกปัจจุบันผู้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มชาวบ้านยากจนวัย 22 ปี ยืนนิ่งอยู่บนชะง่อนหินสูง มือหนึ่งยังคงถือจอบขุดยาด้ามสั้นเอาไว้แน่น ส่วนอีกมือหนึ่งยกขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมชื้นตามไรผม เขาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าพลางขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวลมวลเมฆาสีหมึกก้อนมหึมากำลังเคลื่อนตัวเข้าบดบังดวงตะวันอย่างรวดเร็ว แสงสว่างที่เคยอบอุ่นถูกกลืนหายไปในความมืดสลัวอันเยือกเย็น ลมฤดูร้อนที่เคยพัดเอื่อยพลันเปลี่ยนเป็นกระโชกแรง หอบเอาไอความชื้นหนาวเหน็บและกลิ่นดินโคลนโชยมาเตะจมูก ใบไม้ทุกใบในป่าทึบต่างสั่นระริกพริ้วไหวจนเกิดเสียงดังกราวราวกับเสียงคลื่นซัดสาด"แย่แล้ว.


![ผัวผมดุนะพี่ (4P) [YAOI]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)








