Masukมิ่นหมิ่นที่มักจะไม่สามารถปฏิเสธคำขอของมารดาได้ ได้แต่ยิ้มอ่อนๆ ก่อนจะคว้าผลไม้นั้นขึ้นมาแล้วพูดว่า
"ขอบคุณพระคุณเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าจะนำมันไปเก็บไว้ที่ตำหนักหลานฮวาของข้า แล้วค่อยกินมันวันพรุ่งนี้" มิ่นหมิ่นยิ้มออดอ้อนและเดินออกจากตำหนักไปพร้อมกับผลไม้ในมือ
ฮองเฮามองตามร่างเล็กๆ ของมิ่นหมิ่นที่เดินออกไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ก่อนจะกลับมานั่งที่เก้าอี้ทองคำ
มิ่นหมิ่นเดินออกจากห้องของฮองเฮาด้วยรอยยิ้มหวานที่ซ่อนความกังวลไว้ในใจ มือจับผลไม้อมตะในมือด้วยความระมัดระวังสุดชีวิต สายตามองไปที่เสี่ยวเอินที่ยังคงยืนอยู่ข้างหลังราวกับจะไม่ให้มิ่นหมิ่นคาดสายตา
“เสี่ยวเอินมานี่”
"เจ้าคะองค์หญิงมิ่นหมิ่น ท่าน...มีอะไรให้เสี่ยวเอินรับใช้"
เสี่ยวเอินตามมาหยุดข้างๆ มิ่นหมิ่นหันไปยิ้มให้สาวใช้ก่อนจะพูดเสียงเบา
"ขอบใจเจ้ามากที่มาตามข้าไปพบท่านแม่ แต่วันนี้ข้าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าแล้ว พูดง่ายๆ คือเจ้ากลับไปแปรงขนของเจ้าตามเดิมเถอะ แค่ข้าต้องการเดินไปที่ตำหนักดอกไม้ของข้าด้วยตัวข้าเอง"
"เจ้าค่ะ..." เสี่ยวเอินพูดเสียงอ่อนๆ ไม่พยายามจะขัดใจมิ่นหมิ่นก่อนจะยิ้มและเดินออกไปจากตำหนัก
มิ่นหมิ่นเดินไปตามทางที่คุ้นเคย ผ่านลานกว้างที่มีต้นไม้สูงใหญ่และทางเดินหินที่เงียบสงบ ความคิดในใจกำลังหมุนวนไปกับแผนที่ต้องการให้หยงเจี้ยนฟื้นฟูร่างกาย โดยการนำผลไม้มาช่วยให้เขาได้รับพลัง
ในขณะที่มิ่นหมิ่นเดินไปในเส้นทางที่เงียบสงบ ความรู้สึกผิดและความกลัวเริ่มค่อยๆ เข้ามาในใจ รู้ดีว่าผลไม้นี้เป็นของล้ำค่าที่ท่านแม่เองก็รักและหวงแหน แต่มิ่นหมิ่นไม่สามารถปล่อยให้บุรุษผู้นั้นที่น่าสงสารอยู่ในสภาพอ่อนแออย่างนี้ได้
เดินไปจนถึงม่านอาคมที่มีพลังแรงกล้า แต่มิ่นหมิ่นก็ไม่ยอมให้มันหยุดยั้งมิ่นหมิ่นได้ ยืนอยู่หน้าม่านอาคมนานเพียงครู่เดียว ก่อนจะใช้พลังของตัวเองที่ยังเหลืออยู่เพื่อส่งคลื่นพลังเข้าไปในม่านอาคมนั้น ม่านอาคมสะท้อนแสงเป็นวงกว้าง ก่อนที่ช่องเล็กๆ จะปรากฏขึ้นให้มิ่นหมิ่นสามารถเดินผ่านไปได้ แม้จะรู้สึกถึงพลังที่คอยดึงกลับมา แต่มิ่นหมิ่นก็รีบก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วไปสู่โลกภายนอก
เดินผ่านช่องเล็กๆ นั้นไปจนออกไปด้านนอก ม่านอาคมบางเบา หายไปข้างหลังราวกับไม่เคยอยู่ตรงนั้น
"อืมม ตัดสินใจแล้วก็ต้องทำให้สำเร็จสิ..." มิ่นหมิ่นพึมพำในใจ
ก่อนจะพยายามทำใจให้ฮึกเฮิม ขณะเดินผ่านสวนดอกไม้ที่ร่มรื่นและสวยงาม จนมาถึงสุสานบรรพชนที่หยงเจี้ยนถูกทิ้งไว้
มิ่นหมิ่นเดินเข้าไปอย่างเงียบเชียบและมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ก่อนจะยกผลไม้อมตะในมือขึ้น ยิ้มให้กับมันราวกับเป็นเพื่อนที่รู้ใจ
หยงเจี้ยนยังคงนอนอยู่บนแท่นนอนในสภาพอ่อนแอ ใบหน้าซีดเซียวของเขาทำให้มิ่นหมิ่นรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องเห็นเขาต้องทนทุกข์เช่นนี้ ช่างน่าสงสารจริงๆ
"ท่าน…ท่านตื่นสิ…ท่าน…" มิ่นหมิ่นเรียกเขาด้วยเสียงเบาๆ ขณะยืนอยู่ข้างแท่นนอน ร่างของหยงเจี้ยนขยับน้อยๆ และลืมตาขึ้นมามองเห็นไม่ชัดเจน ไม่สิไม่เห็นเลยต่างหาก ใครกัน
"เจ้าเป็นใคร...นี่...นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม" หยงเจี้ยนถามด้วยเสียงที่ยังอ่อนแรง
มิ่นหมิ่นยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน
"ไม่ใช่ฝันหรอก ข้าเอาผลไม้นี้มาให้ท่าน ท่านรีบกินมันเสียนี่คือผลไม้อมตะของข้าเชียวนะ" วางผลไม้มอมตะลงข้างๆ หยงเจี้ยน พูดต่ออย่างภูมิใจ
"นี่คือผลไม้อมตะในตำนานที่จะช่วยฟื้นฟูพลังและทำให้ท่านกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง รสชาติใช้ได้ ลูกใหญ่อิ่มท้อง แต่พลังมันมากไม่รู้ท่านกินไปจะตัวระเบิดตายไหม เอาเป็นว่าโอกาสระเบิดน้อยมากๆ" ยังไม่วายหลอกเขาเล่น
หยงเจี้ยนมองผลไม้นั้นด้วยสายตาที่ยังคงลังเลแต่แล้วเขาก็พยักหน้า
มือซีดเอื้อมไปรับเอาผลไม้อมตะมาถือไว้ มิ่นหมิ่นถอนหายใจยาว
"เช่นนั้นก็รีบกินเสียเถอะ" มิ่นหมิ่นพูดเบาๆ ขณะที่ยื่นผลไม้เข้าใกล้
หยงเจี้ยนกัดผลไม้อมตะนั้นเข้าไปในปาก รสชาติหวานสดชื่นทำให้เขารู้สึกเหมือนมีพลังลื่นไหลเข้าไปในร่างกาย มิ่นหมิ่นนั่งข้างแท่นนอนมองเขาด้วยความสนใจขณะที่เขากำลังเริ่มรู้สึกถึงพลังที่กลับมาหลังจากกินผลไม้นั้นไป
"ข้าหวังว่ามันจะช่วยท่านได้มากกว่านี้ซะอีก"
หยงเจี้ยนยิ้มอ่อนแรงแล้วหลับตาลงช้าๆ มิ่นหมิ่นยิ้มตอบอย่างหวานละมุนเมื่อเห็นว่ามันคงช่วยได้บ้าง อย่างน้อยก็คงช่วยให้อิ่มท้องอะแหละฮ่ะฮ่ะฮ่าาาาา
"แค่ท่านแข็งแรงขึ้นข้าก็พอใจแล้ว อะแต่ท่านมีไข้นี่”
พูดอยู่คนเดียวแล้วหย่อนยาเม็ดในมือลงปากของหยงเจี้ยน ยกจอกน้ำตามไป พร้อมกับถอนหายใจ ดีนะที่เตรียมเอายามาจากท่านพี่มาแล้ว
“อย่าเพิ่งตายนะ แล้วช่วยข้าหน่อย นั่งนิ่งๆ ข้าจะเดินลมปราณให้ดีไหม”
หยงเจี้ยนที่ได้แต่ปรือตามองร่างเล็กที่เขากอดไว้ที่ผ่านมา จิ้งจอกทำไมพูดได้ จิ้งจอกไม่ดื่มเลือดควักหัวใจแต่ช่วยคนหรือ
“เดินลมปราณอย่างนั้นหรือ ข้ายังไม่ตายใช่ไหม” เสียงแหบแห้งของหยงเจี้ยนดังขึ้นทั้งที่ไม่ลืมตา ยังมึนงงเพราะพิษไข้
“ไม่ได้ ไม่ได้ ถึงมือมิ่นหมิ่นแล้วห้ามตาย ท่านตายญาติๆ ท่านจะต้องเสียใจ ท่านมีพี่น้องไหม ข้ามีพี่ชายตั้งสามคนแนะฮ่าาาา พวกเขาไม่มีทางให้ข้าตายหรอกเพราะอย่างนี้ท่านต้องมีคนที่รักท่านบ้างล่ะอย่าเพิ่งตาย ให้คนอื่นโศกเศร้าเสียใจ”
ในความมืดของสุสานบรรพชนที่เต็มไปด้วยความเย็นเยียบ เสียงหอบหายใจดังแผ่วเบาผสมกับลมหายใจของเจ้าจิ้งจอกน้อยที่นั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆร่างขององค์ชายหยงเจี้ยน ดวงตาของมิ่นหมิ่นปิดสนิท ขณะจิตใจของนางจดจ่ออยู่ที่การเคลื่อนไหวของลมปราณภายในร่างกายของหยงเจี้ยนผู้ผ่านทุกข์เข็ญมา
“เจ้าช่วยข้าทำไม…”
ผิวของมิ่นหมิ่นนุ่มนวลและดูเหมือนจะส่องแสงราวกับมีพลังลึกลับที่แฝงตัวอยู่ ภายใน มิ่นหมิ่นสามารถรู้สึกถึงลมปราณที่ค่อยๆ ไหลเวียนผ่านอากาศรอบตัว กลายเป็นเส้นสายอ่อนๆ ที่หยุดนิ่งอยู่ภายในร่างกายซูบซีดของหยงเจี้ยน
มือของมิ่นหมิ่นค่อยๆ ขยับไปข้างหน้า ใช้พลังที่มีในตัวนำลมปราณจากภายนอกเข้าสู่ร่างกายขององค์ชายหยงเจี้ยนด้วยความระมัดระวัง หายใจเข้าออกอย่างเป็นจังหวะ
หมิ่มหมิ่นพูดเบาๆ
"ท่านต้องการพลังจากข้าเพื่อฟื้นฟูตัวเอง...มิ่นหม่นรับรองน่าท่านจะต้องหายดี"
ภายในห้องเงียบสนิทมีเพียงเสียงหายใจของทั้งสองคนที่ประสานกันอย่างลึกซึ้ง หลี่เจี้ยนรู้สึกถึงการไหลเวียนของพลังในร่างกาย ร่างกายที่ซูบซีดและเย็นเฉียบของเขาค่อยๆ เริ่มอุ่นขึ้น แม้จะยังไม่แข็งแกร่งพอแต่ความอบอุ่นก็เริ่มกลับคืนสู่ร่างกายที่อ่อนแอ
"เจ้าช่วยข้าทำไม…" เขาเอ่ยซ้ำๆ เสียงเบาพลางหันมองไปยังมิ่นหมิ่นที่นั่งขัดสมาธิมิ่นหมิ่นไม่ได้ตอบคำถามนั้นด้วยเสียง แต่การเคลื่อนไหวของมือนั้นกลับตอบแทนคำพูดมิ่นหมิ่นกระแทกฝ่ามือลงบนแผ่นหลังของหยงเจี้ยน หายใจลึกเข้าอีกครั้ง ค่อยๆ รวบรวมพลังใหม่ๆ ให้ลมปราณในตัวเขาไหลเวียนไปในเส้นทางที่ขัดเกลาอย่างช้าๆ จนมันเริ่มรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งส่งต่อยังหยงเจี้ยน
หยงเจี้ยนหลับตาลง ร่างกายของเขาค่อยๆ ได้รับพลังจากจิ้งจอกน้อยที่ทำงานหนักเพื่อเขา ความรู้สึกที่เคยเหนื่อยล้าและอ่อนแอหายไปทีละน้อย ดวงตาที่เคยหมองคล้ำเริ่มมีประกายขึ้นมา
ตำหนักบูรพายังคงเงียบสงบท่ามกลางแสงไฟที่ส่องกระจายออกจากโคมไฟสูงประดับในห้องใหญ่ เสียงหัวเราะของอี้จือก้องกังวานไปทั่วห้อง ด้วยความรู้สึกภูมิใจในที่สุดทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ตามที่คาดหวังและวางแผนไว้"ฮ่าาาา ในที่สุดก็มีวันนี้สินะ อี้จือ เจ้าก็เห็นไหม? สวรรค์มีตา!"ราชครูเฉินอี้หยูพูดพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง อี้จือหัวเราะเบาๆ ด้วยความยินดี ท่านราชครูเฉินหยุดยืนตรงหน้าอี้จือและกล่าวต่อไปด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "ในที่สุดท่านสีก็ได้ตำแหน่งไท่จือแล้ว! และเจ้าก็ได้รับความเมตตาจากฝ่าบาทได้แต่งกับท่านสี่ด้วย นั่นหมายความว่าอะไรรู้ไหม?"อี้จือยิ้มบางๆ ด้วยท่าทางเงียบขรึม แต่ในใจกลับรู้สึกถึงความพึงพอใจที่เก็บซ่อนไว้ "ท่านพ่อโปรดพูดมา"พูดเบาๆ ก่อนที่จะหันไปมองใต้เท้าเฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ "ท่านสี่ก็ยังคงเป็นท่านสี่อยู่ดีใช่ไหมเคยปรารถนาในตัวเจ้าอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้น?""นั่นหมายความว่า..." อี้จือกล่าวด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความมั่นใจ "ท่านสี่มีอำนาจในมือแล้ว! แม้แต่ฝ่าบาทยังต้องเกรงใจท่านสี่ ฝ่าบาทรู้ดีว่าท่านสี่มีความหมายกับราชวงศ์อย่างไร ถึงได้แต่งเจ้าให้กับท่านสี่ นั่นไม่ใช
โม่โฉว่ยืนกอดอกมองไปยังหยงเจี้ยนที่นั่งอยู่หน้าพระแท่นในห้องทรงงาน ท่าทีของหยงเจี้ยนดูสงบเสงี่ยมแม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยการวางแผน และทบทวนคำพูดที่ต้องใช้ในช่วงเวลานี้ แต่ใบหน้าของเขากลับไม่แสดงให้เห็นถึงความเครียดหรือความกังวลใดๆ มันเหมือนกับการร่างภาพในหน้ากระดาษที่ไร้อารมณ์ ส่วนโม่โฉวเองก็รู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ การที่ไท่จือถูกปลดนั้น ย่อมหมายถึงการเปิดทางให้เขาก้าวขึ้นมาแทนที่ โม่โฉวยิ้มบางๆ นึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น"ท่านสี่ ตอนนี้ไท่จือถูกปลดแล้ว ต่อไปท่านจะดำเนินแผนการเช่นไร" โม่โฉวเอ่ยถามออกไป น้ำเสียงของเขาค่อนข้างเงียบสงบ แต่แฝงไปด้วยความคาดหวังบางอย่าง เขารู้ดีว่าฝ่าบาทจะต้องมอบตำแหน่งไท่จือให้กับหยงเจี้ยน เพราะสุดท้ายแล้วมันคือจุดมุ่งหมายของฝ่าบาทที่ต้องการยาอายุวัฒนะที่อยู่กับหยงเจี้ยนท่าทีของเขาไม่ได้เผยอารมณ์หรือความรู้สึกใดๆ เกี่ยวกับคำถามนั้น "นั่นไม่ใช่ข้าที่ต้องเดินตามแผน" หยงเจี้ยนพูดเสียงต่ำอย่างมีน้ำหนัก เขาเงยหน้าขึ้นจากกระดาษแล้วมองไปยังโม่โฉวอย่างไม่ลังเล ก่อนที่จะพูดต่อไป "แต่จะต้องเป็นฝ่าบาทที่จะต้องคิดว่าควรทำเช่นไรต่อจากนี้ ข้าส่งเจ้าออกวังหลวงเพื่
ที่ตำหนักบูรพาอี้จือสะอื้นอย่างหนัก ภายในห้องเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ยากจะระบายออกไปได้ เสียงสะอื้นก้องกังวาน อี้จือมองไปที่หยงซินที่ยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าเย็นชาของเขาทำให้อี้จือรู้สึกเหมือนถูกทุบตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะพยายามปกปิดอารมณ์ไว้ แต่ก็ไม่สามารถซ่อนความหวาดกลัวในใจ"ไท่จือท่านจะทำกับข้าแบบนี้ไม่ได้นะ..." เสียงของอี้จือสั่นเครือ แม้จะพยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่มันก็หลุดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ซ้วนซ้วนที่ยืนข้างๆ รีบเดินเข้าไปประคองอี้จือไว้อย่างอ่อนโยน"ไท่จือ ท่านจะทำอะไรกับนางก็ได้ แต่กรุณาอย่าทำให้นายหญิงเจ็บปวดเลยนะเจ้าคะ" เสียงของซ้วนซ้วนอ่อนลง แต่ก็ไม่สามารถปิดบังความวิตกกังวลในใจได้หยงซินที่ยืนมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไม่อาจยอมรับได้ ก้าวเข้ามาใกล้และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว"ข้าได้ยินว่าเจ้าไปที่ตำหนักเทียนฮวา หากไม่ทำอย่างนี้เจ้าก็ไปอีก ทางเดียวที่ข้าทำได้คือผูกเจ้าไว้ที่นี่!" เสียงดังกังวานในห้อง อี้จือสะอื้นหนักขึ้นจนตัวโยนไปมา"ไท่จือ ท่านทำกับข้าอย่างนี้ไม่ได้!" เสียงสะอื้นนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดหยงซินยังคงยืนนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่อี้จืออย่างไม่ละสายตา เหมือนว
โม่โฉว่ที่ทองตามแผ่นหลังของหลินหยูไปจนลับสายตาหยงเจี้ยนขยับกายก้าวเดิน โม่โฉว่เอ่ยปากถามในทันที“องค์ชายท่านจะไปไหน”หยงเจี้ยนถอนหายใจแล้วพูดเบาๆ“ข้าจะไปดูว่า ม่านม่านคนนั้นนางร้องไห้จนตาบวมอย่างที่นักพรตจอมลวงโลกคนนั้นพูดจริงหรือไม่”ฮ่องเต้หยงตบโต๊ะดังลั่น เสียงดังสนั่นไปทั้งห้อง ดวงตาคู่คมแสดงความโกรธแค้นที่กำลังปะทุขึ้นในตัวเขา"ป่านนี้ยังไม่มีเบาะแส บ้านตระกูลเหรินซีไม่มีเบาะแสใดเลยหรือ" เสียงของเขาดังลั่น เครียดและขุ่นมัวจนทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งหนักอึ้งไปด้วยความตึงเครียดบุรุษในอาภรณ์ชุดดำประสานมือก้มหน้าอย่างเคารพ แล้วรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"ค้นทุกซอกทุกมุมล้วนไม่มีเบาะแสใดเลย ข้าพบเพียงบางเรื่องที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีความชัดเจน ฝ่าบาท ความจริงแล้วเรื่องราวต่อจากนี้ อาจต้องสืบเสาะจากองค์ชายสี่จะดีกว่า""ปัง!" เสียงของฮ่องเต้หยงดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้แรงจนแทบจะทำให้โต๊ะไม้เก่าๆ แทบพัง ดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยไฟโกรธ"เจ้าสี่กลับมาครั้งนี้ ราวกับมีใครเสี้ยมสอนการวางตัวที่แปลกออกไป และยังระวังตัวมากยิ่งขึ้น! ข้าตั้งใจจะเก็บเขาไว้ก่อน จึงไม่ควรแหวกหญ้าให้งูตื่น!"
หลินหานก้าวเข้าไปในห้องตำหนักเทียนฮวาอย่างเร่งรีบ ยังไม่ทันได้วางผลไม้ในมือ ร่างบางของม่านม่านที่เพิ่งลุกจากแท่นนอนก็วิ่งพรวดเข้ามากอดเอวเขาแน่น เสียงสะอื้นดังอู้อี้ซบอยู่กับอกกว้าง ไหล่เล็กสั่นไหวราวกับพยายามกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้จนสุดกำลัง หลินหานตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะรีบวางของลงแล้วโอบกอดน้องสาวกลับอย่างแผ่วเบา"เกิดอะไรขึ้นน้องพี่ เจ้าเป็นอะไรไป"เขาก้มลงมองใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา นิ้วยาวยกขึ้นเช็ดหยดน้ำใสที่แก้มให้อย่างอ่อนโยน น้ำเสียงที่เคยหยอกล้อกลับแผ่วลงอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้ยินบ่อยนัก“พี่สามฮืออออท่านอย่าถามข้าไม่อยากเล่า”"ค่อยๆ เล่าก็ได้ หากเจ้ายังไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด พี่อยู่ตรงนี้แล้วโอ๋ๆๆๆ อย่าร้องนะของพี่อย่าร้องไห้สิ"หลินหานกอดร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าน้องสาวจะบอบช้ำไปมากกว่านี้ ขณะนั้นหลี่หลินที่ยืนอยู่ด้านข้างกำหมัดแน่น ดวงตาฉายแววขุ่นเคืองอย่างปิดไม่มิด"องค์ชายสี่คนนั้น ฮึ ข้านึกแล้วว่าพอข้าไม่อยู่ เขาก็รังแกนายหญิงได้ลงคอ"เสียงของหลี่หลินสั่นด้วยความโกรธปนเจ็บใจ"คนอะไรไม่เคยจะรู้อะไรเลย นายหญิงดีด้วยแค่ไหน ยังกล้าทำแบบน
"โม่โฉว่มาแล้วหรือ?" หยงเจี้ยนกล่าวเสียงต่ำ ขณะหันไปมองบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า ร่างสูงของโม่โฉว่ก้มคุกเข่าลงด้วยความนอบน้อมที่สุด ดวงตาของเขาแฝงไปด้วยความเคารพและความซื่อสัตย์ต่อนาย"การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง?" หยงเจี้ยนถามเสียงแผ่วอย่างสนใจ รอยยิ้มที่มุมปากของเขาค่อยๆ ขึ้นมาน้อยๆ โม่โฉว่ยิ้มบางๆ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "ขอบพระทัยองค์ชายสี่ การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นที่สุด ข้าพบว่าในครั้งนี้ ตระกูลเดิมของพระมารดาขององค์ชายมีผู้ไปเยือนตามที่คาดไว้"หยงเจี้ยนขยับมุมปากยิ้มเล็กน้อย ขบคิดในใจ ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ "ดีมาก หากเป็นอย่างที่คิด ก็หมายความว่าเราใกล้ความจริงเข้าไปทุกที"โม่โฉว่ยิ้มบางๆ ก่อนที่จะพูดออกมาอีกครั้ง "องค์ชายจะต้องประหลาดใจ คนเหล่านั้น...คือคนของเฉิน อี้หยู"คำพูดของโม่โฉว่ทำให้บรรยากาศรอบๆ เงียบสงัดไปชั่วครู่ หยงเจี้ยนที่นั่งอยู่หรี่ตามองโม่โฉ่วด้วยสายตาที่ฉายความประหลาดใจเล็กน้อย"เฉิน อี้หยูอย่างนั้นหรือ ยังไม่เลิกสอดส่องข้าสินะ" หยงเจี้ยนพูดเสียงต่ำเหมือนพึมพำกับตัวเอง เขารู้สึกถึงแรงกดดันจากชื่อที่ได้ยิน โม่โฉว่ไม่ตอบคำถาม เขามองนายของตนด้วยความจริงใจ "ใช่ค







