LOGINในขณะเดียวกันยุคปัจจุบัน
“ตึกกกกกก” ร่างอรชรกระตุกรุนแรงติดต่อกันอย่างน่ากลัว ก่อนจะจบลงพร้อมร่างของฟางเซียนคล้ายถูกแรงกระชากจนเธอลุกขึ้นมานั่งและหงายท้องลงบนเบาะอย่างแรงตามเดิม “ตุ้บ!” ร่างอรชรแน่นิ่งไปพร้อมกับลมหายใจที่หลุดลอย เจิ้นลี่รีบเข้าไปจับชีพจรลูกสาวของเธออย่างรวดเร็ว พร้อมเบิกตากว้างเมื่อชีพจรเริ่มเต้นขาดห้วงเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าหัวใจเริ่มไม่ทำงานเข้าให้เสียแล้ว “คุณคะลูกหยุดหายใจแล้ว” เจิ้นลี่บอกสามี ท่ามกลางความช่วยเหลือของเพื่อนร่วมวิชาชีพซึ่งต่างลุกขึ้นมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เครื่องช่วยหายใจฉุกเฉินถูกนำมาใช้บนเครื่องบินทันทีที่ ร่างงามของแม่สาวน้อยเกิดอาการกระตุกติดต่อกันอย่างรุนแรงจนกระทั่งเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทำให้เหตุการณ์บนเครื่องในขณะนี้เกิดความตึงเครียดขึ้นมาทันที “เราต้องรีบแจ้งให้กัปตันเอาเครื่องลงโดยด่วน หาไม่แล้วเธอจะไม่รอดหัวใจหยุดเต้นไปแล้ว เครื่องปั๊มหัวใจก็ไม่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้รอไม่ได้แล้วนะ” เสียงของหนึ่งในคณะแพทย์ซึ่งเชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบของหัวใจเอ่ยขึ้ในขณะเดียวกัน ร่างอวบของพี่เลี้ยงคนซื่อหงลี่อิงกำลังยืนกระหืดกระหอบอยู่ด้านนอกประตูบ้านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแปลกใจที่เห็นทั้งภายในและภายนอกของบ้านมีแสงสว่างจากโคมไฟปรากฏให้เห็นอยู่ แทนที่จะมืดมิดดั่งที่นางคิดเอาไว้แต่แรก “ทำไมบ้านถึงยังเหมือนมีคนอยู่อีกนะ พ่อบ้านฮุ่ยคังไปแจ้งข่าวให้คุณหนูได้ทราบตามที่ข้าสั่งไว้หรือเปล่ากันเล่ารูปการณ์จึงออกมาเป็นเช่นนี้” ลี่อิงรำพึงออกมาเบาๆ จังหวะเดียวกับบานประตูบ้านถูกเปิดออกอย่างช้าๆ และร่างสันทัดของพ่อบ้านชราก็โผล่ออกมาพอดี “ลี่อิง! เจ้ากลับมาแล้วอย่างนั้นเหรอ” ฮุ่ยคังเอ่ยถามออกไปด้วยความดีใจเมื่อเห็นพี่เลี้ยงคนซื่อยังอยู่ดีมีสุขไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด “นี่เจ้ากลับมาด้วยความปลอดภัยไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว ฮูหยินท่านเป็นกังวลใจมาก ไม่ยอมหลบหนีออกจากบ้านตามที่เจ้าสั่งให้ข้าบอกแม้แต่น้อยเลยนะ” ลี่อิงตาเบิกกว้างขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น “อะไรนะ! คุณหนูยังไม่ยอมหนีไปอีกเหรอ แล้วนายท่านล่ะ!... นายท่านกลับมาจากหาสมุนไพรบนยอดเขาหรือยัง” ลี
ภายในโรงเตี๊ยม บรรดาทหารองครักษ์ซึ่งอยู่ในคราบชาวบ้าน ต่างเดินตรงไปยังห้อง พักส่วนพระองค์ของถังเสวียนจงฮ่องเต้ในค่ำคืนนี้ด้วยมีข่าวเร่งด่วนเพื่อกราบทูลให้ทรงทราบ ทันทีที่เหล่าองค์รักษ์มาถึงหน้าประตู หนึ่งในนั้นเอ่ยส่งสัญญาณลับอันเป็นที่รู้กันภายในทันทีหากต้องติดต่อในยามวิกาล “มัจฉาแหวกว่ายทวนน้ำ” ทันทีที่รหัสลับเอ่ยออกไป ภายในห้องพักปรากฏแสงสว่างขึ้นมาโดยพลัน บานประตูเปิดออกพร้อมพระวรกายสูงใหญ่ทรงยืนตรงหน้าประตู “มีข่าวด่วนอะไรมารายงานข้า!” รับสั่งถามออกไปทันที พร้อมหันพระวรกายกลับเข้าไปภายในห้องพักโดยมีร่างของบรรดาทหารองครักษ์ทยอยเข้ามาภายในห้องดังกล่าว “กราบทูลฝ่าบาท เสี่ยวเอ้อร์ของทางโรงเตี๊ยมมาแจ้งข่าวให้ทราบว่า พบศพหยุนซีนอนตายอยู่กลางถนนขณะเดินกลับมาที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้พ่ะย่ะค่ะ” พระขนงเข้มขมวดเข้าหากันทันใดเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น “นางตายแล้วอย่างนั้นรึ! แล้วล่วงรู้สาเหตุการตายหรือเปล่า” รับสั่งถามออกไปทันที “ศพถูกปิ่นปักผมแทงเข้าที่หน้าอกจนมิดเลยพ่ะย่ะค่ะ แต่
โฉมงามกล่าวพร้อมถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงเมื่อนางได้ใคร่ครวญและตัดสินใจเลือกที่จะอยู่รอเสวียนจงฮ่องเต้ ดีกว่าจะต้องหลบหนีแล้วถูกตามล่าจนพลิกแผ่นดินก็ว่าได้ “ขืนกลับไปวังหลวงเกิดต้องถูกจำคุกอยู่แต่ในคุกหลวง หรือมีพระบัญชาจองจำคุณหนูให้อยู่แต่ภายในตำหนักเย็นไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ชีวิตแบบนั้นคุณหนูของบ่าวจะต้องเผชิญกับมันทันทีที่ฝ่าบาทเสด็จมาถึงที่นี่ และถ้าหากทรงล่วงรู้ว่าคุณหนูกลายเป็นฮูหยินของนายท่านแล้ว บ่าวไม่อยากจะคิดเลย ไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ เจ้าค่ะ” พี่เลี้ยงคนซื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงหวาด หวั่นเป็นยิ่งนัก “มันคือเรื่องจริงที่ต้องเผชิญ แม้ว่าข้าจะผ่านการไหว้ฟ้าดินกับฝ่าบาทมาแล้วก็ตาม แต่เพราะเหตุการณ์ที่ทำให้ข้าตายจึงทำให้การแต่งงานในครั้งนั้นไม่สมบูรณ์ ข้ามีวิธีเอาตัวรอดลี่อิงไม่ต้องห่วงข้า ถึงอย่างไรเสียชีวิตข้านับจากนี้ต่อไป ถ้าไม่ถูกจองจำอยู่ในคุกหลวงก็ต้องถูกจองจำอยู่ที่ตำหนักเย็น เจ้าต่างหากที่ควรจะหนีไปเพราะถ้าหากอยู่กับข้าจะพลอยทำให้ลำบากไปกับข้าด้วย รีบหนีไปบ้านเกิดของเจ้าเสียเถอะ” ประโยคสุดท้ายโฉมงามหันไปกล่าวกับพี่เลี้ยงคนซื่อด้วยความห่วงใย
ในขณะเดียวกัน ณ บ้านสกุลเฉิน “ฮูหยินขอรับ! ฮูหยิน! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” เสียงของฮุ่ยคังดังมาก่อนตัว จนทำให้ลี่เซียนซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ภายในห้องนอนเพราะมีอาการปวดหัวและวิงเวียนศีรษะมาตั้งแต่ช่วงเช้ารู้สึกตัวขึ้นมาโดยพลัน ร่างอรชรลุกจากเตียงก่อนจะเดินโซซัดโซเซเพื่อไปเปิดประตูให้กับพ่อบ้านคนซื่อที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนในขณะนี้ “มีอะไรอย่างนั้นเหรอ เกิดเรื่องอะไรขึ้น ร้องเรียกหาข้าจนดังไปทั่วบ้านเช่นนี้” โฉมงามเอ่ยถามด้วยความแปลกใจพลางสังเกตสีหน้าของพ่อบ้านวัยกลางคนที่เต็มไปด้วยอาการร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด “แล้วนี่ไปซื้อของในเมืองมาทำไมจึงเห็นเจ้าเพียงคนเดียว ลี่อิงไปไหน!” ลี่เซียนถามหาพี่เลี้ยงคนซื่อของนางทันทีและเริ่มสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ “คือว่าลี่อิงนางยังคงอยู่ในตัวเมืองอี้โจวขอรับฮูหยินไม่ได้กลับมาด้วย แต่ให้บ่าวรีบกลับมารายงานให้นายท่านกับฮูหยินรีบหลบหนีออกไปจากบ้านสกุลเฉินก่อนจะมีอันตราย” คำกล่าวของฮุ่ยคังทำให้โฉมงามขมวดคิ้วเรียวสวยเข้าหากันทั
เมืองอี้โจว ภายในตัวเมืองในย่านการค้าเต็มไปด้วยชาวเมืองอี้โจว กำลังเดินจับจ่ายหาซื้อสินค้าที่จำเป็นเพื่อนำไปใช้ในครัวเรือน ของป่ามากมายวางขายดาษดื่นจนเต็มไปหมด ทั้งผ้าแพรพรรณรวมไปถึงเครื่องประดับและของกินของใช้อื่นๆ มีให้เลือกจนละลานตา ลี่อิงกำลังเดินจับจ่ายซื้อของโดยมีพ่อบ้านฮุ่ยคังเดินตามหลัง คอยช่วยถือของให้นางไม่ห่าง พี่เลี้ยงคนซื่อกำลังก้มหน้าก้มตาอ่านตามรายการที่คุณหนูของนางจดให้มาซื้อจนยาวเป็นหางว่าว ลี่อิงใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสกุลเฉินมานานกว่าสองเดือนแล้ว กลายเป็นชาวเมืองอี้โจวเต็มตัว ชีวิตซึ่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง ทำให้คุณหนูของนางมีความสุขเป็นยิ่งนักในฐานะฮูหยินของตระกูลจ้าว โดยมีบ่าวไพร่เก่าแก่ของสกุลเฉินและลี่อิงคอยดูแลปรนนิบัติรับใช้ด้วยความรักและความซื่อสัตย์ต่อสองสามีภรรยาที่กำลังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามันในขณะนี้ ร่างอวบเดินผ่านผู้คนย่านตลาดการค้าพร้อมถือรายการที่จดใส่ในกระดาษมาไล่เลียงอีกครั้งว่าหาซื้อครบทุกรายการตามที่คุณหนูของนางสั่งมาครบหรือไม่ ก่อนจะได้ยินเสียงที่คุ้นหูนางเป็นยิ่งนั
รับสั่งขององค์ฮ่องเต้ทำให้หยุนซีหวนนึกถึงวันที่นางแอบได้ยิน ลี่อิงพูดคุยเรื่องการเดินทางกับแม่ทัพหนุ่มชื่อก้องว่าจะเดินทางไปที่ใด เพียงแต่ได้ยินไม่ค่อยชัดเจนเนื่องจากจุดที่นางแอบฟังอยู่ในขณะนั้นค่อนข้างไกลพอสมควร “กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันมีเรื่องจะกราบทูลเพิ่มเติมเพคะ” เสวียนจงฮ่องเต้หันกลับมาทอดพระเนตรเมื่อทรงได้ยินเช่นนั้น “มีอะไรก็ว่ามา” รับสั่งอนุญาต พี่เลี้ยงร่างอวบรวบรวมความกล้าพร้อมทบทวนเหตุการณ์ในวันที่นางแอบได้ยินการพูดคุยระหว่างเพื่อนรักกับจ้าวเทียนอี้ออกไปทันใด “กราบทูลฝ่าบาท วันที่ลี่อิงกำลังจะออกจากวังหลวงหม่อมฉันบังเอิญเดินผ่านไปเห็นแม่ทัพจ้าวเทียนอี้กับลี่อิงกำลังคุยถึงเรื่องการเดินทาง ได้ยินไม่ค่อยชัดเท่าไรนักแต่เท่าที่จับใจความได้ หม่อมฉันได้ยินท่านแม่ทัพจ้าวเอ่ยถึงเมืองอี้โจวเพคะ” และนั่นทำให้เสวียนจงฮ่องเต้ลุกประทับจากพระเก้าอี้ทันที จนนางพี่เลี้ยงปากดีรีบหมอบลงพื้นแทบไม่ทัน “ว่าอะไรนะ! เจ้าได้ยินจ้าวเทียนอี้เอ่ยถึงเมืองอี้โจวอย่างนั้นเหรอ!” รับสั่งสุรเสียงดังก้องจนทุกชีวิตในบ้านสกุล







