เข้าสู่ระบบวันรุ่งขึ้นสองผู้เฒ่ารีบตื่นแต่เช้า เพื่อจัดการเรื่องที่คิดกันไว้เมื่อคืน ที่จริงเขาทั้งคู่ก็หลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งคลำที่คอตัวเองทั้งคืน ไม่คิดว่าบุตรชายที่ภายนอกจะดูดี ขยันเอาการเอางาน จะมีใจรักมั่นในสตรีต้องห้าม
เมื่อก่อนก็รับรู้จากเมิ่งจื่อถึงสตรีที่บุตรชายชอบพออยู่บ้าง แต่ไม่นึกว่าผ่านไปจนนานแล้วก็ยังไม่เลิกชอบ ทั้งตอนนี้ไม่อาจเอื้อมเด็ดดมชมบุปผางามดอกนั้นได้แล้ว
‘นี่สินะ ที่เรียกว่างดงามดั่งสตรีล่มเมือง’ สนมเต๋อ หรือกู้เต๋อเฟย แรกเมื่อเข้าวังก็เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ แม้ว่าจะชราวัยแล้ว ก็ยังเสด็จไปหาสนมเต๋ออยู่บ่อยครั้ง สนมเต๋ออายุวัย 20 ปีเป็นสาวงามสะพรั่งหากผู้ใดได้พบเห็นไม่ลุ่มหลงก็แปลกแล้ว
ตอนนี้สตรีที่งามล่มเมืองใบหน้าไร้ที่ติผู้นั้น อาจจะทำให้ตระกูลคหบดีอวี้ล้มลงได้ อวี้ชุนหัวสู้อุตส่าห์สร้างความมั่งคั่งให้ตระกูล เขาจะไม่ยอมจบสิ้นที่บุตรชายคนนี้แน่
เพ่ยอิงฮัวนั่งรถม้ามาหาซินแสชื่อดังที่เป็นที่นับหน้าถือตาในเสิ่นหยาง ซินแสผู้นี้หากไม่อยากดูจะไม่ดูหรือผูกดวงให้ผู้ใดง่าย ๆ เพ่ยอิงฮัวที่เชื่อเรื่องดวงมานานแล้วก็ได้แต่ภาวนา เพราะนางเชื่อฤกษ์ยามดวงการค้าของท่านพี่ของนางจึงจะเจริญรุ่งเรือง
ครั้งอดีตท่านแม่ของนางดูดวงให้บอกว่า หากนางเป็นใหญ่ในบ้านสนับสนุนสามี จะทำให้ครอบครัวเจริญรุ่งเรืองเป็นเกียรติเป็นศรีให้ตระกูล แล้วก็ไม่นึกว่าเป็นจริงเช่นนั้น ตอนนี้ในมือนางมีรายชื่อของสตรีที่ยังไม่แต่งงาน โดยพ่อบ้านหวงจัดการนำมาให้ นางก็เปิดดูไปพลาง ๆ
“ฮูหยินเจ้าคิดว่าเราควรจะดองกับผู้ใดดี” อวี้ชุนหัว เมื่อก่อนไม่คิดบังคับบุตรชาย ยามนี้เห็นทีว่าต้องจัดการให้เรียบร้อยเด็ดขาด พร้อมทั้งให้บุตรชายรีบมีทายาทโดยเร็ว เขาจะได้หันมาสนใจครอบครัว
“ตระกูลขุนนางก็ดีเจ้าค่ะ แต่ไม่เอาขุนนางที่มีอำนาจล้นมือเกินไป ขุนนางพวกนี้ฉ้อโกงประชาชน ไม่รู้วันดีคืนดีฮ่องเต้นึกอยากปราบปราม พวกเราตระกูลอวี้จะถึงคราวซวยไปด้วย” เพ่ยอิงฮัวเป็นสตรีที่คิดรอบคอบร้ายกาจ มองคนออก นางดูใครย่อมทายไม่ผิดและวันนี้เขาต้องได้ว่าที่ลูกสะใภ้ ไปปราบเจ้าลูกชายจอมเสเพลให้จงได้
วันนี้ลู่เซวียนเฉ่าลอดทางช่องสุนัขผ่านออกจากจวนราชครูเพื่อไปขายผ้าปักและถุงหอมปักเช่นเดิม นางซ่อนเงินไว้ในที่ที่ใครก็หาไม่เจอ ก่อนจะออกมา เพราะหากนางไม่อยู่กลัวว่าเผยจูเอ่อจะเข้าไปรื้อค้นในเรือนของนางอีก
เมื่อคลานออกมาแล้ว นางยืนปัดเสื้อผ้าที่มีเศษฝุ่นติดบ้างเล็กน้อย แล้วหยิบเอาตะกร้าที่ใส่ผ้าปักเดินออกไปตามถนน ที่มีผู้คนสัญจรไปมา ชาวบ้านคิดว่าเป็นบ่าวในจวนราชครูลู่ หาได้รู้ว่าคนที่คลานออกมาเป็นถึงคุณหนูใหญ่ของตะกูล
ลู่เซวียนเฉ่าแวะขายผ้าปักที่ร้านขายเครื่องประทินโฉมและเครื่องประดับสตรี วันนี้ได้เงินมาหลายตำลึง นางเอาห่อเงินยัดใส่เสื้อแล้วเดินออกไปอารามเพื่อไหว้พระสักครู่ วันนี้ครบรอบวันที่ท่านแม่หายตัวไปครบสิบปี นางไม่รู้ว่าจะตามหาท่านแม่ได้ที่ใด ญาติมิตรนางก็ไม่รู้ว่าตระกูลท่านตาอยู่ที่ไหน รู้เพียงท่านแม่แต่งเข้าตระกูลท่านพ่อ เรื่องราวอดีตของท่านแม่ก็ถูกลบไปหมด
นางนั่งลงปักธูปในกระถางธูปทองเหลืออันใหญ่ แล้วพนมมืออธิฐานของพรให้ท่านแม่ปลอดภัย แม้ว่าไม่รู้ว่าท่านแม่จะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่นี่คือสิ่งเดียวที่นางยึดเหนี่ยวจิตใจให้ยังอยากมีชีวิตต่อไปอย่างเข้มแข็ง
ร่างอันงดงามในอาภรณ์สีครามซีดเก่าลุกขึ้นก่อนจะเดินลงตามบันไดหินขัดเพื่อกลับเข้าไปในตลาด ซื้ออาหารสดมาทำอาหาร วันนี้นางจะซื้อเนื้อไปทำอาหารให้กินอิ่มสักมื้อ
หลังจากไหว้พระ นางเดินไปซื้อข้าวสารเพื่อกรอกหม้อข้าวสารของนาง ลู่เซวียนเฉ่าใช้ชีวิตไม่เคยกินอิ่มสักมื้อ ข้าวของเครื่องใช้ล้วนต้องหามาเองตั้งแต่วัยหกหนาว คิดแล้วก็เศร้าสลด นางผ่านชีวิตที่แสนยากลำบากช่วงนั้นมาได้อย่างไร
จำได้ว่ากลางคืนยามฝนตกฟ้าร้องนั่งกอดเข่าร้องไห้คิดถึงท่านแม่เพียงลำพัง ไม่มีผู้ใดปลอบใจนอกจากตัวเอง นางต้องมีชีวิตอยู่แม้ยากลำบากเพียงใดก็ตาม น้ำตาของนางหยดจนเหือดแห้งไปเอง ไม่ว่าคนในจวนราชครูจะใจร้ายกับนางเพียงใด นางไม่คิดจะเสียน้ำตาให้คนพวกนั้นอีก
หลังจากออกจากร้านขายข้าวสาร นางเดินผ่านสำนักซินแส แล้วก็มองเข้าไปอย่างสงสัยเมื่อมีสองหญิงชายที่ชราวัยกำลังนั่งมองหน้าซินแสอย่างใจจดใจจ่อ ไม่รู้ว่ามีเรื่องทุกข์ใจอันใด นางเพียงมองแล้วก็ส่ายหน้าไปมาไม่รู้ว่าจะสนใจทำไม จึงเดินถัดไปเล็กน้อยที่ร้านค้าเนื้อหมู ซื้อกระดูกหมูไปต้มกิน
“ท่านลุงเจ้าคะ ข้าซื้อกระดูหมู 2 จิ้นเจ้าค่ะ” ร้านนี้นางซื้อเดือนละครั้ง เพราะสภาพความเป็นอยู่เช่นนางจะมีปัญญาที่ไหนมาซื้อเนื้อกินได้ทุกวัน เพียงแค่กระดูกหมูทำอาหารให้มันอร่อยก็ดีแล้ว
“นังหนู เจ้ามาอีกแล้วข้าเก็บเนื้อหมูให้เจ้าไว้ ไม่ต้องจ่ายเงิน ข้าไม่คิดเงิน” เถ้าแก่ร้านขายเนื้อบังเอิญไปได้ยินคนพูดกันเรื่องคุณหนูใหญ่ตกอับในจวนราชครูเมื่อวันก่อน ที่หลานสาวของแม่เลี้ยงคนใหม่คุยโวไปทั่วจะมาแทนที่ ทั้งสาวเรื่องราวแสนชั่วของบิดาทำให้หลายคนนั้นเห็นใจ และรับรู้ว่าสตรีผู้นั้นก็คือเด็กสาวที่ใส่เสื้อผ้าเก่าซีดมาซื้อเนื้อหมูของเขายามที่ออกมาขายผ้าปัก ทุกคนจึงอยากรวมกลุ่มกันช่วยเหลือเงียบ ๆ โดยไม่ให้ใครรู้
“เถ้าแก่ให้ได้อย่างไร ของซื้อของขาย ท่านจะเอากำไรที่ใดหากให้ข้า” ลู่เซวียนเฉ่าต่อให้ยากจนค้นแค้นเพียงใด นางก็ไม่คิดเอาเปรียบผู้ใด แต่เล็กท่านแม่สอนให้หัดอ่านเขียน นางรู้เรื่องการค้ากำไรขาดทุน จึงไม่อยากรบกวนเถ้าแก่
“นังหนูรับไปเถอะ เถ้าแก่ร้านค้าหมูเขาทำทานแจก พวกเราก็ได้ไปทุกคน” ป้าร้านขายผักเอ่ยกระซิบเบา ๆ ไม่ได้ให้ได้ยินมากนัก
“อย่างนั้นหรือเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะขอรับไว้เจ้าค่ะ” ลู่เซวียนเฉ่าเมื่อถูกเซ้าซี้จึงรับไว้อย่างเสียไม่ได้ แล้วท่านป้ายังแถมผักบางอย่างให้นางไปต้มกินอีกด้วย
เมื่อลู่เซวียนเฉ่าเดินลับไป ร้านค้าหมูของเถ้าแก่ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เรียกได้ว่าราวกับเด็กสาวผู้นั้นเป็นดวงดาวนำโชค
“ท่านยายดูสิ ข้าเพียงแบ่งกระดูกหมูให้นางเพียงสองจิ้น ครึ่งชั่วยาวหมูร้านข้าก็ขายดิบขายดี วันหน้าท่านต้องให้ผักนางเยอะ ๆ รู้หรือไม่” เสียงเถ้าแก่ร้านค้าหมูตะโกนโหวกเหวกเสียงดัง ทำให้สองผู้เฒ่าตระกูลอวี้มองหน้ากัน
“ข้าให้หลัวโปนางไปสองหัว วันนี้ข้าดวงดีมาก ขายผักหมดเกลี้ยงไม่ต้องขนไปทิ้ง ช่างดียิ่ง” ท่านยายร้านขายผักข้าง ๆ กับเขียงหมูก็ได้รับอานิสงส์เรื่องนี้ไปด้วยเช่นเดียวกัน แล้วเรื่องสตรีดาวนำโชคก็ลือกันทั่วตลาด แล้วก็ไม่รอดพ้นหูของเพ่ยอิงฮัวไปได้
‘สตรีดาวนำโชคคือผู้ใด’ เพ่ยอิงฮัวไม่ยอมให้ตัวเองสงสัยนาน จึงไปมุงสอบถามเรื่องของสตรีผู้นั้น เมื่อได้ความนางก็เปิดหาวันเดือนปีเกิดของคุณหนูใหญ่ลู่ผู้แสนอาภัพ ส่งให้ซินแสทำนายดวงทันที
“ดีใจด้วยฮูหยินอวี้ท่านพบสตรีดาวนำโชคแท้จริงแล้ว” ซินแสไม่คิดว่าจะมีสตรีที่นำความรุ่งโรจน์ให้กับตระกูลอวี้ที่ดวงสมพงษ์ราวกับกิ่งทองใบหยกเช่นนี้
“ท่านพูดจริงหรือไม่ท่านซินแส” เพ่ยอิงฮัวที่ถอดใจมาแล้วหลายคนกับดวงชะตาบุตรชาย ไม่สมพงษ์กับสตรีนางใด จนเมื่อได้สมพงษ์กับคุณหนูใหญ่ลู่
“เชื่อข้า” ซินแสชราวัยลูบเคราสีขาวเบา ๆ แล้วยิ้มให้กับฮูหยินอวี้
“ตาแก่เรารอดแล้ว เรารอดแล้วข้าจะรับนางเป็นสะใภ้ผู้เดียวเท่านั้น สตรีอื่นข้าไม่ยอมรับ”
ฮูหยินอวี้ใบหน้าเจือด้วยความสุข แต่นายท่านฮวี้นั้นใบหน้าเต็มไปด้วยความหนักใจ มิใช่ข่าวลือแปลก ๆ เกี่ยวกับมารดาของนาง จะทำให้บุตรชายไม่ยอมรับนางเด็กสาวผู้นั้นหรือ
“ข้าเชื่อเจ้า แต่ว่า...”
“แต่อะไร” เพ่ยอิงฮัวชักสีหน้าเมื่อสามีกำลังขัดใจนาง ไม่ว่าอย่างไรนางตัดสินใจแล้วย่อมถูกต้อง แต่งงานมาหลายปีไม่เคยขัดใจ หากขัดใจเพราะเรื่องลูกสะใภ้คงได้เห็นดีกัน
“ข้าได้ยินว่าแม่เลี้ยงนางก็ร้ายกาจมิใช่รึ”
“ข้าแต่งลูกเลี้ยงมาเป็นสะใภ้ หาใช่แม่เลี้ยงนางเมื่อไหร่ หรือเจ้าคิดลามกอะไรกับแม่เลี้ยงของลูกสะใภ้ข้า” เพ่ยอิงฮัวเรียกลูกสะใภ้เต็มปากเต็มคำ ทั้งที่นางยังไม่รับรู้เลยด้วยซ้ำ
“ฮูหยินข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น ข้าหมายถึงสินสอดของนางจะไม่ถูกแม่เลี้ยงริบไปจนหมดหรอกหรือ”
ธรรมเนียมปฏิบัติของแคว้นเสิ่นหยาง สินสอดที่ฝ่ายชายมอบให้จะรวมกับสินเดิมเจ้าสาวแล้วเป็นทรัพย์สินแต่งออก แต่จะให้ครบหรือไม่อยู่ที่มารดาบิดจะจัดการ
“หึ...เจ้าคิดว่าข้าโง่รึ นางอนุร้ายกาจที่ได้ยกย่องเป็นฮูหยินผู้นั้น นอกจากไม่กล้าแตะต้องสินสอดของตระกูลอวี้เราแล้ว ยังต้องใส่สินเดิมให้ครบอีกด้วย”
เรื่องนี้ไว้ใจเพ่ยอิงฮัว ของของลูกสะใภ้ใครก็ไม่อาจมาเอาไปได้ ไม่เช่นนั้นคงต้องอับอายไปทั้งแคว้นแล้ว ขึ้นชื่อว่าสะใภ้ตระกูลอวี้ ต้องไม่ยอมเสียเปรียบผู้ใด...
“อ๊าย...ท่านพี่!!!”เสียงกรีดร้องยามรุ่งสางจากเรือนของฮูหยินน้อยและนายน้อยอวี้ดังขึ้น พร้อมกับเสียงขว้างปาข้าวของดังโครมคราม เหล่าบ่าวไพร่ไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับสองสามีภรรยา ไม่รู้ว่าวันนี้มีเรื่องผิดใจอันใดกัน เมื่อวานยังรักใคร่หวานฉ่ำ“เฉ่าเอ้อร์ เจ้าอย่าเพิ่งโกรธสิ”“ท่านพี่ทำข้าเช่นนี้แล้วข้าจะออกไปพบผู้ใดได้อีกเจ้าเจ้า” นางอยากจะตีสามีนัก นางมาไร้อาภรณ์ปิดกั้นมีเพียงผ้าห่มคลุมกายกับอ้อมกอดของสามีก็ยังพอทน แต่เมื่อเดินลงจากเตียงผ่านคันฉ่องทำให้เห็นรอยแดงเถือกที่ท่านพี่ของนางสร้างไว้แทบจะทุกสัดส่วนบนตัว ทั้งลำคอใบหน้าที่ลับหรือไม่ลับก็มีแต่รอยแดง“ยุงกัดเจ้าอย่างไร พี่เปล่านะ” เขาพูดโกหกเอานิ้วไขว้ที่ด้านหลัง แม้จะยอมจำนนด้วยหลักฐานก็ตาม“ยุงน่าจะตัวใหญ่สินะเจ้าคะ ถึงได้กัดไปทั้งตัวแบบนี้ เช่นนั้นข้าจะขอตียุงให้ตายหน่อยได้หรือไม่” ลู่เซวียนเฉ่าวิ่งไล่จับสามีมาตีไปมา แล้วกลับถูกสามีอุ้มขึ้นแล้วไปอาบน้ำแทน ฉกริมฝีปากของภรรยาสุดที่รักแทรกเรียวลิ้นเข้าลึกลากวนจนเป็นเกลียวแล้วดูดดึงความหวานในโพรงปากของหญิงสาวไว้จนเนิ่นนานจากเสียงทะเลากันโหวกเหวกโวยวายเมื่อครู่กลับกลายเป็นเสียงครางหวานกระเ
ตกกลางคืนลู่เซวียนเฉ่ากำลังนั่งปักผ้าแก้เหงาอยู่ลำพังได้ยินเสียงอึกกระทึกด้านหน้าเรือนจึงให้จางถิงถิงบ่าวอีกคนออกไปดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่เมื่อเห็นว่าเป็นนายน้อยนางจึงหุบปากแล้วเชิญนายหญิงออกมาชมเองจะดีกว่า “นายหญิงเจ้าคะ...หน้าเรือนเจ้าคะ” จางถิงถิงวิ่งตื่นตูมไปเรียกเจ้านายของตนเองด้านใน ทำให้ลู่เซวียนเฉ่าต้องลุกขึ้นมาดูด้วยตัวเองว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ยามนี้ฟ้ามืดค่ำแล้ว มีอันใดให้วุ่นวายอีกงั้นหรือ แต่เมื่อก้าวเท้ามาถึงด้านหน้าเรือนที่ นางกลับตกตะลึงเมื่อมีดอกเซวียนเฉ่าประดับอยู่ที่ด้านหน้าเรือนเต็มไปหมด แล้วโอบรอบด้วยดอกจวี๋ฮวาสีเหลืองนวลอีกชั้นด้านนอก ทำให้นางตื่นตานัก เท่านั้นไม่พอยังมีเทียนดวงเล็ก จุดแซมทำให้ความสว่างจากแสงเทียนช่วยทำให้ความสวยงามตรงหน้ามากขึ้นไปอีก อวี้เหวินจิ้งเดินมาจูงนางไปนั่งอยู่ตรงเก้าอี้กลมตรงกลางท่ามกลางสวนดอกไม้ที่เพิ่งจัด แล้วเขาก็ยกมือให้สัญญาณ หิ่งห้อยนับหมื่นตัวก็บินออกมาระยิบระยับโอบรอบตัวเขาและนางเอาไว้ “ชอบหรือไม่” เสียงนุ่มเอ่ยถามเมื่อเห็นใบหน้าหวานมองมันด้วยรอยยิ้ม “ชอบ...ชอบมากเจ้าค่ะท่านพ
ตะวันลับเหลี่ยมเมฆาท้องฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินสะท้อนกับแสงตะวันสีทองที่กำลังลับฟ้าลงไป ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงจะยืนหยัดทนสู้เพื่อมีชีวิตต่อนอนร้องไห้ทั้งน้ำตา ลู่เซวียนเฉ่าอยู่กับความหวังที่จะพบมารดาสักครั้ง แต่เมื่อพบเพียงกระดูกที่ไร้วิญญาณของมารดา มันก็ยากจะทำใจยอมรับ ‘ท่านแม่’ นางคิดถึงใบหน้าที่แสนงดงาม ดวงตาที่สว่างสุกใสราวกับดวงดาราบนฟากฟ้า รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความใจดีของท่านแม่อยู่ในความทรงจำของนางตั้งแต่ท่านแม่จากไป คนตัวเล็กสะอึกสะอื้นเสียจนสาวใช้ไม่กล้าจะปลุกให้ลืมตา จึงไปเรียนนายน้อยที่นั่งใบหน้าเครียดขรึมอยู่ด้านนอกเข้ามาดูนายหญิงน้อยในห้องสักหน่อย “นายน้อยเจ้าคะ ฮูหยินน้อยฟื้นขึ้นก็เอาแต่หลับตาร้องไห้อย่างเดียวเจ้าค่ะ บ่าวเกรงว่าจะเป็นลมไปอีก” เย่ซีซีกล่าวอย่างหนักใจ ชีวิตนายหญิงน้อยช่างแสนน่าสงสารนัก อวี้เหวินจิ้งได้ฟังดังนั้นก็เข้าไปในห้องทันที เขานั่งลงข้างเตียงนอนของนาง ดึงมือเล็กเอามากุมไว้ โน้มใบหน้าคมคายลงมาจูบที่มือของภรรยาตัวน้อยต้องการปลอบโยนนาง “อย่าร้องอีกเลยนะภรรยาคนดีของข้า ต่อไปเจ้าจะไม่โดดเดี่ยวเดียวดายอยู่ลำพังอีกต่อไป
“ไท่จื่อ!!” อวี้เหวินจิ้งไม่คิดว่ากระทั่งสหายก็มาด้วย เกินที่เขาคาดไปมาก ทุกคนในจวนคุกเข่าประสานมือไม่กล้าขัดคำสั่งฟ้า “ใต้เท้าลู่ กระทำการละเลยไม่ดูแลบุตรสาวปล่อยให้ยากลำบาก ไม่พอยังหูเบาเชื่อฟังคำอนุชั่วช้า ลงโทษให้ปลดจากตำแหน่งราชครู คืนสู่คนธรรมดาสามัญไม่อาจรับราชการได้อีกเผยหลิงหลิง ประพฤติชั่วช้า ฆ่าผู้บริสุทธิ์มีโทษตายสถานเดียวให้นำตัวไปรอตัดหัวพร้อมกับผู้สมรู้ร่วมคิดเผยไฉหง เปิดโรงเตี้ยงผิงเซียงบังหน้า เบื้องหลังค้าประเวณีผิดกฎหมาย จับเหล่าคุณหนูและเด็กยังไม่ถึงวัยปักปิ่นมาบำเรอกาม ให้สั่งยึดทรัพย์เอาตัวไปขังคุกรอการตัดสิน จบราชโองการ”ลู่ตงเหิงได้ยินดังนั้นถึงกับเป็นลมสลบลงไปทันที เขาไม่คิดว่าชีวิตจะต้องมาตกต่ำเพราะสตรีที่เคยเป็นอนุชั่วช้า มักใหญ่ใฝ่สูงทำให้ชีวิตของต้องตกต่ำ“เพราะเจ้าคนเดียว เจ้าทำให้ข้าต้องตกต่ำ” ลู่ตงเหิงชี้หน้าไปทางทางเผยหลิงหลิง แต่กลับได้ยินเสียงยิ้มเยาะกลับมา“ถุย! ท่านพูดมาได้ว่าเพราะข้า หากไม่ใช่เพราะท่านมักมากในกาม หูเบาเชื่อคำยุยงของข้าแล้ว ท่านจะตกต่ำเช่นนี้รึ...โทษฟ้าโทษดิน แต่ไม่เคยโทษตัวเอง”เผยหลิงหลิงทิ้งท้ายให้ก่อนจะจากกั
ลู่เซวียนเฉ่าถูกรั้งตัวไว้จนเริ่มสาย กว่าเขาที่งอนนางเมื่อคืนจะปล่อยให้นางมาร่วมชมการสอบสวนของแม่เลี้ยงได้ เมื่อมาถึงเสียงร่ำไห้ของเผยหลิงหลิงทำให้นางปวดแก้วหูไปหมด “คารวะท่านพ่อ ข้าได้ยินเสียงเอะอะแต่เช้าไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดกันเจ้าคะ” ลู่เซวียนเฉ่าเอ่ยถามทันที ทั้งมองสตรีที่เคยหยิงผยอง ทำร้ายนางสารพัดยามนี้ไม่เหลือคราบฮูหยินแสนเย่อยิ่งคนนั้นอีกแล้ว เหลือเพียงสตรีไร้ค่านั่งจมกองน้ำตา โดยที่ท่านพ่อก็ไม่เหลียวแล “นางคบชู้” ลู่ตงเหิงพูดแล้วก็สะบัดหน้าหนี ไม่อยากมองสตรีที่เคยเมตตารักใคร่ ยกให้ฐานะจากอนุขึ้นมาเป็นฮูหยินใหญ่ เขานั้นคิดผิดนัก “คบชู้!!!” ลู่เซวียนเฉ่ายกมือทาบอกราวกับตกใจกับเรื่องที่เพิ่งได้ยินได้ฟัง แต่มุมปากของนางกดลึกลอบยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่มีใครทันได้สังเกต ส่วนสามีนางก็นั่งฟังเท่านั้นไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา “เจ้า...เพราะเจ้า...เจ้าใส่ร้ายข้า” เมื่อโทษลู่ตงเหิงไม่ได้ เผยหลิงหลิงก็ชี้หน้าด่ากราดลูกเลี้ยงของนาง หากไม่ใช่สามีก็ต้องเป็นนาง เพราะศัตรูของนางมีเพียงคนเดียว “ท่านแม่เลี้ยง พูดจาสิ่งใดไว้หน้าสามีข้าด้วยนะเจ้าคะ ท่านทำตัวขอ
กรี๊ด....!!! เสียงกรีดร้องของเผยหลิงหลิงดังขึ้น ทำเอาบ่าวไพร่ในเรือนวิ่งกันจ้าละหวั่น อวี้เหวินจิ้งที่เมื่อคืนเขาเอาแต่นอนหันหลังเมื่อนางเข้ามานอน จากที่คิดว่าจะไม่กอดนางเลยทั้งคืน จนตอนนี้ตัวเองดึงภรรยาของตนมากอดตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เขาติดการตื่นสายจากนางเพราะตัวเองชอบนอนกอดลู่เซวียนเฉ่า รู้สึกว่านอนด้วยแล้วจะหลับฝันดีเป็นพิเศษ แม้ว่าจะไม่มองหน้ากัน แต่ร่างกายกลับไม่ยอมเชื่อฟังดึงนางมากอดโดยไม่สนว่าอะไรเป็นอะไร ความวุ่นวายในเรือนของเผยหลิงหลิง ทำให้บ่าวไพร่วิ่งวุ่นจนปลุกเขาให้ตื่นก่อน เพราะรู้สึกตัวเร็วกว่า จนเมื่อนางขยับเขากลับกดศีรษะเล็กให้นอนอยู่ก่อน ไม่อยากให้ลุกไปวุ่นวายให้เหนื่อยมาก รอให้เหตุการณ์สงบเสียก่อนค่อยไปรอชมงิ้วฉากสำคัญ “ข้าจะตื่นแล้ว” หญิงสาวกล่าวขึ้น เมื่อคืนจำได้ว่านอนด้านนอก เพราะเขาชิงนอนก่อน ‘แต่พอตื่นขึ้นกลับเป็นตัวเองที่นอนด้านในได้อย่างไรไม่รู้ ไม่ใช่ว่านางละเมอข้ามร่างของเขามาหรอกนะ’ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไร้ความเป็นกุลสตรีแล้ว “รออีกสักครู่เถอะ” ชายหนุ่มบอกกับภรรยาที่ดิ้นหนีเขาท่าเดียว ไม่รู้ทำไมเวลาเขากอดนางชอบผลัก







