Masuk“ว่าอย่างไร หรือว่าราคามันยังต่ำไปเช่นนั้นข้าเพิ่มให้เป็นหกสิบตำลึงทองเป็นอย่างไร พวกเจ้าพอใจหรือไม่?”
เมื่อเสิ่นหลางเห็นว่าสองตาหลานเอาแต่นั่งเงียบไม่ยอมเอ่ยตอบตนเองก็รู้สึกเป็นกังวลว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่พอใจกับราคาที่ตนเองเสนอให้เมื่อสักครู่นี้
ดังนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจเพิ่มราคาให้กับลูกค้าคนสำคัญเพิ่มอีกสิบตำลึงทองเพื่อให้อีกฝ่ายตกลงขายเห็นหลินจือแดงทั้งหมดให้กับเขาเสีย
เพราะเขามีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันจริง ๆ ด้วยเขาสามารถนำมันไปเพิ่มราคากับคนที่จะมาซื้อกับเขาได้อีกมากนั่นเอง
“ตกลงเจ้าค่ะ ข้ากับท่านตาตกลงขายเห็ดหลินจือทั้งหมดให้กับเถ้าแก่เสิ่นในราคาดอกละหกสิบตำลึงทองเจ้าค่ะ”
เป็นจ้าวโม่ที่เอ่ยตกปากรับคำตอบรับราคาที่อีกฝ่ายเสนอมาให้ เพราะนางเห็นว่าในตอนนี้ท่านตาของนางนั้นได้สติหลุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ซึ่งคำตอบของเด็กสาวก็สร้างความดีใจให้กับเสิ่นหลางเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะว่าเขามีสมุนไพรที่บุคคลสำคัญต้องการมากที่สุดมาอยู่ในมือของเขาแล้วในตอนนี้
“ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ใครอยู่ข้างนอกบ้างเข้ามานี่หน่อยสิ”
เสิ่นหลางเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ จากนั้นเขาจึงได้เอ่ยเรียกเด็กในร้านเพื่อต้องการจะสั่งงานให้อีกฝ่ายไปทำอย่างรวดเร็ว
รอเพียงเสี้ยวนาทีก็มีคนเปิดประตูเข้ามาภายในห้อง และคนที่เข้ามาใหม่ก็หาใช่ใครที่ไหน แต่เป็นฮ่าวเอ้อหลงจู๊ของร้านนั่นเอง
“นายท่านมีสิ่งใดหรือขอรับ”
เมื่อเข้ามาภายในห้องแล้วนั้นฮ่าวเอ้อก็รีบเอ่ยถามผู้เป็นเจ้านายของตนเองในทันทีว่ามีสิ่งใดให้ตนรับใช้หรือไม่
“พี่ฮ่าวท่านช่วยไปเตรียมเงินสามร้อยตำลึงทองมาให้ข้าที เสร็จแล้วนำมาให้ข้าที่ห้องนี้ด้วย”
เสิ่นหลางเอ่ยสั่งการลูกน้องคนสนิทของตนเองในทันทีอย่างรีบร้อน เพราะเขาเกรงว่าชายชราตรงหน้าอาจจะเปลี่ยนใจไม่ขายให้กับเขาแล้ว
“ขอรับนายท่าน”
ทางด้านฮ่าวเอ้อเองก็รีบเอ่ยตอบรับคำของเจ้านายอย่างว่าง่าย จากนั้นก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปเพื่อจัดเตรียมเงินตามจำนวนที่ได้รับมอบหมายอย่างเร่งรีบ
หลังจากที่หลงจู๊จากไปแล้วภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง ด้วยว่าจ้าวเหว่ยนั้นยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ส่วนจ้าวโม่เองก็ทำเพียงนั่งอย่างเงียบ ๆ ไม่เอ่ยสิ่งใด
ด้านเสิ่นหลางเองก็ยังคงนั่งขบคิดถึงเรื่องกำไรของราคาเห็ดหลินจือที่ตนเองรับซื้อมาที่กำลังจะได้ในอีกไม่กี่วันนี้อย่างมีความสุข ดังนั้นจึงทำให้ภายในห้องนั้นเงียบสงัดลง
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูปฮ่าวเอ้อก็กลับเข้ามาภายในห้องอีกครั้งพร้อมกับถุงใส่ก้อนตำลึงจำนวนสามร้อยตำลึงทองตามที่เจ้านายต้องการ
“มาแล้วขอรับ นี่เงินจำนวนสามร้อยตำลึงทองตามที่ท่านต้องการขอรับ”
จบคำพูดของหลงจู๊ฮ่าว สติของจ้าวเหว่ยที่หลุดไปแล้วก็กลับเข้าร่างในทันทีเพราะแรงสะกิดจากหลานสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“มอบให้พวกเขาเสีย”
เสิ่นหลางเอ่ยบอกลูกน้องคนสนิทอีกครั้งเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายได้ยื่นถุงใส่เงินมาตรงหน้าของตนเอง ซึ่งฮ่าวเอ้อก็รีบเปลี่ยนทิศทางส่งมอบไปให้กับสหายรุ่นน้องที่นั่งทำสีหน้าเหรอหราอย่างคนทำสิ่งใดไม่ถูก
ก่อนจะมีมือเล็ก ๆ ของเด็กสาวที่เป็นคนเอื้อมมารับถุงเงินนั้นไปนับแทนผู้เป็นตาที่ยังตั้งสติได้ไม่ดีเท่าไหร่แทนเสีย
“ครบตามที่ตกลงกันเอาไว้หรือไม่เด็กน้อย จริงสิเจ้าชื่อว่าอะไรเช่นนั้นรึ?”
เมื่อเสิ่นหลางเห็นว่าเด็กสาวตรงหน้าได้ตรวจนับเงินจนเสร็จเรียบร้อยจึงได้เอ่ยถามอีกฝ่ายขึ้นมาอีกครั้ง และยังไม่ลืมที่จะเอ่ยถามชื่อแซ่ของเด็กสาวด้วยความเอ็นดูในความฉลาดของอีกฝ่ายด้วย
“เรียนเถ้าแก่เสิ่น ครบตามที่ตกลงกันเอาไว้เจ้าค่ะ ข้าแซ่จ้าวชื่อจ้าวโม่ ส่วนท่านตาของข้าชื่อจ้าวเหว่ยเจ้าค่ะ”
จ้าวโม่เอ่ยตอบชายสูงวัยตรงหน้าด้วยท่าทางสงบนิ่งและน้ำเสียงนิ่งสงบอย่างไม่รู้สึกตื่นเต้นกับจำนวนเงินตรงหน้า สร้างความแปลกใจให้กับเสิ่นหลางไม่น้อย
“เช่นนั้นรึโม่เอ๋อร์ ข้าเรียกเช่นนี้ได้ใช่หรือไม่ ส่วนเจ้าก็เรียกข้าว่าท่านลุงเสิ่นก็แล้วกัน”
คำพูดของเสิ่นหลางทำให้คนทั้งสามที่อยู่ในห้องมีสีหน้าตื่นตะลึงขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน ด้วยพวกเขาทั้งสามไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยออกมาเช่นนี้
“เอ่อ...ข้าเกรงว่ามันจะดูไม่เหมาะสมขอรับ ต้องขอบคุณเถ้าแก่เสิ่นมากที่เอ็นดูโม่เอ๋อร์ของพวกเรา แต่พวกข้าขอรับไว้เพียงแค่น้ำใจก็พอแล้วขอรับ”
เป็นจ้าวเหว่ยที่เอ่ยปากขึ้นแทนหลานสาวของเขา ด้วยพวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดามีหรือจะกล้ารับน้ำใจเช่นนั้นของอีกฝ่ายได้
“ไม่เป็นไร เช่นนั้นถ้าครั้งหน้าพวกเจ้ามีสมุนไพรมาขายก็อย่าลืมนึกถึงร้านของข้าด้วยนะ”
เสิ่นหลางย่อมเข้าใจถึงความลำบากใจของทั้งสองคนดี เขาจึงไม่คิดที่จะเอ่ยบังคับหรือกดดันอีกฝ่าย แต่กลับเอ่ยทิ้งท้ายให้กับสองตาหลานอย่างติดตลกแทนเพียงเท่านั้น
“แน่นอนเจ้าค่ะ ข้าจะต้องมาขายให้ร้านของเถ้าแก่เสิ่นเป็นร้านแรกอย่างแน่นอน”
จ้าวโม่เอ่ยตบมุขของชายสูงวัยด้วยน้ำเสียงสดใสอย่างเอาใจ ทำให้บรรยากาศภายในห้องกลับมาผ่อนคลายลงอีกครั้ง
“เช่นนั้นข้าจะรอเจ้านะโม่เอ๋อร์ ไปเถิดนี่ก็นานมากแล้ว”
เสิ่นหลางเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเอ็นดูเด็กสาว พร้อมกับเอ่ยบอกลาให้กับสองตาหลานรีบกลับกันได้แล้ว เพราะผ่านไปสักพักแล้ว
“เช่นนั้นพวกข้าขอตัวลากลับก่อนะขอรับ”
“ข้าลากลับก่อนนะเจ้าคะ”
สองตาหลานสกุลจ้าวเอ่ยขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะทำความเคารพเถ้าแก่ร้านแล้วรีบเดินออกจากห้องไปในที่สุด
หลังจากออกมาพ้นห้องประเมินราคาแล้ว จ้าวโม่กับท่านตาของนางก็เอ่ยลาฮ่าวเอ้ออีกครั้ง จากนั้นทั้งสองคนจึงได้ตัดสินใจเดินไปยังร้านรับฝากเงินของเมืองเพื่อนำเงินไปฝากเอาไว้ในทันที
โดยตลอดทางที่เดินไปยังร้านรับฝากเงินนั้นจ้าวเหว่ยมีท่าทีหวาดระแวงผู้คนเป็นอย่างมาก จนทำให้จ้าวโม่อดรู้สึกขบขันกับท่าทางของผู้เป็นตาจนหลุดเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้
“อุบส์ ฮ่า ฮ่า ท่านตาเจ้าคะ ท่านช่วยเดินให้มันดี ๆ หน่อยจะได้หรือไม่ ยิ่งท่านแสดงท่าทางเช่นนี้ผู้คนก็ยิ่งสนใจท่านตานะเจ้าคะ”
จบคำพูดของหลานสาวจ้าวเหว่ยถึงได้รู้สึกตัวว่าตลอดทางที่เดินมาตนเองดันเผลอแสดงท่าทางน่าขบขันต่อหน้าผู้คนมากมายเสียแล้ว
เมื่อรู้สึกตัวชายชราจึงได้ปรับท่าทางให้กลับไปเป็นปกติอีกครั้ง จนในที่สุดสองตาหลานก็เดินไปถึงร้านรับฝากเงินที่ใหญ่ที่สุดและเป็นแห่งเดียวในเมืองนี้อีกด้วย
จ้าวโม่ให้ชายชราเป็นคนนำเงินเข้าไปฝากจำนวนสองร้อยเก้าสิบแปดตำลึงทอง ส่วนตัวนางเก็บเอาไว้สองตำลึงทองเพื่อใช้สำหรับใช้จ่ายซื้อข้าวของกลับบ้านในวันนี้
โดยจ้าวโม่ให้เพียงผู้เป็นตาเข้าไปด้านใน ส่วนตัวนางเองนั้นก็นั่งรออีกฝ่ายอยู่ใต้ต้นไม้ฝั่งตรงข้ามกับหน้าร้านรับฝากเงินอย่างใจเย็น
พร้อมกับที่ภายในสมองน้อย ๆ ของนางก็เริ่มคิดวางแผนเอาไว้ว่าตนเองจะหาซื้อสิ่งใดบ้างและต้องการทำกิจการอะไรเป็นสิ่งแรก
ผ่านไปไม่นานจ้าวเหว่ยก็เดินออกมาจากร้านรับฝากเงินพร้อมกับป้ายไม้เนื้อแข็งสีแดงที่เป็นเหมือนสมุดฝากเงินมาหนึ่งป้าย
แต่ชื่อที่สลักเอาไว้เพื่อแทนชื่อเจ้าของเงินนั้นกลับเป็นชื่อของจ้าวโม่หาใช่ชื่อของตนเอง เมื่อจ้าวโม่เห็นเช่นนั้นก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามชายชราออกไป
“ท่านตาไม่ได้ฝากเงินในชื่อของท่านหรือเจ้าคะ แล้วทำไมจึงได้ฝากเป็นชื่อของข้าแทนกัน”
“เงินทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเจ้าที่หาสมุนไพรพวกนั้นพบ ตาฝากเป็นชื่อเจ้าก็สมควรแล้ว”
แต่คำตอบที่ได้จากผู้เป็นตากลับทำให้ใบหน้างามของจ้าวโม่ตึงขึ้นมาด้วยความไม่พอใจและน้อยใจ ก่อนที่เด็กสาวจะเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
“ท่านตาเห็นข้าเป็นคนอื่นไปแล้วหรือเจ้าคะ หรือว่าท่านตาไม่ต้องการหลานสาวคนนี้แล้วกัน”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะโม่เอ๋อร์! เพียงแค่ตาคิดว่าเงินที่ได้มาทั้งหมดนั้นสมควรที่จะเป็นของหลานเพียงเท่านั้นเอง ตาไม่เคยคิดเช่นที่เจ้ากล่าวมาเลยนะ”
จ้าวเหว่ยที่ได้ยินน้ำเสียงตัดพ้อของหลานสาวด้วยความน้อยใจก็รู้สึกร้อนใจจนทำสิ่งใดไม่ถูก ได้แต่รีบเอ่ยอธิบายให้กับหลานสาวของตนเองเพื่อให้อีกฝ่ายไม่คิดไปไกลจนเสียใจอีก
==========================================================================================
เอ็นดูท่านตาพอได้ยินราคาก็สติหลุดไปเลย ยัยน้องน่ารักไม่ไหว
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้ารู้แล้วว่าท่านหัวหน้าหมู่บ้านนั้นมีความจำเป็น อย่างไรพวกเราก็เข้าเรื่องกันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ”หลังจากที่ได้ฟังเหตุผลของอีกฝ่ายแล้วถึงทำให้จ้าวโม่เริ่มใจเย็นลง จากนั้นนางจึงได้เอ่ยถึงเรื่องที่ตนเองกับท่านตามาที่บ้านของอีกฝ่ายในวันนี้ทันที“ได้สิ ท่านน้าจ้าวเหว่ยเชิญนั่งรอตรงนั้นก่อนนะ ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปหยิบแผนภาพที่ดินของหมู่บ้านออกมาให้ท่านได้ลองเลือกดู”“ได้ ๆ”หลังจากที่ชายชราเอ่ยตอบรับคำของเขาแล้ว กู้เชาจึงได้เดินกลับเข้าไปภายในบ้านอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับออกมาพร้อมกับม้วนกระดาษที่ด้านในเป็นแผนภาพของที่ดินทั้งหมดในหมู่บ้านและตามหลังของเขาออกมาก็คือกู้เป้ยเป้ยที่ทำหน้าที่เอาน้ำออกมาต้อนรับแขกของบ้าน“น้ำเจ้าค่ะ”“ขอบใจมากนะเป้ยเอ๋อร์”จ้าวเหว่ยเอ่ยขอบใจเด็กสาวที่เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของผู้นำหมู่บ้านด้วยความเอ็นดู กู้เป้ยเป้ยยิ้มรับด้วยความดีใจก่อนที่เด็กสาวจะผละตัวออกไป“นี่คือที่ดินที่ยังว่างอยู่ทั้งหมดภายในหมู่บ้าน ท่านอาจ้าวลองเลือกดูก่อนว่าถูกใจที่ดินแปลงไหน แล้วเดี๋ยวข้าจะได้แจ้งราคาของที่ดินแปลงนั้น ๆ ให้ท่าน”กู้เชากางม้วนกระดาษลงตรงหน้าของสองตาหลานบ้
“เป็นจริงตามที่โม่เอ๋อร์พูดมา ขอบคุณท่านเทพที่เมตตาครอบครัวของพวกเรา”นางฟานซื่อเอ่ยขึ้นอย่างเห็นด้วยกับคำพูดที่จ้าวโม่เพิ่งจะคิดขึ้นมาได้อย่างจริงจังส่วนคนอื่น ๆ เองก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำของเด็กสาว เมื่อจ้าวโม่เห็นว่าทุกคนได้คล้อยตามคำพูดของตนเองแล้วจึงได้เอ่ยเรื่องสำคัญต่อไปขึ้นมาอีกครั้ง“เอาเป็นว่าเงินที่ฝากไว้ในร้านรับฝากเงินทุกคนสามารถใช้ได้นะเจ้าคะ”“เพียงแต่ข้าต้องการที่ดินเพิ่มสำหรับการปลูกผักเพื่อนำไปขายและยังมีบางสิ่งที่ข้าต้องการจะปลูกเพราะมันจะทำเงินให้กับบ้านของเราอย่างมากมายในอนาคตข้างหน้าเจ้าค่ะ”“แล้วเจ้าต้องการที่ดินตรงไหนกันหรือ?”เป็นจ้าวเหยียนที่เป็นคนเอ่ยถามบุตรสาวขึ้นมาเผื่อว่าบุตรสาวของเขาจะมีที่ดินที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว“ความจริงแล้วข้าต้องการซื้อที่ดินแล้วสร้างบ้านใหม่ของพวกเราไปด้วยเลยเจ้าค่ะ ส่วนที่ดินผืนนี้ก็เก็บเอาไว้ปลูกข้าวเพียงอย่างเดียว”“ส่วนที่ดินที่ข้าต้องการนั้นข้าขอไปดูแผนภาพกับท่านหัวหน้าหมู่บ้านอีกทีเจ้าค่ะ พวกท่านคิดเห็นว่าอย่างไร”จ้าวโม่เอ่ยบอกเล่าถึงแผนการที่นางคิดขึ้นมาได้เป็นสิ่งแรกหลังจากที่ได้เงินมากขึ้น เพราะนางไม่ต้องการให้ทุกคนต้องท
ตลอดเวลาที่สองตาหลานบ้านจ้าวนั่งวัวเทียมเกวียนกลับหมู่บ้าน พวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นที่สนใจจากชาวบ้านที่นั่งอยู่บนเกวียนด้วยโดยเฉพาะสองแม่ลูกบ้านจ้าวสายหลัก ที่คอยมองข้าวของที่นางกับชายชราถือกันขึ้นเกวียนไปนั้นจนถึงลงจากเกวียนดวงตาของสองแม่ลูกก็ยังคงมองตามอย่างไม่วางตาซึ่งจ้าวโม่ก็ทำเป็นไม่สนใจอีกฝ่ายแล้วพยายามเร่งฝีเท้าเดินกลับบ้านของตนกับผู้เป็นตาด้วยความรวดเร็ว กว่าที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางจะกลับถึงบ้านของตนเองก็เป็นเวลาต้นยามโหย่ว (17.00-18.59) แล้วดังนั้นในตอนที่ทั้งสองเดินกลับไปถึงบ้านสมาชิกคนอื่น ๆ จึงได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าแล้วนั่นเองเมื่อคนสกุลจ้าวทั้งสี่เห็นว่าสองตาหลานได้เดินทางกลับมาพร้อมกับมือที่ถือข้าวของมากมายก็รีบพากันเดินออกไปรับทั้งสองก่อนที่พวกเขาจะช่วยกันถือของช่วยเด็กสาวกับชายชราแล้วพากันเดินกลับเข้าบ้านไป ถึงแม้ว่าภายในใจของทุกคนจะมีคำถามอยู่มากมาย แต่ก็ยังอดทนรอที่จะเอ่ยถามออกไปในช่วงเวลาที่เหมาะสมหลังจากที่จ้าวโม่กลับมาถึงบ้านแล้วนั้นเด็กสาวก็รีบปลีกตัวเข้าครัวไปช่วยมารดาหุงหาอาหารในทันทีทิ้งให้ชายชรารับหน้าที่ตอบคำถามของผู้เป็นบิดาและพี่ชายทั้งสองของตนอย
“ถ้าท่านตาคิดเช่นนี้จริงก็ต้องไม่เอ่ยว่าเงินทั้งหมดนั้นเป็นของข้านะเจ้าคะ แต่มันคือเงินของบ้านเราเจ้าค่ะท่านตา พวกเราทุกคนสามารถใช้มันได้”จ้าวโม่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่จริงจังเป็นอย่างมาก เพราะนางไม่อยากให้ทุกคนคิดว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียวเช่นนี้อีก“ตาเข้าใจแล้ว เป็นตาที่เลอะเลือนไป เจ้าอย่าโกรธตาเลยนะโม่เอ๋อร์”จ้าวเหว่ยรีบเอ่ยยอมรับผิดและยังเอ่ยงอนง้อหลานสาวที่น่ารักของตนเองอย่างไม่คิดจะอายต่อสายตาผู้คนแม้แต่น้อย“หลานหรือจะโกรธท่านตา หลานก็เพียงแค่น้อยใจเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ในเมื่อพวกเราพูดคุยกันเข้าใจแล้ว หลานก็ไม่ติดใจเรื่องนี้แล้ว พวกเรารีบไปหาซื้อข้าวของกลับบ้านกันดีกว่านะเจ้าคะ”จ้าวโม่เอ่ยบอกกับชายชราอีกครั้ง จากนั้นเด็กสาวจึงได้เอ่ยชวนอีกฝ่ายให้รีบไปหาซื้อข้าวของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้านกันได้แล้วซึ่งชายชราก็ทำเพียงพยักหน้ารับคำแล้วรีบออกเดินไปตามถนนที่มีจุดหมายคือตลาดกลางเมืองที่เป็นที่สำหรับจับจ่ายซื้อข้าวของต่าง ๆจ้าวโม่กับท่านตาของนางพากันเดินไปตามถนนเรื่อย ๆ พร้อมกับที่เด็กสาวเองก็กำลังคิดไปด้วยว่าตนเองจะซื้อสิ่งใดเป็นอันดับแรกจนในที่สุดนางก
“ว่าอย่างไร หรือว่าราคามันยังต่ำไปเช่นนั้นข้าเพิ่มให้เป็นหกสิบตำลึงทองเป็นอย่างไร พวกเจ้าพอใจหรือไม่?”เมื่อเสิ่นหลางเห็นว่าสองตาหลานเอาแต่นั่งเงียบไม่ยอมเอ่ยตอบตนเองก็รู้สึกเป็นกังวลว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่พอใจกับราคาที่ตนเองเสนอให้เมื่อสักครู่นี้ดังนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจเพิ่มราคาให้กับลูกค้าคนสำคัญเพิ่มอีกสิบตำลึงทองเพื่อให้อีกฝ่ายตกลงขายเห็นหลินจือแดงทั้งหมดให้กับเขาเสียเพราะเขามีความจำเป็นที่จะต้องใช้มันจริง ๆ ด้วยเขาสามารถนำมันไปเพิ่มราคากับคนที่จะมาซื้อกับเขาได้อีกมากนั่นเอง“ตกลงเจ้าค่ะ ข้ากับท่านตาตกลงขายเห็ดหลินจือทั้งหมดให้กับเถ้าแก่เสิ่นในราคาดอกละหกสิบตำลึงทองเจ้าค่ะ”เป็นจ้าวโม่ที่เอ่ยตกปากรับคำตอบรับราคาที่อีกฝ่ายเสนอมาให้ เพราะนางเห็นว่าในตอนนี้ท่านตาของนางนั้นได้สติหลุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งคำตอบของเด็กสาวก็สร้างความดีใจให้กับเสิ่นหลางเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะว่าเขามีสมุนไพรที่บุคคลสำคัญต้องการมากที่สุดมาอยู่ในมือของเขาแล้วในตอนนี้“ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ใครอยู่ข้างนอกบ้างเข้ามานี่หน่อยสิ”เสิ่นหลางเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ จากนั้นเขาจึงได้เอ่ยเรียกเด็กในร้านเพื่อต้องการ
“ว่าอะไรนะโม่เอ๋อร์?”จ้าวเหว่ยเอ่ยถามหลานสาวของตนเองขึ้นหลังจากได้ยินเสียงของเด็กสาวเอ่ยพึมพำอะไรบางอย่าง“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านตา ข้าเพียงแค่กำลังบ่นกับตัวเองเท่านั้น ว่าแต่พวกเราใกล้จะถึงกันหรือยังเจ้าคะ?”จ้าวโม่เอ่ยตอบผู้เป็นตาอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนที่นางจะเอ่ยถามอีกฝ่ายว่าใกล้จะถึงจุดหมายกันหรือยัง“ใกล้แล้วละ น่าจะอีกไม่นานนี่แหละ”เมื่อได้รับคำตอบจากชายชราจ้าวโม่จึงทำเพียงพยักหน้ารับแทนคำตอบ จากนั้นเด็กสาวก็หันหน้ากลับไปมองวิวสองข้างทางแทนหน้าของสองแม่ลูกบ้านจ้าวที่เอาแต่นั่งมองหน้าของตนเองราวกับจะสิงร่างอยู่ในตอนนี้แทนผ่านไปราว ๆ หนึ่งเค่อในที่สุดวัวเทียมเกวียนที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางนั่งมาก็หยุดลงตรงหน้าประตูทางเข้าของเมืองหานเป็นที่เรียบร้อยหลังจากที่จ้าวโม่กับท่านตาของนางลงจากวัวเทียมเกวียนกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้จ่ายค่าโดยสารในครั้งนี้คนละสองอีแปะจากนั้นสองตาหลานก็พากันเดินสะพายตะกร้าเดินผ่านประตูเมืองเข้าไปเพื่อไปยังร้านรับซื้อสมุนไพรที่ชายชราคุ้นเคยต่อตลอดสองข้างทางที่จ้าวโม่เดินผ่านจะมีร้านรวงขายของอยู่ตลอด เพราะเส้นทางหลักที่พวกทั้งสองใช้เดินอยู่ในตอนนี้เป็นเส้นทางห







