Masuk“ถ้าท่านตาคิดเช่นนี้จริงก็ต้องไม่เอ่ยว่าเงินทั้งหมดนั้นเป็นของข้านะเจ้าคะ แต่มันคือเงินของบ้านเราเจ้าค่ะท่านตา พวกเราทุกคนสามารถใช้มันได้”
จ้าวโม่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจังเป็นอย่างมาก เพราะนางไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้อีก
“ตาเข้าใจแล้ว เป็นตาที่เลอะเลือนไป เจ้าอย่าโกรธตาเลยนะโม่เอ๋อร์”
จ้าวเหว่ยรีบเอ่ยยอมรับผิดและยังเอ่ยงอนง้อหลานสาวที่น่ารักของตนเองอย่างไม่คิดจะอายต่อสายตาผู้คนแม้แต่น้อย
“หลานหรือจะโกรธท่านตา หลานก็เพียงแค่น้อยใจเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ในเมื่อพวกเราพูดคุยกันเข้าใจแล้ว หลานก็ไม่ติดใจเรื่องนี้แล้ว พวกเรารีบไปหาซื้อข้าวของกลับบ้านกันดีกว่านะเจ้าคะ”
จ้าวโม่เอ่ยบอกกับชายชราอีกครั้ง จากนั้นเด็กสาวจึงได้เอ่ยชวนอีกฝ่ายให้รีบไปหาซื้อข้าวของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านกันได้แล้ว
ซึ่งชายชราก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำแล้วรีบออกเดินไปตามถนนที่มีจุดหมายคือตลาดกลางเมืองที่เป็นที่สำหรับจับจ่ายซื้อข้าวของต่าง ๆ
จ้าวโม่กับท่านตาของนางพากันเดินไปตามถนนเรื่อย ๆ พร้อมกับที่เด็กสาวเองก็กำลังคิดไปด้วยว่าตนเองจะซื้อสิ่งใดเป็นอันดับแรก
จนในที่สุดนางก็คิดได้ว่าในตอนนี้ที่บ้านของนางนั้นขาดแคลนข้าวสาร เครื่องปรุง และถ้วยชาม เมื่อคิดได้เช่นนั้นเด็กสาวจึงได้เอ่ยบอกกับชายชราในทันที
“ท่านตาข้าอยากหาซื้อพวกเครื่องปรุงกับถ้วยชามเพิ่มเจ้าค่ะ เพราะบ้านของเรานั้นไม่ค่อยมีของใช้เลย”
“อื้ม ไปสิตาเองก็ไม่ค่อยจะมีความรู้เรื่องภายในบ้านสักเท่าไหร่ คงต้องฝากความหวังไว้ที่เจ้าแล้วนะหลานรัก”
จ้าวเหว่ยเอ่ยบอกหลานสาวด้วยใบหน้าอบอุ่น ใจดีตามนิสัยของเขาที่ชอบทำเป็นประจำเมื่ออยู่กับเด็กสาว จากนั้นสองตาหลานบ้านจ้าวจึงได้พากันเดินไปยังจุดที่เป็นที่ตั้งของร้านขายเครื่องปรุงเป็นที่แรก
เมื่อไปถึงร้านขายเครื่องปรุงแล้ว จ้าวโม่จึงเลือกจะซื้อเครื่องปรุงที่จำเป็นเช่น เกลือ น้ำตาล น้ำปลา ซอสปรุงรสต่าง ๆ ที่นางก็เพิ่งจะรู้ว่าในโลกใบนี้ได้รู้จักพวกเครื่องปรุงรสอย่างซอสหอยกันแล้ว
จ้าวโม่เลือกซื้อมาอย่างละหนึ่งจิน เพราะนางยังไม่อยากจะซื้อไปเยอะ เดี๋ยวจะเป็นที่สนใจของพวกชาวบ้านที่นั่งเกวียนมาด้วยกันในวันนี้
ราคาของน้ำตาลที่แพงมากก็ทำเอาเด็กสาวตกใจเป็นอย่างมาก เพราะนางไม่คิดว่าน้ำตาลที่นี่จะราคาแพงกว่าเกลือ ราคาเกลือยังดูถูกกว่าราคาน้ำตาลเสียอีก
แต่มันเป็นสิ่งที่จำเป็นจ้าวโม่จึงได้กัดฟันซื้อน้ำตาลกลับไปด้วย ยังมีน้ำมันอีกหนึ่งอย่าง ราคาซื้อเครื่องปรุงทั้งหมด จ้าวโม่จ่ายไปหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะ
หลังจากที่เด็กสาวซื้อเครื่องปรุงเสร็จเรียบร้อย นางก็พาชายชราเดินไปเลือกซื้อเนื้อหมูอีกสองจิน ราคาหนึ่งร้อยอีแปะเพื่อเอากลับไปทำมื้อเย็นของวันนี้
จากนั้นจ้าวโม่ก็ให้ท่านตาของนางพาไปยังร้านขายต้นไม้และเมล็ดพันธุ์เพื่อหาซื้อเมล็ดผักกลับไปเพาะปลูกขายในวันหน้าต่อไป
เมื่อสองตาหลานเดินมาถึงยังร้ายขายเมล็ดพันธุ์จ้าวโม่ก็เอ่ยบอกสิ่งที่ตนเองต้องการกับเจ้าของร้านในทันที
“เถ้าแก่ข้าขอเมล็ดผักกาดขาว หัวไชเท้า แตงกวา คะน้าอย่างละสองเหลียงเจ้าค่ะ”
“ได้ ๆ เจ้ารอสักครู่ข้าจะไปจัดเตรียมให้เดี๋ยวนี้”
ชายวัยกลางคนที่เป็นเจ้าของร้านเอ่ยบอกกับเด็กสาวตรงหน้าขึ้น ก่อนที่เขาจะรีบไปจัดการเตรียมเมล็ดพันธุ์ตามที่ลูกค้าต้องการอย่างรวดเร็ว
และในตอนนั้นเองก็ได้มีคนงานชายร่างกายกำยำราว ๆ สามสี่คนที่กำลังช่วยกันขนต้นกล้าของผลไม้และพวกต้นไม้ดอกไม้มาส่งให้ทางร้านพอดี
สายตาของจ้าวโม่ที่กำลังมองไปรอบ ๆ ร้านเพื่อหาดูสิ่งที่น่าสนใจก็สบเข้ากับลำต้นของบางสิ่งบางอย่างที่หนึ่งในคนงานกำลังขนลงจากรถเข็นเข้าพอดี
ดวงตากลมโตของเด็กสาวเบิกกว้างราวกับค้นพบทองคำในทันที พร้อมกันนั้นร่างเล็กผอมแห้งของเด็กสาวก็รีบเดินตรงเข้าไปหาคนงานชายที่เป็นคนขนต้นกล้าที่นางหมายตาด้วยใจที่เต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น
“ขออภัยพี่ชาย นี่เรียกว่าต้นอะไรหรือ?”
จ้าวโม่รีบเอ่ยถามคนงานชายขึ้นทันทีเมื่อนางเดินเข้าไปหยุดลงตรงหน้าของอีกฝ่าย
“เอ่อ...ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน พอดีพ่อค้าจากตะวันตกเขาให้นำมาให้เถ้าแก่ด้วย เห็นบอกว่ามันมีรสหวาน แต่ข้าดูแล้วมันคงจะเป็นเพียงกอหญ้าธรรมดาเพียงเท่านั้นแหละ”
คนงานชายเอ่ยขึ้นตามที่เขารู้มา เพราะว่าเขาเองก็ไม่เคยเห็นต้นไม้ที่เป็นกอเหมือนกอหญ้าเช่นนี้มาก่อน เป็นพ่อค้าชาวตะวันตกที่มอบให้เป็นของแถมมาเพียงเท่านั้น
“มีอะไรกันหรือ?”
ในขณะที่จ้าวโม่กำลังขบคิดบางสิ่งบางอย่างอยู่นั้น เสียงของเถ้าแก่ร้านก็ดังขึ้นจากทางหน้าร้านถามว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกัน
“เถ้าแก่ข้าต้องการรับซื้อเจ้ากอพวกนี้ทั้งหมดเจ้าค่ะ ท่านขายให้ข้าได้หรือไม่?”
จ้าวโม่เอ่ยขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ตัดสินใจได้แล้วว่านางจะรับซื้อเจ้าต้นอ้อยทั้งหมดนี้กลับบ้านไปด้วยในวันนี้
“ไหนรึ? เจ้าต้นพวกนี้มาจากไหนกัน?”
ทันทีที่เถ้าแก่ร้านได้ยินว่าเด็กสาวต้องการจะรับซื้อต้นกล้าทั้งหมดจากร้านของเขา เขาจึงรีบเดินออกมาดูว่ามันคือต้นอะไร
เพียงแต่เมื่อเขาเห็นแล้วกลับไม่รู้จักว่ามันคือสิ่งใดกันแน่ ดังนั้นชายวัยกลางคนจึงได้หันไปเอ่ยถามกับลูกน้องของตนเองที่เป็นผู้ขนมาในทันที
“เรียนเถ้าแก่ พวกข้าเองก็ไม่รู้ว่ามันคือต้นอะไรขอรับ เพราะพ่อค้าชาวตะวันตกได้ให้มาโดยไม่คิดเงิน พวกข้าจึงได้นำมันกลับมาด้วยเพียงเท่านั้น”
คนงานชายคนเดิมเอ่ยบอกเล่าเรื่องราวให้กับเจ้านายได้รับฟัง เมื่อเถ้าแก่ร้านได้ยินแบบนั้นเขาจึงได้หันมาเอ่ยกับจ้าวโม่อีกครั้ง
“ในเมื่อได้มาเปล่า ๆ เช่นนั้นเจ้าก็เอาไปเถิดถือเสียว่าข้าแถมให้ก็แล้วกัน”
“จะได้อย่างไรกันเจ้าคะ เช่นนั้นข้าขอซื้อต้นกล้าพริกตรงนั้นสิบต้นนะเจ้าคะ แล้วก็ฝักข้าวโพดตรงนั้นทั้งหมดด้วยเจ้าค่ะ”
จ้าวโม่รีบเอ่ยปฏิเสธเถ้าแก่ร้านในทันที ด้วยนางรู้ว่าในอนาคตข้างหน้าเจ้าต้นอ้อยที่อีกฝ่ายให้มานั้นจะกลายเป็นแหล่งทำเงินอย่างมากมายให้กับครอบครัวของนาง
ดังนั้นเด็กสาวจึงได้ขอซื้อต้นกล้าพริกกับเมล็ดข้าวโพดเพิ่มเพื่อเป็นการตอบแทนนั่นเอง
“ได้ แล้วเจ้าจะนำกลับไปหมดหรือ”
ชุนเจ๋อ เจ้าของร้านขายเมล็ดพันธุ์เอ่ยตอบรับอย่างเสียไม่ได้ ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามเด็กสาวตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง
“พวกท่านสามารถนำมันไปส่งที่บ้านของข้าได้หรือไม่?”
จ้าวเหว่ยที่ยืนเงียบมาโดยตลอดเป็นคนเอ่ยถามกับเถ้าแก่ร้านเพราะเขาเองก็คิดว่าตนคงไม่สามารถนำพวกมันกลับไปได้หมดอย่างแน่นอน
“ได้ขอรับ ทางร้านของเรามีบริการส่งของให้ถึงบ้านอยู่แล้ว เช่นนั้นพวกเราจะนำไปส่งให้ท่านลูกค้าที่บ้านก็แล้วกัน”
ชุนเจ๋อเอ่ยตอบคำถามของชายชราขึ้นหลังจากที่เดาได้แล้วว่าอีกฝ่ายคงจะไม่สามารถนำต้นกล้าทั้งหมดกลับบ้านได้เอง
“เช่นนั้นก็รบกวนเถ้าแก่แล้ว ส่วนค่าจัดส่งในครั้งนี้เถ้าแก่สามารถคิดรวมกับค่าสินค้าทั้งหมดได้เลย”
จ้าวเหว่ยเอ่ยขึ้นอีกครั้งเพื่อตอบตกลงการขนส่งในครั้งนี้ และยังไม่ลืมที่จะเอ่ยปากบอกให้ทางร้านคิดค่าขนส่งในครั้งนี้ไปด้วยเลย
“ไม่เป็นไรขอรับท่านลุง ร้านของเราไม่คิดค่าส่ง เพราะท่านลุงกับน้องสาวนั้นซื้อของทางร้านมากแล้ว”
แต่ชุนเจ๋อกลับเอ่ยปฏิเสธชายชราขึ้น ด้วยว่าพวกเขาได้ซื้อต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์จากทางร้านไปเยอะมากแล้วนั่นเอง
“เช่นนั้นก็ขอบคุณมากนะเถ้าแก่ คิดเงินเถิด”
“ได้ขอรับ ค่าเมล็ดผักสี่อย่างราคายี่สิบอีแปะ ส่วนต้นกล้าพริกสิบต้น ราคาต้นละสิบอีแปะก็เป็นหนึ่งร้อยอีแปะ”
“ส่วนฝักข้าวโพดทั้งหมดข้าคิดเพียงยี่สิบอีแปะ ดังนั้นค่าสินค้าทั้งหมดคือหนึ่งร้อยสี่สิบอีแปะพอดีขอรับ”
ชุนเจ๋อคิดคำนวณราคาของเมล็ดผักทั้งหมดกับต้นกล้าที่จ้าวโม่ต้องการให้กับชายชราได้รับรู้โดยละเอียดอย่างซื่อสัตว์
เมื่อจ้าวเหว่ยได้รู้ราคาแล้วก็ไม่รอช้ารีบหยิบเงินอีแปะตามจำนวนส่งให้กับเจ้าของร้านในทันทีเช่นเดียวกัน ก่อนจะพาหลานสาวเดินกลับไปขึ้นเกวียนกลับหมู่บ้านของตนเอง
=========================================================================================
ยัยน้องพาท่านตาใช้เงินแล้วค่า ต้องมารอลุ้นกันว่าน้องจะหาอาชีพอะไรให้กับครอบครัวกันนะ
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ารู้แล้วว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านนั้นมีความจำเป็น อย่างไรพวกเราก็เข้าเรื่องกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”หลังจากที่ได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายแล้วถึงทำให้จ้าวโม่เริ่มใจเย็นลง จากนั้นนางจึงได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตนเองกับท่านตามาที่บ้านของอีกฝ่ายในวันนี้ทันที“ได้สิ ท่านน้าจ้าวเหว่ยเชิญนั่งรอตรงนั้นก่อนนะ ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปหยิบแผนภาพที่ดินของหมู่บ้านออกมาให้ท่านได้ลองเลือกดู”“ได้ ๆ”หลังจากที่ชายชราเอ่ยตอบรับคำของเขาแล้ว กู้เชาจึงได้เดินกลับเข้าไปภายในบ้านอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับออกมาพร้อมกับม้วนกระดาษที่ด้านในเป็นแผนภาพของที่ดินทั้งหมดในหมู่บ้านและตามหลังของเขาออกมาก็คือกู้เป้ยเป้ยที่ทำหน้าที่เอาน้ำออกมาต้อนรับแขกของบ้าน“น้ำเจ้าค่ะ”“ขอบใจมากนะเป้ยเอ๋อร์”จ้าวเหว่ยเอ่ยขอบใจเด็กสาวที่เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของผู้นำหมู่บ้านด้วยความเอ็นดู กู้เป้ยเป้ยยิ้มรับด้วยความดีใจก่อนที่เด็กสาวจะผละตัวออกไป“นี่คือที่ดินที่ยังว่างอยู่ทั้งหมดภายในหมู่บ้าน ท่านอาจ้าวลองเลือกดูก่อนว่าถูกใจที่ดินแปลงไหน แล้วเดี๋ยวข้าจะได้แจ้งราคาของที่ดินแปลงนั้น ๆ ให้ท่าน”กู้เชากางม้วนกระดาษลงตรงหน้าของสองตาหลานบ้
“เป็นจริงตามที่โม่เอ๋อร์พูดมา ขอบคุณท่านเทพที่เมตตาครอบครัวของพวกเรา”นางฟานซื่อเอ่ยขึ้นอย่างเห็นด้วยกับคำพูดที่จ้าวโม่เพิ่งจะคิดขึ้นมาได้อย่างจริงจังส่วนคนอื่น ๆ เองก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำของเด็กสาว เมื่อจ้าวโม่เห็นว่าทุกคนได้คล้อยตามคำพูดของตนเองแล้วจึงได้เอ่ยเรื่องสำคัญต่อไปขึ้นมาอีกครั้ง“เอาเป็นว่าเงินที่ฝากไว้ในร้านรับฝากเงินทุกคนสามารถใช้ได้นะเจ้าคะ”“เพียงแต่ข้าต้องการที่ดินเพิ่มสำหรับการปลูกผักเพื่อนำไปขายและยังมีบางสิ่งที่ข้าต้องการจะปลูกเพราะมันจะทำเงินให้กับบ้านของเราอย่างมากมายในอนาคตข้างหน้าเจ้าค่ะ”“แล้วเจ้าต้องการที่ดินตรงไหนกันหรือ?”เป็นจ้าวเหยียนที่เป็นคนเอ่ยถามบุตรสาวขึ้นมาเผื่อว่าบุตรสาวของเขาจะมีที่ดินที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว“ความจริงแล้วข้าต้องการซื้อที่ดินแล้วสร้างบ้านใหม่ของพวกเราไปด้วยเลยเจ้าค่ะ ส่วนที่ดินผืนนี้ก็เก็บเอาไว้ปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว”“ส่วนที่ดินที่ข้าต้องการนั้นข้าขอไปดูแผนภาพกับท่านหัวหน้าหมู่บ้านอีกทีเจ้าค่ะ พวกท่านคิดเห็นว่าอย่างไร”จ้าวโม่เอ่ยบอกเล่าถึงแผนการที่นางคิดขึ้นมาได้เป็นสิ่งแรกหลังจากที่ได้เงินมากขึ้น เพราะนางไม่ต้องการให้ทุกคนต้องท
ตลอดเวลาที่สองตาหลานบ้านจ้าวนั่งวัวเทียมเกวียนกลับหมู่บ้าน พวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นที่สนใจจากชาวบ้านที่นั่งอยู่บนเกวียนด้วยโดยเฉพาะสองแม่ลูกบ้านจ้าวสายหลัก ที่คอยมองข้าวของที่นางกับชายชราถือกันขึ้นเกวียนไปนั้นจนถึงลงจากเกวียนดวงตาของสองแม่ลูกก็ยังคงมองตามอย่างไม่วางตาซึ่งจ้าวโม่ก็ทำเป็นไม่สนใจอีกฝ่ายแล้วพยายามเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้านของตนกับผู้เป็นตาด้วยความรวดเร็ว กว่าที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางจะกลับถึงบ้านของตนเองก็เป็นเวลาต้นยามโหย่ว (17.00-18.59) แล้วดังนั้นในตอนที่ทั้งสองเดินกลับไปถึงบ้านสมาชิกคนอื่น ๆ จึงได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าแล้วนั่นเองเมื่อคนสกุลจ้าวทั้งสี่เห็นว่าสองตาหลานได้เดินทางกลับมาพร้อมกับมือที่ถือข้าวของมากมายก็รีบพากันเดินออกไปรับทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะช่วยกันถือของช่วยเด็กสาวกับชายชราแล้วพากันเดินกลับเข้าบ้านไป ถึงแม้ว่าภายในใจของทุกคนจะมีคำถามอยู่มากมาย แต่ก็ยังอดทนรอที่จะเอ่ยถามออกไปในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังจากที่จ้าวโม่กลับมาถึงบ้านแล้วนั้นเด็กสาวก็รีบปลีกตัวเข้าครัวไปช่วยมารดาหุงหาอาหารในทันทีทิ้งให้ชายชรารับหน้าที่ตอบคำถามของผู้เป็นบิดาและพี่ชายทั้งสองของตนอย
“ถ้าท่านตาคิดเช่นนี้จริงก็ต้องไม่เอ่ยว่าเงินทั้งหมดนั้นเป็นของข้านะเจ้าคะ แต่มันคือเงินของบ้านเราเจ้าค่ะท่านตา พวกเราทุกคนสามารถใช้มันได้”จ้าวโม่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจังเป็นอย่างมาก เพราะนางไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้อีก“ตาเข้าใจแล้ว เป็นตาที่เลอะเลือนไป เจ้าอย่าโกรธตาเลยนะโม่เอ๋อร์”จ้าวเหว่ยรีบเอ่ยยอมรับผิดและยังเอ่ยงอนง้อหลานสาวที่น่ารักของตนเองอย่างไม่คิดจะอายต่อสายตาผู้คนแม้แต่น้อย“หลานหรือจะโกรธท่านตา หลานก็เพียงแค่น้อยใจเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ในเมื่อพวกเราพูดคุยกันเข้าใจแล้ว หลานก็ไม่ติดใจเรื่องนี้แล้ว พวกเรารีบไปหาซื้อข้าวของกลับบ้านกันดีกว่านะเจ้าคะ”จ้าวโม่เอ่ยบอกกับชายชราอีกครั้ง จากนั้นเด็กสาวจึงได้เอ่ยชวนอีกฝ่ายให้รีบไปหาซื้อข้าวของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านกันได้แล้วซึ่งชายชราก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำแล้วรีบออกเดินไปตามถนนที่มีจุดหมายคือตลาดกลางเมืองที่เป็นที่สำหรับจับจ่ายซื้อข้าวของต่าง ๆจ้าวโม่กับท่านตาของนางพากันเดินไปตามถนนเรื่อย ๆ พร้อมกับที่เด็กสาวเองก็กำลังคิดไปด้วยว่าตนเองจะซื้อสิ่งใดเป็นอันดับแรกจนในที่สุดนางก
“ว่าอย่างไร หรือว่าราคามันยังต่ำไปเช่นนั้นข้าเพิ่มให้เป็นหกสิบตำลึงทองเป็นอย่างไร พวกเจ้าพอใจหรือไม่?”เมื่อเสิ่นหลางเห็นว่าสองตาหลานเอาแต่นั่งเงียบไม่ยอมเอ่ยตอบตนเองก็รู้สึกเป็นกังวลว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่พอใจกับราคาที่ตนเองเสนอให้เมื่อสักครู่นี้ดังนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจเพิ่มราคาให้กับลูกค้าคนสำคัญเพิ่มอีกสิบตำลึงทองเพื่อให้อีกฝ่ายตกลงขายเห็นหลินจือแดงทั้งหมดให้กับเขาเสียเพราะเขามีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันจริง ๆ ด้วยเขาสามารถนำมันไปเพิ่มราคากับคนที่จะมาซื้อกับเขาได้อีกมากนั่นเอง“ตกลงเจ้าค่ะ ข้ากับท่านตาตกลงขายเห็ดหลินจือทั้งหมดให้กับเถ้าแก่เสิ่นในราคาดอกละหกสิบตำลึงทองเจ้าค่ะ”เป็นจ้าวโม่ที่เอ่ยตกปากรับคำตอบรับราคาที่อีกฝ่ายเสนอมาให้ เพราะนางเห็นว่าในตอนนี้ท่านตาของนางนั้นได้สติหลุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งคำตอบของเด็กสาวก็สร้างความดีใจให้กับเสิ่นหลางเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะว่าเขามีสมุนไพรที่บุคคลสำคัญต้องการมากที่สุดมาอยู่ในมือของเขาแล้วในตอนนี้“ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ใครอยู่ข้างนอกบ้างเข้ามานี่หน่อยสิ”เสิ่นหลางเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ จากนั้นเขาจึงได้เอ่ยเรียกเด็กในร้านเพื่อต้องการ
“ว่าอะไรนะโม่เอ๋อร์?”จ้าวเหว่ยเอ่ยถามหลานสาวของตนเองขึ้นหลังจากได้ยินเสียงของเด็กสาวเอ่ยพึมพำอะไรบางอย่าง“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านตา ข้าเพียงแค่กำลังบ่นกับตัวเองเท่านั้น ว่าแต่พวกเราใกล้จะถึงกันหรือยังเจ้าคะ?”จ้าวโม่เอ่ยตอบผู้เป็นตาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่นางจะเอ่ยถามอีกฝ่ายว่าใกล้จะถึงจุดหมายกันหรือยัง“ใกล้แล้วละ น่าจะอีกไม่นานนี่แหละ”เมื่อได้รับคำตอบจากชายชราจ้าวโม่จึงทำเพียงพยักหน้ารับแทนคำตอบ จากนั้นเด็กสาวก็หันหน้ากลับไปมองวิวสองข้างทางแทนหน้าของสองแม่ลูกบ้านจ้าวที่เอาแต่นั่งมองหน้าของตนเองราวกับจะสิงร่างอยู่ในตอนนี้แทนผ่านไปราว ๆ หนึ่งเค่อในที่สุดวัวเทียมเกวียนที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางนั่งมาก็หยุดลงตรงหน้าประตูทางเข้าของเมืองหานเป็นที่เรียบร้อยหลังจากที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางลงจากวัวเทียมเกวียนกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้จ่ายค่าโดยสารในครั้งนี้คนละสองอีแปะจากนั้นสองตาหลานก็พากันเดินสะพายตะกร้าเดินผ่านประตูเมืองเข้าไปเพื่อไปยังร้านรับซื้อสมุนไพรที่ชายชราคุ้นเคยต่อตลอดสองข้างทางที่จ้าวโม่เดินผ่านจะมีร้านรวงขายของอยู่ตลอด เพราะเส้นทางหลักที่พวกทั้งสองใช้เดินอยู่ในตอนนี้เป็นเส้นทางห







