Masuk
เสียงรถเบรคเอี๊ยดดังลั่น ทำให้เด็กหนุ่มอายุประมาณ 16-17 ปี ที่กำลังปั่นจักรยานอยู่บนถนนสะดุ้งเฮือก หันขวับไปมองตามเสียงเบรคด้านหลังด้วยความตกใจ
รถคันใหญ่หรูหราคันหนึ่งพุ่งพรวดลงไปด้านข้าง และเกือบจะตกลงไปในสวนผักข้างทาง โชคดีที่รถถูกเนินดินขวางเอาไว้ จึงไม่ตกลงไปทั้งคัน
หญิงวัยกลางคนแต่งกายดีคนหนึ่ง ตะเกียกตะกายออกมาจากประตูฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าอย่างยากลำบาก ศีรษะของเธอมีรอยเลือดเล็กน้อยที่เกิดจากการกระแทกกับกระจก เธอหันไปมองรอบๆ และร้องตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างตื่นตระหนก
“ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ใครก็ได้มาช่วยทีค่ะ สามีของฉันหมดสติอยู่ในรถค่ะ!”
เมื่อหันมาเห็นเด็กหนุ่มที่ทิ้งจักรยานเอาไว้ข้างทาง และวิ่งตรงมาทางนี้ เธอจึงละล่ำละลักพูดด้วยความดีใจว่า
“พ่อหนุ่มจ๊ะ ช่วยสามีพี่ด้วย เขาติดอยู่ในรถจ้ะ!”
เด็กหนุ่มค่อยๆ เดินลงไปข้างถนนเพื่อเปิดประตูฝั่งคนขับ โชคดีที่ประตูไม่ได้ล็อคเอาไว้ เขาและหญิงวัยกลางคนจึงช่วยกันเปิดประตู ปลดเข็มขัดนิรภัย และดึงชายวัยกลางคนที่มีน้ำหนักตัวมากและรูปร่างสูงใหญ่ออกมาอย่างทุลักทุเล
ทั้งสองออกแรงลากดึง กว่าจะนำเขาออกมานอนราบบนพื้นถนนได้ เด็กหนุ่มซึ่งหอบด้วยความเหนื่อยหันไปบอกกับหญิงวัยกลางคนว่า
“รอผมอยู่ที่นี่ก่อนนะ ผมจะรีบปั่นจักรยานไปตามคนมาช่วย หมู่บ้านของผมอยู่ข้างหน้านี่เอง แค่ 400-500 เมตรเท่านั้น!”
จากนั้น เขาก็วิ่งกลับไปคว้าจักรยานที่ทิ้งเอาไว้ พร้อมกับขี่ออกไปอย่างรวดเร็ว หญิงวัยกลางคนซึ่งนั่งหมดแรงอยู่ข้างๆ สามี ได้แต่มองตามด้วยความสิ้นหวัง เธอไม่แน่ใจจริงๆ ว่า เด็กหนุ่มจะไปตามคนมาช่วยจริงตามที่บอก หรือแค่พูดส่งๆ ไปเท่านั้น
เธอพยายามใช้โทรศัพท์มือถือค้นหาเบอร์โรงพยาบาลและสถานีตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ แต่ก็พบว่าสัญญาณอินเตอร์เน็ตและสัญญาณโทรศัพท์ในบริเวณชนบทนี้ขาดๆ หายๆ ทำให้ไม่สามารถหาค้นหาข้อมูลและติดต่อใครได้
เธอถอนหายใจและร้องไห้ออกมาด้วยความสิ้นหวัง ได้แต่พร่ำเรียกชื่อสามีและบีบนวดแขนขาของเขาไปมา
สีหน้าของสามีเริ่มซีดลงทีละน้อย ไม่ว่าเธอจะพยายามเขย่าตัวและคอยเรียกชื่ออย่างไร ก็ไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว
ทันใดนั้น เธอก็ได้ยินเสียงรถขับตรงเข้ามา เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เธอก็เห็นเด็กหนุ่มผอมบางคนนั้น โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างรถ ตะโกนเรียกเธอ พร้อมกับโบกมือไปมา เหยาหลิงยิ้มออกมาทั้งน้ำตา รีบโบกมือตอบด้วยความดีใจ
ระหว่างที่รถกระบะกลางเก่ากลางใหม่ ขับไปตามถนนเส้นเล็กๆ มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านข้างหน้า เหยาหลิงซึ่งนั่งอยู่ในกระบะหลังโดยมีสามีนอนหนุนตักอยู่นั้น ก็สังเกตบรรยากาศระหว่างทางไปด้วย
เธอพบว่าถนนเส้นนี้ทอดผ่านนาข้าวกว้างใหญ่ สลับกับแปลงปลูกผักหลากหลาย เมื่อมองไปจนสุดถนนที่มุ่งตรงไปยังหมู่บ้าน จะเห็นภูเขาและเนินเขาที่เป็นแนวยาว เขียวครึ้มไปด้วยต้นไม้อยู่ไกลๆ
ทิวทัศน์ที่สวยงามรอบตัว ทั้งทุ่งนาเขียวขจี ท้องฟ้าสีสดใสตัดกับสีเขียวครึ้มของภูเขา และอากาศใสสะอาด ทำให้เธอรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที
รถกระบะค่อยๆ ขับผ่านเข้าไปตามถนนของหมู่บ้านเก่าแก่ ที่มีบ้านเก่าและใหม่สร้างจากหินและไม้เรียงรายกันไป ยิ่งขับลึกเข้าไปตามทาง แต่ละบ้านก็เริ่มตั้งอยู่ห่างกันออกไป โดยมีแปลงผักผลไม้ปลูกเอาไว้รอบด้าน
เมื่อผ่านไปยังศูนย์กลางหมู่บ้าน ชาวหมู่บ้านบางส่วนจับกลุ่มพักผ่อนพูดคุยกันอยู่ บ้างก็เล่นไพ่นกกระจอกและหมากรุกอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ พวกเขาเงยหน้าขึ้นมามองรถที่ขับผ่านไปด้วยความสงสัย
แล้วรถก็ขับไปจนถึงท้ายสุดของหมู่บ้านซึ่งอยู่ใกล้กับตีนเขา แถวนี้มีบ้านปลูกอยู่เพียงไม่กี่หลังเท่านั้น
คนขับจอดรถที่หน้าบ้านชั้นเดียวขนาดใหญ่ ที่สร้างแบบซื่อเหอหยวน[1] ล้อมรอบด้วยกำแพงสีขาว หลังคากระเบื้องสีน้ำเงินเข้ม โดยมีด้านหลังของบ้านอยู่ติดกับตีนเขา
เด็กหนุ่มรีบลงจากรถ วิ่งไปเคาะประตูไม้สีแดงบานใหญ่ที่ปิดเอาไว้ พร้อมกับตะโกนเสียงดังว่า
“หมอใหญ่จิงครับ! หมอใหญ่อยู่บ้านมั้ยครับ มีคนไข้ด่วนมาหาครับ!”
เขาเรียกอยู่ 2-3 ครั้ง แต่ก็ยังไม่มีใครออกมาเปิดประตู เหยาหลิงซึ่งนั่งรออยู่ที่กระบะรถเริ่มกระสับกระส่าย เพราะเด็กหนุ่มพาพวกเขามาหาหมอจีน ไม่ใช่แพทย์แผนตะวันตกอย่างที่เธอคาดหวัง และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครอยู่บ้านเลยสักคน
ทันใดนั้น ประตูไม้ทาสีแดงสองบานที่ปิดสนิทก็ค่อยๆ เปิดออกด้านหนึ่ง ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าสวยงาม ผิวขาวสะอาด อายุประมาณ 24-25 ปี ใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีขาว และกางเกงยีนส์สีน้ำเงิน ก็ก้าวออกมาจากประตู
เขาใช้ดวงตาสีน้ำตาลเข้มกวาดมองทุกคน และหยุดมองคนเจ็บที่นอนอยู่ท้ายกระบะ เขาหันมาพูดกับเด็กหนุ่มที่ตะลึงมองด้วยเสียงเรียบๆ ว่า
“หมอใหญ่จิงไม่อยู่ ออกไปเก็บสมุนไพรบนเขา”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็หน้าเสียทันที เด็กหนุ่มเกาหัวและหันไปถามคนขับที่เป็นพ่อของเขาว่า “พ่อ! ทีนี้จะทำยังไงดีล่ะ”
ก่อนที่ทุกคนจะพูดอะไรออกมา ชายหนุ่มร่างสูงก็หันไปมองเหยาหลิงซึ่งนั่งอยู่ในกระบะรถและพูดกับเธอว่า “พาคนป่วยเข้ามาข้างในบ้านก่อนครับ”
เหยาหลิงถามด้วยความไม่แน่ใจว่า “หมอไม่อยู่ แล้วใครจะรักษาให้ละจ๊ะพ่อหนุ่ม”
ชายหนุ่มมองเธอด้วยดวงตาสีน้ำตาลเข้ม และตอบว่า
“ผมจะรักษาเอง”
จากนั้นก็หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้าน และเปิดประตูไม้ทั้งสองบานเอาไว้ เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจว่าจะเข้ามารักษาหรือไม่
เหยาหลิงกัดริมฝีปาก ก้มหน้ามองสามีซึ่งนอนหมดสติใบหน้าหน้าซีดเผือด ก่อนจะตัดสินใจให้สามีรักษากับชายหนุ่ม เพราะแถวนี้ไม่มีหมอที่ไหนให้ไปหา และกว่าจะไปถึงก็อาจจะสายเกินไปอีกด้วย
พวกเขาจึงช่วยกันยกชายวัยกลางคนลงมา คนขับรถซึ่งเป็นพ่อของเด็กหนุ่มที่ชื่อเสี่ยวหลง เป็นคนแบกชายวัยกลางคนขึ้นหลัง และเดินเข้าไปในบ้านของหมอใหญ่จิง
พวกเขาเดินข้ามธรณีประตูเข้าไปยังบ้านขนาดใหญ่ ที่ตัวบ้านแบ่งออกเป็น 3 ส่วนเรียงติดกันเป็นรูปตัว U ตรงกลางบ้านเป็นลานกว้าง มีบ่อบัวกำลังออกดอกสีขาวและสีชมพูบานสะพรั่ง ด้านหนึ่งของลานบ้านมีชั้นวางกระจาดตากสมุนไพรเอาไว้หลายชั้น และอีกด้านหนึ่งมีกระถางยาวปลูกสมุนไพรและพืชแปลกๆ วางเรียงราย
ประตูห้องหนึ่งทางฝั่งตะวันตกของบ้านเปิดกว้างเอาไว้ พวกเขาจึงพาคนเจ็บเดินเข้าไป
ภายในห้องนั้น ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อแข็งแบบโบราณ ตรงกลางห้องมีโต๊ะไม้กลมแกะสลักขนาดเล็กตั้งเอาไว้ ด้านหลังสุดของห้องมีเคาน์เตอร์ไม้วางโถยาและกระจาดสมุนไพรเอาไว้
ถัดเข้าไปมีชั้นใส่ยาขนาดใหญ่เต็มผนัง ซึ่งมีลิ้นชักขนาดเล็กใส่สมุนไพรนับร้อยชนิด ด้านบนชั้นมีโถกระเบื้องเซรามิคและโถแก้วใส่ยาต่างๆ วางเรียงรายเป็นระเบียบ
อีกฝั่งของห้องเป็นเตียงสำหรับคนไข้ ด้านข้างมีโต๊ะไม้และตู้วางอุปกรณ์การแพทย์แผนจีน
กลิ่นสมุนไพรจีนที่ลอยอยู่ในอากาศ และความเคร่งขรึมของห้อง ทำให้ทุกคนรู้สึกสงบใจอย่างประหลาด
ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งที่กำลังเตรียมอุปกรณ์รักษา หันมาบอกให้พวกเขาพาคนเจ็บไปนอนบนเตียงที่ปูผ้ายางเอาไว้
เหยาหลิงอดถามเขาไม่ได้ว่า “ขอโทษนะคะ คุณเป็นหมอด้วยหรือเปล่า”
ชายหนุ่มตอบว่า “ผมเป็นหลานของหมอใหญ่จิง และ...” เขาสบตาทุกคนในห้อง และพูดต่อด้วยเสียงที่มั่นคงว่า
“ผมยังเป็นแพทย์แผนจีน ชื่อ จิงซิงอี้ครับ!”
จิงซิงอี้เริ่มต้นการรักษา ด้วยการใช้หูฟังทางการแพทย์ฟังเสียงหัวใจและการหายใจของคนไข้ จากนั้นเขาจึงจับชีพจร ในระหว่างนั้น เขาก็สอบถามอาการจากเหยาหลิงไปด้วย
เธออธิบายว่า ทั้งคู่ขับรถมาทำธุระบริเวณนี้ ทันใดนั้น สามีซึ่งกำลังขับรถอยู่ก็เกิดอาการตาลาย ปวดหัวอย่างรุนแรง และแขนขาชาเกร็งขึ้นมา ทำให้ไม่สามารถบังคับรถได้ แต่สามีของเธอก็พยายามประคองรถให้จอดข้างทาง จากนั้นเขาก็หมดสติไป
เมื่อได้ฟังที่เธอเล่า จิงซิงอี้ก็ตรวจเช็คแขนขาและร่างกายของผู้ป่วย เพื่อดูว่าเขาได้รับบาดเจ็บตรงไหนด้วยหรือไม่
เขาซักถามอาการต่อว่า ก่อนหน้านี้คนเจ็บมีอาการผิดปกติอะไรบ้าง
เหยาหลิงทบทวนความจำ และตอบอย่างระมัดระวังว่า ช่วงหลังมานี้ สามีของเธอหรือหยวนซุน ทำงานหนักมาก เพราะธุรกิจอาหารแช่แข็งของเขากำลังมีปัญหา
เขามีความกังวลและเคร่งเครียดแทบจะตลอดเวลา นอนไม่หลับ หงุดหงิดโมโหง่าย มักจะบ่นเวียนศีรษะ ตาลาย บางครั้งหมดแรงและแขนขาชาบางส่วน
เมื่อพวกเขาไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอก็วินิจฉัยว่าเป็นอาการที่เกิดจากความเครียด และได้ให้ยาคลายเครียดที่ช่วยให้นอนหลับ และยาบำรุงมา ซึ่งอาการก็ดูเหมือนจะดีขึ้น แต่อาการหมดแรงและแขนขาชายังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ
สามีคิดว่าน่าจะเกิดจากการที่เขาใช้คอมพิวเตอร์ทำงานมาก และนั่งท่าเดิมนานๆ จนเกิดออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome)
แต่ทุกคนก็ต้องหยุดพูด เมื่อหยวนซุนซึ่งนอนหมดสติอยู่เกิดอาการกระตุกเกร็งขึ้นมา!
จิงซิงอี้ลุกขึ้นยืนทันที เขาบอกให้สองพ่อลูกเสี่ยวหลงช่วยกันจับตัวคนไข้เอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนไข้ตกเตียงและดิ้นในขณะที่เขารักษา
จิงซิงอี้ใส่ถุงมือยางด้วยความรวดเร็ว เขาใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคเช็ดทำความสะอาดบริเวณเส้นลมปราณอินและตูที่ผิวหนัง หยิบเข็มในห่อพลาสติกออกมา
จากนั้น เขาก็ใช้เข็มแรกปักไปที่จุดเน่ยกวาน บริเวณตรงกลางเหนือรอยพับข้อมือด้านใน และหมุนวนเข็มไปมาเป็นเวลาหนึ่งนาที เพื่อช่วยให้ชี่และเลือดไหลเวียนสะดวก และฝังเข็มต่อไปที่จุดเหรินจงบริเวณร่องจมูกและหมุนวนเข็มเบาๆ
หลังจากผ่านไปสักพัก ทุกคนเห็นว่าหยวนซุนเริ่มมีน้ำตาไหลซึมออกมา ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าทวารสมองที่ปิดอยู่ได้เปิดออกแล้ว
และสุดท้าย จิงซิงอี้ใช้เข็มฝังไปที่จุดซานอินเจียวบริเวณขาด้านในเหนือยอดตาตุ่มขึ้นมา เพื่อช่วยสร้างไขกระดูก และทำให้สมองแข็งแรง
เขาทำซ้ำทุกๆ 5 นาที จนเวลาผ่านไปประมาณ 20 นาที อาการชักเกร็งของหยวนซุนก็ค่อยๆ หายไป ลมหายใจของเขาเริ่มสงบขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ทุกคนที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ต่างลุ้นตามอย่างใจหายใจคว่ำ พวกเขาไม่แน่ใจว่า แพทย์จีนจะสามารถรักษาอาการรุนแรงแบบนี้ได้จริงหรือไม่ แต่เมื่อเห็นวิธีการรักษาและความมั่นคงของจิงซิงอี้ พวกเขาก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาอย่างประหลาด
จิงซิงอี้เรียกชื่อหยวนชุนซ้ำๆ และในที่สุด หยวนชุนก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมา
[1] ซื่อเหอหยวน “Siheyuan” คือ บ้านชั้นเดียวแบบจีนโบราณที่ล้อมรอบคอร์ตหรือลานตรงกลางไว้ด้วยเรือนทั้งสี่ด้าน และมีทางเข้าออกด้านหน้า
หลงจิงหวงรีบวิ่งกลับมา และพยายามอุ้มจิงซีซวนขึ้นมาอย่างยากลำบาก เขาเป็นขุนนางที่ถนัดใช้สติปัญญา การต้องออกแรงอุ้มผู้หญิงที่ตั้งครรภ์จึงเป็นเรื่องที่หนักหนาสำหรับเขา จิงซิงอี้รีบพูดด้วยความกังวลว่า “ใต้เท้า! ถ้าไม่ไหวก็อย่าเสี่ยงเลย ข้ากลัวพวกท่านจะล้มลงทั้งคู่!” แต่หลงจิงหวงไม่ฟัง เขากัดฟันอุ้มจิงซีซวนที่มีสีหน้าเจ็บปวดและเดินไปจนถึงรถม้าของเขาจนได้ จากนั้นทุกคนก็รีบขึ้นรถและไปที่โรงพยาบาลทันที ตลอดทาง หลงจิงหวงคอยประคองหญิงสาวเอาไว้ ในขณะที่จิงซิงอี้ซึ่งไม่ได้เอาเข็มมาด้วย ใช้การกดจุดด้วยมือเพื่อช่วยลดความเจ็บปวดให้ เมื่อมาถึงหน้าโรงพยาบาล จิงซิงอี้รีบลงจากรถม้าและสั่งให้เจ้าหน้าที่หน้าโรงพยาบาลเอาเตียงผ้ามา พวกเขายกเธอลงนอนบนเตียงผ้าที่เย็บติดกับไม้ขนาดใหญ่สองข้าง โดยมีเจ้าหน้าที่ยกหัวและท้ายและรีบพาไปที่ห้องผ่าตัด เขาสั่งให้ทุกคนรอข้างนอก ส่วนตัวเขากับผู้ช่วยซึ่งตอนนี้เป็นน้องสาวของจางอิ้ง คือ จางเยว่ และหมออีกหนึ่งคนวิ่
จิงซิงอี้ฝังเข็มคุณชายน้อยเพื่อลดไข้ และอาการเจ็บปวดจากเส้นประสาท โดยเฉพาะบริเวณศีรษะ คอ และสันหลัง หลังจาก 20 นาทีผ่านไป อาการร้องไห้งอแงของคุณชายก็ลดน้อยลง เขาสั่งให้ผู้ช่วยต้มยาสมุนไพรที่มีขิง ชะเอมเทศผัดกับน้ำผึ้ง มาป้อนให้คุณชายน้อย และให้นอนพักรอดูอาการในห้องจากนั้นเขาก็หันมาบอกฮูหยินรองว่า “อีกครึ่งชั่วโมงข้าจะกลับมาดูอาการอีกครั้ง”แล้วก็หยิบนาฬิกาทรายขนาดเล็กมาตั้งเพื่อจับเวลา และเดินออกไปนอกห้องทันที ลั่วปิงต้องรีบอธิบายว่าครึ่งชั่วโมง คืออะไร และชี้ให้ดูที่นาฬิกาทรายสาวใช้หันไปถามลั่วปิงว่า “ที่นี่ไม่มีน้ำชาหรืออาหารมาให้เลยหรือ”ลั่วปิงหัวเราะแห้งๆ เขาตอบว่า “ที่นี่ไม่อนุญาตให้ดื่มและกินอาหารในห้องตรวจรักษา ถ้าอยากจะกินอะไร ก็เชิญไปที่ห้องโถง ที่นั่นมีน้ำชาให้ดื่มฟรี และถ้าอยากจะกินอาหารพิเศษ ก็มีโรงอาหารอยู่ข้างโรงพยาบาล ทุกท่านสามารถซื้อและนั่งกินที่นั่นได้”ฮูหยินรองอึ้งไปเมื่อได้ยินแบบนี้ ลั่วปิงรีบพูดว่า “ทุกคนที่มาที่นี่ ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ก็ต้องทำแบบเดียวกันขอรับ พวกเรามีคนไ
จิงซิงอี้รู้สึกเป็นห่วงจิงเซียวและจิงซีเซียวมาก ช่วงบ่ายเขาจึงส่งเจี่ยหยวนที่ตอนนี้อายุ 18 ปีแล้ว ไปขอนัดพบกงซุนเช่อ เมื่อเลิกงานในตอนเย็น จิงซิงอี้จึงเดินทางไปพบกงซุนเช่อที่บ้านพัก ซึ่งไม่ไกลจากจวนไคเฟิงมากนัก เมื่อไปถึง เขาพบทั้งกงซุนเช่อและจั่นเจานั่งกินเหล้าและกับแกล้มอยู่ด้วยกัน จิงซิงอี้ทำความเคารพทั้งสอง พร้อมกับนำอาหารที่เขาแวะซื้อระหว่างทาง ส่งให้พ่อบ้านนำไปใส่จานและยกมาให้ เมื่อพูดคุยทักทายสารทุกข์สุขดิบแล้ว จิงซิงอี้จึงถามกงซุนเช่อโดยตรงว่า “ใต้เท้าขอรับ ข้าได้ยินข่าวว่าใต้เท้าจิงเซียวกำลังมีปัญหากับขุนนางชั้นสูงบางคนอยู่หรือ” ผู้ช่วยทั้งสองคนของเปาเจิงหัวเราะออกมา เขารู้ว่าจิงซิงอี้นับถือจิงเซียวมาก และพวกเขาช่วยเหลือสนับสนุนกันมานาน กงซุนเช่อจึงตอบว่า “ใช่ แต่มันก็มีเบื้องหลังมากกว่านั้น” จั่นเจาซึ่งป้อนปลาย่างให้กับแมวที่คลอเคลียอยู่โต๊ะก็พูดว่า &ld
เช้าวันรุ่งขึ้น สองพี่น้องเดินออกจากบ้านไปด้วยกัน โดยมีน้องชายคนเล็กวัย 15 ปี วิ่งตามมาด้วย เมื่อไปถึงโรงพยาบาล เขาพบจิงซิงอี้อยู่ในห้องของเขาที่ชั้นสอง ที่มีหน้าต่างสามารถมองเห็นด้านหน้าของโรงพยาบาลได้ เขากำลังอ่านข้อมูลคนไข้อยู่ จางอิ้งเคาะประตูห้องที่เปิดเอาไว้ เมื่อจิงซิงอี้เห็นเขากับน้องอีกสองคน ก็ยิ้มและพูดว่า “หมอจาง เชิญเข้ามาได้” “อาจารย์ว่างมั้ยขอรับ ข้าพาน้องสาวกับน้องชายมาพบขอรับ” “ได้สิ มาเลยๆ” เขาเชิญให้ทุกคนนั่งลงจากนั้นจางอิ้งก็แนะนำน้องของตัวเอง และพูดว่า พวกเขาต้องการอะไร จิงซิงอี้พิจารณาทั้งสองคน เช่นเดียวกับที่พวกเขาก็มองจิงซิงอี้ด้วยความชื่นชมเช่นกัน หมอหนุ่มคนนี้อายุไล่เลี่ยกับจางจิ้ง น้องชายคนเล็กของพวกเขา แต่กลับมีความสามารถสูงมาก เมื่อพูดคุยกับทั้งสองคนว่าทำอะไรได้บ้าง จิงซิงอี้จึงพูดว่า “สำหรับน้องชายของท่าน คือ จางจิ้ง ข้าจะให้เขาไปทำงานกับ
ในที่สุด จิงซิงอี้ก็ได้รับเงินสนับสนุนจากฮ่องเต้ และยังมีเหล่าแฟนคลับของเขา เช่น เจิ้นจ้วนหวัง และพระธิดา ซึ่งเป็นพระชายาขององค์ชายคนโตของฮ่องเต้ ข้าราชการที่เขาเคยไปรักษาโรคให้ เพื่อนๆ ของเขา และชาวบ้านร้านตลาดที่ช่วยกันบริจาคเงินตอนนี้เขามีเงินมากพอ จนสามารถซื้อที่สร้างโรงพยาบาลใหม่ได้ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับโรงเรียนแพทย์พอดี ที่นี่เคยเป็นที่นาและสวนของขุนนางคนหนึ่ง จิงซิงอี้ต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อ เพราะพวกเขารู้ว่า ต่อไปบริเวณนี้จะเจริญขึ้น และยังเห็นคนไข้และนักเรียนที่มาหาจิงซิงอี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาจึงต้องเจรจาต่อรองกันอยู่นาน แต่จิงซิงอี้รู้ว่า โรงพยาบาลจะสร้างรายได้ให้ในภายหลัง เขาจึงกัดฟันซื้อ เพื่อลงมือสร้างโรงพยาบาลตามแบบที่เขาคิด ถึงเขาจะได้เงินบริจาคมา แต่ค่าใช้จ่ายที่รออยู่นั้นก็มหาศาล เพราะเขาออกแบบและสร้างอุปกรณ์ที่ทันสมัย เท่าที่เขาจะทำได้ เพื่อเป็นรากฐานให้กับหมอรุ่นหลัง เขาหวังเอาไว้ว่า สักวันหนึ่ง จะมีหมอและนักประดิษฐ์ที่สามารถสร้างเครื่องมือที่ดีกว่าในยุคนี้ได้&nbs
เมื่อเดินทางกลับมาถึงไคเฟิงแล้ว หลายคนและแม้แต่นักเรียนของต่างเร่งรัดและสนับสนุนให้จิงซิงอี้สร้างโรงพยาบาล โดยเฉพาะท่านเปาเจิงและราชสำนักที่เห็นความสำเร็จของเขา และนักเรียนแพทย์ฉางซาน ที่กลายมาเป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาโรคระบาดได้ พวกเขาอยากจะสร้างแพทย์แบบนี้ออกมาจำนวนมาก เพื่อให้กระจายออกไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศตอนนี้ จิงซิงอี้จึงได้รับเงินบริจาคจากผู้ที่มีใจกุศลหลายคน และแม้แต่ชาวบ้านทั่วไปที่ได้ยินข่าว พวกเขาก็อยากเข้าถึงโรงพยาบาลแบบนี้บ้าง ลั่วเป่ยซึ่งเปิดร้านขายสมุนไพรเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีอีกครั้ง ที่ช่วยกระจายข่าวและระดมเงินบริจาค เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปที่ได้ยินข่าว ต่างก็พากันจับกลุ่มพูดคุย เช่น ที่ร้านขายโจ๊กและบะหมี่ในเมืองข้างทางร้านหนึ่ง“พวกเจ้าได้ยินเรื่องหมอจิงจะสร้างโรงหมอใหม่รึยัง” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งซึ่งนั่งกินโจ๊กยามเช้า เอ่ยปากสนทนากับเพื่อนร่วมอาชีพ ที่มานั่งกินด้วยกัน“ได้ยินอยู่ ข้างบ้านข้าเอามาเล่าให้ฟัง เขาบอกว่าอยากจะสนับสนุนหมอจิง ก็เลยจะไปบริจาคเงินช่วย”ชายคนแรกทำหน้าไม่เห็นด้วย “จะไปบ







