Masukตอนที่ 3 จากลา
จืออี้ยังนั่งอยู่ในพุ่มไม้นั้นอีกพักใหญ่ เธอกำลังคิด คิดถึงตัวเอง คิดถึงเรื่องราวในนิยาย คิดถึงเส้นทางชีวิตต่อจากนี้ ถ้าเรื่องเดินตามเดิม... เธอจะเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถ้าเธอฝืนเปลี่ยน... ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายเธอจึงเลือกสิ่งเดียวที่สามารถควบคุมได้ นั่นคือ... ชีวิตของตัวเอง
จะอยู่ จะไป จะรัก จะเลิก จะเจ็บหรือไม่เจ็บ เธอจะเป็นคนเลือกเอง
เธอปลง... แต่ไม่ได้ยอมแพ้ พอคิดได้เช่นนั้น ก็พอทำให้ใจของเธอสงบลงได้บ้าง
“คุณหนู” เย่หานเรียกคนที่นั่งนิ่งอยู่ในพุ่มไม้
เสียงนั้นทำให้จืออี้เงยหน้าขึ้น เย่หานยืนอยู่ไม่ไกลนัก
เธอมองเขานิ่ง ๆ ไม่พูด ไม่ถาม ไม่ยิ้ม เธอจะยิ้มทำไมในเมื่อเขาทำให้เธออกหัก! ไม่ด่ากลับก็บุญแล้ว!
“เป่าเปา... มานั่งทำอะไรตรงนี้” เขาเลยเปลี่ยนชื่อเรียกที่เธอพยายามบังคับให้เขาเรียก ซึ่งเขาไม่ค่อยเรียกชื่อนี้มากนัก
“อยู่ตรงนี้นานหรือยัง” เขามองไปรอบ ๆ ที่มืดสนิท
“เป่าเปาบ้าบออะไร อย่ามาเรียกฉันแบบนั้น” ปฏิเสธไปแล้ว จะมาเรียกเธอแบบนั้นทำไม
“เอาไว้เรียกคนรักของนายนู่น... ตอนที่ยังไม่รู้มันก็ไม่เท่าไร แต่ตอนนี้รู้แล้วรู้สึกอี๋! ” เธอลุกขึ้นยืน ปัดเศษใบไม้ออกจากชายกระโปรง แล้วเดินผ่านเขาไป
คำว่าเป่าเปาเป็นคำที่เธอคิดและตั้งขึ้นมาเอาไว้เรียกกันสองคน คล้ายชื่อเล่น แต่พิเศษมากกว่า เหมือนคนรักเรียกกัน เธอตั้งชื่อให้ตัวเองว่า เป่าเปา ซึ่งมีความหมายว่า ที่รักตัวน้อย และยังบังคับให้เขาเรียกชื่อนี้ แต่อย่างที่รู้... เขาไม่ค่อยเรียก นาน ๆ จะเรียกสักครั้งหนึ่ง จนบางครั้งที่เขาเรียก เธอก็ไม่หัน เพราะจำชื่อไม่ได้!
ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่มีชื่อเรียก เขาก็มีเช่นกัน เธอเรียกเขาว่า เป่าเป้ย ซึ่งมีความหมายว่าของล้ำค่า เป็นคำที่คนรักชอบใช้เรียกกัน เธอเลยตั้งขึ้นมา แต่ตอนนี้เธอไม่ใช้แล้ว และคิดว่าควรอยู่ห่างจากเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เมื่อกลับถึงห้อง เธอปิดประตูลงเบา ๆ ราวกับไม่อยากให้เสียงนั้นไปรบกวนอะไรทั้งสิ้น ทั้งที่บ้านหลังนี้มีแค่เธออยู่กับพ่อเท่านั้น ส่วนภรรยาและลูกคนอื่น ๆ อยู่บ้านใครบ้านมัน แต่อยู่ในอาณาเขตเดียวกัน
อย่างที่รู้ว่าบ้านหลังนี้คือบ้านใหญ่ เป็นบ้านของแม่เธอที่เป็นภรรยาหลวงเท่านั้น แต่แม่เธอจากไปแล้ว ดังนั้นก็เหลือเพียงเธอกับพ่ออยู่ที่บ้านหลังนี้
เธอคือลูกของภรรยาหลวงเพียงคนเดียว และถือว่าโชคดีที่เธอคือผู้หญิงที่เกิดขึ้นท่ามกลางลูกชายมากมาย เลยทำให้พ่อทั้งรักและตามใจเธอมากกว่าลูกคนอื่น ๆ และที่บอกว่าดีนั้น เพราะสังคมในยุคนี้ยังเลือกชายเป็นใหญ่ ลูกชายต้องมาก่อนลูกสาว
“ต้องรีบจัดการทุกอย่าง ก่อนที่เราจะวนกลับมาเจอกันอีกครั้ง... ” เธอมองสำรวจห้องนอนก็ได้แต่ถอนหายใจ เพิ่งสังเกตเห็นว่ามีของจำนวนไม่น้อยที่เกี่ยวข้องกับเขา
มีทั้งของที่เธอซื้อเพื่อใส่คู่กับเขา และของที่เขาซื้อให้ในวันเกิดของเธอ
“โอ๊ย... แก้วกาแฟคู่! ” จืออี้ทำท่าขนลุก เธอทำอะไรลงไปเนี่ย! หากเป็นคนรักกันมันก็น่ารักดี แต่นี่มีแค่เธอที่รักเขา แต่เขาไม่ได้รักเธอเลย!
“เก็บ ๆ เราต้องอยู่ให้ห่างจากพระเอก” เธอหยุดยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ เริ่มเก็บมันทั้งหมดด้วยหัวใจที่ยังเจ็บปวด แต่ก็ยังปากดี ทั้งบ่น ทั้งพูด ทั้งเก็บของไปด้วย
เธอแยกของที่เขาเป็นคนให้ออกมาอีกกองหนึ่ง ของที่เธอเป็นคนซื้อเพราะคิดถึงเขา เธอแยกมันไว้อีกกองหนึ่ง หรือจะบอกว่าแยกสิ่งที่ควร ‘ส่งคืน’ ออกจากสิ่งที่ควร ‘ทิ้ง’
จืออี้ไม่ลังเล ของที่เคยซื้อเพราะอยากให้มันเป็นของคู่กัน เธอโยนมันทิ้งลงถังขยะ เสียงกระทบเบา ๆ ฟังดูธรรมดา แต่กลับเหมือนมีอะไรบางอย่างหลุดออกจากอกไปพร้อมกัน ส่วนของที่เขาเป็นคนให้ เธอจัดมันใส่กล่อง เมื่อเก็บจนครบหมดแล้ว เธอจึงปิดฝากล่องลง
“คุณหนูคะ เย่หานมาขอพบค่ะ” คนรับใช้เข้ามารายงานด้วยท่าทางเกร็ง ๆ
“ไม่ เอาของนี่ไปให้เขาด้วย” เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า แล้วใช้ให้เอาของที่เขาเคยซื้อให้ไปคืน เพราะถ้าเขาไม่เอาไป อย่างไรเธอก็ทิ้งอยู่ดี
เธอไม่ให้เขามาเจอ เพราะเธอตั้งใจจะตัดใจ หากยังเจอกัน เธอก็อาจใจอ่อน เพียงแค่เขายิ้มให้ แค่เขาทำดีด้วย เธอก็พร้อมที่จะคิดไปเองแล้วว่าเขาก็มีใจให้เธอเช่นกัน!
“ลากันตรงนี้ดีกว่า” เธอมองตามคนรับใช้แล้วก็นึกเสียดายสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีร่วมกัน สำหรับเธอทุกอย่างล้วนมีค่า มีความสุขทุกครั้ง
แต่สำหรับเขานั้น... หากอ้างอิงตามเนื้อเรื่องคือช่วงเวลาที่ทุกข์เหลือหลาย เพราะเขาต้องคอยตามใจเธอทุกอย่าง หากไม่ตามใจ เธอจะไปใส่อารมณ์และลงโทษกับคนในบ้านโดยไร้เหตุผล ซึ่งคนที่ทำงานในบ้านนี้ก็มีหว่านหรูคนรักของเขาด้วย เวลาเธออารมณ์ไม่ดี เวลาที่ถูกขัดใจ หว่านหรูก็พลอยโดนไปด้วย
“คุณหนูให้เอานี่มาให้ แล้ว... คุณหนูคงไม่ออกมาพบ ฉันว่าครั้งนี้คุณหนูคงโกรธจริง ๆ แล้วล่ะ” เธอยื่นกล่องให้อีกฝ่าย
“ฝากดูแลคุณหนูด้วยนะ” เขารับกล่องมาถือไว้ น้ำหนักของมันไม่ได้มากนัก แต่ความรู้สึกกลับหนักกว่าที่คิดไว้
เขาถือกล่องนั้นด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็ค่อย ๆ เปิดฝากล่อง ข้างในคือของที่เขาเคยเลือกให้คุณหนูในวันเกิดหรือวันสำคัญ มีทั้งผ้าพันคอ ปากกา หนังสือที่เขาเคยหยิบให้เพราะคิดว่าคุณหนูคงชอบ ทุกอย่างยังอยู่ครบเหมือนตอนที่เขาซื้อมา บ่งบอกว่าสิ่งของเหล่านี้ถูกเก็บรักษาอย่างดี
เขามองมันอยู่นาน สุดท้ายจึงปิดฝากล่องลง แล้วอุ้มมันไว้แนบอก จากตรงนั้น เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังชั้นบนของคฤหาสน์ ไฟในห้องนอนของคุณหนูยังคงเปิดอยู่ บ่งบอกว่าเจ้าของห้องยังอยู่ตรงนั้น
“ลาก่อน... คุณหนู” เขามองอยู่นาน ก่อนจะพูดออกมาเบา ๆ ราวกับไม่ได้ตั้งใจให้ใครได้ยิน จากนั้นจึงหันไปหาหว่านหรูที่ยืนรออยู่
“นายใจดีแบบนี้ไง คุณหนูเลยเอาแต่ใจและคิดว่านายก็มีใจ แต่ก็เข้าใจได้ เพราะนายคนเดียวเลยทำให้คนงานในบ้านใหญ่อยู่กันอย่างสงบ” ขอแค่มีเขาที่เอาใจคุณหนู ก็ทำให้ทั้งบ้านอยู่กันอย่างสงบแล้ว
“ไปกันเถอะ ฉันจะไปส่งถึงหน้าปากซอย” หว่านหรูอยากไปส่งเขาจริง ๆ เพราะไม่รู้อีกนานแค่ไหนถึงจะได้เจอกันอีก
“ไม่ต้องหรอก มันมืดแล้ว” เย่หานส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
“ไปเถอะ ฉันอยากไปส่ง” หว่านหรูไม่ยอม
เมื่อรู้ว่าห้ามอะไรไม่ได้ เย่หานเลยไม่ได้พูดอะไรอีก
ทั้งสองคนจึงเดินออกไปพร้อมกัน ทิ้งไว้เพียงแสงไฟจากหน้าต่างบานหนึ่ง ที่ยังคงสว่างอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืนนี้
ตอนพิเศษ 5วันตรุษจีนปีนี้ บ้านตระกูลซ่งคึกคักกว่าหลายปีที่ผ่านมา โคมสีแดงแขวนเรียงตามชายคา กลิ่นธูปไหว้บรรพบุรุษลอยปะปนกับกลิ่นอาหารมงคลที่คนครัวเตรียมกันไม่หยุด เสียงหัวเราะของญาติดังเป็นระยะเย่หานจูงมือภรรยาและพาลูก ๆ ทั้งห้าคนก้าวเข้าไปในบ้าน ความสัมพันธ์ของจืออี้กับพ่อยังคงอยู่ในระยะที่ ‘พูดคุยได้ แต่ไม่สนิทใจ’ ทักทายกันตามมารยาท ถามสารทุกข์สุกดิบพอเป็นพิธี ไม่มีคำตำหนิ ไม่มีการรื้อฟื้นอดีต และก็ไม่มีความใกล้ชิดเหมือนก่อนเจิ้นหยวนไม่ได้เข้ามาคลุกคลีกับหลาน ๆ มากนัก เพียงมองอยู่ห่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ เขาเห็นแล้วว่าลูกสาวไปได้ดี มีครอบครัวอบอุ่น สามีดูแลดี เด็ก ๆ แข็งแรง ร่าเริงตั้งแต่เรื่องทุกอย่างพังทลายลง เขาก็ไม่เคยมีภรรยาเพิ่มอีก ลูกแฝดชายจากหว่านหรูก็ถูกเลี้ยงดูอยู่อีกบ้านหนึ่งในเขตตระกูลซ่ง ทุกอย่างแยกเป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกันอีกสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ลูกสาวและหลานทั้งห้าคนที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ใต้ต้นเหมย ริมฝีปากที่เคยตึงเครียดก็คลายลงเป็นรอยยิ้มบาง ๆ‘คุณเห็นไหม... ลูกของเราอยู่ดี มีความสุข หลาน ๆ ก็น่ารักขนาดนี้’ เขา
ตอนพิเศษ 4อีกฟากหนึ่งของเมือง ภายในค่ายฝึกขนาดใหญ่ที่เย่หานสร้างขึ้นมาเอง พื้นที่กว้างขวางถูกจัดเป็นลานฝึกสัดส่วนไม่ต่างจากค่ายทหารจริง ๆที่นี่ไม่ใช่แค่สำหรับลูกน้องของเขาเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มหลินเฉิง อดีตคนใต้ดินที่ถูกดึงขึ้นมาฝึกระเบียบ วินัย และทักษะใหม่ ๆเย่หานยืนอยู่ชั้นบนของอาคารฝึก มือสองข้างพาดราวเหล็ก สายตามองลงไปเบื้องล่างอย่างไม่กะพริบ เสียงฝีเท้าเด็ก ๆ วิ่งไปมา เสียงหัวเราะปนกับเสียงครูฝึกตะโกนสั่งเป็นจังหวะคนที่เขามองจริง ๆ ไม่ใช่ลูกน้อง แต่เป็น ‘ลูกของตัวเอง’เย่หานมีลูกห้าคน คู่แรกเป็นฝาแฝดผู้หญิงวัยห้าขวบ คู่ที่สองเป็นฝาแฝดผู้ชายวัยสี่ขวบ และคนสุดท้อง เป็นลูกสาวตัวน้อยวัยสองขวบ ที่ยังพูดไม่ค่อยชัด แต่ก็ชอบร้องตามพวกพี่ ๆเด็กชายฝาแฝดวิ่งกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางอย่างคล่องแคล่ว ราวกับสนามฝึกคือสนามเด็กเล่น สำหรับสองคนนั้น เย่หานไม่ค่อยห่วงเท่าไร เพราะใจรักการเคลื่อนไหวแบบนี้มาตั้งแต่หัดเดิน แต่สายตาของเขากลับล็อกอยู่ที่ร่างจิ๋วอีกคนหนึ่ง ลูกสาวคนเล็กที่กำลังวิ่งเตาะแตะตามพี่ชาย ทั้งที่ขาสั้น ๆ แทบไม่ทัน ล้มก
ตอนพิเศษ 3อีกฝั่งหนึ่งของเมือง ในตึกสูงที่เป็นสำนักงานใหญ่ของสตูดิโอโปรดักชันชื่อดัง ที่นี่คืออาณาจักรของเว่ยหลงกองถ่ายขนาดใหญ่ทำงานกันวุ่นวาย ทีมกล้อง ทีมไฟ นักแสดง เดินสวนกันไม่ขาดสาย จอขนาดยักษ์ฉายภาพซีนที่เพิ่งถ่ายเสร็จ เสียงผู้กำกับสั่งคิวดังเป็นระยะเว่ยหลงยืนคุยงานด้วยท่าทีสุขุม แต่ข้าง ๆ เขามีเจ้าตัวเล็กสวมชุดเดรสน่ารักสีพาสเทล ผมม้วนเป็นลอนนิด ๆ เหมือนตุ๊กตา ดวงตากลมโตเป็นประกายวิบวับ‘เสี่ยวเป้ย’ ลูกสาวของอาอี้กับเย่หาน เจ้าตัวเล็กเป็นแฝดน้องวัยห้าขวบเท่ากับเสี่ยวเป่า ทั้งสองเป็นฝาแฝด แต่บุคลิกต่างกันสุดขั้วถ้าเปรียบเทียบเสี่ยวเป่าคือผู้จัดการไซต์ท่าเรือ เสี่ยวเป้ยก็คือดาราสาวตัวจิ๋วประจำกองถ่าย“ลุงใหญ่ ๆ นักแสดงสวยไหมวันนี้~ ” เสียงหวานใสถามอย่างตื่นเต้น“สวยสิ แต่ไม่สวยเท่าเสี่ยวเป้ยของลุงหรอก” เว่ยหลงยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินคำชม เจ้าตัวเล็กก็ยืดอกภูมิใจทันทีพอมาถึงกองถ่ายยังไม่ทันได้ดูซีนอะไรนาน เสี่ยวเป้ยก็เห็นน้าฉิงฉิง เพื่อนสนิทของแม่เดินออกมาจากห้องแต่งตัว ดาราสาวสวยสง่าสวมชุดทำงานสุด
ตอนพิเศษ 2ท่าเรือเซินเจิ้นมีขนาดใหญ่ทอดตัวยาวจนสุดสายตา เครนเหล็กขนาดมหึมาขยับขึ้นลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตู้คอนเทนเนอร์หลากสีเรียงซ้อนกันราวกับกำแพงสูง เสียงเครื่องยนต์เรือสินค้าแล่นเข้าออกไม่ขาดสาย ผสานกับเสียงสั่งงานของคนงานที่ก้องไปทั่วพื้นที่ที่นี่คือหนึ่งในท่าเรือหลักของฝั่งใต้ และเป็นอาณาเขตที่อยู่ภายใต้การบริหารของเว่ยหนาน จากวันที่ต้องเดินออกจากเงาของพ่อ วันนี้อิทธิพลของเขาแทบไม่ต่างจากรุ่นก่อนอีกแล้ว ท่าเรือขนาดใหญ่แห่งนี้คือหัวใจของเส้นทางขนส่งหลายประเทศ เงินทุนหมุนเวียนมหาศาล เครือข่ายคนของเขาครอบคลุมตั้งแต่แรงงานยันผู้มีอำนาจและที่สำคัญ... อาอี้ น้องสาวของเขา คือหุ้นส่วนใหญ่ของโครงการนี้ ครั้งหนึ่งอาอี้เคยพูดว่าจะขายท่าเรือทั้งหมดให้เขา แต่เขาไม่ยอม เขาไม่คิดเอาเปรียบน้องสาว เพราะเงินก้อนแรกที่ลงไปคือของอาอี้ทั้งหมดสุดท้ายจึงตัดสินใจให้รวมหุ้น โดยให้อาอี้รับเงินปันผลยาว ๆ ต่อให้ไม่ต้องมาทำงานก็ยังมีรายได้ตลอดชีวิต เว่ยหนานยืนกอดอกมองเรือสินค้าลำใหญ่ค่อย ๆ เทียบท่า ความภูมิใจเอ่อล้น ก่อนจะสะดุ้งอย่างสุดแรง“ลุงรอง! เรื
ตอนพิเศษ 1โลกปัจจุบันเมืองใหญ่เต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า แผ่นกระจกนับพันสะท้อนแสงอาทิตย์จนวาววับ รถยนต์แล่นขวักไขว่ไม่ขาดสาย เสียงของผู้คนผสานกับเสียงจากจอโฆษณาขนาดใหญ่ที่ฉายภาพสีสันสดใสอยู่ตามอาคาร เมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความทันสมัยภายในอะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งเอนกายอยู่บนโซฟาริมกระจกบานใหญ่ แสงแดดยามบ่ายส่องลงตรงปกหนังสือในมือเธอจนเป็นประกายบนปกเขียนชัดเจนว่า ‘ฉบับรีไรต์ทั้งเรื่อง’ ซึ่งเป็นนิยายนามปากกาเดียวกันกับที่เคยสร้างกระแสเมื่อหลายปีก่อน แต่ครั้งนี้มันถูกเขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด ละเอียดขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และอบอุ่นจนคนอ่านวางไม่ลง‘จืออี้’ พลิกหน้าสุดท้ายอย่างช้า ๆ นิ้วเรียวเริ่มสั่นขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลงเมื่ออ่านจบประโยคสุดท้าย หัวใจของเธอเหมือนถูกเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ เธอค่อย ๆ ปิดหนังสือลงแล้วยกขึ้นมาวางแนบอก ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัวเธอดีใจ... ดีใจจนน้ำตาเอ่อคลอที่นิยายจบแบบนี้ เวอร์ชันนี้ไม่ใช่แค่ขายดี แต่มันดังถล่มทลายยิ่งกว่าเล่มแรกหลายเท่า ม
ตอนที่ 43 บทส่งท้ายหลังจากทุกอย่างคลี่คลาย คนผิดได้รับผลของการกระทำอย่างสาสม ชีวิตที่เคยเต็มไปด้วยเงามืดก็ค่อย ๆ กลับมาสว่างอีกครั้ง จืออี้กับเย่หานตัดสินใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกันอย่างเป็นทางการงานช่วงเช้าถูกจัดแบบดั้งเดิมอย่างงดงาม ผ้าแดงผูกประดับตามเสา โคมไฟสีแดงแกว่งไกวตามสายลม เสียงดนตรีในพิธีดังคลอเบา ๆ สร้างบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีจืออี้สวมชุดเจ้าสาวแบบโบราณ ดูสง่างามจนคนทั้งงานจ้องมองตาไม่กะพริบ เย่หานยืนข้างเธอ สวมชุดพิธีการเต็มยศ สายตามองเธอตลอดเหมือนกลัวว่าคนตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพในความฝันเท่านั้นทั้งคู่คำนับฟ้า คำนับดิน คำนับผู้ใหญ่ ก่อนจะหันมามองกันและกันด้วยรอยยิ้มที่ไม่ต้องมีคำพูดใด ทั้งสองก็เข้าใจความหมายเป็นอย่างดีปู่ของเย่หานนั่งอยู่แถวหน้า ท่านยังแข็งแรงหลังตรงเป๊ะ ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความปลื้มปริ่ม หัวเราะชอบใจทุกขั้นตอนของพิธี“ดี ๆ ๆ หลานปู่ได้เมียเสียที! ” เสียงหัวเราะของปู่ทำให้แขกทั้งงานหัวเราะตาม บรรยากาศยิ่งคึกคักขึ้นไปอีกหลังเสร็จพิธี ทั้งคู่ก็จดทะเบียนสมรสทันที ลายเซ็นสองชื่อเ

![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


![คุณเลขากับสามีทิพย์ [ Comedy 18++]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


