เข้าสู่ระบบพระตำหนักไป๋เฟิ่ง
ดวงหน้างามหวานหยดย้อยถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉม จนแลดูโดดเด่นชวนให้เพ่งพิศและน่ามองอย่างหลงใหล เส้นผมสีดำสนิทถูกบรรจงเกล้าขึ้นอย่างประณีต เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องประดับสูงค่าบ่งบอกถึงตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายในซึ่งเป็นรองแค่ฮองเฮาเท่านั้น บัดนี้จางลี่เซียน อยู่ในอาภรณ์สูงค่าของตำแหน่งกุ้ยเฟย พระสนมขั้นหนึ่งของจักรพรรดิถังเสวียนจงฮ่องเต้ ฉลองพระองค์พรั่งพร้อมด้วยแพรพรรณมากมาย แลข้าทาสบริวารคอยถวายการรับใช้เพียบพร้อมเต็มพระตำหนัก หากแม้นเป็นหญิงอื่นจะต้องแสดงออกถึงความยินดีกับตำแหน่งและอำนาจที่ล้นเหลือของวังหลัง แต่มิใช่กับโฉมงามแม้แต่น้อยเพราะการกลับมาชาติอดีตของตัวเองก็เพื่อปกป้องและทำทุกวิถีทางให้คนรักของนางมิต้องพบจุดจบเหมือนดั่งชาติที่แล้ว มิได้หมายความว่าจะกลับมาเพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งกุ้ยเฟย ซึ่งสูงกว่าชาติอดีตเสียเมื่อไรกันเล่า ใบหน้างามที่สะท้อนอยู่ตรงกระจกจึงมีแต่ความเศร้าหมองแทนที่จะเป็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปิติยินดีกับตำแหน่งที่องค์จักรพรรดิประทานให้แก่โฉมงาม ท่ามกลางสายตาของลี่อิง ที่ในเวลานี้อยู่ห้องเตรียมพระประสูติกาล ภายในพระตำหนักจินหลง “กรี๊ดดดด!!!” เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังออกมาจนสุดเสียง “อุแว้! อุแว้! อุแว้!” เสียงของทารกแรกเกิดแผดดังขึ้นตามมาติดๆ ทารกตัวน้อยขนาดใหญ่ ผิวขาวอมชมพู ปากแดงจัด ตะเบ็งเสียงร้องออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง หมอหลวงต่างส่งเสียงออกมาพร้อมกันด้วยความดีใจกันถ้วนหน้า “พระโอรสพ่ะย่ะค่ะ... องค์กุ้ยเฟย” หัวหน้าหมอหลวงเอ่ยพร้อมยกพระโอรสตัวใหญ่มหึมาให้โฉมงามได้ชื่นชม “ลูกชายของข้า! ในที่สุดข้าก็ได้ลูกชายให้ท่านพี่แล้ว... อะ... โอ๊ยย...” ใบหน้าสวยบิดเบี้ยวไปมาทันที เมื่ออาการเจ็บปวดแปลบพลันบังเกิดขึ้นอีกครา “เหล่าหมอหลวงรีบตรงเข้าไปช่วยตรวจพระอาการทันใด พร้อมเสียงแห่งความตื่นเต้นเอ่ยขึ้น “ยังมีอีกคน! องค์กุ้ยเฟยพระครรภ์แฝด!! รีบไปรายงานฝ่าบาทเร็วเข้า” หัวหน้าหมอหลวงกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างยิ่งยวด พร้อมส่งสัญญาณให้หมอหลวงที่เป็นหญิงรีบเข้ามาดูแลและเริ่มต้นทำคลอดอีกครั้ง ในขณะเดียวกันทางด้านนอกพระต
พระตำหนักจินหลง ม้วนไม่ไผ่สลักด้วยอักขระโบราณบนแผ่นไม้ดังกล่าว ร้อยด้วยเชือกที่ทำจากหนังวัวม้วนไว้อย่างเป็นระเบียบผูกด้วยเส้นไหมสีทองถูกนำมาวางลงตรงหน้าของโฉมงามบนโต๊ะทรงงานของเสวียนจงฮ่องเต้ พระหัตถ์หนาค่อยๆ คลี่ม้วนไม่ไผ่ดังกล่าว ซึ่งมันคือหนังสือหรือตำราในสมัยยุคโบราณก่อนที่จะมีการคิดค้นการทำกระดาษขึ้นมาแทนการใช้ไม้ไผ่หรือวัสดุที่สามารถจารึกตัวอักษรลงไปได้ ดวงตาคู่สวยมองคัมภีร์จากสวรรค์ซึ่งอุดมไปด้วยคุณวิเศษแก่แผ่นดินมากมายอย่างยิ่งยวด ทว่าเบื้องบนลิขิตให้ผู้ครอบครองดูแลรักษาคัมภีร์นี้คือจ้าวเทียนอี้ สามีอันเป็นที่รักของนางเพียงหนึ่งเดียวที่จะมีชีวิตเป็นอมตะเท่านั้น ก่อนจะได้ยินเสียงของเสวียนจงฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งกับโฉมงาม “นี่ก็คือคัมภีร์อมตะ... เจ้าลองพิจารณาสิว่าสามารถอ่านอักขระที่จารึกลงบนแผ่นไม้ไผ่นี้ได้หรือไม่” พระองค์รับสั่งถามพลางทอดพระเนตรใบหน้าแสนสวยที่กำลังมองคัมภีร์ตรงหน้าด้วยความรู้สึกดีใจอย่างยิ่งยวดที่มีโอกาสได้เห็นอีกครั้งหลังจากได้เห็นเป็นครั้งแรกเมื่อปีก่อน ครั้งที่เทียนอี้สามีของนางได้เก็บคัมภีร์นี้ซ่อนไว้
สี่เดือนผ่านไปพระตำหนักไป๋เฟิ่ง จางลี่เซียนในเวลานี้กำลังนั่งอ่านหนังสือโบราณอยู่ภายในหอหนังสือตะวันออก ร่างอรชรของโฉมงามซึ่งอายุครรภ์จริงเลยกำหนดคลอดมานานร่วมเดือน จนตอนนี้ลูกน้อยในท้องมีอายุสิบเดือนเศษๆ ในขณะที่ภายในวังหลวงล่วงรู้ว่าจางกุ้ยเฟยอายุครรภ์ครบเก้าเดือนแล้วและเลยกำหนดคลอดมาพอสมควรไม่มีทีท่าว่าจะมีพระประสูติกาลแต่อย่างใด เหตุการณ์เมื่อครั้งเว่ยฮองเฮามีพระประสูติกาลก่อนหน้านั้น ทำให้บรรดาหมอหลวงและกองงานพระราชวังเตรียมความพร้อมสำหรับการมีพระประสูติกาลของจางกุ้ยเฟยเอาไว้อย่างพร้อมเพรียงตามคำพระบัญชาขององค์ฮ่องเต้ ด้วยพระองค์ทรงเป็นกังวลการมีพระประสูติกาลของกุ้ยเฟยคนงามเป็นยิ่งนัก ด้วยเกรงว่าจะทรงมีอันตรายจนถึงแก่พระชนม์ชีพดั่งเช่นเว่ยฮองเฮาประสบ และยิ่งเลยกำหนดคลอดมานานกว่าครึ่งเดือนเช่นนี้ทำให้เสวียนจงฮ่องเต้ทรงหวาดระแวงและเป็นกังวลหนักมากขึ้นไปกว่าเดิม คอยประทับอยู่ใกล้ๆ กุ้ยเฟยคนงามไม่ห่างทั้งทิวาและราตรีเพื่อคอยเฝ้าดูแลมิให้นางคลาดสายพระเนตรไปได้เลย “ทำ
พระตำหนักไป๋เฟิ่ง ร่างงามที่บัดนี้กำลังอุ้ยอ้ายด้วยกำลังตั้งครรภ์จริงเข้าสู่เดือนที่หก หน้าท้องที่เคยแบนราบบัดนี้ยื่นออกมา มิหนำซ้ำครรภ์ของนางมีขนาดใหญ่กว่าปกติ จนหลายต่อหลายคนตั้งสังเกตว่ากุ้ยเฟยคนงามอาจจะตั้งพระครรภ์แฝดเข้าให้เสียแล้ว ตำราเล่มเขื่องอยู่ในมือเรียวสวย และเป็นตำราที่เขียนด้วยตัว หนังสือโบราณที่ไม่สามารถมีผู้ใดอ่านออกได้ แต่ลี่เซียนสามารถอ่านอักขระโบราณนั้นได้ทุกตัว ด้วยเพราะได้กำไลหยกที่สวมใส่ติดข้อมือของนางช่วยทำให้อ่านตำราโบราณได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่นำหนังสือโบราณสัมผัสกับกำไลหยกหลังจากนั้นก็สามารถอ่านตำราที่เขียนด้วยภาษาโบราณได้ทันที เป็นสิ่งที่เซียนหนุ่มเพิ่งเปิดเผยให้ลี่เซียนล่วงรู้ และนางเฝ้ารอคอยโอกาสที่จะนำคัมภีร์อมตะกลับคืนมาให้ได้ ในเมื่อเสวียนจงฮ่องเต้กำลังครอบครองคัมภีร์อยู่ในขณะนี้ นางจะต้องหาวิธีทำให้พระองค์มอบคัมภีร์อมตะมาให้นางโดยไม่ต้องลังเลแม้แต่น้อย ทันใดนั้นเอง ประตูห้องบรรทมก็เปิดออกกว้างพร้อมการปรากฏพระวรกายขององค์ฮ่องเต้ ซึ่งมีสีพระพักตร์ไม่ดีเอาเสียแล้ว ทันทีที่ทรงทอด พระเนตรโ
ในขณะเดียวกัน “กรี๊ดดด!!!” สุรเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดใจแทบขาดดังออก มาเป็นระยะๆ เว่ยฮองเฮาทรงทุรนทุรายกับการเจ็บปวดพระครรภ์อย่างยิ่งยวด ในบางขณะที่กำลังเบ่งคลอด พระเนตรที่กำลังพร่าเลือนทอดพระเนตรดวงวิญญาณเด็กเล็กมายมาย ทั้งชายและหญิงรวมไปถึงพระสนมนางใน ที่พระนางทรงเคยมีพระบัญชาให้วางยาพิษเพื่อทำลายทารกในพระครรภ์ จนต้องจบชีวิตลงทั้งแม่และลูก ดวงวิญญาณของเด็กและพระสนมนางในเหล่านั้นต่างห้อมล้อมแท่นพระบรรทมที่ใช้สำหรับการมีพระประสูติกาลจนดำทะมึนไปหมด “โอ๊ยยยย! ข้ากลัวแล้ว! อย่ามาจ้องเหมือนจะเอาชีวิตข้าแบบนี้! ไม่เอา!ข้ากลัว! ข้ากลัว!” รับสั่งพร้อมเปล่งสุรเสียงกรีดร้องออกมาเป็นระยะๆ ท่ามกลางความแปลกใจของบรรดาหมอหลวงและผู้ช่วยทำคลอด ต่างนั่งงงงันกับรับสั่งแปลกๆ ของพระนางที่เปล่งออกมาอย่างไม่มีหยุด เสวียนจงฮ่องเต้เสด็จเข้ามาภายในห้องเตรียมประสูติ ดวงวิญญาณดำทะมึนที่ห้อมล้อมเว่ยฮองเฮาพลันเลือนหายไปทันทีที่พระองค์เสด็จมาถึง สายพระเนตรกระทบเข้ากับพระวรกายของเว่ยฮองเฮาที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อไหลโทรมพระวรกา
พระตำหนักจินเฟิ่ง “เพล้ง!!!” เสียงข้าวของตกแตกกระจายดังกระหึ่มอยู่ภายในพระตำหนัก บ่งบอกได้เป็นอย่างดี ว่าเจ้าของตำหนักดังกล่าวมีพระอารมณ์ขุ่นมัวเป็นยิ่งนัก ด้วยเจ้าของพระตำหนักดังกล่าวทรงล่วงรู้ข่าวการตั้งพระครรภ์ของจางกุ้ยเฟยนั่นเอง ในเวลานี้เว่ยฮองเฮาทรงตั้งพระครรภ์ย่างเข้าสู่เดือนที่หกแล้ว และเหลืออีกเพียงสามเดือนเท่านั้นก็จะมีพระประสูติกาล หลังจากนั้นพระนางจะต้องระเห็จออกจากตำหนักจินเฟิ่งไปพำนักอยู่ ณ ตำหนักเย็นแทน อันเป็นสถานที่กล่าวขานถึงเรื่องราวต่างๆ นานา ทั้งลึกลับและน่ากลัว ตลอดจนเสียงหวีดร้องของเหล่าดวงวิญญาณที่จบชีวิตลงภายในตำหนักดังกล่าว “นังปีศาจท้องกับฝ่าบาทแล้วอย่างนั้นเหรอ มันท้องไล่เลี่ยกับข้าเช่นนี้โอรสที่อยู่ในครรภ์ของข้าก็ไม่อยู่ในสายพระเนตรของฝ่าบาทอีกต่อไป เหตุใดมันจะต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ด้วย! ทำไม!” พระนางรับสั่งลอดไรพระทนต์ พระหัตถ์ทั้งสองข้างกำเข้าหากันจนแน่น ด้วยทรงพยายามเก็บกดพระอารมณ์ที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อจางกุ้ยเฟยเอาไว้ภายในพระทัย เพื่อมิให้ทรงผลต่อพระ โอรสในพร







