Masuk"เจ้า..." หยงเจี้ยนพยายามพูด แต่เสียงของเขายังคงแหบแห้ง เขาขยับตัวเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกเหมือนร่างกายของเขายังไม่แข็งแรงเต็มที่ จึงมรุดลงไปกับพื้น
"โอ๊ย "
มิ่นหมิ่นรีบเข้ามาขวางไว้ไม่ให้เขาลุกขึ้น ท่าทางเต็มไปด้วยความห่วงใย
ท่านยังไม่แข็งแรงเลยนะ อย่าพยายามขยับมากนัก ข้าจะคอยดูแลท่านเอง
หยงเจี้ยนถอนหายใจ ก่อนจะมองไปที่ใบหน้าของจิ้งจอกน้อยมิ่นหมิ่นที่ใกล้เข้ามา
"เจ้าจิ้งจอกตัวนี้นี่ เฝ้าข้าตลอดเวลาเลยหรือ" หยงเจี้ยนถามออกไป รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถจำอะไรได้มาก จากที่ผ่านมาทุกสิ่งดูเหมือนจะพร่าเลือนและเต็มไปด้วยความสับสน คล้ายหลับแต่ก็เหมือนตื่น
มิ่นหมิ่นยิ้มอ่อนโยน ยิ้มให้เขาอย่างอ่อนหวาน
ข้าคือมิ่นหมิ่น... จิ้งจอกน้อยที่อยู่ข้างท่านมาเสมอ ข้าไม่เคยทิ้งท่านไปไหนเลย จริงจริ้งงงงง
หยงเจี้ยนมองอย่างเงียบๆ สักครู่ ดวงตาของเขาฉายแววสงสัยและสับสน แต่มุมปากของเขากลับยิ้มออกมาเล็กน้อย เขารู้สึกถึงบางอย่างที่คุ้นเคยจากใบหน้านั้น ราวกับว่าคุ้นเคยกับเจ้าจิ้งจอกเหลือเกิน
ไร้ผู้คนไร้สหายข้างกายมีเพียงจิ้งจอกป่า หยงเจี้ยนยิ้มหยันให้กับตัวเขาเองจิ้งจอกเช่นไรจึงมาดูแลมนุษย์ได้
"ขอบคุณ...เจ้าช่วยข้า ในวันที่เหน็บหนาวสินะข้าฝันว่าเจ้ากลายร่างเป็นหญิงสาวเดินลมปราณให้ข้าด้วยสิข้าคงฝันไป น่าขำเสียจริง”
หยงเจี้ยนพูดเสียงเบา มิ่นหมิ่นอ้าปากค้างก่อนจะยิ้มแห้งๆ
ฮึแย่จังดันคิดว่าตัวเองฝันสินะ แต่ช่างเถอะมิ่นหมิ่นก็ไม่ได้อยากให้เขาเห็นร่างมนุษย์ของมิ่นหมิ่นเสียหน่อย ดีเสียอีกให้เขาเห้นแต่ร่างจิ้งจอกก็พอแล้ว
"... ข้าไม่รู้ว่า... ทำไมข้ารู้สึกถึงความอบอุ่นนี้จากเจ้ามากขนาดนี้ อาจเพราะตอนนี้ข้าไม่เหลือใครแล้ว"ดวงตาเศร้าสร้อย
มิ่นหมิ่นยิ้มให้เขา ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือของเขาไว้แน่นอีกครั้ง
ท่านไม่ต้องพูดอะไรเลยค่ะ ข้าแค่ดีใจที่ท่านตื่นขึ้นมา...
หยงเจี้ยนหลับตาลงช้า ๆ รู้สึกถึงการฟื้นฟูที่เริ่มมีขึ้นในร่างกายของเขา ขอบคุณสำหรับการช่วยเหลือของมิ่นหมิ่น และสำหรับการตื่นขึ้นมาในที่ที่เขารู้สึกถึงการอยู่รอด
เสียงท้องของหยงเจี้ยนร้องจ๊อกแจ๊กมิ่นหมิ่นอ้าปากค้างแล้ววิ่งหายออกไปจากสุสานบรรพชน
คิดว่าควรนำอาหารไปให้หยงเจี้ยน เพื่อให้เขาฟื้นฟูและเพิ่มกำลังใจให้เขา
มิ่นหมิ่นเดินไปที่ริมแม่น้ำที่ไหลผ่านขอบดินแดนแห่งนี้ ที่นี่เต็มไปด้วยน้ำใสที่เย็นและปลาสดที่ว่ายอยู่ในน้ำ ก้มลงมองก่อนจะเห็นปลาตัวหนึ่งกำลังว่ายเข้ามาใกล้
เจ้าจิ้งจอกน้อยยิ้มกว้างแล้วใช้ปากคาบปลาตัวเล็กๆ ไว้ในปากอย่างระมัดระวัง ไม่ให้มันหลุดออกจากปาก ปลาดิ้นกระแด่วๆ
“ได้แล้วเจ้าปลาตัวอ้วน” เดินไปข้าง ๆ ริมน้ำและหยิบผลไม้สีสันสดใสจากต้นไม้ใกล้ๆ มาด้วย
ผลไม้ในมือของมิ่นหมิ่นมีหลายสี ทั้งแดงสดของลูกทับทิมและสีเหลืองทองของลูกฟักทองชนิดพิเศษที่เพิ่งออกผล มันมีกลิ่นหอมหวานๆ ที่ทำให้เจ้าจิ้งจอกน้อยไม่สามารถปฏิเสธได้ใช้ปากงับเอาผลไม้สดหอมหวาน
“อ่าาาแย่แล้วท่านเสด็จแม่บอกว่าถ้ากินพืชมากไปข้าจะตะบะขาดสินะ เพราะเผ่าจิ้งจอกเราต้องกินอาหารอย่างเนื้อสัตว์แต่สหายของข้าคนนั้นเขากินได้นี่” ยิ้มให้กับผลไม้ในมือแล้วค่อยๆ คาบมันทั้งสองไว้ในปาก
มิ่นหมิ่นเดินกลับขณะที่นำอาหารไปให้หยงเจี้ยน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตั้งใจและมุ่งมั่น
“เจ้าหมาน้อยเจ้าไหายไปไหนมา”
มิ่นหมิ่นยิ้มกว้างอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปที่ข้างแท่นนอนของหยงเจี้ยนและค่อย ๆ วางปลาตัวเล็กๆ และผลไม้หอมหวานไว้ข้างๆ เขา
ย่ำอยู่ตรงนั้นสักครู่ ขยับไปยืนอยู่ใกล้ๆ นั่งเบียด
ข้าเอาผลไม้และปลาอร่อยๆ มาให้เจ้าค่ะ หวังว่ามันจะช่วยเจ้าฟื้นฟูร่างกายได้เร็วๆ
หยงเจี้ยนมองปลาตัวน้อยแล้วยิ้มบางๆ ยามที่อยู่กับเจ้าจิ้งจอกเขาทำไมรู้สึกผ่อนคลาย
“ปลาหรือเจ้าจับปลากับหาผลไม้มาให้ข้าอย่างนั้นหรือ เฮ้อเจ้านี่ช่างดีกับข้าจริงๆ”
มิ่นหมิ่นยิ้ม ก่อนจะหมุนตัวกลับไปนั่งมองหยงเจี้ยน ที่ค่อยๆ เอื้อมมือสั่นเทาไปหยิบผลไม้หอมหวานมากัดกิน
มิ่นหมิ่นลุกขึ้นกัดเจ้าปลาที่ดิ้นบนพื้น ใช้จมูกดันปลาไปใกล้หยงเจี้ยน
กินปลาด้วยร่างกายของท่านจะได้ฟื้นฟู อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ทำให้ร่างกายแข็งแรงและฟื้นฟูเร็วขึ้น
หยงเจี้ยนยิ้มแม้ไม่ได้ยินในสิ่งที่มิ่นหมิ่นคิดแต่เขาก็ไม่ลังเลหยิบปลาดิบขึ้นมากัดกิน พลางคิดว่าอย่างน้อยตอนนี้เขาก้ไม่อดตายทั้งที่เร่างกายไม่อาจขยับเขยื้อนได้ดังใจ
ตำหนักบูรพายังคงเงียบสงบท่ามกลางแสงไฟที่ส่องกระจายออกจากโคมไฟสูงประดับในห้องใหญ่ เสียงหัวเราะของอี้จือก้องกังวานไปทั่วห้อง ด้วยความรู้สึกภูมิใจในที่สุดทุกอย่างก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ตามที่คาดหวังและวางแผนไว้"ฮ่าาาา ในที่สุดก็มีวันนี้สินะ อี้จือ เจ้าก็เห็นไหม? สวรรค์มีตา!"ราชครูเฉินอี้หยูพูดพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง อี้จือหัวเราะเบาๆ ด้วยความยินดี ท่านราชครูเฉินหยุดยืนตรงหน้าอี้จือและกล่าวต่อไปด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "ในที่สุดท่านสีก็ได้ตำแหน่งไท่จือแล้ว! และเจ้าก็ได้รับความเมตตาจากฝ่าบาทได้แต่งกับท่านสี่ด้วย นั่นหมายความว่าอะไรรู้ไหม?"อี้จือยิ้มบางๆ ด้วยท่าทางเงียบขรึม แต่ในใจกลับรู้สึกถึงความพึงพอใจที่เก็บซ่อนไว้ "ท่านพ่อโปรดพูดมา"พูดเบาๆ ก่อนที่จะหันไปมองใต้เท้าเฉินที่ยืนอยู่ข้างๆ "ท่านสี่ก็ยังคงเป็นท่านสี่อยู่ดีใช่ไหมเคยปรารถนาในตัวเจ้าอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้น?""นั่นหมายความว่า..." อี้จือกล่าวด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความมั่นใจ "ท่านสี่มีอำนาจในมือแล้ว! แม้แต่ฝ่าบาทยังต้องเกรงใจท่านสี่ ฝ่าบาทรู้ดีว่าท่านสี่มีความหมายกับราชวงศ์อย่างไร ถึงได้แต่งเจ้าให้กับท่านสี่ นั่นไม่ใช
โม่โฉว่ยืนกอดอกมองไปยังหยงเจี้ยนที่นั่งอยู่หน้าพระแท่นในห้องทรงงาน ท่าทีของหยงเจี้ยนดูสงบเสงี่ยมแม้ภายในใจจะเต็มไปด้วยการวางแผน และทบทวนคำพูดที่ต้องใช้ในช่วงเวลานี้ แต่ใบหน้าของเขากลับไม่แสดงให้เห็นถึงความเครียดหรือความกังวลใดๆ มันเหมือนกับการร่างภาพในหน้ากระดาษที่ไร้อารมณ์ ส่วนโม่โฉวเองก็รู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ การที่ไท่จือถูกปลดนั้น ย่อมหมายถึงการเปิดทางให้เขาก้าวขึ้นมาแทนที่ โม่โฉวยิ้มบางๆ นึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น"ท่านสี่ ตอนนี้ไท่จือถูกปลดแล้ว ต่อไปท่านจะดำเนินแผนการเช่นไร" โม่โฉวเอ่ยถามออกไป น้ำเสียงของเขาค่อนข้างเงียบสงบ แต่แฝงไปด้วยความคาดหวังบางอย่าง เขารู้ดีว่าฝ่าบาทจะต้องมอบตำแหน่งไท่จือให้กับหยงเจี้ยน เพราะสุดท้ายแล้วมันคือจุดมุ่งหมายของฝ่าบาทที่ต้องการยาอายุวัฒนะที่อยู่กับหยงเจี้ยนท่าทีของเขาไม่ได้เผยอารมณ์หรือความรู้สึกใดๆ เกี่ยวกับคำถามนั้น "นั่นไม่ใช่ข้าที่ต้องเดินตามแผน" หยงเจี้ยนพูดเสียงต่ำอย่างมีน้ำหนัก เขาเงยหน้าขึ้นจากกระดาษแล้วมองไปยังโม่โฉวอย่างไม่ลังเล ก่อนที่จะพูดต่อไป "แต่จะต้องเป็นฝ่าบาทที่จะต้องคิดว่าควรทำเช่นไรต่อจากนี้ ข้าส่งเจ้าออกวังหลวงเพื่
ที่ตำหนักบูรพาอี้จือสะอื้นอย่างหนัก ภายในห้องเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ยากจะระบายออกไปได้ เสียงสะอื้นก้องกังวาน อี้จือมองไปที่หยงซินที่ยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าเย็นชาของเขาทำให้อี้จือรู้สึกเหมือนถูกทุบตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะพยายามปกปิดอารมณ์ไว้ แต่ก็ไม่สามารถซ่อนความหวาดกลัวในใจ"ไท่จือท่านจะทำกับข้าแบบนี้ไม่ได้นะ..." เสียงของอี้จือสั่นเครือ แม้จะพยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่มันก็หลุดออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ซ้วนซ้วนที่ยืนข้างๆ รีบเดินเข้าไปประคองอี้จือไว้อย่างอ่อนโยน"ไท่จือ ท่านจะทำอะไรกับนางก็ได้ แต่กรุณาอย่าทำให้นายหญิงเจ็บปวดเลยนะเจ้าคะ" เสียงของซ้วนซ้วนอ่อนลง แต่ก็ไม่สามารถปิดบังความวิตกกังวลในใจได้หยงซินที่ยืนมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างไม่อาจยอมรับได้ ก้าวเข้ามาใกล้และพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว"ข้าได้ยินว่าเจ้าไปที่ตำหนักเทียนฮวา หากไม่ทำอย่างนี้เจ้าก็ไปอีก ทางเดียวที่ข้าทำได้คือผูกเจ้าไว้ที่นี่!" เสียงดังกังวานในห้อง อี้จือสะอื้นหนักขึ้นจนตัวโยนไปมา"ไท่จือ ท่านทำกับข้าอย่างนี้ไม่ได้!" เสียงสะอื้นนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดหยงซินยังคงยืนนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่อี้จืออย่างไม่ละสายตา เหมือนว
โม่โฉว่ที่ทองตามแผ่นหลังของหลินหยูไปจนลับสายตาหยงเจี้ยนขยับกายก้าวเดิน โม่โฉว่เอ่ยปากถามในทันที“องค์ชายท่านจะไปไหน”หยงเจี้ยนถอนหายใจแล้วพูดเบาๆ“ข้าจะไปดูว่า ม่านม่านคนนั้นนางร้องไห้จนตาบวมอย่างที่นักพรตจอมลวงโลกคนนั้นพูดจริงหรือไม่”ฮ่องเต้หยงตบโต๊ะดังลั่น เสียงดังสนั่นไปทั้งห้อง ดวงตาคู่คมแสดงความโกรธแค้นที่กำลังปะทุขึ้นในตัวเขา"ป่านนี้ยังไม่มีเบาะแส บ้านตระกูลเหรินซีไม่มีเบาะแสใดเลยหรือ" เสียงของเขาดังลั่น เครียดและขุ่นมัวจนทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งหนักอึ้งไปด้วยความตึงเครียดบุรุษในอาภรณ์ชุดดำประสานมือก้มหน้าอย่างเคารพ แล้วรายงานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"ค้นทุกซอกทุกมุมล้วนไม่มีเบาะแสใดเลย ข้าพบเพียงบางเรื่องที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้อง แต่ยังไม่มีความชัดเจน ฝ่าบาท ความจริงแล้วเรื่องราวต่อจากนี้ อาจต้องสืบเสาะจากองค์ชายสี่จะดีกว่า""ปัง!" เสียงของฮ่องเต้หยงดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้แรงจนแทบจะทำให้โต๊ะไม้เก่าๆ แทบพัง ดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยไฟโกรธ"เจ้าสี่กลับมาครั้งนี้ ราวกับมีใครเสี้ยมสอนการวางตัวที่แปลกออกไป และยังระวังตัวมากยิ่งขึ้น! ข้าตั้งใจจะเก็บเขาไว้ก่อน จึงไม่ควรแหวกหญ้าให้งูตื่น!"
หลินหานก้าวเข้าไปในห้องตำหนักเทียนฮวาอย่างเร่งรีบ ยังไม่ทันได้วางผลไม้ในมือ ร่างบางของม่านม่านที่เพิ่งลุกจากแท่นนอนก็วิ่งพรวดเข้ามากอดเอวเขาแน่น เสียงสะอื้นดังอู้อี้ซบอยู่กับอกกว้าง ไหล่เล็กสั่นไหวราวกับพยายามกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้จนสุดกำลัง หลินหานตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะรีบวางของลงแล้วโอบกอดน้องสาวกลับอย่างแผ่วเบา"เกิดอะไรขึ้นน้องพี่ เจ้าเป็นอะไรไป"เขาก้มลงมองใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา นิ้วยาวยกขึ้นเช็ดหยดน้ำใสที่แก้มให้อย่างอ่อนโยน น้ำเสียงที่เคยหยอกล้อกลับแผ่วลงอย่างที่ไม่ค่อยมีใครได้ยินบ่อยนัก“พี่สามฮืออออท่านอย่าถามข้าไม่อยากเล่า”"ค่อยๆ เล่าก็ได้ หากเจ้ายังไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด พี่อยู่ตรงนี้แล้วโอ๋ๆๆๆ อย่าร้องนะของพี่อย่าร้องไห้สิ"หลินหานกอดร่างเล็กไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าน้องสาวจะบอบช้ำไปมากกว่านี้ ขณะนั้นหลี่หลินที่ยืนอยู่ด้านข้างกำหมัดแน่น ดวงตาฉายแววขุ่นเคืองอย่างปิดไม่มิด"องค์ชายสี่คนนั้น ฮึ ข้านึกแล้วว่าพอข้าไม่อยู่ เขาก็รังแกนายหญิงได้ลงคอ"เสียงของหลี่หลินสั่นด้วยความโกรธปนเจ็บใจ"คนอะไรไม่เคยจะรู้อะไรเลย นายหญิงดีด้วยแค่ไหน ยังกล้าทำแบบน
"โม่โฉว่มาแล้วหรือ?" หยงเจี้ยนกล่าวเสียงต่ำ ขณะหันไปมองบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้า ร่างสูงของโม่โฉว่ก้มคุกเข่าลงด้วยความนอบน้อมที่สุด ดวงตาของเขาแฝงไปด้วยความเคารพและความซื่อสัตย์ต่อนาย"การเดินทางเป็นอย่างไรบ้าง?" หยงเจี้ยนถามเสียงแผ่วอย่างสนใจ รอยยิ้มที่มุมปากของเขาค่อยๆ ขึ้นมาน้อยๆ โม่โฉว่ยิ้มบางๆ ตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "ขอบพระทัยองค์ชายสี่ การเดินทางครั้งนี้ราบรื่นที่สุด ข้าพบว่าในครั้งนี้ ตระกูลเดิมของพระมารดาขององค์ชายมีผู้ไปเยือนตามที่คาดไว้"หยงเจี้ยนขยับมุมปากยิ้มเล็กน้อย ขบคิดในใจ ก่อนพยักหน้าอย่างพอใจ "ดีมาก หากเป็นอย่างที่คิด ก็หมายความว่าเราใกล้ความจริงเข้าไปทุกที"โม่โฉว่ยิ้มบางๆ ก่อนที่จะพูดออกมาอีกครั้ง "องค์ชายจะต้องประหลาดใจ คนเหล่านั้น...คือคนของเฉิน อี้หยู"คำพูดของโม่โฉว่ทำให้บรรยากาศรอบๆ เงียบสงัดไปชั่วครู่ หยงเจี้ยนที่นั่งอยู่หรี่ตามองโม่โฉ่วด้วยสายตาที่ฉายความประหลาดใจเล็กน้อย"เฉิน อี้หยูอย่างนั้นหรือ ยังไม่เลิกสอดส่องข้าสินะ" หยงเจี้ยนพูดเสียงต่ำเหมือนพึมพำกับตัวเอง เขารู้สึกถึงแรงกดดันจากชื่อที่ได้ยิน โม่โฉว่ไม่ตอบคำถาม เขามองนายของตนด้วยความจริงใจ "ใช่ค







