ANMELDENยังไม่ทันที่พริมาจะได้คิดหรือสอบถามเสี่ยวถงไปมากกว่านี้ เสียงเปิดประตูอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความกังวล
"ซินเอ๋อร์! ลูกฟื้นแล้ว" ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางสง่างามก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนกก่อนจะเปลี่ยนเป็นยินดีที่ลูกสาวฟื้นแล้วสายตาห่วงใยจับจ้องมาที่พริมาทันที่ที่เดินเข้ามาภายในห้อง "ท่าน... ท่านพ่อ?" พริมาเผลอเรียกออกไปตามบทบาทในความทรงจำที่เธอสร้างขึ้น ชายผู้นั้นมีใบหน้าที่เคร่งขรึมแต่แฝงความอ่อนโยน คล้ายคลึงกับภาพที่เธอเคยจินตนาการไว้ในขณะที่เขียนถึง "ท่านเสนาบดีเฟย" บิดาของเฟยซินที่รักลูกสาวดังแก้วตาดวงใจ "ใช่แล้วลูกรัก! พ่อเอง เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง บอกพ่อมาซิ เจ็บตรงไหนหรือไม่?" ท่านเสนาบดีเฟยรีบเดินเข้ามาใกล้ จับมือของพริมาไว้ด้วยความเป็นห่วงอย่างแท้จริง ตามมาด้วยหญิงสูงศักดิ์ในชุดแพรไหมสีม่วงอ่อน ใบหน้าสวยสง่าแม้จะมีร่องรอยของความกังวลปรากฏอยู่ ดวงตาเรียวมองพริมาด้วยความรักใคร่ "ซินเอ๋อร์ของแม่... เจ้าทำให้พวกเราเป็นห่วงแทบแย่" นางลูบศีรษะของพริมาอย่างอ่อนโยน "เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเจ้าถึงหมดสติไปนานเช่นนี้?" "ท่านแม่..." พริมาเรียกหญิงผู้นั้นอย่างแผ่วเบา ความรู้สึกอบอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือของเธอ ทำให้พริมาใจอ่อนยวบอย่างประหลาด นี่คือความรู้สึกของครอบครัว... ที่เธอไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว "บ่าวไปตามท่านหมอมาแล้วเจ้าค่ะ" เสี่ยวถงรีบรายงานด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น ไม่นานนัก ชายชราหนวดเคราสีขาวในชุดหมอหลวงก็เดินเข้ามาในห้อง พร้อมกับผู้ช่วยอีกสองคน พวกเขาตรงเข้ามาเพื่อตรวจชีพจรและอาการของพริมาอย่างละเอียด ด้วยท่าทางขะมักเขม้น พริมาพยายามรวบรวมสติ เธอต้องทำความเข้าใจกับสถานการณ์ปัจจุบันให้เร็วที่สุด เธออยู่ในร่างของเฟยซิน นางร้ายผู้มีจุดจบอันน่าเศร้าในนิยายของเธอเอง หากเธอปล่อยให้เรื่องราวเป็นไปตามที่เธอเขียนไว้ อนาคตของเฟยซินคงไม่สวยงามนัก “ขออภัยขอรับคุณหนู”หมอหลวงได้จับชีพจรตรวจร่างกายพริมาก่อนจะถามคำถามออกไป “รู้สึกเช่นไรบ้างขอรับคุณหนูรอง” “ข้า…เหมือนจะจำอะไรไม่ค่อยได้ตอนฟื้นขึ้นมาเจ้าค่ะ แค่กๆ” พริมาแสร้งไอและบอกว่าเธอจำอะไรไม่ได้เพื่อให้หมอหลวงบอกกับทุกคนว่าเธอความจำเสื่อม!แบบนี้เธอจะได้ไม่ต้องแสร้งเป็นเฟยซินที่ต้องทำตัวร้ายกาจเธอจะเป็นตัวของตัวเองนี่ล่ะ! หมอหลวงพยักหน้า "เรียนท่านเสนาบดี ท่านฮูหยิน คุณหนูรองฟื้นแล้วก็จริง แต่ชีพจรยังค่อนข้างอ่อนแรง และดูเหมือนว่า…จะมีความทรงจำบางส่วนเลอะเลือนไปบ้าง อาจจะต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกสักระยะ" หมอหลวงกล่าวหลังจากตรวจอาการเสร็จสิ้น "ความทรงจำเลอะเลือน?" ท่านเสนาบดีเฟยขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "ขอรับ คุณหนูดูเหมือนจะสับสนเล็กน้อย และอาจจะจำเรื่องราวบางอย่างไม่ได้" หมอหลวงอธิบายเพิ่มเติม พริมาแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นี่อาจจะเป็นข้อดีของการทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ แล้วป่วยจนสูญเสียความทรงจำบางส่วนของ "เฟยซิน" อาจทำให้เธอมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงนิสัยและพฤติกรรมของตัวละครนี้ได้ โดยที่คนรอบข้างจะไม่สงสัยมากนัก "ไม่เป็นไร ตราบใดที่ลูกข้าปลอดภัย ข้าไม่ต้องการสิ่งใดอีก" ท่านเสนาบดีเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะหันมามองพริมาด้วยสายตาอ่อนโยน "ซินเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องคิดมาก พักผ่อนให้มากๆ เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นเอง" "เจ้าค่ะท่านพ่อ ท่านแม่" พริมารับคำอย่างนอบน้อม เธอรู้สึกถึงความรักและความห่วงใยที่คนทั้งสองมอบให้ แม้ว่าพวกเขาจะมองเธอในฐานะ"เฟยซิน" ก็ตาม "เสี่ยวถง เจ้าดูแลคุณหนูให้ดี อย่าให้คลาดสายตา" ฮูหยินใหญ่สั่งกำชับสาวใช้ "เจ้าค่ะฮูหยิน" เสี่ยวถงรับคำอย่างแข็งขัน หลังจากที่หมอหลวงและผู้ติดตามกลับไปแล้ว ท่านเสนาบดีและฮูหยินยังคงนั่งอยู่ข้างเตียง คอยพูดคุยและให้กำลังใจพริมาในร่างของเฟยซิน พริมาพยายามตอบคำถามเท่าที่จำเป็น โดยอ้างว่าความทรงจำยังไม่ชัดเจนนัก เธอสังเกตสีหน้าของคนทั้งสอง พวกเขาดูรักและเป็นห่วงเฟยซินมากจริงๆ ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์นางร้ายที่เธอสร้างขึ้นในนิยาย ในขณะที่พริมานอนพักผ่อนอยู่ในห้องอันหรูหรา ความคิดต่างๆ ก็ไหลวนอยู่ในหัวของเธอ เธอจะใช้ชีวิตในโลกนี้อย่างไร? เธอจะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเฟยซินได้หรือไม่? และที่สำคัญ เธอจะสามารถกลับไปยังโลกของเธอได้หรือไม่? คำถามเหล่านี้ยังคงเป็นวนเวียนอยู่ในหัวของพริมา แต่สิ่งหนึ่งที่พริมาเริ่มรู้สึกได้อย่างชัดเจนคือ โลกในนิยายที่เธอเคยสร้างขึ้นด้วยจินตนาการ กลับมีความสมจริงและซับซ้อนกว่าที่เธอคิดไว้มากนัก การสวมบทบาทเป็นนางร้ายอาจไม่ง่ายอย่างที่เธอเคยเขียนไว้... โดยเฉพาะเมื่อเธอต้องเผชิญหน้ากับความรักและความผูกพันที่เธอไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับจากคนรอบข้างแบบนี้ทั้งๆที่นางร้ายคนนี้มักทำตัวร้ายกาจ และที่สำคัญที่สุด... เธอจะต้องเผชิญหน้ากับเขา... องค์ชายสาม หลี่หมิง ชายผู้เป็นพระเอกของเรื่อง และเป็นคนที่เฟยซินรักอย่างสุดหัวใจ... รักจนกลายเป็นความริษยาและนำไปสู่จุดจบอันน่าเศร้า เฮ้ยยย! แค่คิดก็หิวลูกท้อแล้วสิความสับสนในใจของเฟยซินตีรวนราวกับพายุเล็กๆ นางไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกับการเผชิญหน้าที่ไม่คาดฝันนี้ ควรจะแสร้งทำเป็นไม่รู้จักองค์ชายสามและไป๋หลิง หรือควรจะแสดงท่าทีตามบทบาทของเฟยหลงที่นางเคยเขียนไว้ดีนะ… ในขณะที่เฟยซินกำลังจมอยู่ในห้วงความคิด สายตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นภาพที่ทำให้หัวใจของนางแทบจะหยุดเต้น รถม้าคันหนึ่งกำลังวิ่งมาด้วยความเร็วบนถนนเบื้องหน้า และเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานอยู่กลางถนนนั้น ดูเหมือนจะไม่ทันสังเกตเห็นอันตรายที่กำลังเข้ามาใกล้ สัญชาตญาณความเป็นมนุษย์และความเป็นห่วงเป็นใยผู้อื่นที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของเฟยซินทำงานในทันที โดยไม่ต้องคิดไตร่ตรอง นางตัดสินใจในเสี้ยววินาที วิ่งกระโจนออกไปอย่างรวดเร็ว หวังจะคว้าตัวเด็กน้อยให้พ้นจากเส้นทางของรถม้าที่กำลังพุ่งเข้ามา "อันตราย!" เฟยซินร้องเสียงหลง พร้อมกับผลักร่างเล็กๆ ของเด็กน้อยให้ล้มลงไปด้านข้างอย่างแรง แรงกระแทกทำให้ร่างของนางเสียหลัก ล้มลงไปกับพื้นถนนอย่างจัง แต่โชคดีที่รถม้าหยุดลงได้ทันเส้นยาแดงผ่าแปด ล้อเกือบจะทับร่างของนางไปแล้ว “กรี๊ดดด” เสียงกรีดร้องจากผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างร้องขึ้นพร้อม
ความเบื่อหน่ายเริ่มกัดกินหัวใจของเฟยซินหลังจากต้องพักรักษาตัวอยู่แต่ในห้องนานนับสัปดาห์ แม้จะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากคนในจวน แต่การไม่ได้ออกไปสัมผัสโลกภายนอกก็ทำให้นางรู้สึกอึดอัดราวกับนกน้อยในกรงทอง นางอยากออกไปดูด้านนอกว่าสถานที่ในยุคจีนโบราณว่ามันเหมือนในพวกซี่รี่ส์จีนที่เธอดูรึเปล่า . . . ในที่สุด เฟยซินก็ตัดสินใจชวนเสี่ยวถงออกไปเดินเล่นนอกจวนบ้าง อย่างน้อยการได้สูดอากาศบริสุทธิ์และเห็นผู้คนใช้ชีวิตก็คงจะดีกว่าการนั่งๆนอนๆมองผนังห้องทั้งวันแบบนี้ "เสี่ยวถง วันนี้อากาศดีเหลือเกิน พาข้าออกไปเดินเล่นในตลาดหน่อยได้หรือไม่?" เฟยซินเอ่ยชวนด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้นเล็กน้อย เสี่ยวถงชะงักมือที่กำลังจัดดอกไม้ในแจกัน หันมามองคุณหนูของนางด้วยสีหน้าลำบากใจ "เอ่อ... คุณหนูเจ้าคะ ท่านเพิ่งจะหายป่วยดี ท่านหมอสั่งว่ายังไม่ควรออกไปไหนไกลๆ นะเจ้าคะ" "ข้าแค่อยากไปเดินเล่นใกล้ๆ จวนเท่านั้นเอง ไม่ไปไหนไกลเสียหน่อย" เฟยซินยืนยัน "ข้าเบื่อที่จะต้องอยู่ในห้องนี้เต็มทนแล้วนะ" "แต่ว่า... บ่าวเกรงว่าท่านเสนาบดีและฮูหยินจะไม่อนุญาตนะเจ้าคะ" เสี่ยวถงกล่าวด้วยความกังวล "ปกติแล้ว หากคุณหนูจะออกไปไหน
สิบกว่าวันที่พริมาใช้ชีวิตอยู่ในร่างของเฟยซินผ่านไปอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางการดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากท่านเสนาบดีเฟยและฮูหยินหลินฮวา อาการป่วยของนางค่อยๆ ดีขึ้น ร่างกายที่อ่อนแรงเริ่มกลับมามีเรี่ยวแรง แต่สิ่งที่ยังคงหนักอึ้งอยู่ในใจคือความจริงที่ว่า นางต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ไม่คุ้นเคย ในร่างของตัวละครที่นางสร้างขึ้นมาเอง ภายในห้องนอนที่ตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เฟยซินนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองใบหน้าสะสวยแต่แฝงไปด้วยความร้ายกาจในกระจกเงาอย่างพิจารณา "อือ สวยนะนี่" พริมาจับใบหน้าตัวเองหันซ้ายหันขวานางร้ายของเธอสวยจริงๆสวยแบบร้ายๆอย่างที่จินตนาการไว้ในหัวเลย ... พริมาพยายามทำความเข้าใจกับทุกสิ่งรอบตัว เรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติ คำพูดคำจา และความสัมพันธ์ของผู้คนในจวนเสนาบดี เสี่ยวถง สาวใช้คนสนิท กลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่คอยบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับตัวตนของ "เฟยซิน" ในอดีตให้นางฟังและพยายามปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยนี้ ยิ่งพริมาได้รู้เรื่องราวของเฟยซินมากเท่าไหร่ นางก็ยิ่งรู้สึกหนักใจ เฟยซินในนิยายของนางเป็นเพียงตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอุปสรรคในความรักของพระเอกและนางเอกลูกร
ยังไม่ทันที่พริมาจะได้คิดหรือสอบถามเสี่ยวถงไปมากกว่านี้ เสียงเปิดประตูอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความกังวล "ซินเอ๋อร์! ลูกฟื้นแล้ว" ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางสง่างามก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าตื่นตระหนกก่อนจะเปลี่ยนเป็นยินดีที่ลูกสาวฟื้นแล้วสายตาห่วงใยจับจ้องมาที่พริมาทันที่ที่เดินเข้ามาภายในห้อง "ท่าน... ท่านพ่อ?" พริมาเผลอเรียกออกไปตามบทบาทในความทรงจำที่เธอสร้างขึ้น ชายผู้นั้นมีใบหน้าที่เคร่งขรึมแต่แฝงความอ่อนโยน คล้ายคลึงกับภาพที่เธอเคยจินตนาการไว้ในขณะที่เขียนถึง "ท่านเสนาบดีเฟย" บิดาของเฟยซินที่รักลูกสาวดังแก้วตาดวงใจ "ใช่แล้วลูกรัก! พ่อเอง เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง บอกพ่อมาซิ เจ็บตรงไหนหรือไม่?" ท่านเสนาบดีเฟยรีบเดินเข้ามาใกล้ จับมือของพริมาไว้ด้วยความเป็นห่วงอย่างแท้จริง ตามมาด้วยหญิงสูงศักดิ์ในชุดแพรไหมสีม่วงอ่อน ใบหน้าสวยสง่าแม้จะมีร่องรอยของความกังวลปรากฏอยู่ ดวงตาเรียวมองพริมาด้วยความรักใคร่ "ซินเอ๋อร์ของแม่... เจ้าทำให้พวกเราเป็นห่วงแทบแย่" นางลูบศีรษะของพริมาอย่างอ่อนโยน "เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมเจ้าถึงหมดสติไปนานเช่นนี้?" "ท่านแม่..." พริมาเรียกหญิง
แสงเทียนสลัวไหววูบตามแรงลมที่ลอดผ่านหน้าต่างบานแคบ พริมาขมวดคิ้ว ดวงตาจ้องมองตัวอักษรบนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเขม็ง นิ้วเรียวเคาะแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว เรื่องราว "รักสุดท้ายของข้า" กำลังดำเนินไปถึงจุดไคลแมกซ์ เมื่อเฟยซิน คุณหนูรองแห่งจวนเสนาบดี ผู้มีความงามล่มเมือง แต่จิตใจเต็มไปด้วยริษยา กำลังวางแผนการร้ายครั้งสุดท้ายเพื่อกำจัด ไป๋หลิง หญิงสาวสามัญชนที่หัวใจขององค์ชายสามมอบให้ "หึ! ไป๋หลิง... เจ้ามันก็แค่ดอกไม้ข้างทางที่บังอาจมาแย่งชิงสิ่งที่ควรเป็นของข้า" พริมาพิมพ์บทสนทนาของเฟยซินด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยในมุมปาก เธออินกับบทบาทนางร้ายที่ตัวเองสร้างขึ้นอย่างถึงที่สุด ความร้ายกาจ ความเอาแต่ใจ และความทะเยอทะยานของเฟยซินเป็นสิ่งที่น่าสนใจและท้าทายให้เธอถ่ายทอดออกมา ทันใดนั้นเอง ความมืดมิดก็เข้าปกคลุมห้องทำงาน ไฟฟ้าดับลงอย่างกะทันหัน พริมาสะดุ้งตกใจ เงยหน้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มองไปยังความมืดรอบตัวอย่างงุนงง "ให้ตายเถอะ!!มาดับอะไรตอนนี้เนี่ย!"เสียงสบถดังออกมาจากปากพริมาก่อนที่เธอจะลุกขึ้น เพื่อไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นไฟถึงดับ เสียงแปลกประหลาดก็ดังขึ้นแว่วๆ คล้ายเสียงกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติ ก่อนที่ร่







