LOGINความเบื่อหน่ายเริ่มกัดกินหัวใจของเฟยซินหลังจากต้องพักรักษาตัวอยู่แต่ในห้องนานนับสัปดาห์ แม้จะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากคนในจวน แต่การไม่ได้ออกไปสัมผัสโลกภายนอกก็ทำให้นางรู้สึกอึดอัดราวกับนกน้อยในกรงทอง นางอยากออกไปดูด้านนอกว่าสถานที่ในยุคจีนโบราณว่ามันเหมือนในพวกซี่รี่ส์จีนที่เธอดูรึเปล่า
. . . ในที่สุด เฟยซินก็ตัดสินใจชวนเสี่ยวถงออกไปเดินเล่นนอกจวนบ้าง อย่างน้อยการได้สูดอากาศบริสุทธิ์และเห็นผู้คนใช้ชีวิตก็คงจะดีกว่าการนั่งๆนอนๆมองผนังห้องทั้งวันแบบนี้ "เสี่ยวถง วันนี้อากาศดีเหลือเกิน พาข้าออกไปเดินเล่นในตลาดหน่อยได้หรือไม่?" เฟยซินเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้นเล็กน้อย เสี่ยวถงชะงักมือที่กำลังจัดดอกไม้ในแจกัน หันมามองคุณหนูของนางด้วยสีหน้าลำบากใจ "เอ่อ... คุณหนูเจ้าคะ ท่านเพิ่งจะหายป่วยดี ท่านหมอสั่งว่ายังไม่ควรออกไปไหนไกลๆ นะเจ้าคะ" "ข้าแค่อยากไปเดินเล่นใกล้ๆ จวนเท่านั้นเอง ไม่ไปไหนไกลเสียหน่อย" เฟยซินยืนยัน "ข้าเบื่อที่จะต้องอยู่ในห้องนี้เต็มทนแล้วนะ" "แต่ว่า... บ่าวเกรงว่าท่านเสนาบดีและฮูหยินจะไม่อนุญาตนะเจ้าคะ" เสี่ยวถงกล่าวด้วยความกังวล "ปกติแล้ว หากคุณหนูจะออกไปไหน จะต้องให้บ่าวไปเรียนท่านเสียก่อน" เมื่อได้ยินคำว่า "ต้องขออนุญาต" ด้วยสินะ... การใช้ชีวิตในยุคโบราณ ทุกอย่างดูแตกต่างและเข้มงวด แม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ อย่างการออกไปเดินเล่นข้างนอก "เช่นนั้น... เจ้าไปเรียนท่านพ่อและท่านแม่ให้ข้าทีเถอะนะ ข้าอยากออกไปเปิดหูเปิดตาเสียหน่อย" เฟนซินอ้อนวอนด้วยสายตาที่วิงวอน เสี่ยวถงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างจนใจ "ก็ได้เจ้าค่ะ เดี๋ยวบ่าวจะไปเรียนท่านให้" ว่าแล้วสาวใช้คนสนิทก็รีบเดินออกจากห้องไป ระหว่างรอการอนุญาต เฟยซินก็เดินวนไปวนมาในห้องด้วยความกระวนกระวายใจ นางจินตนาการถึงภาพเมืองโบราณที่นางเคยเห็นในละครย้อนยุค ถนนหนทางที่เต็มไปด้วยผู้คน ร้านค้าต่างๆ ที่มีสินค้าแปลกตา และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากโลกที่นางเคยอยู่ ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งใหม่และน่าค้นหาสำหรับนาง เสียดายที่ไม่มีโทรศัพท์เซลฟี่ ไม่นานนัก เสี่ยวถงก็กลับมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า "ท่านเสนาบดีและฮูหยินอนุญาตแล้วเจ้าค่ะ แต่ท่านกำชับว่าให้อยู่ในสายตาของบ่าวตลอดเวลา และห้ามไปในที่ที่คนพลุกพล่านนะเจ้าคะ" "จริงหรือ! ขอบคุณเจ้ามากนะ เสี่ยวถง!" เฟยซินยิ้มกว้างด้วยความดีใจ นางรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อจะได้รีบไป! เมื่อทุกอย่างพร้อม เฟยซินและเสี่ยวถงก็ออกจากจวนเสนาบดี ทันทีที่ก้าวเท้าพ้นประตู ความรู้สึกแปลกใหม่ก็ถาโถมเข้าใส่เฟยซินทันที เสียงจอแจของผู้คน กลิ่นอาหารที่ลอยมาตามลม ภาพร้านค้าที่เรียงรายสองข้างทาง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแตกต่างจากโลกที่นางคุ้นเคย เฟยซินเดินชมเมืองด้วยความตื่นตาตื่นใจ มองดูผู้คนที่สัญจรไปมา บ้างก็หาบเร่ บ้างก็ขี่เกวียน บ้างก็เดินจับจ่ายซื้อของ นางสังเกตเสื้อผ้าหน้าผมของผู้คน ภาษาที่พวกเขาใช้ แม้ว่านางจะสามารถเข้าใจได้ราวกับเป็นภาษาแม่ แต่สำเนียงและคำบางคำก็ยังคงแปลกหูสำหรับนาง "คุณหนูสนใจสิ่งใดหรือเจ้าคะ?" เสี่ยวถงถามด้วยความเป็นห่วง เมื่อเห็นเฟยซินยืนมองแผงขายเครื่องประดับอยู่นาน "ข้าแค่มองดู... มันสวยงามมาก" เฟยซินตอบพลางชี้ไปยังปิ่นปักผมลายดอกไม้ที่แกะสลักอย่างประณีต "หากคุณหนูชอบ บ่าวจะซื้อให้เจ้าค่ะ" เสี่ยวถงเสนอเพราะนายท่านได้มองเงินให้นางไว้ให้คุณหนูใช้จ่าย "ไม่เป็นไร ข้าแค่อยากดูเฉยๆ" เฟยซินปฏิเสธทันที เพราะนางไม่มีเงินน่ะสิ!! ให้ตายเถอะออกมาดันลืมเอาเงินมาด้วย ทั้งสองเดินชมเมืองไปเรื่อยๆ เฟยซินพยายามเก็บรายละเอียดทุกอย่างไว้ในความทรงจำ นางรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในฉากหนึ่งของนิยายที่นางเคยเขียน แต่ทุกอย่างกลับมีชีวิตชีวาและสมจริงกว่าที่นางจินตนาการไว้มากนัก ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการเดินชมเมืองอยู่นั้นเอง เฟยซินก็รู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมาที่นาง เมื่อหันไปมอง นางพบกับชายหนุ่มรูปงามในชุดสีขาวสะอาดตา กำลังยืนอยู่หน้าร้านน้ำชา ดวงตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองมาที่นางอย่างไม่วางตา หัวใจของเฟยซินเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ ใบหน้าของชายหนุ่มนั้นคุ้นตาอย่างประหลาด... คุ้นเสียจนนางแทบจะลืมหายใจ "นั่น... นั่นคือ..." เฟยซินพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา นางจำได้แล้ว ชายหนุ่มผู้นี้ต้องใช่... องค์ชายสาม หลี่หมิง พระเอกของนิยาย "รักสุดท้ายของข้า" ที่นางเป็นคนสร้างขึ้นมาแน่ๆ! และที่สำคัญ... ข้างกายขององค์ชายสาม ยังมีหญิงสาวสวยหวานในชุดสีฟ้าอ่อนยืนอยู่ ใบหน้างดงามราวกับเทพธิดา ผมยาวสลวยประดับด้วยดอกไม้เล็กๆ รอยยิ้มของนางดูสดใสและอ่อนโยน เฟยซินแทบทรุด นางจำได้ทันที หญิงสาวผู้นั้นคือ... ไป๋หลิง นางเอกของเรื่อง!ในจินตนาการของนาง! เฟยซินยืนยิ้มภูมิใจกับตัวเองเมื่อได้เห็นพระเอกนางเอกที่นางสร้างขึ้นมีออร่าจับมากแม่ 'ลูกรักของฉันช่างสวยหล่ออะไรเช่นนี้…' แต่การเผชิญหน้ากับพระเอกและนางเอกของเรื่องเร็วกว่าที่นางคิดไว้มากนัก เฟยซินไม่รู้ว่านางควรจะทำอย่างไรต่อไป นางควรจะหลบเลี่ยงพวกเขา หรือควรจะทำเข้าไปทักทายดีล่ะ! นางทำตัวไม่ถูเมื่อเจอลูกรักในนิยายของตัวเอง ความตื่นเต้นที่ได้เห็นคู่พระ-นางของนาง มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงความกังวลและความสับสนที่ถาโถมเข้ามาในจิตใจของนางไม่รู้จะเอายังไงดีนี่สิ!ความสับสนในใจของเฟยซินตีรวนราวกับพายุเล็กๆ นางไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับการเผชิญหน้าที่ไม่คาดฝันนี้ ควรจะแสร้งทำเป็นไม่รู้จักองค์ชายสามและไป๋หลิง หรือควรจะแสดงท่าทีตามบทบาทของเฟยหลงที่นางเคยเขียนไว้ดีนะ… ในขณะที่เฟยซินกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด สายตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นภาพที่ทำให้หัวใจของนางแทบจะหยุดเต้น รถม้าคันหนึ่งกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วบนถนนเบื้องหน้า และเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานอยู่กลางถนนนั้น ดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นอันตรายที่กำลังเข้ามาใกล้ สัญชาตญาณความเป็นมนุษย์และความเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่นที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของเฟยซินทำงานในทันที โดยไม่ต้องคิดไตร่ตรอง นางตัดสินใจในเสี้ยววินาที วิ่งกระโจนออกไปอย่างรวดเร็ว หวังจะคว้าตัวเด็กน้อยให้พ้นจากเส้นทางของรถม้าที่กำลังพุ่งเข้ามา "อันตราย!" เฟยซินร้องเสียงหลง พร้อมกับผลักร่างเล็กๆ ของเด็กน้อยให้ล้มลงไปด้านข้างอย่างแรง แรงกระแทกทำให้ร่างของนางเสียหลัก ล้มลงไปกับพื้นถนนอย่างจัง แต่โชคดีที่รถม้าหยุดลงได้ทันเส้นยาแดงผ่าแปด ล้อเกือบจะทับร่างของนางไปแล้ว “กรี๊ดดด” เสียงกรีดร้องจากผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างร้องขึ้นพร้อม
ความเบื่อหน่ายเริ่มกัดกินหัวใจของเฟยซินหลังจากต้องพักรักษาตัวอยู่แต่ในห้องนานนับสัปดาห์ แม้จะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากคนในจวน แต่การไม่ได้ออกไปสัมผัสโลกภายนอกก็ทำให้นางรู้สึกอึดอัดราวกับนกน้อยในกรงทอง นางอยากออกไปดูด้านนอกว่าสถานที่ในยุคจีนโบราณว่ามันเหมือนในพวกซี่รี่ส์จีนที่เธอดูรึเปล่า . . . ในที่สุด เฟยซินก็ตัดสินใจชวนเสี่ยวถงออกไปเดินเล่นนอกจวนบ้าง อย่างน้อยการได้สูดอากาศบริสุทธิ์และเห็นผู้คนใช้ชีวิตก็คงจะดีกว่าการนั่งๆนอนๆมองผนังห้องทั้งวันแบบนี้ "เสี่ยวถง วันนี้อากาศดีเหลือเกิน พาข้าออกไปเดินเล่นในตลาดหน่อยได้หรือไม่?" เฟยซินเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้นเล็กน้อย เสี่ยวถงชะงักมือที่กำลังจัดดอกไม้ในแจกัน หันมามองคุณหนูของนางด้วยสีหน้าลำบากใจ "เอ่อ... คุณหนูเจ้าคะ ท่านเพิ่งจะหายป่วยดี ท่านหมอสั่งว่ายังไม่ควรออกไปไหนไกลๆ นะเจ้าคะ" "ข้าแค่อยากไปเดินเล่นใกล้ๆ จวนเท่านั้นเอง ไม่ไปไหนไกลเสียหน่อย" เฟยซินยืนยัน "ข้าเบื่อที่จะต้องอยู่ในห้องนี้เต็มทนแล้วนะ" "แต่ว่า... บ่าวเกรงว่าท่านเสนาบดีและฮูหยินจะไม่อนุญาตนะเจ้าคะ" เสี่ยวถงกล่าวด้วยความกังวล "ปกติแล้ว หากคุณหนูจะออกไปไหน
สิบกว่าวันที่พริมาใช้ชีวิตอยู่ในร่างของเฟยซินผ่านไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากท่านเสนาบดีเฟยและฮูหยินหลินฮวา อาการป่วยของนางค่อยๆ ดีขึ้น ร่างกายที่อ่อนแรงเริ่มกลับมามีเรี่ยวแรง แต่สิ่งที่ยังคงหนักอึ้งอยู่ในใจคือความจริงที่ว่า นางต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคย ในร่างของตัวละครที่นางสร้างขึ้นมาเอง ภายในห้องนอนที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เฟยซินนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองใบหน้าสะสวยแต่แฝงไปด้วยความร้ายกาจในกระจกเงาอย่างพิจารณา "อือ สวยนะนี่" พริมาจับใบหน้าตัวเองหันซ้ายหันขวานางร้ายของเธอสวยจริงๆสวยแบบร้ายๆอย่างที่จินตนาการไว้ในหัวเลย ... พริมาพยายามทำความเข้าใจกับทุกสิ่งรอบตัว เรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติ คำพูดคำจา และความสัมพันธ์ของผู้คนในจวนเสนาบดี เสี่ยวถง สาวใช้คนสนิท กลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่คอยบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับตัวตนของ "เฟยซิน" ในอดีตให้นางฟังและพยายามปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยนี้ ยิ่งพริมาได้รู้เรื่องราวของเฟยซินมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งรู้สึกหนักใจ เฟยซินในนิยายของนางเป็นเพียงตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอุปสรรคในความรักของพระเอกและนางเอกลูกร
ยังไม่ทันที่พริมาจะได้คิดหรือสอบถามเสี่ยวถงไปมากกว่านี้ เสียงเปิดประตูอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความกังวล "ซินเอ๋อร์! ลูกฟื้นแล้ว" ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางสง่างามก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนกก่อนจะเปลี่ยนเป็นยินดีที่ลูกสาวฟื้นแล้วสายตาห่วงใยจับจ้องมาที่พริมาทันที่ที่เดินเข้ามาภายในห้อง "ท่าน... ท่านพ่อ?" พริมาเผลอเรียกออกไปตามบทบาทในความทรงจำที่เธอสร้างขึ้น ชายผู้นั้นมีใบหน้าที่เคร่งขรึมแต่แฝงความอ่อนโยน คล้ายคลึงกับภาพที่เธอเคยจินตนาการไว้ในขณะที่เขียนถึง "ท่านเสนาบดีเฟย" บิดาของเฟยซินที่รักลูกสาวดังแก้วตาดวงใจ "ใช่แล้วลูกรัก! พ่อเอง เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง บอกพ่อมาซิ เจ็บตรงไหนหรือไม่?" ท่านเสนาบดีเฟยรีบเดินเข้ามาใกล้ จับมือของพริมาไว้ด้วยความเป็นห่วงอย่างแท้จริง ตามมาด้วยหญิงสูงศักดิ์ในชุดแพรไหมสีม่วงอ่อน ใบหน้าสวยสง่าแม้จะมีร่องรอยของความกังวลปรากฏอยู่ ดวงตาเรียวมองพริมาด้วยความรักใคร่ "ซินเอ๋อร์ของแม่... เจ้าทำให้พวกเราเป็นห่วงแทบแย่" นางลูบศีรษะของพริมาอย่างอ่อนโยน "เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเจ้าถึงหมดสติไปนานเช่นนี้?" "ท่านแม่..." พริมาเรียกหญิง
แสงเทียนสลัวไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างบานแคบ พริมาขมวดคิ้ว ดวงตาจ้องมองตัวอักษรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเขม็ง นิ้วเรียวเคาะแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว เรื่องราว "รักสุดท้ายของข้า" กำลังดำเนินไปถึงจุดไคลแมกซ์ เมื่อเฟยซิน คุณหนูรองแห่งจวนเสนาบดี ผู้มีความงามล่มเมือง แต่จิตใจเต็มไปด้วยริษยา กำลังวางแผนการร้ายครั้งสุดท้ายเพื่อกำจัด ไป๋หลิง หญิงสาวสามัญชนที่หัวใจขององค์ชายสามมอบให้ "หึ! ไป๋หลิง... เจ้ามันก็แค่ดอกไม้ข้างทางที่บังอาจมาแย่งชิงสิ่งที่ควรเป็นของข้า" พริมาพิมพ์บทสนทนาของเฟยซินด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยในมุมปาก เธออินกับบทบาทนางร้ายที่ตัวเองสร้างขึ้นอย่างถึงที่สุด ความร้ายกาจ ความเอาแต่ใจ และความทะเยอทะยานของเฟยซินเป็นสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้เธอถ่ายทอดออกมา ทันใดนั้นเอง ความมืดมิดก็เข้าปกคลุมห้องทำงาน ไฟฟ้าดับลงอย่างกะทันหัน พริมาสะดุ้งตกใจ เงยหน้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มองไปยังความมืดรอบตัวอย่างงุนงง "ให้ตายเถอะ!!มาดับอะไรตอนนี้เนี่ย!"เสียงสบถดังออกมาจากปากพริมาก่อนที่เธอจะลุกขึ้น เพื่อไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นไฟถึงดับ เสียงแปลกประหลาดก็ดังขึ้นแว่วๆ คล้ายเสียงกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติ ก่อนที่ร่







