Masukซูหร่วนซีเฝ้าดูแลเขาไม่ห่างกาย ทั้งสองยังคงจับมือกันแน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือกันไปความรักและความผูกพันจะเลือนหายไปตามสายลมในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตจ้าวหลงหยางหันหน้ามาหาเธอพร้อมกับรอยยิ้มอันอ่อนโยนเช่นเคย แม้ลมหายใจของเขาจะอ่อนแรงลงทุกขณะ ถึงกระนั้นเสียงของเขายังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อ
ภายในสวนสาธารณะแห่งหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่แห่งความทรงจำและคำสัญญาของอดีต บนม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เคยเป็นพยานของความทรงจำระหว่างจ้าวหลงหยางกับซูหร่วนซีในวันวานในตอนนี้ได้มีหญิงชายวัยชราคู่หนึ่งกำลังนั่งเคียงข้างกันมือของคนทั้งสองกอบกุมกันไว้พร้อมกับหันมายิ้มให้กันอย่างอบอุ่นเฉกเช่นครั้งอดีตแม้ว่าวันเ
หยูเชาเอนตัวพิงเก้าอี้ก่อนจะพูดขึ้นเสียงเบา “นายพูดเหมือนเขา... แต่ฉันว่าไม่น่าจะใช่”“ถ้าไม่น่าใช่ นายลองถามใจตัวเองดูสิว่าคิดยังไงกับพี่เขา” ฉาจี้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยย้ำออกมาอีก“บางทีคำตอบมันอาจอยู่ตรงหน้าของนายแล้วก็ได้ แค่นายยังไม่ยอมรับ”หยูเชานิ่งไปนานไม่ตอบอะไร เขายกแ
เวิ้นจวิ้นชายหนุ่มหน้าหวานที่ชีวิตในวัยเด็กเต็มไปด้วยความขมขื่น เขาถูกพ่อแท้ ๆ ไล่ออกจากบ้านพร้อมกับแม่ผู้มีอาการเจ็บป่วยจากการทำงานหนัก เพียงเพราะคนเป็นพ่อไม่อาจยอมรับในตัวตนของลูกชายแบบเขาว่าสนใจเพศเดียวกันการพลัดพรากจากครอบครัวและการต่อสู้กับอคติในสังคมทำให้เวิ้นจวิ้นเติบโตขึ้นมาด้วยความเข้มแข็ง
หนึ่งปีผ่านไปหลังการจากไปของซูจินกวง เหล่าพี่น้องและพ้องเพื่อนจึงได้มารวมตัวกันอีกครั้งในวันครบรอบการจากไปของเขาเช้าวันนั้นอากาศเย็นสบายและท้องฟ้าแจ่มใส ซูหร่วนซี จ้าวหลงหยางรวมถึงจ้าวลี่เซียนลูกสาวตัวน้อยวัยสี่ขวบ พร้อมด้วยสมาชิกคนอื่น ๆ เดินทางไปยังสุสานของครอบครัวซูกันอย่างพร้อมเพรียงหล
ไม่กี่เดือนหลังจากช่วงเวลาแห่งความสุขในครอบครัว ซูจินกวงเริ่มล้มป่วยอย่างหนัก สุขภาพของเขาทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด แม้แพทย์จะพยายามรักษาอย่างเต็มที่ แต่ด้วยอายุที่มากขึ้นซูจินกวงรู้ดีว่าวาระสุดท้ายของชีวิตกำลังใกล้เข้ามาทุกคนในครอบครัวต่างผลัดกันมาเยี่ยมเยียนดูแล และใช้เวลาอยู่กับเขาให้มากที่สุด ซ
ช่วงสายภายในวันเดียวกันเสียงเคาะประตูหน้าห้องของสองสาวก็ดังขึ้น เข่อซิงจึงได้เป็นคนเดินไปเปิดประตูเมื่อเธอได้รับข้อความแจ้งเตือนมาจากบุคคลดังกล่าว“คุณหนูโม่” น้ำเสียงสุภาพดังขึ้นจากหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียวในชุดสูททำงานสีเทากางเกงขายาวสีเดียวกันกล่าวทักทายพลางค้อมศีรษะลงเล็กน้อยรองเท้าส้นสูงสีดำความ
หญิงสาวสองคนที่มีบุคลิกต่างกันเดินสะพายกระเป๋าถือของตนก้าวเท้าเดินตรงไปยังทางออกโดยไม่เสียเวลาเหลียวมองใคร โดยเฉพาะคุณใหญ่ตระกูลซูทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าตัวเริ่มใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวด้วยความกลัวว่าจะไม่สามารถช่วยเหลือญาติผู้พี่ฝั่งแม่ของตนได้ และจะทำให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเฉกเช่นครั้งอดีตดังนั้นใบ
“รสชาติข้าวต้มเป็นยังไงบ้างคะ” ซูจินกวงมองใบหน้าของหลานสาวที่คล้ายกำลังลุ้นในคำตอบหลังจากที่ตนตักข้าวต้มช้อนสุดท้ายเข้าปากด้วยหัวใจอันเปี่ยมสุข“ก็พอใช้” คำตอบนี้ค่อนข้างทำให้เจ้าของใบหน้าหวานรู้สึกผิดหวัง ซูจินกวงไม่อาจทนเห็นท่าทางเหงาหงอยของหลานสาวสุดที่รักได้ดังนั้นเขาจึงต้องตอบความรู้สึกที่แท้จร
เสียงนาฬิกาปลุกจากมือถือข้างหัวเตียงทำให้ผู้กำลังหลับใหล ไม่อยากลืมตาตื่นขมวดคิ้วมุ่นอย่างรำคาญ มือขาวเรียวเล็กของเจ้าตัวพยายามควานหาต้นกำเนิดเสียงทั้งที่ยังไม่ลืมตา แต่แล้วในที่สุดเธอก็จำต้องเปิดเปลือกตาคู่งามขึ้นอย่างจนใจเมื่อเสียงนาฬิกาปลุกได้กลายเป็นเสียงแผดร้องของสายเรียกเข้าแทนทันทีเมื่อดวงตา







