Masuk“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ารู้แล้วว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านนั้นมีความจำเป็น อย่างไรพวกเราก็เข้าเรื่องกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”
หลังจากที่ได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายแล้วถึงทำให้จ้าวโม่เริ่มใจเย็นลง จากนั้นนางจึงได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตนเองกับท่านตามาที่บ้านของอีกฝ่ายในวันนี้ทันที
“ได้สิ ท่านน้าจ้าวเหว่ยเชิญนั่งรอตรงนั้นก่อนนะ ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปหยิบแผนภาพที่ดินของหมู่บ้านออกมาให้ท่านได้ลองเลือกดู”
“ได้ ๆ”
หลังจากที่ชายชราเอ่ยตอบรับคำของเขาแล้ว กู้เชาจึงได้เดินกลับเข้าไปภายในบ้านอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับออกมาพร้อมกับม้วนกระดาษที่ด้านในเป็นแผนภาพของที่ดินทั้งหมดในหมู่บ้าน
และตามหลังของเขาออกมาก็คือกู้เป้ยเป้ยที่ทำหน้าที่เอาน้ำออกมาต้อนรับแขกของบ้าน
“น้ำเจ้าค่ะ”
“ขอบใจมากนะเป้ยเอ๋อร์”
จ้าวเหว่ยเอ่ยขอบใจเด็กสาวที่เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของผู้นำหมู่บ้านด้วยความเอ็นดู กู้เป้ยเป้ยยิ้มรับด้วยความดีใจก่อนที่เด็กสาวจะผละตัวออกไป
“นี่คือที่ดินที่ยังว่างอยู่ทั้งหมดภายในหมู่บ้าน ท่านอาจ้าวลองเลือกดูก่อนว่าถูกใจที่ดินแปลงไหน แล้วเดี๋ยวข้าจะได้แจ้งราคาของที่ดินแปลงนั้น ๆ ให้ท่าน”
กู้เชากางม้วนกระดาษลงตรงหน้าของสองตาหลานบ้านจ้าว จากนั้นก็เอ่ยอธิบายอีกเล็กน้อยแล้วนั่งลงฝั่งตรงข้ามเพื่อรอให้ทั้งสองคนได้ตัดสินใจ
จ้าวโม่มองดูจุดที่ชายสูงวัยเอ่ยบอกว่าคือที่ดินแปลงที่ยังว่างอยู่ มีจำนวนไม่มากนัก แต่ยังดีที่แปลงที่นางสนใจนั้นยังว่าง ดังนั้นจ้าวโม่จึงได้ลองเอ่ยถามราคาที่ดินตรงแปลงที่นางสนใจขึ้นมา
“ที่ดินตรงหน้าหมู่บ้านของพวกเราราคาอยู่ที่เท่าไหร่หรือเจ้าคะ?”
“อืม ที่ดินตรงหน้าหมู่บ้านของเรานั้นถือได้ว่าเป็นที่ดินที่ดีที่สุดของหมู่บ้านราคาของมันจึงค่อนข้างแพงกว่าที่ดินแปลงอื่น”
“ราคาของที่ดินจะอยู่หมู่ละแปดตำลึง ที่ดินแปลงนั้นมีทั้งหมดสิบห้าหมู่ เจ้าจะรับกี่หมู่เล่า?”
คำตอบจากหัวหน้าหมู่บ้านถึงราคาของที่ดินทำให้จ้าวเหว่ยมีสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก เพราะเขาชอบที่ดินแปลงนี้มาก เพียงแต่ราคาของมันนั้นก็แพงมากเช่นเดียวกัน
“ตกลงข้าซื้อทั้งหมดสิบห้าหมู่เจ้าค่ะ”
“!!!”
แต่ประโยคต่อมาของเด็กสาวถึงกับทำให้ชายสูงวัยทั้งสองมีสีหน้าตื่นตกใจขึ้นมาอย่างพร้อมกัน
“โม่เอ๋อร์!”
“เจ้าว่าอะไรนะ!”
เสียงร้องของจ้าวเหว่ยกับกู้เชาดังขึ้นพร้อม ๆ กันหลังจากที่ทั้งสองดึงสติกลับมาได้
“ข้าบอกว่าข้าต้องการซื้อที่ดินแปลงนี้ทั้งหมดเจ้าค่ะ แต่ข้ามีข้อแม้ว่าให้ท่านหัวหน้าเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับ”
“จนกว่าข้ากับครอบครัวจะย้ายเข้าไปอยู่ที่ดินผืนใหม่นี้ ท่านตาข้าคิดดีแล้วเจ้าค่ะว่าข้าต้องการที่ดินแปลงนี้ทั้งหมด อีกอย่างมันเหมาะสำหรับแผนการในอนาคตของข้าเจ้าค่ะ”
เด็กสาวเอ่ยบอกเหตุผลที่ทำให้นางตัดสินใจซื้อที่ดินทั้งหมดแปลงนี้ให้กับคนแก่ทั้งสองได้ฟังอย่างไม่ปิดบัง เมื่อจ้าวเหว่ยได้รู้เหตุผลของหลานสาวแล้ว
เขาจึงไม่ลังเลที่จะทำตามสิ่งที่หลานสาวอันเป็นที่รักของตนต้องการเช่นเดียวกัน
“ในเมื่อเจ้าตัดสินใจดีแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ซื้อเถิด ข้าขอรบกวนท่านหัวหน้าหมู่บ้านช่วยดำเนินเรื่องให้กับพวกข้าด้วยจะได้หรือไม่?”
ประโยคแรกนั้นชายชราเอ่ยบอกกับหลานสาวของเขา ก่อนที่ชายชราจะหันไปเอ่ยประโยคหลังกับผู้นำหมู่บ้านที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามขึ้นมา
“ย่อมได้ ถ้าอย่างนั้นใครจะเป็นคนเข้าไปที่ว่าการเพื่อทำเรื่องออกหนังสือที่ดินอย่างนั้นรึ?”
หลังจากที่กู้เชาเห็นว่าสองตาหลานได้ตัดสินใจกันเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงได้เอ่ยรับคำและเอ่ยถามทั้งสองออกไป
“ท่านตาไปกับท่านหัวหน้าหมู่บ้านนะเจ้าคะ เอาป้ายไปเบิกเงินตามจำนวนเพื่อจ่ายค่าที่ดินได้เลย ทั้งหมดก็สิบสองตำลึงทอง อย่าลืมให้ค่าน้ำชาท่านหัวหน้าด้วยหนึ่งตำลึงนะเจ้าคะ”
จ้าวโม่เป็นฝ่ายเอ่ยฝากฝังผู้เป็นตาให้เป็นคนไปดำเนินการเรื่องต่อจากนี้และยังไม่ลืมเอ่ยกระซิบทิ้งท้ายของประโยคหลังให้ได้ยินกันแค่สองคน
ชายชราทำเพียงพยักหน้ารับสองครั้งอย่างเข้าใจแล้วหันไปเอ่ยกับผู้นำหมู่บ้านอีกครั้ง
“ข้าจะไปกับท่านขอรับ ถ้าอย่างนั้นพวกเราออกเดินทางกันเลยดีหรือไม่?”
“ได้ ๆ ท่านน้ารอสักครู่ข้าขอไปเตรียมตัวสักหน่อยแล้วพวกเราค่อยนั่งวัวเทียมเกวียนบ้านข้าเข้าเมืองกัน”
กู้เชาเอ่ยขอเวลาเพื่อจะได้เข้าไปผลัดเปลี่ยนชุดใหม่เพื่อเข้าไปที่ว่าการดำเนินเรื่องให้แล้วเสร็จ
“ได้ขอรับ”
จบคำของชายชรากู้เชาก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง จากนั้นก็เดินหายเข้าบ้านไปเพื่อจัดการธุระส่วนตัวของตนเอง
ในตอนนี้จึงเหลือเพียงสองตาหลานสกุลจ้าวที่กำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ที่หน้าบ้าน
“เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่โม่เอ๋อร์?”
จ้าวเหว่ยเอ่ยถามหลานสาวของเขาขึ้นมาอีกครั้งเพื่อถามอีกฝ่ายให้แน่ใจในการตัดสินใจครั้งนี้
“ข้าแน่ใจเจ้าค่ะ นี่เงินสามตำลึงท่านตาพกติดตัวไปด้วยเผื่อต้องใช้จ่ายระหว่างดำเนินเรื่อง ส่วนชื่อของเจ้าของที่ดินก็แล้วแต่ท่านตาจะใส่เลยนะเจ้าคะ”
“นี่ก็สายมากแล้วข้าคิดว่าอีกไม่นานร้านขายเมล็ดพันธุ์คงจะนำต้นกล้ามาส่งที่บ้านอย่างแน่นอน เช่นนั้นข้าขอตัวกลับบ้านก่อนนะเจ้าคะ”
จ้าวโม่เอ่ยตอบรับคำอย่างหนักแน่นอีกครั้ง พร้อมทั้งยังยื่นเงินใส่มือของชายชราเพื่อให้พกติดตัวเอาไว้ ก่อนที่นางจะเอ่ยขอตัวกลับบ้านก่อนเพื่อรอรับต้นกล้าที่จะมาส่งในวันนี้ทันที
“ได้ เจ้ากลับดี ๆ นะแล้วตาจะรีบกลับมา”
“เจ้าค่ะท่านตา”
จบคำเอ่ยอย่างห่วงใยของผู้เป็นตา จ้าวโม่จึงได้เอ่ยตอบรับอีกฝ่ายขึ้น จากนั้นเด็กสาวก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
จ้าวโม่ที่กำลังเดินกลับบ้านของตนเองที่อยู่ท้ายหมู่บ้านก็จำต้องเดินผ่านเส้นทางกลางหมู่บ้านที่เป็นหน้าบ้านของคนบ้านใหญ่จ้าวอย่างเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งในตอนนี้ที่บริเวณหน้าบ้านของคนสกุลจ้าวสายหลักนั้นก็มีร่างของจ้าวจื่อถงกับจ้าวหนิง ลูกพี่ลูกน้องมหาภัยของนางกำลังยืนพูดคุยกับสหายอีกสองสามคนอยู่อย่างสนุกสนาน
จนเมื่อพวกนางทั้งสองหันมาพบกับเด็กสาวก็ได้หยุดเสียงพูดคุยลงไป ก่อนที่จ้าวจื่อถงจะเป็นคนเอ่ยพูดจาถากถางจ้าวโม่ขึ้นมาด้วยความไม่ชอบใจที่เห็นอีกฝ่าย
“แหม๋ ๆ ข้าก็นึกว่าใครที่ไหนมาเดินลอยหน้าลอยตาไปมาราวกับผีขอส่วนบุญเช่นนี้ ที่แท้ก็น้องสาวแสนดีของข้านี่เอง”
“โอ๊ะ! ใช่จริง ๆ ด้วย พวกเจ้าดูสิ สภาพของนางจากแต่ก่อนที่ดูราวกับขอทานอยู่แล้ว พอมาตอนนี้สภาพยิ่งกว่าขอทานเสียอีกฮ่าฮ่า”
ตามติดมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันอย่างมีความสุขของจ้าวหนิง บุตรสาวคนเล็กของท่านลุงรองที่เอ่ยสำทับคำพูดของจ้าวจื่อถง
“ใช่แล้วฮ่า ฮ่า”
“นั่นนะสิ ทำไมสภาพของเจ้าหลังจากแยกบ้านออกไปถึงได้ดูไม่ได้เช่นนี้กันจ้าวโม่?”
หลังจากจบคำของสองพี่น้องสกุลจ้าวบ้านใหญ่ พวกเด็กสาวที่เป็นลูกล้อของทั้งสองก็พ้นคำพูดถากถางและดูแคลนใส่จ้าวโม่กันอย่างสนุกสนาน เพื่อหวังจะได้เห็นเด็กสาวร้องไห้วิ่งกลับบ้านเหมือนเช่นทุกครั้ง
“แถวนี้ทำไมถึงมีแต่เสียงสัมภเวสีมาขอส่วนบุญกันจนน่ารำคาญเช่นนี้ได้กัน เฮ้อ”
แต่คำพูดสวนกลับของจ้าวโม่กลับทำให้เด็กสาวทั้งหมดต้องผิดหวังและรู้สึกเหมือนถูกเด็กสาวที่ตนเคยกลั่นแกล้งตบหน้าเข้าเต็ม ๆ
“นี่เจ้ากล้าต่อปากต่อคำกับพวกข้าแล้วอย่างนั้นรึ?”
จ้าวจื่อถงเอ่ยถามอีกฝ่ายขึ้นด้วยความไม่พอใจที่ถูกตอกกลับมาเมื่อสักครู่นี้
“ข้ามีปาก ด่ามาก็ด่ากลับไม่เห็นมีอะไรให้ต้องกลัว พวกเจ้ามันก็แค่เด็กที่ไม่มีสมองมีแต่ขี้เลื่อย ข้าจะกลัวไปทำไมกัน”
จ้าวโม่เอ่ยตอบหน้าตายอย่างไม่รู้สึกกลัวอีกฝ่ายตามที่พูดมาจริง ๆ นั่นยิ่งทำให้พวกของจ้าวจื่อถงรู้สึกโมโหและแค้นเคืองนางขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมาก
“นี่เจ้า! ปากดีแบบนี้มันต้องโดนตบปากจนเลือดออกสักที”
หนึ่งในลูกสมุนของจ้าวจื่อถงตวาดออกมาด้วยความไม่พอใจพร้อมกับพุ่งตัวเข้าไปหาร่างของจ้าวโม่ที่อยู่ไม่ไกลก่อนจะฟาดฝ่ามือลงไปเต็มแรง
เพี๊ยะ!
“!!!”
==========================================================================
ใครโดนตบนะ? ลูกพี่ลูกน้องของยัยน้องน่าตบมากแม๊
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ารู้แล้วว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านนั้นมีความจำเป็น อย่างไรพวกเราก็เข้าเรื่องกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”หลังจากที่ได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายแล้วถึงทำให้จ้าวโม่เริ่มใจเย็นลง จากนั้นนางจึงได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตนเองกับท่านตามาที่บ้านของอีกฝ่ายในวันนี้ทันที“ได้สิ ท่านน้าจ้าวเหว่ยเชิญนั่งรอตรงนั้นก่อนนะ ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปหยิบแผนภาพที่ดินของหมู่บ้านออกมาให้ท่านได้ลองเลือกดู”“ได้ ๆ”หลังจากที่ชายชราเอ่ยตอบรับคำของเขาแล้ว กู้เชาจึงได้เดินกลับเข้าไปภายในบ้านอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับออกมาพร้อมกับม้วนกระดาษที่ด้านในเป็นแผนภาพของที่ดินทั้งหมดในหมู่บ้านและตามหลังของเขาออกมาก็คือกู้เป้ยเป้ยที่ทำหน้าที่เอาน้ำออกมาต้อนรับแขกของบ้าน“น้ำเจ้าค่ะ”“ขอบใจมากนะเป้ยเอ๋อร์”จ้าวเหว่ยเอ่ยขอบใจเด็กสาวที่เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของผู้นำหมู่บ้านด้วยความเอ็นดู กู้เป้ยเป้ยยิ้มรับด้วยความดีใจก่อนที่เด็กสาวจะผละตัวออกไป“นี่คือที่ดินที่ยังว่างอยู่ทั้งหมดภายในหมู่บ้าน ท่านอาจ้าวลองเลือกดูก่อนว่าถูกใจที่ดินแปลงไหน แล้วเดี๋ยวข้าจะได้แจ้งราคาของที่ดินแปลงนั้น ๆ ให้ท่าน”กู้เชากางม้วนกระดาษลงตรงหน้าของสองตาหลานบ้
“เป็นจริงตามที่โม่เอ๋อร์พูดมา ขอบคุณท่านเทพที่เมตตาครอบครัวของพวกเรา”นางฟานซื่อเอ่ยขึ้นอย่างเห็นด้วยกับคำพูดที่จ้าวโม่เพิ่งจะคิดขึ้นมาได้อย่างจริงจังส่วนคนอื่น ๆ เองก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำของเด็กสาว เมื่อจ้าวโม่เห็นว่าทุกคนได้คล้อยตามคำพูดของตนเองแล้วจึงได้เอ่ยเรื่องสำคัญต่อไปขึ้นมาอีกครั้ง“เอาเป็นว่าเงินที่ฝากไว้ในร้านรับฝากเงินทุกคนสามารถใช้ได้นะเจ้าคะ”“เพียงแต่ข้าต้องการที่ดินเพิ่มสำหรับการปลูกผักเพื่อนำไปขายและยังมีบางสิ่งที่ข้าต้องการจะปลูกเพราะมันจะทำเงินให้กับบ้านของเราอย่างมากมายในอนาคตข้างหน้าเจ้าค่ะ”“แล้วเจ้าต้องการที่ดินตรงไหนกันหรือ?”เป็นจ้าวเหยียนที่เป็นคนเอ่ยถามบุตรสาวขึ้นมาเผื่อว่าบุตรสาวของเขาจะมีที่ดินที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว“ความจริงแล้วข้าต้องการซื้อที่ดินแล้วสร้างบ้านใหม่ของพวกเราไปด้วยเลยเจ้าค่ะ ส่วนที่ดินผืนนี้ก็เก็บเอาไว้ปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว”“ส่วนที่ดินที่ข้าต้องการนั้นข้าขอไปดูแผนภาพกับท่านหัวหน้าหมู่บ้านอีกทีเจ้าค่ะ พวกท่านคิดเห็นว่าอย่างไร”จ้าวโม่เอ่ยบอกเล่าถึงแผนการที่นางคิดขึ้นมาได้เป็นสิ่งแรกหลังจากที่ได้เงินมากขึ้น เพราะนางไม่ต้องการให้ทุกคนต้องท
ตลอดเวลาที่สองตาหลานบ้านจ้าวนั่งวัวเทียมเกวียนกลับหมู่บ้าน พวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นที่สนใจจากชาวบ้านที่นั่งอยู่บนเกวียนด้วยโดยเฉพาะสองแม่ลูกบ้านจ้าวสายหลัก ที่คอยมองข้าวของที่นางกับชายชราถือกันขึ้นเกวียนไปนั้นจนถึงลงจากเกวียนดวงตาของสองแม่ลูกก็ยังคงมองตามอย่างไม่วางตาซึ่งจ้าวโม่ก็ทำเป็นไม่สนใจอีกฝ่ายแล้วพยายามเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้านของตนกับผู้เป็นตาด้วยความรวดเร็ว กว่าที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางจะกลับถึงบ้านของตนเองก็เป็นเวลาต้นยามโหย่ว (17.00-18.59) แล้วดังนั้นในตอนที่ทั้งสองเดินกลับไปถึงบ้านสมาชิกคนอื่น ๆ จึงได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าแล้วนั่นเองเมื่อคนสกุลจ้าวทั้งสี่เห็นว่าสองตาหลานได้เดินทางกลับมาพร้อมกับมือที่ถือข้าวของมากมายก็รีบพากันเดินออกไปรับทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะช่วยกันถือของช่วยเด็กสาวกับชายชราแล้วพากันเดินกลับเข้าบ้านไป ถึงแม้ว่าภายในใจของทุกคนจะมีคำถามอยู่มากมาย แต่ก็ยังอดทนรอที่จะเอ่ยถามออกไปในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังจากที่จ้าวโม่กลับมาถึงบ้านแล้วนั้นเด็กสาวก็รีบปลีกตัวเข้าครัวไปช่วยมารดาหุงหาอาหารในทันทีทิ้งให้ชายชรารับหน้าที่ตอบคำถามของผู้เป็นบิดาและพี่ชายทั้งสองของตนอย
“ถ้าท่านตาคิดเช่นนี้จริงก็ต้องไม่เอ่ยว่าเงินทั้งหมดนั้นเป็นของข้านะเจ้าคะ แต่มันคือเงินของบ้านเราเจ้าค่ะท่านตา พวกเราทุกคนสามารถใช้มันได้”จ้าวโม่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจังเป็นอย่างมาก เพราะนางไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้อีก“ตาเข้าใจแล้ว เป็นตาที่เลอะเลือนไป เจ้าอย่าโกรธตาเลยนะโม่เอ๋อร์”จ้าวเหว่ยรีบเอ่ยยอมรับผิดและยังเอ่ยงอนง้อหลานสาวที่น่ารักของตนเองอย่างไม่คิดจะอายต่อสายตาผู้คนแม้แต่น้อย“หลานหรือจะโกรธท่านตา หลานก็เพียงแค่น้อยใจเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ในเมื่อพวกเราพูดคุยกันเข้าใจแล้ว หลานก็ไม่ติดใจเรื่องนี้แล้ว พวกเรารีบไปหาซื้อข้าวของกลับบ้านกันดีกว่านะเจ้าคะ”จ้าวโม่เอ่ยบอกกับชายชราอีกครั้ง จากนั้นเด็กสาวจึงได้เอ่ยชวนอีกฝ่ายให้รีบไปหาซื้อข้าวของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านกันได้แล้วซึ่งชายชราก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำแล้วรีบออกเดินไปตามถนนที่มีจุดหมายคือตลาดกลางเมืองที่เป็นที่สำหรับจับจ่ายซื้อข้าวของต่าง ๆจ้าวโม่กับท่านตาของนางพากันเดินไปตามถนนเรื่อย ๆ พร้อมกับที่เด็กสาวเองก็กำลังคิดไปด้วยว่าตนเองจะซื้อสิ่งใดเป็นอันดับแรกจนในที่สุดนางก
“ว่าอย่างไร หรือว่าราคามันยังต่ำไปเช่นนั้นข้าเพิ่มให้เป็นหกสิบตำลึงทองเป็นอย่างไร พวกเจ้าพอใจหรือไม่?”เมื่อเสิ่นหลางเห็นว่าสองตาหลานเอาแต่นั่งเงียบไม่ยอมเอ่ยตอบตนเองก็รู้สึกเป็นกังวลว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่พอใจกับราคาที่ตนเองเสนอให้เมื่อสักครู่นี้ดังนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจเพิ่มราคาให้กับลูกค้าคนสำคัญเพิ่มอีกสิบตำลึงทองเพื่อให้อีกฝ่ายตกลงขายเห็นหลินจือแดงทั้งหมดให้กับเขาเสียเพราะเขามีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันจริง ๆ ด้วยเขาสามารถนำมันไปเพิ่มราคากับคนที่จะมาซื้อกับเขาได้อีกมากนั่นเอง“ตกลงเจ้าค่ะ ข้ากับท่านตาตกลงขายเห็ดหลินจือทั้งหมดให้กับเถ้าแก่เสิ่นในราคาดอกละหกสิบตำลึงทองเจ้าค่ะ”เป็นจ้าวโม่ที่เอ่ยตกปากรับคำตอบรับราคาที่อีกฝ่ายเสนอมาให้ เพราะนางเห็นว่าในตอนนี้ท่านตาของนางนั้นได้สติหลุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งคำตอบของเด็กสาวก็สร้างความดีใจให้กับเสิ่นหลางเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะว่าเขามีสมุนไพรที่บุคคลสำคัญต้องการมากที่สุดมาอยู่ในมือของเขาแล้วในตอนนี้“ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ใครอยู่ข้างนอกบ้างเข้ามานี่หน่อยสิ”เสิ่นหลางเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ จากนั้นเขาจึงได้เอ่ยเรียกเด็กในร้านเพื่อต้องการ
“ว่าอะไรนะโม่เอ๋อร์?”จ้าวเหว่ยเอ่ยถามหลานสาวของตนเองขึ้นหลังจากได้ยินเสียงของเด็กสาวเอ่ยพึมพำอะไรบางอย่าง“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านตา ข้าเพียงแค่กำลังบ่นกับตัวเองเท่านั้น ว่าแต่พวกเราใกล้จะถึงกันหรือยังเจ้าคะ?”จ้าวโม่เอ่ยตอบผู้เป็นตาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่นางจะเอ่ยถามอีกฝ่ายว่าใกล้จะถึงจุดหมายกันหรือยัง“ใกล้แล้วละ น่าจะอีกไม่นานนี่แหละ”เมื่อได้รับคำตอบจากชายชราจ้าวโม่จึงทำเพียงพยักหน้ารับแทนคำตอบ จากนั้นเด็กสาวก็หันหน้ากลับไปมองวิวสองข้างทางแทนหน้าของสองแม่ลูกบ้านจ้าวที่เอาแต่นั่งมองหน้าของตนเองราวกับจะสิงร่างอยู่ในตอนนี้แทนผ่านไปราว ๆ หนึ่งเค่อในที่สุดวัวเทียมเกวียนที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางนั่งมาก็หยุดลงตรงหน้าประตูทางเข้าของเมืองหานเป็นที่เรียบร้อยหลังจากที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางลงจากวัวเทียมเกวียนกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้จ่ายค่าโดยสารในครั้งนี้คนละสองอีแปะจากนั้นสองตาหลานก็พากันเดินสะพายตะกร้าเดินผ่านประตูเมืองเข้าไปเพื่อไปยังร้านรับซื้อสมุนไพรที่ชายชราคุ้นเคยต่อตลอดสองข้างทางที่จ้าวโม่เดินผ่านจะมีร้านรวงขายของอยู่ตลอด เพราะเส้นทางหลักที่พวกทั้งสองใช้เดินอยู่ในตอนนี้เป็นเส้นทางห







