เข้าสู่ระบบอีกสามเดือนต่อมา
ช่วงกลางดึกท่ามกลางฟ้าแลบฟ้าร้องและสายฝนที่กระหน่ำมาแบบไม่ขาดสายนานนับสองชั่วโมงแล้วไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่าย ๆ ตรงบ้านหลังเล็กท้ายสวนผลไม้ ได้มีเสียงตวาดของสายดังลั่นอยู่ทั่วบ้าน
“แม่วรรณ! เธอจะมาตายที่บ้านนี้ ฉันไม่ว่า เธอจะมาเป็นผีเฝ้าที่นี่ ฉันก็ไม่ถือ แต่เธอจะปล่อยให้ลูกไม่มีโอกาสลืมตาดูโลกแบบนี้ไม่ได้ ฟื้นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
...ลูก?
ลูกหรือ...
พูดเรื่องอะไร...ลูกใคร?
ลูกแม่!
ลูกแม่อยู่ไหนตอนนี้!
“อึก...เฮือก...” หญิงสาวตัวสะท้านเยือกพร้อมกับหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่
“ดี หายใจเข้าแรง ๆ อย่างนั้น ดี ดี หายใจลึก ๆ เธอยังมีลูกอยู่ จำเอาไว้ อย่ายอมแพ้เด็ดขาด” เสียงแหบ ๆ ของสายพูดดังขึ้นที่ปลายเท้า ผสานกับเสียงฝนตกฟ้าร้องที่ดังอย่างต่อเนื่องดั่งฟ้าถล่ม
วรรณารีเลื่อนสายตาที่ยังพร่ามัวไปยังที่มาของเสียง ก็เจอกับหญิงสูงวัยรูปร่างผอม ใบหน้าตอบ แววตาแข็งกระด้าง ผมเผ้ารุงรังไม่อยู่ทรง แต่เธอกลับรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่เห็นใบหน้านี้
“ป้าสาย” หญิงสาวเรียกอย่างอ่อนระโหย
“จ...เจ็บมาก วรรณไม่ไหวแล้ว”
“อย่าพูดอะไรเรื่อยเปื่อย เธอจะยอมแพ้ไม่ได้นะวรรณ จำเอาไว้ ลูกของเธอต้องมีโอกาสเติบใหญ่ แล้วเธอต้องมีโอกาสอยู่ดูลูกไปจนโต รวมสมาธิแล้วเบ่งอีกที” สายพูดปลุกใจ
“ลูก?” แววตาของวรรณารีดูเลื่อนลอยก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง
ใช่...ลูก เธอกำลังปวดท้องคลอดลูก ลูกเธอเป็นอย่างไรแล้วตอนนี้!
วรรณารีใช้มือสัมผัสท้องของตัวเอง ก็เจอท้องที่ยังปูดนูนเนื่องจากทารกในครรภ์ เธอจำได้แล้วว่าหกล้มอย่างแรงช่วงหัวค่ำจนกระเทือนถึงลูกในท้องและปวดท้องคลอดจนถึงตอนนี้ มีช่วงหนึ่งก่อนหน้าที่ดูเหมือนจะสติดับวูบลงเพราะความเจ็บปวด แล้วลูกเธอล่ะจะเป็นอันตรายไหม?
วรรณารีลูบสำรวจท้องของตัวเองอีกครั้ง พลันรู้สึกถึงแรงกระเสือกกระสนของทารกในท้องพร้อมกับแรงบีบตัวของมดลูก
“โอ๊ย”
“เอาล่ะ ลูกเธออยากจะออกมาแล้ว คราวนี้รวบรวมแรงให้ดี” สายพูดด้วยน้ำเสียงยินดี “รวบรวมแรงเยอะ ๆ แล้วค่อยเบ่ง”
ลูกแม่ อย่าเป็นอะไรนะ ลูกแม่ต้องมีโอกาสได้เติบใหญ่ ลูกต้องสบายดี
“เทวดาทั้งหลายโปรดช่วยลูกของวรรณด้วย ช่วยให้แกมีโอกาสได้เกิด...ให้แกเกิดมาเป็นที่รัก ให้แกโชคดีในทุกเรื่อง ให้แกเกิดมาอย่างแข็งแรงด้วยเถอะค่ะ...ช่วยลูกของวรรณด้วย” วรรณารีพูดพึมพำก่อนยกมือขึ้นประนมไหว้อย่างอ่อนแรง
เปรี้ยง!
ทันทีที่วรรณารีพูดจบก็บังเกิดเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นจนพื้นบ้านสั่นสะเทือนอยู่หลายรอบ สายขนลุกเกรียวไปทั้งตัว
“เห็นไหมแม่วรรณ พวกเขารับรู้คำขอของหล่อนแล้ว อย่าหมดแรงใจเด็ดขาด ฮึดสู้ให้เต็มที่ ลูกเธออยากจะออกมาเต็มทีแล้ว ตั้งสมาธิแล้วเบ่งออกมาแรง ๆ”
วรรณารีที่เริ่มมีสติสมบูรณ์ได้สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะค่อย ๆ เบ่งตามจังหวะที่สายพูดกระตุ้น
“ดี...ดี...ออกแรงอีก...ดีมาก...สูดหายใจลึก ๆ อีกรอบ...ออกแรงเพิ่มอีกนิด นั่นแหละ ใกล้แล้ววรรณ ใกล้แล้ว เบ่งอีก เบ่ง!”
“อุแว้...อุแว้”
ทันทีที่สิ้นสุดแรงเบ่งเฮือกสุดท้ายก็มีเสียงร้องไห้จ้าของทารกแรกเกิดดังขึ้น และไม่น่าเชื่อคือทันทีที่เสียงอุแว้แรกดังออกมา สายฝนและเสียงฟ้าร้องที่กำลังโหมกระหน่ำได้หยุดลงราวกับสับสวิตช์ สายที่กำลังอุ้มเด็กทำความสะอาดเนื้อตัวถึงกับก้มมองดูเด็กในอ้อมแขนด้วยแววตาเป็นประกาย
“ผู้หญิงหรือผู้ชายคะป้า” วรรณารีหายเจ็บเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้ยินเสียงร้องของลูก
“เป็นนางฟ้าตัวน้อย ๆ” น้ำเสียงของสายเจือด้วยความเอื้อเอ็นดูอย่างหาได้อยาก “น่าเกลียดน่าชังเชียว เลี้ยงดูแกให้ดีล่ะ” สายพูดพลางวางห่อผ้าเล็ก ๆ ลงในอ้อมกอดของคนเป็นแม่
วรรณารีก้มลงมองร่างเล็กในอ้อมแขนอย่างเต็มตื้น ลูกสาวตัวน้อยของเธอช่างน่ารักนัก ผิวขาวอย่างหยวกกล้วย หน้ากลมอิ่ม ริมฝีปากแดงฉ่ำน้ำ ถ้าไม่ติดว่าตัวเล็กมาก เธอคงคิดว่าเด็กคนนี้คือเด็กที่คลอดมาแล้วหนึ่งเดือนเป็นแน่แท้
ระหว่างนั้นเอง เด็กน้อยที่กำลังหลับตาพริ้ม จู่ ๆ ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบ ๆ คล้ายกับกำลังมองหาใครอยู่ และดวงตาเรียวเล็กคู่นั้นของเธอทำให้วรรณารีถึงกับจ้องมองด้วยความเงียบงัน
ดวงตาเรียวชี้และดำขลับของลูกช่างถอดแบบมาจากผู้ชายคนนั้นไม่มีผิดเพี้ยน วรรณารีใช้นิ้วสั่นระริกไล้ไปตรงหางตาที่ชี้ขึ้นทั้งสองข้างของลูกเบา ๆ
“น่าเอ็นดูนะ ถึงจะตัวเล็กมากแต่ก็ดูแข็งแรง ไม่น่ามีปัญหาสุขภาพอะไร”
วรรณารีกะพริบตาถี่แล้วค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมา เด็กหญิงจะรูปลักษณ์คล้ายกับใครก็แล้วแต่ เธอไม่สนใจ เพราะนี่คือลูกสาวที่เธอรัก
“จะตั้งชื่อแกว่าอะไรล่ะ”
“ตัวเล็กแบบนี้เรียกแกว่าจิ๊ดริดเถอะค่ะ ชื่อจริงว่าที่รัก แกจะได้เป็นที่รักของคนทุกคน ลูกสาวของแม่น่ารักเหลือเกินนะลูก” วรรณารีเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
ทันทีที่ได้ยินเสียงพูดของแม่ เด็กน้อยก็หยุดสอดส่ายสายตาไปมา นัยน์ตาดำขลับเหมือนเม็ดองุ่นของเธอจ้องนิ่งไปที่ใบหน้าของวรรณารีและเผยยิ้มออกมาอย่างไร้เดียงสา
“แม่สัญญาว่าจะเลี้ยงดูหนูให้ดีที่สุดด้วยสองมือของแม่เอง” น้ำตาคนเป็นแม่คลอเบ้า
“อือ...” เด็กหญิงครางเบา ๆ เหมือนแมว
“เติบใหญ่ให้มีบุญใหญ่บุญสูงนะนังหนู”
วรรณารีเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกับประนมมือไหว้ “วรรณขอบคุณป้ามาก ๆ นะคะ ถ้าไม่มีป้าเราสองแม่ลูกคงไม่มีชีวิตรอด”
“จะมาขอบจงขอบใจอะไรฉัน ฉันแค่อดสูใจในชีวิตของหล่อนเท่านั้นแหละ” สายตอบเสียงห้วน “หล่อนกับลูกนอนพักก่อน ฉันจะไปหาอะไรง่าย ๆ มาให้กิน” พร้อมกับเดินออกจากห้องไปคล้ายไม่ยี่หระเสียอย่างนั้น
วรรณารีอมยิ้มระหว่างมองตามหญิงสูงวัยไป สายในสายตาคนภายนอกคือยายสายบ้า แต่คนบ้าคนนี้แหละที่ช่วยฉุดเธอขึ้นมาให้เป็นเธออย่างทุกวันนี้ได้
-----
“วรรณ!”
ช่วงเวลาเดียวกัน พีรายุได้สะดุ้งตื่นขึ้นมาและตะโกนเรียกชื่อวรรณารีเสียงดัง
จินดาราที่นอนอยู่ด้านข้างผวาลุกขึ้น “พีคะ เป็นอะไร ฝันร้ายหรือเปล่า”
พีรายุมองตาขวางใส่หญิงสาวที่ขึ้นชื่อว่าเมียในตอนนี้ เขาผลักเธอให้ออกห่างจากตัวอย่างรังเกียจ “ไปให้พ้น! เธอมาอยู่ในห้องฉันได้ยังไง ออกไปเดี๋ยวนี้ แล้ววรรณไปไหน” เขาหันรีหันขวางอยู่บนเตียง
จินดาราที่ตาลีตาเหลือกลงมายืนข้างเตียงกำลังจ้องมองเขาอย่างตกใจ
“ยังจะมายืนบื้ออยู่อีก! ฉันถามว่าวรรณไปไหน” ชายหนุ่มตะเบ็งเสียงด่า
“เอ่อ...วรรณ...วรรณกำลังทำกับข้าวข้างนอก เธอให้ฉันมาดูแลเช็ดตัวคุณก่อน” พูดจบจินดาราก็กุลีกุจอหันไปเทน้ำใส่แก้ว ระหว่างที่พีรายุเผลอ เธอได้แอบหยิบขวดแก้วขนาดเล็กออกมาจากลิ้นชักข้างเตียงแล้วหยดน้ำยาใส ๆ ลงในแก้วน้ำสามหยด
“วรรณอยู่ข้างนอกแน่นะ” พีรายุถามจินดาราด้วยสีหน้าไม่ไว้ใจ
“ใช่สิคะ ฉันจะโกหกคุณทำไม ตื่นมาใหม่ ๆ แบบนี้น่าจะคอแห้ง คุณดื่มน้ำก่อนนะคะ เดี๋ยวฉันจะไปตามวรรณมาให้”
พีรายุเอื้อมมือมารับและดื่มน้ำลงไปจนหมดแก้ว ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที แววตาเขาได้เปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้าม เขามองตรงมายังจินดาราและยิ้มให้อย่างลุ่มหลง
ชายหนุ่มเอื้อมมือไปรั้งตัวจินดาราเข้ามาจนชิดและพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ทำไมยืนแบบนั้นล่ะครับที่รัก มานอนกับผมบนเตียงเถอะ” เขาเอ่ยเสียงกระเส่า รั้งร่างงามของเธอมานอนเคียงกันพลางตะโบมกอดจูบลูบไล้อย่างเสน่หา
ตลอดทั้งคืน จินดาราตอบสนองความต้องการของชายหนุ่มในทุกท่วงท่า แต่สีหน้าของเธอนั้นกลับไม่มีความสุขเหมือนท่าทีที่แสดงออกมาเลยสักนิด
-----
“ผมไม่อยากจากคุณไปเลย” พีรายุยังคงนัวเนียอยู่กับจินดาราในช่วงเช้าของวันต่อมา
“ไม่ได้นะคะ วันนี้ที่บริษัทมีเซ็นสัญญาใหญ่ เงินเป็นสิบล้านเลยนะ ไปเถอะค่ะ เย็นนี้จินจะเตรียมอาหารอร่อย ๆ ให้คุณกิน”
พีรายุหอมแก้มเธออีกหลายฟอดก่อนตัดใจเดินขึ้นรถออกจากบ้านไป
เมื่อคล้อยหลังเขา จินดารารีบขับรถออกจากบ้านตามไปติด ๆ แต่จุดหมายของเธออยู่ที่บ้านสภาพกลางเก่ากลางใหม่ตรงเขตชานเมือง
เธอกัดริมฝีปากมองเข้าไปในบ้านนั้นอย่างลังเลก่อนตัดใจเดินลงจากรถและก้าวเดินไปหาเจ้าของบ้านซึ่งเป็นชายวัยฉกรรจ์สวมชุดขาวคล้ายผู้ปฏิบัติธรรมที่ตอนนี้ยืนรออยู่หน้าบ้านแล้ว
จินดาราเดินตรงเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด ทั้งคู่พากันเดินเข้าบ้านไปและปิดประตูเงียบ แล้วอีกสามชั่วโมงให้หลัง จินดาราก็ได้เดินออกมาด้วยสภาพที่เสื้อผ้ายับย่น สีหน้าและแววตาเธอตอนนี้เย็นเยียบเหมือนกำลังไม่พอใจอะไรบางอย่างอยู่
“ลุงพงศ์ ป้าลี ยายยี่สุ่น สวัสดีค่า” ที่รักทักทายเสียงดังตั้งแต่ยังไม่เข้าประตูรั้วพร้อมกับเสียงปั่นของจักรยานขึ้นสนิมคันโปรดดังเอี๊ยดอ๊าด“เข้ามาสิลูก มากินข้าวด้วยกัน” วนาลีร้องทักออกมา“จิ๊ดริดไม่กิน แต่จิ๊ดริดจะมาตักข้าวให้ทุกคน” ที่รักผู้ซึ่งรู้เวลากินข้าวของบ้านนี้ดีเหมือนบ้านของตัวเองเดินเข้ามาในบ้านอย่างเหนียมอายสมาชิกในบ้านทั้งสามคนต่างเหลียวมองกันอย่างข้องใจเมื่อเห็นท่าทีขมีขมันของที่รักยามตักข้าวใส่จานให้พวกเขาอยู่“เสียดายจังที่ช้างไม่อยู่ ไม่งั้นคงดีใจแน่ที่จิ๊ดริดตักข้าวให้แบบนี้” วนาลีโปรยยาหอม“จิ๊ดริดรู้ พี่ช้างไปทำงานที่มหา’ลัย พี่ผึ้งไปดูหนังกับพี่หนึ่ง”เมื่อตักข้าวเสร็จเธอก็เดินไปวางจานข้าวที่ตรงหน้าทั้งสามคนอย่างนิ่มนวล“กินข้าวให้อร่อยนะคะ จิ๊ดริดกลับแล้ว”“ไม่กินด้วยกันหรือลูก มีซี่โครงหมูย่างที่จิ๊ดริดชอบด้วยนะ” ยี่สุ่นรั้งเอาไว้ที่รักตาแลมองซี่โครงย่างสีน้ำตาลฉ่ำที่อยู่ด้านหน้าแล้วกลืนน้ำลายดังเอื้อก แต่น่าแปลกที่คราวนี้เด็กสาวใจแข็งกว่าที่คิด“ไม่กินค่ะ จิ๊ดริดตั้งใจมา
“จิ๊ดริดมาได้ยังไง แล้วเป็นอะไร ใครทำให้เจ็บ” เขาถามด้วยน้ำเสียงเดือดร้อนที่รักชี้ไปที่เมธาวินอย่างไม่ลังเล คชาภัทรใช้สายตาพิฆาตมองไปยังตัวต้นเหตุในทันที ทำเอาคนถูกมองถึงกับทำอะไรไม่ถูก“นายรังแกอะไรจิ๊ดริด”“ยัยพลังช้างเนี่ยนะใครจะไปรังแกได้” เมธาวินเอ่ยอย่างร้อนตัวที่รักปล่อยโฮออกมาเสียงดัง “เมฆว่าจิ๊ดริดตัวเหมือนช้าง”“เฮ้ย!” เมธาวินสะดุ้งสุดตัวกับข้อกล่าวหานี้ วันนั้นนอกจากได้รับสายตาคาดโทษไปจนตลอดชีวิตจากคชาภัทรแล้ว ยังได้รอยหยิกกลับบ้านไปด้วย จะจากใครที่ไหนได้ถ้าไม่ใช่เนเน่ที่หยิกเขาจนลายพร้อยเนื่องจากไปแกล้งเพื่อนรักของเธอนั่นเองหลังจากกลับถึงบ้าน ที่รักยังคงอารมณ์ค้างนั่งหน้าบูดอยู่ตรงสวนหลังบ้าน พื้นที่นั่งเล่นส่วนตัวของเธอและพี่ ๆ ตั้งแต่เมื่อยังเด็ก โดยมีคชาภัทรนั่งยิ้ม ๆ มองอยู่ในมือของที่รักยังคงถือสายวัดไว้ เธอไล่วัดขนาดหลายส่วนในร่างกายทั้งแขนขาและเอว สีหน้าของเธอแสดงให้เห็นถึงความสะเทือนใจทุกครั้งเมื่อเห็นตัวเลขที่วัดได้“จิ๊ดริดอ้วน” ใบหน้าเธอหงิกจนไม่อาจหงิกเพิ่มได้อีกคชาภัทรลอบยิ้
“ลูกเป็นคนจิตใจดีมาก ขอบคุณนะวรรณ คุณเลี้ยงลูกได้ดีจริง ๆ” พีรายุเอ่ยกับเธอหลังกลับมาจากส่งนิดาแล้ววรรณารีหันมายิ้มให้สามี “จิ๊ดริดแกเป็นเด็กจิตใจดีตั้งแต่เกิดค่ะ ถ้าไม่ได้แก ชีวิตฉันอาจไม่รอดมาจนถึงตอนนี้ก็ได้”พีรายุรู้สึกผิดในใจ เขาเอื้อมมือไปสวมกอดเธอ “ผมขอโทษนะวรรณ เพราะผมคนเดียวทำให้คุณลำบากมาตั้งหลายปี”“พูดอะไรอย่างนั้นคะ คุณเป็นแบบนั้นเพราะฤทธิ์ยา ฉันโกรธคุณไม่ลงหรอก” เธอตอบกลับยิ้ม ๆ“แต่คราวก่อนคุณไม่คิดแบบนี้นะ คุณยังว่าผมไม่ได้รักคุณจริงอยู่เลย บอกผมหน่อยได้ไหมว่าทำไมคุณถึงเปลี่ยนใจให้โอกาสผม”วรรณารีใช้มือลูบใบหน้าคมของเขาจนทั่วพร้อมเผยยิ้มหวาน “เพราะคุณเอาชนะยามหาโลกาได้ด้วยตัวคุณเองโดยไม่ต้องพึ่งพลังวิเศษของจิ๊ดริด ขอบคุณนะคะที่ทำให้ฉันได้รับรู้ว่าคุณรักและมั่นคงต่อฉันจริง”ชายหนุ่มสวมกอดภรรยาเอาไว้แน่น “ผมก็ขอบคุณคุณเหมือนกันที่เข้าใจและเปิดโอกาสให้ผม ผมรักคุณนะครับ”“แล้วหนูล่ะ ไม่รักหนูเหรอ” ที่รักที่เดินมาหาทั้งคู่เมื่อไหร่ไม่ทราบได้ทวงถามหน้ามุ่ยคนเป็นพ่อและแม่หัวเราะร่วน
เมื่อได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในวันต่อมา พีรายุได้มุ่งหน้าเข้าบริษัทในทันทีเพื่อสะสางปัญหาที่จินดาราสร้างไว้ทั้งเรื่องที่ร่วมมือกับเสี่ยทรงยศและจัดการพนักงานที่เป็นคนของจินดาราเพราะปัญหาสะสมมาหลายปี ทำให้พีรายุแทบจะกินนอนอยู่ที่บริษัทไม่กลับมาให้สองแม่ลูกเห็นหน้านานนับสัปดาห์ ทำเอาทั้งวรรณารีและที่รักต่างชะเง้อหาแววตาหมองไปตาม ๆ กัน“จิ๊ดริดคิดถึงพ่อ” เช้าวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุด ที่รักกำลังละเลียดกินข้าวผัดอยู่ได้เอ่ยขึ้นเสียงอ่อยวรรณารีมองลูกอย่างเห็นใจ ในใจเธอนั้นยอมรับเช่นกันว่ารู้สึกไม่ต่างจากลูกนัก นี่ก็เข้าวันที่เจ็ดแล้วที่พีรายุไม่ได้มาหาเธอและลูก มันยิ่งทำให้ความอึดอัดและความกังวลภายในใจมีมากขึ้นสายมองสองแม่ลูกที่นั่งซึมกะทืออยู่ก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ “คิดถึงก็ไปหาสิ บริษัทนั้นก็อยู่ไม่ไกลนี่”ที่รักตาเป็นประกายขึ้นมา “จิ๊ดริดไปหาพ่อได้ไหมแม่จ๋า” เธอถามวรรณารีอย่างตื่นเต้น“ได้สิ เตรียมของกินไปให้พ่อด้วยดีไหม พ่อคงไม่ได้กินอะไรดี ๆ มาหลายวันแล้ว” หากเป็นเมื่อก่อนวรรณารีไม
วรรณารีรีบเดินเข้ามาหาลูก “คุณพ่อหายแล้ว พ่อจำทุกคนได้แล้ว” เธอบอกลูกอย่างดีใจ“เอ๋?” ที่รักอุทานออกมาและมองตรงไปยังพีรายุอย่างงุนงงพีรายุส่งยิ้มอ่อนโยนให้ลูกและกางแขนกว้างขึ้น “จิ๊ดริดมาให้พ่อกอดหน่อยสิลูก พ่อคิดถึงลูกจัง”“เอ๊ะ?” ที่รักยังงุนงงอยู่ เธอมองแก้วฉี่ในมืออย่างสับสน “แล้วฉี่”“พ่อไม่ต้องใช้ฉี่แล้ว” วรรณารีเอ่ยยืนยันกับเธอ “จิ๊ดริดไปเก็บกระเป๋าก่อนลูก แม่จะไปบอกตำรวจข้างนอก เราจะได้พาคุณพ่อไปโรงพยาบาลด้วยกัน” วรรณารีบอกลูกก่อนเดินออกไปนอกห้องด้วยอารมณ์ที่ปลอดโปร่งแบบไม่เคยเป็นมาก่อน“อ๋า?” ที่รักยังคงยืนนิ่ง สายตาจับจ้องไปที่ฉี่ของตัวเองอย่างผิดหวัง เธอดีใจนะที่พ่อหายเป็นปกติ แต่ทำไมไม่เป็นปกติด้วยฉี่ของเธอล่ะ อารมณ์ของเธอตอนนี้ทั้งผิดหวังและดีใจผสมปนเปกันไปหมด แต่ที่แน่ ๆ รู้สึกพ่ายแพ้ยังไงก็ไม่รู้“โอว๋?” เธอชูแก้วใส่น้ำสีอำพันของตัวเองขึ้นสูงดูราวกับเทพีเสรีภาพก็ไม่ปาน แต่เป็นเทพีเสรีภาพที่ค่อนข้างอ้วนและทำใบหน้ายับย่นมากเป็นพิเศษ-----“เป็นยังไงบ้าง”
“ซี้ด...” จินดาราลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างยากลำบากเพราะรู้สึกถึงความโคลงเคลงของพื้นที่นอนอยู่ ร่างกายเธอในตอนนี้สัมผัสถึงความปวดร้าวไปทั้งร่าง“โอ๊ย” โดยเฉพาะช่วงลำคอของเธอที่ดูคล้ายจะหลุดออกมาเป็นท่อน ๆ เสียให้ได้“อย่าขยับ กระดูกคอคุณร้าว ขยับอีกนิดมีสิทธิ์ตายได้” เสียงแหบห้าวดังอยู่ข้างลำตัว เมื่อแลตามองก็พบว่าเป็นชายแปลกหน้าวัยกลางคนคนหนึ่ง ที่สำคัญผู้ชายคนนี้อยู่ในชุดตำรวจแบบเต็มยศสีหน้าของจินดาราเผยถึงความตระหนกแบบสุดขีด เธอถอนสายตาจากตำรวจผู้นั้นแล้วกลอกตามองไปรอบตัวก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเปลพยาบาล มีกู้ภัยสองคนช่วยกันยกหัวท้าย ทั้งคู่กำลังช่วยกันพาเธอไปยังรถพยาบาลที่จอดรออยู่หน้าบ้านประกายตาของจินดาราเปลี่ยนเป็นเหี้ยมขึ้นมาเมื่อเห็นวรรณารีเดินอยู่ไม่ห่างจากนายตำรวจที่พูดเตือนเธอเมื่อครู่“นังวรรณ แกทำอะไรกับฉัน แกเรียกตำรวจมาใช่ไหม” จินดาราถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แทบจะหมดแรงวรรณารีเผยยิ้มหยัน “ในเมื่อมีเหตุฆ่ากันตายในบ้าน แจ้งตำรวจก็ถูกแล้ว”“แกอย่าใส่ความ ถ้ามีจริงฉันต้องรู้เรื่องสิ แกแกล้งหาเรื่องฉันใช่ไหม”