LOGINความสับสนในใจของเฟยซินตีรวนราวกับพายุเล็กๆ นางไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับการเผชิญหน้าที่ไม่คาดฝันนี้ ควรจะแสร้งทำเป็นไม่รู้จักองค์ชายสามและไป๋หลิง หรือควรจะแสดงท่าทีตามบทบาทของเฟยหลงที่นางเคยเขียนไว้ดีนะ…
ในขณะที่เฟยซินกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด สายตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นภาพที่ทำให้หัวใจของนางแทบจะหยุดเต้น รถม้าคันหนึ่งกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วบนถนนเบื้องหน้า และเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานอยู่กลางถนนนั้น ดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นอันตรายที่กำลังเข้ามาใกล้ สัญชาตญาณความเป็นมนุษย์และความเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่นที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของเฟยซินทำงานในทันที โดยไม่ต้องคิดไตร่ตรอง นางตัดสินใจในเสี้ยววินาที วิ่งกระโจนออกไปอย่างรวดเร็ว หวังจะคว้าตัวเด็กน้อยให้พ้นจากเส้นทางของรถม้าที่กำลังพุ่งเข้ามา "อันตราย!" เฟยซินร้องเสียงหลง พร้อมกับผลักร่างเล็กๆ ของเด็กน้อยให้ล้มลงไปด้านข้างอย่างแรง แรงกระแทกทำให้ร่างของนางเสียหลัก ล้มลงไปกับพื้นถนนอย่างจัง แต่โชคดีที่รถม้าหยุดลงได้ทันเส้นยาแดงผ่าแปด ล้อเกือบจะทับร่างของนางไปแล้ว “กรี๊ดดด” เสียงกรีดร้องจากผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างร้องขึ้นพร้อมกับเสียงร้องไห้จ้าของเด็กน้อยคนนั้นดังขึ้น เฟยซินลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว สำรวจร่างกายของเด็กน้อยด้วยความเป็นห่วง "เจ้าเป็นอะไรหรือไม่? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" เด็กน้อยเงยหน้ามองเฟยซินด้วยดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยน้ำตา ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ เมื่อเห็นว่าเด็กปลอดภัยดีแล้ว ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในใจของเฟยซินทันที นางหันขวับไปมองคนขับรถม้าด้วยใบหน้าที่ถมึงทึง ยืนเท้าสะเอวและชี้นิ้วต่อว่าเสียงดัง "นี่ท่าน! ขับรถม้าประสาอะไรถึงไม่ดูทาง! เกือบจะชนเด็กตายแล้วรู้หรือไม่!" น้ำเสียงของเฟยซินเต็มไปด้วยความโมโหและตื่นตระหนก คนขับรถม้าเป็นชายร่างใหญ่ หน้าตาบึ้งตึง เมื่อถูกต่อว่าต่อหน้าผู้คนมากมายก็รู้สึกไม่พอใจ "เจ้าเป็นใครกันมายุ่งเรื่องของข้า! เด็กประสาอะไรซุกซนวิ่งเล่นกลางถนน!" "ซุกซนแล้วอย่างไร! ท่านเป็นผู้ใหญ่ประสาอะไรถึงไม่ระมัดระวัง! หากข้าไม่เห็น เด็กน้อยคนนี้คงโดนรถม้าของท่านเหยียบไปแล้ว!" เฟยซินโต้ตอบอย่างไม่ยอมแพ้ สายตาของนางแข็งกร้าวและดุดัน เหตุการณ์ชุลมุนที่เกิดขึ้นดึงดูดความสนใจของผู้คนที่สัญจรไปมา รวมถึงองค์ชายสามและไป๋หลิงที่ยืนอยู่หน้าร้านน้ำชา ทั้งสองมองมายังเฟยซินด้วยความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด องค์ชายสามขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารู้สึกคุ้นเคยกับใบหน้าของผู้หญิงที่กำลังยืนเท้าสะเอวด่าทอคนขับรถม้าอย่างไม่เกรงกลัวผู้นี้ แต่ก็ไม่แน่ใจนัก เพราะใบหน้านั้นดูใสกระจ่างและอ่อนเยาว์กว่าที่เขาเคยเห็น เฟยซิน คุณหนูรองแห่งจวนเสนาบดี มักจะแต่งหน้าจัดจ้านจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ ไป๋หลิงเองก็มองเฟยซินด้วยความสงสัยเช่นกัน ท่าทางที่ห้าวหาญและน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวของผู้หญิงตรงหน้า แตกต่างจากภาพลักษณ์ของคุณหนูเอาแต่ใจที่นางมักพบเวลาเจอหน้ากัน เสี่ยวถงที่ยืนอยู่ข้างๆเฟยซิน หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเสื้อของเฟยซินเบาๆ "คุณหนู... พอเถอะเจ้าค่ะ คนมองพวกเรากันหมดแล้ว" เฟยซินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับความโกรธลงบ้าง นางรู้ตัวว่านางทำอะไรลงไป นางตั้งใจว่าจะหลีกหนีจากพระเอกและนางเอก แต่การกระทำเมื่อครู่กลับทำให้นางโดดเด่นขึ้นมาต่อหน้าพวกเขาอย่างชัดเจน นางหันไปมององค์ชายสามและไป๋หลิงที่กำลังมองมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เฟยซินพยายามควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติที่สุด แต่ในใจกลับเต้นระรัวด้วยความประหม่า "ข้า... ข้าแค่ไม่อยากให้ใครต้องบาดเจ็บ" เฟยซินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง ก่อนจะหันไปพยุงเด็กน้อยให้ลุกขึ้น "เจ้าไม่เป็นอะไรแล้วนะ ต่อไปอย่าวิ่งเล่นกลางถนนแบบนี้อีก เข้าใจหรือไม่?" เด็กน้อยพยักหน้าทั้งน้ำตา ก่อนจะวิ่งกลับไปหาผู้ปกครองที่วิ่งตามมาด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เฟยซินก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับองค์ชายสามและไป๋หลิงอีกครั้ง นางพยายามส่งยิ้มบางๆ ไปให้ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันดูเป็นธรรมชาติหรือเปล่านะ องค์ชายสามก้าวเข้ามาใกล้เล็กน้อย ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองใบหน้าของเฟยซินอย่างพิจารณาเขาไม่ค่อยแน่ใจนัดว่าใช่นางหรือไม่ "ท่านคือ... คุณหนูรองแห่งจวนเสนาบดีใช่หรือไม่?" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจก่อนเอ่ยถามนาง เฟยซินใจเต้นแรง นางจะปฏิเสธได้อย่างไร ในเมื่ออนาคตก็ต้องเจอกันอีกเป็นแน่ "ใช่... ข้าเอง" เฟยซินตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูเป็นปกติที่สุด "วันนี้ใยเจ้าดู... หน้าตาแตกต่างไปจากที่ข้าเคยเห็น" องค์ชายสามเอ่ยด้วยความสงสัยอย่างตรงไปตรงมาเขาคิดว่านางจะรีบเข้ามาหาเขาเสียอีกเพราะปกติเมื่อนางเห็นเขาจะรีบเข้ามาทักทันทีจนบางทีเขารู้สึกรำคาญนางยิ่งนักซ้ำยังมีปัญหากับไป๋หลิงนางในดวงใจของเขาอีก คำพูดนั้นทำให้เฟยซินหน้าแดงเล็กน้อย นางรู้ว่าสิ่งที่เขาหมายถึงคือใบหน้าที่สดใสไร้เครื่องสำอางของนางในวันนี้ ซึ่งแตกต่างจากเฟยซินที่มักจะแต่งหน้าจัดจ้าน "ข้าแค่รู้สึกว่าวันนี้อากาศดี อยากจะออกมาเดินเล่นสบายๆ โดยไม่ต้องแต่งหน้ามากนัก" เฟยซินแก้ตัวอย่างรวดเร็ว ไป๋หลิงที่ยืนอยู่ข้างๆ องค์ชายสามมองเฟยซินด้วยสายตาที่อ่อนโยนกว่าเพราะบทนางเอกที่ทำให้นางมีนิสัยอ่อนโยน "ท่านช่างมีน้ำใจนักที่ช่วยเด็กน้อยผู้นั้น หากไม่ได้ท่าน เด็กอาจจะได้รับอันตรายแล้ว" คำชมนั้นทำให้เฟยซินรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ในนิยายที่นางเขียนไว้ ไป๋หลิงไม่เคยมีท่าทีที่เป็นมิตรกับเฟยซินเลยแม้แต่น้อยนี่นา หรือนางจะเสแสร้งกัน "มันเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็คงจะทำ" เฟยซินตอบกลับด้วยความรู้สึกประหม่า นางไม่รู้ว่าควรจะสานต่อบทสนทนานี้อย่างไร องค์ชายสามยังคงจ้องมองเฟยซินด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง "หึ!ข้าไม่เคยเห็นเจ้าในมุมนี้มาก่อน คุณหนูเฟยซิน” องค์ชายสามเอ่ยขึ้นพร้อมกับคิดว่านี่คงเป็นวิธีใหม่ที่จะทำให้เขาหันไปสนใจนางสินะ!ความสับสนในใจของเฟยซินตีรวนราวกับพายุเล็กๆ นางไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับการเผชิญหน้าที่ไม่คาดฝันนี้ ควรจะแสร้งทำเป็นไม่รู้จักองค์ชายสามและไป๋หลิง หรือควรจะแสดงท่าทีตามบทบาทของเฟยหลงที่นางเคยเขียนไว้ดีนะ… ในขณะที่เฟยซินกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด สายตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นภาพที่ทำให้หัวใจของนางแทบจะหยุดเต้น รถม้าคันหนึ่งกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วบนถนนเบื้องหน้า และเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานอยู่กลางถนนนั้น ดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นอันตรายที่กำลังเข้ามาใกล้ สัญชาตญาณความเป็นมนุษย์และความเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่นที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของเฟยซินทำงานในทันที โดยไม่ต้องคิดไตร่ตรอง นางตัดสินใจในเสี้ยววินาที วิ่งกระโจนออกไปอย่างรวดเร็ว หวังจะคว้าตัวเด็กน้อยให้พ้นจากเส้นทางของรถม้าที่กำลังพุ่งเข้ามา "อันตราย!" เฟยซินร้องเสียงหลง พร้อมกับผลักร่างเล็กๆ ของเด็กน้อยให้ล้มลงไปด้านข้างอย่างแรง แรงกระแทกทำให้ร่างของนางเสียหลัก ล้มลงไปกับพื้นถนนอย่างจัง แต่โชคดีที่รถม้าหยุดลงได้ทันเส้นยาแดงผ่าแปด ล้อเกือบจะทับร่างของนางไปแล้ว “กรี๊ดดด” เสียงกรีดร้องจากผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างร้องขึ้นพร้อม
ความเบื่อหน่ายเริ่มกัดกินหัวใจของเฟยซินหลังจากต้องพักรักษาตัวอยู่แต่ในห้องนานนับสัปดาห์ แม้จะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากคนในจวน แต่การไม่ได้ออกไปสัมผัสโลกภายนอกก็ทำให้นางรู้สึกอึดอัดราวกับนกน้อยในกรงทอง นางอยากออกไปดูด้านนอกว่าสถานที่ในยุคจีนโบราณว่ามันเหมือนในพวกซี่รี่ส์จีนที่เธอดูรึเปล่า . . . ในที่สุด เฟยซินก็ตัดสินใจชวนเสี่ยวถงออกไปเดินเล่นนอกจวนบ้าง อย่างน้อยการได้สูดอากาศบริสุทธิ์และเห็นผู้คนใช้ชีวิตก็คงจะดีกว่าการนั่งๆนอนๆมองผนังห้องทั้งวันแบบนี้ "เสี่ยวถง วันนี้อากาศดีเหลือเกิน พาข้าออกไปเดินเล่นในตลาดหน่อยได้หรือไม่?" เฟยซินเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้นเล็กน้อย เสี่ยวถงชะงักมือที่กำลังจัดดอกไม้ในแจกัน หันมามองคุณหนูของนางด้วยสีหน้าลำบากใจ "เอ่อ... คุณหนูเจ้าคะ ท่านเพิ่งจะหายป่วยดี ท่านหมอสั่งว่ายังไม่ควรออกไปไหนไกลๆ นะเจ้าคะ" "ข้าแค่อยากไปเดินเล่นใกล้ๆ จวนเท่านั้นเอง ไม่ไปไหนไกลเสียหน่อย" เฟยซินยืนยัน "ข้าเบื่อที่จะต้องอยู่ในห้องนี้เต็มทนแล้วนะ" "แต่ว่า... บ่าวเกรงว่าท่านเสนาบดีและฮูหยินจะไม่อนุญาตนะเจ้าคะ" เสี่ยวถงกล่าวด้วยความกังวล "ปกติแล้ว หากคุณหนูจะออกไปไหน
สิบกว่าวันที่พริมาใช้ชีวิตอยู่ในร่างของเฟยซินผ่านไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากท่านเสนาบดีเฟยและฮูหยินหลินฮวา อาการป่วยของนางค่อยๆ ดีขึ้น ร่างกายที่อ่อนแรงเริ่มกลับมามีเรี่ยวแรง แต่สิ่งที่ยังคงหนักอึ้งอยู่ในใจคือความจริงที่ว่า นางต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคย ในร่างของตัวละครที่นางสร้างขึ้นมาเอง ภายในห้องนอนที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เฟยซินนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองใบหน้าสะสวยแต่แฝงไปด้วยความร้ายกาจในกระจกเงาอย่างพิจารณา "อือ สวยนะนี่" พริมาจับใบหน้าตัวเองหันซ้ายหันขวานางร้ายของเธอสวยจริงๆสวยแบบร้ายๆอย่างที่จินตนาการไว้ในหัวเลย ... พริมาพยายามทำความเข้าใจกับทุกสิ่งรอบตัว เรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติ คำพูดคำจา และความสัมพันธ์ของผู้คนในจวนเสนาบดี เสี่ยวถง สาวใช้คนสนิท กลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่คอยบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับตัวตนของ "เฟยซิน" ในอดีตให้นางฟังและพยายามปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยนี้ ยิ่งพริมาได้รู้เรื่องราวของเฟยซินมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งรู้สึกหนักใจ เฟยซินในนิยายของนางเป็นเพียงตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอุปสรรคในความรักของพระเอกและนางเอกลูกร
ยังไม่ทันที่พริมาจะได้คิดหรือสอบถามเสี่ยวถงไปมากกว่านี้ เสียงเปิดประตูอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความกังวล "ซินเอ๋อร์! ลูกฟื้นแล้ว" ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางสง่างามก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนกก่อนจะเปลี่ยนเป็นยินดีที่ลูกสาวฟื้นแล้วสายตาห่วงใยจับจ้องมาที่พริมาทันที่ที่เดินเข้ามาภายในห้อง "ท่าน... ท่านพ่อ?" พริมาเผลอเรียกออกไปตามบทบาทในความทรงจำที่เธอสร้างขึ้น ชายผู้นั้นมีใบหน้าที่เคร่งขรึมแต่แฝงความอ่อนโยน คล้ายคลึงกับภาพที่เธอเคยจินตนาการไว้ในขณะที่เขียนถึง "ท่านเสนาบดีเฟย" บิดาของเฟยซินที่รักลูกสาวดังแก้วตาดวงใจ "ใช่แล้วลูกรัก! พ่อเอง เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง บอกพ่อมาซิ เจ็บตรงไหนหรือไม่?" ท่านเสนาบดีเฟยรีบเดินเข้ามาใกล้ จับมือของพริมาไว้ด้วยความเป็นห่วงอย่างแท้จริง ตามมาด้วยหญิงสูงศักดิ์ในชุดแพรไหมสีม่วงอ่อน ใบหน้าสวยสง่าแม้จะมีร่องรอยของความกังวลปรากฏอยู่ ดวงตาเรียวมองพริมาด้วยความรักใคร่ "ซินเอ๋อร์ของแม่... เจ้าทำให้พวกเราเป็นห่วงแทบแย่" นางลูบศีรษะของพริมาอย่างอ่อนโยน "เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเจ้าถึงหมดสติไปนานเช่นนี้?" "ท่านแม่..." พริมาเรียกหญิง
แสงเทียนสลัวไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างบานแคบ พริมาขมวดคิ้ว ดวงตาจ้องมองตัวอักษรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเขม็ง นิ้วเรียวเคาะแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว เรื่องราว "รักสุดท้ายของข้า" กำลังดำเนินไปถึงจุดไคลแมกซ์ เมื่อเฟยซิน คุณหนูรองแห่งจวนเสนาบดี ผู้มีความงามล่มเมือง แต่จิตใจเต็มไปด้วยริษยา กำลังวางแผนการร้ายครั้งสุดท้ายเพื่อกำจัด ไป๋หลิง หญิงสาวสามัญชนที่หัวใจขององค์ชายสามมอบให้ "หึ! ไป๋หลิง... เจ้ามันก็แค่ดอกไม้ข้างทางที่บังอาจมาแย่งชิงสิ่งที่ควรเป็นของข้า" พริมาพิมพ์บทสนทนาของเฟยซินด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยในมุมปาก เธออินกับบทบาทนางร้ายที่ตัวเองสร้างขึ้นอย่างถึงที่สุด ความร้ายกาจ ความเอาแต่ใจ และความทะเยอทะยานของเฟยซินเป็นสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้เธอถ่ายทอดออกมา ทันใดนั้นเอง ความมืดมิดก็เข้าปกคลุมห้องทำงาน ไฟฟ้าดับลงอย่างกะทันหัน พริมาสะดุ้งตกใจ เงยหน้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มองไปยังความมืดรอบตัวอย่างงุนงง "ให้ตายเถอะ!!มาดับอะไรตอนนี้เนี่ย!"เสียงสบถดังออกมาจากปากพริมาก่อนที่เธอจะลุกขึ้น เพื่อไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นไฟถึงดับ เสียงแปลกประหลาดก็ดังขึ้นแว่วๆ คล้ายเสียงกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติ ก่อนที่ร่







