Masukเสียงเรียกเบาๆ ดังทะลุม่านอาคมมิ่นหมิ่นกางใบหูของจิ้งจอกก่อนจะรีบปล่อยร่างผอมแห้งของหยงเจี้ยนให้นอนลงเหมือนเดิมแล้วพุ่งตัวกลับไปยังม่านอาคม
ภายในม่านอาคม
สาวใช้คนสนิทนามเสี่ยวเอิน รีบวิ่งมาหามิ่นหมิ่น
“มาแล้วหรือเพคะ” เดินตามหลังองค์หญิงมิ่นหมิ่นไปอย่างเร็วรี่
สวนดอกไม้ที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ เสียงของนกขับขาน แต่สิ่งที่ทำให้เสี่ยวเอินตกใจคือมิ่นหมิ่นกลับหายไปจากห้องนั่งเล่นไป เดินหาจนทั่วและเดินเลยเกือบจะถึงทางออกม่านอาคมจึงเจอมิ่นหมิ่น
"องค์หญิงไปเล่นซนตรงไหนมาเพคะ" เสี่ยวเอินถามเสียงตื่นเต้น ขณะที่รีบตามไปอย่างเร่งรีบ
"ฮองเฮาให้ข้าตามท่านไปเพื่อเอาผลไม้อมตะเพคะ"
มิ่นหมิ่นเดินต่อไปโดยไม่หันไปมองสาวใช้ที่วิ่งตามหลังมา ท่าทางเบื่อหน่ายแล้วเบ้ปากเล็กๆ เมื่อได้ยินคำว่า
"ผลไม้อมตะ…เหอะ ผลไม้อมตะนั่น ข้ากินทุกปีจนเบื่อแล้ว ครบปีอีกแล้วหรือเฮ้อ….." มิ่นหมิ่นพึมพำเสียงเบา พลางคิดถึงความจำเจของการกินผลไม้ทุกปีที่เริ่มจะเบื่อเต็มทน
เสี่ยวเอินรีบก้าวเข้ามาข้างหน้าอย่างรวดเร็ว หยุดยืนตรงหน้ามิ่นหมิ่นและพูดเหมือนกล่อมเด็ก
"แต่ว่าองค์หญิงมิ่นหมิ่นเจ้าค่ะ ผลไม้อมตะนี้มีแต่ท่านกับฮองเฮาที่ได้กินนะเจ้าคะ ผลไม้นี่ ไม่เพียงแค่ช่วยให้ผิวพรรณงดงาม แต่ยังบำรุงกำลังให้ท่านแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วยนะเจ้าคะ"
มิ่นหมิ่นหยุดเดินไปชั่วขณะพลางเงยหน้าขึ้นไปมองท้องฟ้า ใบหน้าของมิ่นหมิ่นขมวดคิ้ว คิดอะไรบางอย่างออก หันไปมองเสี่ยวเอินอย่างสดใสแล้วพูด
“จริงด้วย…ไปกันเถอะ” มิ่นหมิ่นคิดถึงหยงเจี้ยนขึ้นมาและทันใดนั้นก็เกิดความคิดที่ฉับไวขึ้นในใจ รู้สึกว่า ถ้าหากจะช่วยให้หยงเจี้ยนฟื้นฟูร่างกายและพลังของเขาได้ อาจจะต้องใช้ผลไม้นี้
“จริงด้วยสิ ข้าคิดออกแล้ว…” มิ่นหมิ่นพูดเบาๆ กับตัวเองแต่พอเห็นเสี่ยวเอินยิ้มอย่างดีใจก็รู้ตัวว่าพูดออกมาเสียงดังไปหน่อย
"เจ้าค่ะ องค์หญิงเป็นเด็กดีน่ารักพูดง่ายที่สุด" เสี่ยวเอินพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้นพูดต่อไปด้วยระหว่างเดินตามมา
"ผลไม้นี้จะช่วยท่านได้มาก ข้ารู้ว่าท่านวิ่งเล่นได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพราะผลไม้นี่เอง"
"ก็จริงอยู่..."
“เจ้าค่ะองค์หญิง รีบกินรีบแข็งแรง”
"ดีเลย เช่นนั้นไปรับผลไม้อมตะจากมือเสด็จแม่ดีกว่า"
มิ่นหมิ่นยิ้มออกมา พูดจบก็ดีดตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันได้รอคำตอบจากเสี่ยวเอิน เสี่ยวเอินที่ยืนมองอยู่ก็ต้องวิ่งตามไปด้วยความตกใจ
"องค์หญิงจะรีบไปไหนเจ้าคะ ระวังหกล้มเจ้าค่ะ หากหกล้มเป็นแผลถลอกเสี่ยวเอินจะถูกองค์ชายทั้งสามลงทัณฑ์นะเจ้าคะ"
เสี่ยวเอินตะโกนตามหลังด้วยความเป็นห่วง ขณะที่วิ่งตามมิ่นหมิ่นไปไม่ทัน
"รีบไปเอาผลไม้มากินไง" มิ่นหมิ่นตะโกนตอบขณะวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
"ไปหาเสด็จแม่ดีกว่าาาาา!"
มิ่นหมิ่นหายไปในสายลมเหมือนกับวิญญาณที่เบาหวิวไปกับท้องฟ้า วิ่งไปอย่างไม่หยุดพักพวงหางปลิวไสวตามลม ช่างเป็นจิ้งจอกที่งดงามจริงๆ ทิ้งเสี่ยวเอินที่วิ่งตาม
ในห้องโถงของพระตำหนักใหญ่
ภายในท้องพระโรงที่ตกแต่งด้วยต้นไม้และดอกไม้บานสะพรั่ง ฮองเฮาลี่หยู นั่งอยู่บนเก้าอี้ทองคำประดับมุกอย่างสง่างาม ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเมตตา ขณะที่สายตาของจับจ้องไปที่ลูกสาวคนเดียวสุดแสบที่วิ่งเข้ามาในห้อง
“เจ้ามาสักที” ฮองเฮาลี่หยูยิ้มบางๆ
ในมือของฮองเฮาลี่หยูเป็นถาดทองคำสวยงาม ซึ่งมีผลไม้รูปทรงประหลาดวางอยู่ ผลไม้นั้นมีสีทองอร่ามราวกับแสงอาทิตย์ สายประกายสีทองกระจายออกมาอย่างน่ามหัศจรรย์ รูปร่างของมันคล้ายกับผลท้อแต่มีความเงางามและกลมกลืนไปกับแสงรอบตัว ดูเหมือนจะมีความสดชื่นและหวานหอมลอยออกมาเพียงแค่ได้มอง
ผลไม้นี้มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่เปลือกของมันมีสีทองอมส้มที่สะท้อนแสงเหมือนทับทิม เนื้อในของผลไม้มีสีชมพูอ่อนระเรื่อ กลิ่นหอมหวานลอยมาตามลม และถ้าลองกัดไปจะสัมผัสได้ถึงความสดชื่นและหวานที่ไม่เหมือนผลไม้ทั่วไป
ฮองเฮาลี่หยูยิ้มอบอุ่นขณะที่ค่อยๆ วางผลไม้นั้นลงแล้วหันไปมองมิ่นหมิ่นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก
"มิ่นหมิ่น" ฮองเฮาพูดเสียงอ่อนโยน
"ลูกแม่มาแล้ว... กินเสียเถอะนะวันนี้ผลไม้นี่สุกกำลังพอดี"
มิ่นหมิ่นที่กำลังคิดหาทางจะนำผลไม้นี้ไปให้หยงเจี้ยนฟื้นฟูพลังของเขารีบหยิบถาดผลไม้แล้วคิดหาทางออกแต่ก็ยังไม่อยากแสดงออกให้ชัดเจนจนเกินไป จึงยิ้มให้ฮองเฮาอย่างอ่อนหวานก่อนจะพูดเสียงใส
"ข้าอยากเอาผลไม้นี้ไปไว้เชยชมสักสองสามวันก่อนเจ้าค่ะ...รอให้มันสุกงอม ผลไม้นี่หายากนัก ข้าคิดว่าถ้ากินเดี๋ยวนี้คงจะเสียดายแย่" มิ่นหมิ่นพูดออกไปด้วยน้ำเสียงสบายแต่ฟังดูมีเหตุผล
ฮองเฮาหัวเราะเบาๆ ขณะที่กอดมิ่นหมิ่นแนบอกด้วยความรัก
"เจ้าคิดจะเก็บผลไม้นี้ไว้ดูนานๆ หรือไม่อยากินกันแน่ แม่รู้ทันเจ้าเสียแล้วล่ะ"
ใบหน้าของมิ่นหมิ่นเริ่มแดงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงทำเป็นยิ้มหวาน
"ข้าแค่ชอบมัน ผลของมันสวยดี…"
ฮองเฮาสบตาลูกสาวด้วยความอ่อนโยน
"ผลไม้นี้มีสรรพคุณที่เรียกว่า อมตะ ช่วยฟื้นฟูทุกส่วนของร่างกายให้แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นพลังหรือสุขภาพภายใน รวมถึงช่วยให้ผิวพรรณงดงามอย่างที่ไม่อาจมีผลไม้ชนิดไหนทำได้ ในฐานะฮองเฮาและองค์หญิงที่จะสืบทอดตำแหน่งฮองเฮาที่เป็นผู้นำสูงสุดของเผ่าจิ้งจอกเรา มีแค่เจ้ากับข้าที่สำคัญที่สุดในเผ่าพันธุ์จิ้งจอกของเรา เจ้าควรจะกินมันเสีย" ฮองเฮาอธิบายอย่างละเอียดก่อนจะพูดต่อ
"ผลไม้นี้ออกผลเพียงปีละครั้ง ครั้งละสองลูกเท่านั้นนะ มีแม่กับมิ่นหมิ่นของแม่ที่ได้กินเพราะงั้นเจ้าต้องกินมัน เข้าใจหรือไม่"
มิ่นหมิ่นยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง รู้ดีว่ามารดารักมิ่นหมิ่นมากแค่ไหน จึงไม่สามารถปฏิเสธไปได้
"ท่านแม่...ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะและจะกินมันแน่นอน"
"เช่นนั้นเจ้าก็ต้องกินมันเสียตอนนี้ แม้ไม่กินถ้าจะเก็บไว้ดู แต่ไม่ควรให้คนอื่นได้กินมันเข้าใจไหม" ฮองเฮาพูดเสียงอ่อนโยนแต่เหมือนจะรู้ทัน
“และอย่าบอกว่าไม่อยากกิน เจ้าคือคนสำคัญของแม่ กินมันเสียเถอะนะ"
โม่โฉว่ที่ทองตามแผ่นหลังของหลินหยูไปจนลับสายตาหยงเจี้ยนขยับกายก้าวเดิน โม่โฉว่เอ่ยปากถามในทันที“องค์ชายท่านจะไปไหน”หยงเจี้ยนถอนหายใจแล้วพูดเบาๆ“ข้าจะไปดูว่า ม่านม่านคนนั้นนางร้องไห้จนตาบวมอย่างที่นักพรตจอมลวงโลกคนนั้นพูดจริงหรือไม่”ฮ่องเต้หยงตบโต๊ะดังลั่น เสียงดังสนั่นไปทั้งห้อง ดวงตาคู่คมแสดงความโกรธแค้นที่กำลังปะทุขึ้นในตัวเขา"ป่านนี้ยังไม่มีเบาะแส บ้านตระกูลเหรินซีไม่มีเบาะแสใดเลยหรือ" เสียงของเขาดังลั่น เครียดและขุ่นมัวจนทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งหนักอึ้งไปด้วยความตึงเครียดบุรุษในอาภรณ์ชุดดำประสานมือก้มหน้าอย่างเคารพ แล้วรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"ค้นทุกซอกทุกมุมล้วนไม่มีเบาะแสใดเลย ข้าพบเพียงบางเรื่องที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีความชัดเจน ฝ่าบาท ความจริงแล้วเรื่องราวต่อจากนี้ อาจต้องสืบเสาะจากองค์ชายสี่จะดีกว่า""ปัง!" เสียงของฮ่องเต้หยงดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้แรงจนแทบจะทำให้โต๊ะไม้เก่าๆ แทบพัง ดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยไฟโกรธ"เจ้าสี่กลับมาครั้งนี้ ราวกับมีใครเสี้ยมสอนการวางตัวที่แปลกออกไป และยังระวังตัวมากยิ่งขึ้น! ข้าตั้งใจจะเก็บเขาไว้ก่อน จึงไม่ควรแหวกหญ้าให้งูตื่น!"
หลินหานก้าวเข้าไปในห้องตำหนักเทียนฮวาอย่างเร่งรีบ ยังไม่ทันได้วางผลไม้ในมือ ร่างบางของม่านม่านที่เพิ่งลุกจากแท่นนอนก็วิ่งพรวดเข้ามากอดเอวเขาแน่น เสียงสะอื้นดังอู้อี้ซบอยู่กับอกกว้าง ไหล่เล็กสั่นไหวราวกับพยายามกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้จนสุดกำลัง หลินหานตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะรีบวางของลงแล้วโอบกอดน้องสาวกลับอย่างแผ่วเบา"เกิดอะไรขึ้นน้องพี่ เจ้าเป็นอะไรไป"เขาก้มลงมองใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา นิ้วยาวยกขึ้นเช็ดหยดน้ำใสที่แก้มให้อย่างอ่อนโยน น้ำเสียงที่เคยหยอกล้อกลับแผ่วลงอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้ยินบ่อยนัก“พี่สามฮืออออท่านอย่าถามข้าไม่อยากเล่า”"ค่อยๆ เล่าก็ได้ หากเจ้ายังไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด พี่อยู่ตรงนี้แล้วโอ๋ๆๆๆ อย่าร้องนะของพี่อย่าร้องไห้สิ"หลินหานกอดร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าน้องสาวจะบอบช้ำไปมากกว่านี้ ขณะนั้นหลี่หลินที่ยืนอยู่ด้านข้างกำหมัดแน่น ดวงตาฉายแววขุ่นเคืองอย่างปิดไม่มิด"องค์ชายสี่คนนั้น ฮึ ข้านึกแล้วว่าพอข้าไม่อยู่ เขาก็รังแกนายหญิงได้ลงคอ"เสียงของหลี่หลินสั่นด้วยความโกรธปนเจ็บใจ"คนอะไรไม่เคยจะรู้อะไรเลย นายหญิงดีด้วยแค่ไหน ยังกล้าทำแบบน
"โม่โฉว่มาแล้วหรือ?" หยงเจี้ยนกล่าวเสียงต่ำ ขณะหันไปมองบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า ร่างสูงของโม่โฉว่ก้มคุกเข่าลงด้วยความนอบน้อมที่สุด ดวงตาของเขาแฝงไปด้วยความเคารพและความซื่อสัตย์ต่อนาย"การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง?" หยงเจี้ยนถามเสียงแผ่วอย่างสนใจ รอยยิ้มที่มุมปากของเขาค่อยๆ ขึ้นมาน้อยๆ โม่โฉว่ยิ้มบางๆ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "ขอบพระทัยองค์ชายสี่ การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นที่สุด ข้าพบว่าในครั้งนี้ ตระกูลเดิมของพระมารดาขององค์ชายมีผู้ไปเยือนตามที่คาดไว้"หยงเจี้ยนขยับมุมปากยิ้มเล็กน้อย ขบคิดในใจ ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ "ดีมาก หากเป็นอย่างที่คิด ก็หมายความว่าเราใกล้ความจริงเข้าไปทุกที"โม่โฉว่ยิ้มบางๆ ก่อนที่จะพูดออกมาอีกครั้ง "องค์ชายจะต้องประหลาดใจ คนเหล่านั้น...คือคนของเฉิน อี้หยู"คำพูดของโม่โฉว่ทำให้บรรยากาศรอบๆ เงียบสงัดไปชั่วครู่ หยงเจี้ยนที่นั่งอยู่หรี่ตามองโม่โฉ่วด้วยสายตาที่ฉายความประหลาดใจเล็กน้อย"เฉิน อี้หยูอย่างนั้นหรือ ยังไม่เลิกสอดส่องข้าสินะ" หยงเจี้ยนพูดเสียงต่ำเหมือนพึมพำกับตัวเอง เขารู้สึกถึงแรงกดดันจากชื่อที่ได้ยิน โม่โฉว่ไม่ตอบคำถาม เขามองนายของตนด้วยความจริงใจ "ใช่ค
ม่านม่านต้องหันกลับไปมองหน้าหยงเจี้ยน ดวงตาคู่งามสบตากับเขา มันเหมือนกับโลกทั้งใบหยุดหมุนในขณะนั้น ร่างบางของม่านม่านพยายามฝืนตัวเองไม่ให้ถลาเข้าไปซบอกกว้างของหยงเจี้ยน แต่ในที่สุดมือที่แข็งแรงของหยงเจี้ยนก็กระชากม่านม่านให้เข้าใกล้เขามากขึ้นหัวใจของทั้งคู่เต้นรัว ใบหน้าของม่านม่านใกล้กับหน้าอกของเขา ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาทำให้ม่านม่านรู้สึกเหมือนตกอยู่ในห้วงเวลาที่ไม่อาจหลีกหนีได้"ปล่อยข้านะ"มือเล็กกำหมัดไว้แน่น“นึกว่าจะเก่ง…จริงสินะ ก็คงคิดว่าตัวเองเก่งกว่าข้าเช่นกัน ยอมแพ้เสีย เลิกปั่นหัวข้าได้แล้ว”“นี่ เมื่อไหร่องค์ชายจะเข้าใจเสียทีว่าข้ามาทำไม”“เชอะ เจ้าก็เข้ามาเพื่อปั่นหัวข้าอย่างไรเล่า” เริ่มรู้สึกขัดแย้งกับคำพูดของตัวเอง นี่เขาพูดอะไรไปทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าม่านม่านคือคนของมิ่นหมิ่นหยงเจี้ยนสบตากับม่านม่านอีกครั้ง ดวงตาคมดุของเขากวาดมองไปยังดวงตากลมโตของม่านม่าน ความรู้สึกบางอย่างในใจของเขากำลังพลุ่งพล่านจะหลุดออกไปจากการควบคุม ม่านม่านที่อยู่ใกล้เขาขนาดนี้…ร่างของนางอบอุ่นและมีกลิ่นหอมบางๆ ทำให้เขาอยากจะดึงม่านม่านเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้นไปอีกดวงตากลมใบหน้างงดงามอย่างหาเที่
"เอาเถอะๆ งั้นเรามีเวลาคุยกันสองคนแล้ว คงสนุกไม่น้อย เจ้าอยากถามอะไรข้าพร้อมแต่ต้องให้ข้ากินไปด้วยนะข้ากำลังหิวพอดี"ซีหยินหันมองหลินหานด้วยรอยยิ้มบางๆ แต่ในใจของก็ยังไม่สามารถคาดเดาความรู้สึกของหลินซินได้ชัดเจนมากนัก ได้แต่หวังว่าในอนาคต ทั้งสองจะสามารถเข้าใจกันมากขึ้น และความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจะดีขึ้น อย่างน้อยก็จะได้ถามเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับหลินซินได้จากหลินหานตำหนักเทียนฮวาม่านม่านนั่งจิบชาหน้าห้องพักของตน เสียงน้ำชาไหลลงในถ้วยเบาๆ สร้างบรรยากาศเงียบสงบ หยงเจี้ยนที่เดินมาจากด้านหลังถอนหายใจยาวๆ"นี่เจ้า!" เขาเรียกเสียงดังพอสมควร ซึ่งเป็นสัญญาณที่ทำให้ม่านม่านรู้สึกถึงการมาถึงของเขาทันที แม้จะไม่หันไปมองก็ตามม่านม่านยังคงนั่งนิ่งๆ ที่เดิม โดยไม่แสดงท่าทีใดๆ รู้ดีว่าเขาคงจะมาหาเรื่องเหมือนเช่นทุกครั้ง"นี่ ข้าพูดกับเจ้า!" เสียงของหยงเจี้ยนดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ม่านม่านถอนหายใจยาว "ข้ารู้แล้วว่าท่านพูดกับข้า"ม่านม่านพูดออกไปด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่แยแสเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ยังคงไม่หันไปมองเขา รู้สึกเหมือนถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลาหยงเจี้ยนกัดฟันแน่น มือของเขาทั้งสองข้างถูกยก
ซีหยินที่ยืนถือกล่องอาหารอย่างประหม่า กำกล่องไว้อย่างแน่นจนมือซีด ข้างในกล่องนั้นมีทั้งของคาวและของหวานหลากหลายชนิดที่เตรียมมาอย่างดีเพื่อต้อนรับหลินซิน “องค์หญิงเจ้าข้าน้อยถือให้ดีกว่าเจ้าค่ะ” นางกำนัลเอ่ยปากอย่างเกรงใจ“ไม่ต้องข้าจะถือเองเขามาจะได้เห็นว่าข้าถือมันไว้”ซีหยินยืนอยู่ตรงทางเข้าตำหนักด้านหลังของนักพรตนานเกือบชั่วยาม หัวใจเต้นเร็วขึ้นเมื่อเห็นนางกำนัลพูดขึ้นเบาๆ ว่า "องค์หญิงเจ้าขา คงไม่มาแล้วเจ้าค่ะเรากลับไปก่อน แล้วค่อยมาใหม่ไหมเจ้าค่ะ" เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ซีหยินส่ายหน้าไปมา "ไม่มาได้อย่างไร เขานอนที่นี่ อย่างไรก็ต้องมาเหอะ" ซีหยินพูดพึมพำกับตัวเองด้วยเสียงที่ดังขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตั้งท่ารอคอยอย่างไม่ยอมแพ้ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นจากทางเดินด้านใน ตรงมาที่ประตูของตำหนัก ซีหยินหันไปเห็นหลินซินเดินเข้ามา ก้มหน้าเหมือนกำลังใช้สมาธิ จนทำให้ซีหยินถึงกับยิ้มกว้างด้วยความดีใจ"อะๆๆ ไหลหล่าๆๆ ท่านนักพรตท่านมาแล้ว ข้ารอตั้งนาน" ซีหยินกล่าวออกไปอย่างร่าเริง แต่ท่าทีของหลินซินกลับไม่เหมือนที่คาดไว้ เขาหันซ้ายหันขวาแล้วก้มหน้าเดินต่อไปอย่างเงียบๆ ไม่ตอบรับคำพู







