Partager

บทที่ 2

‘ทำไมฉันได้กลิ่นตุ ๆ มันช่างเป็นกลิ่นที่ไม่น่าพึงประสงค์เอาเสียเลย นี่ท่านเทพแห่งดวงชะตาส่งฉันกลับมาตอนไหนคงจะไม่ใช่ตอน...หรอกใช่ไหม’ เด็กหญิงร่างผอมใบหน้าเหลืองอย่างคนขาดสารอาหารที่กำลังหลับตาบ่นพึมพำในใจก่อน ที่เธอจะค่อย ๆ เปิดเปลือกตาของตน แต่แล้วหล่อนก็ต้องหลับตาลงไปใหม่เพื่อพยายามมองสิ่งที่อยู่ด้านหน้าอีกครั้ง

‘ประตูที่ทำจากไม้เริ่มผุพังมีไม้ขัดเอาไว้ด้านใน กำแพงดินเป็นผนังกั้นห้องแคบทั้งสี่ด้าน ใช่แน่ ๆ นี่มันตอนที่เธอเคยเป็นลมในห้องปลดทุกข์ตอนมีอายุได้แปดหนาวนี่นา ท่านเทพใยท่านใจร้ายนักส่งข้ากลับมาเข้าร่างอีกครั้งท่านกลับส่งมาในส้วมนี่นะ เหม็นก็เหม็น ท่านแน่ใจใช่ไหมว่าไม่ได้อยากให้ข้าตายอีกรอบ’

อดีตวิญญาณสาวร้องคร่ำครวญในใจ เด็กสาวคนนี้มีรูปร่างผอมแขนขาเรียวเล็กผิวหยาบกร้าน เนื่องจากถูกใช้ให้ทำงานหนักมาตลอดได้กินอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ในระหว่างที่ร่างวิญญาณสาวกำลังคิดทบทวนความทรงจำเดิมของตนอยู่นั้น ด้านนอกก็ได้มีเสียงอันดังปานฟ้าถล่มดังเข้ามาในโสตประสาทของตน

“แกจะอู้งานหรือยังไง ป่านนี้ยังไม่ออกมาอีกเข้าส้วมแค่นี้นานเป็นชาติ” เสียงก่นด่าด้วยถ้อยคำผรุสวาทต่าง ๆ เท่าที่คนด่าจะคิดขึ้นมาได้ดังอยู่ด้านนอกพร้อมกับเสียงตบประตูที่ไม่กลัวว่ามันจะพังติดมือคนตบด้วยความไม่พอใจ

“ท่านแม่หรือว่ามันจะตายไปแล้ว” เสียงเล็กของเด็กหญิงวัยเดียวกับคนที่อยู่ในห้องปลดทุกข์ถามแม่ของตนด้วยความหวาดหวั่น

“ตายอะไรกันนังเด็กหัวแข็งแบบนั้นมันไม่ตายง่าย ๆ หรอก” เสียงหญิงคนเป็นแม่พูดกับลูกสาวอย่างกลบเกลื่อนทั้งที่ภายในใจเริ่มมีความกลัวเกาะกุมเข้ามา

ฉินเซียวที่ฟังอยู่ก็แน่ใจได้ว่าคนพูดไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นยายแม่จอมเห็นแก่ตัวของตนกับน้องสาวจอมเสแสร้งที่มักทำตัวอ่อนแอบอบบาง

“ข้ากำลังจะออกไปเจ้าค่ะ” คนในส้วมตะโกนออกมาอย่างอ่อนระโหยโรยแรงพร้อมกับที่หล่อนพยามยามหาที่ยึดตัวเองขึ้นด้วยมือหนึ่งข้าง ส่วนอีกข้างก็จับขอบกางเกงของตนแน่นเพื่อไม่ให้หลุดไปกองที่ส้วมหลุมด้านล่างด้วยความทุลักทุเล

จากหญิงสาววัยยี่สิบกว่าตอนตายได้กลับกลายมาเป็นเด็กหญิงตัวน้อยวัยแปดหนาวอีกครั้งทำให้หล่อนค่อนข้างยังไม่คุ้นชินอยู่บ้าง แต่ในเมื่อได้รับโอกาสมาแล้วก็จงอยู่ไป

แม้ตอนนี้หล่อนจะมีอายุแปดหนาวแต่ด้วยสภาวะแห่งความอดยากทำให้เด็กหญิงคนนี้ดูเหมือนเด็กอายุห้าหกหนาวไม่มีผิด

ท่อนแขนเรียวเล็กที่หากบีบแรง ๆ ก็อาจจะหัก ขาของหล่อนเป็นเหมือนตะเกียบแห้ง ๆ หากยืนไม่ดีก็อาจจะล้มพับได้ตลอดเวลา ผิวดำคล้ำจากการทำงานหนักทุกรูปแบบหน้าตามอมแมม ผมเผ้าดูกระเซอะกระเซิงแม้จะถักเปียคู่ก็ยังดูไม่เรียบร้อย

เมื่อเด็กหญิงลุกยืนได้มั่นคงดีหล่อนก็จัดการผูกเชือกกางเกงของตนให้แน่นแล้วลองดึง เมื่อมั่นใจว่ามันไม่หลุดแน่ ๆ เด็กน้อยจึงได้ดึงไม้ขัดประตูห้องส้วมออก ทันทีที่ประตูไม้บานเก่าเปิดออกแสงสว่างของดวงอาทิตย์ก็สาดเข้ามา ทำให้เด็กหญิงต้องหลับตาลงเพื่อปรับสภาพของดวงตาอีกครั้ง

“กว่าหล่อนจะออกมาได้ช่างทำให้ผู้คนเสียเวลาโดยแท้ ไปเลยรีบไปตัดหญ้ามาเลี้ยงหมูได้แล้วก่อนที่คนอื่นจะแย่งเก็บไปจนหมดฉันไม่อยากเลี้ยงตัวขี้เกียจหรอกนะ หากวันนี้หมูไม่ได้กินข้าวแกก็ไม่ต้องกินเหมือนกัน” หม่านซิงผู้เป็นแม่แผดเสียงดังใส่หน้าลูกสาวคนรองด้วยความไม่พอใจ

“ท่านแม่ ข้าไม่สบายอยู่นะแล้วก็ยังถ่ายไม่หยุดด้วย” เด็กหญิงร่างผอมท้วงแม้จะรู้ว่ามันไร้ประโยชน์ก็ตาม

“แกไม่ต้องมาสำออยไปทำงานเดี๋ยวนี้ เอาไว้ตายเมื่อไหร่ฉันถึงจะเชื่อ” หญิงอายุยี่สิบเจ็ดแต่ดูภายนอกเหมือนหญิงที่ดูมีอายุมากกล่าวอย่างประชดประชัน

ฉินเซียวจึงได้แต่จำใจหยิบตะกร้าสานใบใหญ่ที่เกือบจะใบเท่ากับตัวเองขึ้นสะพายหลัง โดยในตะกร้าใบนั้นได้มีมีดทื่อสนิมเกรอะไว้สำหรับตัดหญ้าอยู่หนึ่งเล่ม

เด็กหญิงตัวน้อยค่อย ๆ ก้าวเท้าของตนเดินออกจากบ้านดินหลังย่อมที่มีสามห้องนอนไปทางด้านหลังเพื่อที่จะเดินขึ้นเขา ฤดูนี้เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูร้อนเด็กหญิงที่เดินมาได้สักพักเริ่มมีเหงื่อออกจึงทำได้เพียงแค่ยกชายเสื้อเก่าที่ปะแล้วปะอีกจนแทบไม่มีที่จะให้ปะได้อีกเช็ดใบหน้าของตนอย่างลวก ๆ

‘หิวชะมัดน้ำก็ไม่มีดื่ม ข้าในอดีตทำไมถึงได้โง่งมจังนะที่คิดว่าหากทำดีแล้วท่านแม่จะรักพี่น้องจะเห็นใจที่ไหนได้สิ่งที่ทำกลับกลายเป็นไอ นั่นเป็นเพียงเพราะข้าไม่ใช่ลูกที่แท้จริงถึงว่าทำดีแค่ไหนเขาก็ไม่เห็นค่า แต่ถ้าข้าไม่ตายก็ไม่รู้ความจริงนี่สินะที่เขาเรียกกันว่าได้อย่างเสียอย่างเอาเถอะมีชีวิตอยู่ก็ดีแล้ว

เอาไว้ค่อยไปตามหาบิดามารดาที่เขาคิดว่าบุตรสาวของตนได้ตายไปตั้งแต่แรกคลอดก็แล้วกัน’ วิญญาณหญิงสาวที่อยู่ในร่างเด็กหญิงคิดไปด้วยในระหว่างเดิน

ยามนี้แสงแดดยังคงแผดเผา เด็กหญิงตัวน้อยได้สาวเท้าสั้นของตนให้เร็วขึ้นเพื่อหวังจะให้ไปให้ถึงธารน้ำด้านหน้า ยามก้าวเดินฉินเซียวก็คิดหาวิธีหลบหนีออกจากบ้านที่เป็นดั่งขุมนรกไปด้วย การคิดนะมันง่ายหากทว่าการกระทำสิมันเป็นเรื่องยาก

การเดินทางไปไหนก็จำเป็นต้องใช้เงินแล้วตัวข้ายามนี้จะไปหาเงินได้จากที่ใดกัน เด็กหญิงยิ่งคิดยิ่งมีใบหน้าเศร้าหมองและในที่สุดเด็กหญิงก็ได้ถึงเวลานั่งพักจากความพยายามของตน เด็กตัวน้อยได้นั่งอยู่หลังโขดหินริมลำธารที่เจ้าตัวได้ใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะเดินมาถึงสถานที่แห่งนี้ฉินเซียวนั่งมองน้ำใสในลำธารที่มีปลาแหวกว่ายอยู่ในนั้นท้องของเจ้าตัวก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความหิว ก่อนที่หล่อนจะคิดว่าหากได้ปลาตัวใหญ่สักตัวก็คงจะคลายความหิวลงได้

เนื่องจากหลังการทำงานช่วงเช้าเสร็จเธอได้รับเพียงน้ำข้าวใส ๆ ถ้วยเดียวเพียงเท่านั้น และยังมาท้องเสียจนหมดเรี่ยวแรงเป็นลมอยู่ในห้องส้วมอีก จนกระทั่งจิตวิญญาณที่ตกตายจากอนาคตได้กลับมาเข้าร่าง

หลังจากนั้นก็ต้องใช้พลังงานที่มีอยู่อันแสนน้อยนิดเดินขึ้นเขากว่าจะถึงธารน้ำแห่งนี้ด้วยความยากลำบากอีก อนิจจาการเกิดใหม่ครั้งนี้มันไม่ง่ายเลยจริง ๆ แต่เด็กคนนี้ยังไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนคิดนั้นกำลังจะได้รับผลตอบแทนในไม่ช้า

ในระหว่างที่เจ้าตัวกำลังใช้ใบไม้ทำเป็นกรวยเพื่อตักน้ำขึ้นมาดื่มเพื่อหวังแก้กระหาย จู่ ๆ ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น ฉินเซียวมองไปยังกึ่งกลางลำธารที่กำลังเกิดการหมุนวนก่อนที่จะมีปลาตัวใหญ่เท่าฝ่ามือของผู้ใหญ่กระโดดลอยจากน้ำขึ้นมาบนฝั่งหนึ่งตัว มันนอนดิ้นกวัดแกว่งตัวไปมาสักพักจากนั้นก็แน่นิ่งไป

ฉินเซียวตัวน้อยที่กำลังจะเอาน้ำเข้าปากก็ตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นจนเผลอปล่อยกรวยใบไม้ในมือตกลงพื้น ทำให้น้ำที่ตักมาได้หวนคืนสู่ธรรมชาติตามเดิม

‘นี่มันอะไรกัน จะเป็นไปได้ยังไงที่จู่ ๆ ปลามันจะกระโดดขึ้นมาเอง หรือว่าในน้ำจะมีพิษแต่ก็ไม่น่าใช่ถ้ามีพิษจริงป่านนี้คนในหมู่บ้านก็น่าจะเจ็บป่วยกันหมดแล้ว

และเท่าที่ข้าจำได้ไม่เคยมีเรื่องพิษในน้ำนี่แล้วมันกระโดดขึ้นมาได้ยังไง หรือว่าปลามันหนาวไม่ใช่ล่ะยิ่งคิดยิ่ง เลอะเทอะเดินไปดูดีกว่า’ เด็กหญิงวัยแปดหนาวแม้จะมีร่างวิญญาณข้างในเป็นหญิงอายุยี่สิบปีพูดเองเออเองก่อนที่เธอจะสืบเท้าน้อย ๆ ของตนเดินไปยังปลาผู้เคราะห์ร้ายตัวนั้นเมื่อเดินไปถึงปลาใหญ่ตัวนั้นหล่อนก็นั่งยองพิจารณามองปลาที่แน่นิ่งด้วยความสงสัย ก่อนจะลองเอานิ้วผอมเล็กของตัวเองจิ้มลงไปกึ่งกลางของตัวปลาแล้วค่อย ๆ ไล่ตามลำตัวของปลาระคนไปด้วยความงุนงงแปลกใจ

‘อืมมันน่าจะกินได้แหละใช่ไหม เนื้อมันแน่นอยู่นะดูน่า อร่อย เอาล่ะขอบคุณนะเจ้าปลาน้อยที่กระโดดขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารให้ข้ากิน’ เด็กน้อยคิดก่อนที่จะช้อนปลามาใส่ในมือน้อยทั้งสองข้างด้วยความระมัดระวัง

และเมื่อเดินมาถึงหลังโขดหินที่เจ้าตัวได้วางตะกร้าที่มีมีดสนิมเกรอะเอาไว้ ก็จัดการวางปลาตัวนั้นลงก่อนที่หล่อนจะเดินไปหาไม้แหลมเพื่อที่จะนำมาเสียบปลาใหญ่ตัวนี้

และเมื่อเจ้าตัวเล็กหาไม้มาได้เด็กหญิงก็เดินย้อนมาทางปลาผู้เคระห์ร้ายอีกครั้งก่อนที่เธอจะใช้ไม้ในมือแทงเข้าไปในปากของตัวปลาทะลุจนถึงหาง

‘ถ้ามีเกลือนะเยี่ยมเลย แต่ก็...โอ้ย! เจ็บ ๆ นี่มันอะไรนะดู คุ้น ๆ แฮะ’ เจ้าตัวเล็กคิดขึ้นอีกครั้งเมื่อได้หยิบสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บหัวขึ้นมาดู มันเป็นถุงเกลือที่มีขนาดเท่าฝ่ามือของเด็ก หญิงนั่นเอง

“เฮ้ย! เกลือ” ฉินเซียวร้องตกใจก่อนที่จะปล่อยสิ่งที่อยู่ในมือหล่นลงพื้นพร้อมกับที่ตัวเธอได้นั่งจ้ำเบ้าลงกับพื้นด้วยความตื่นกลัว เนื่องจากเธอไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่มันคืออะไร

เด็กน้อยที่ก้นกระแทกพื้นได้ถัดตัวเองถอยหลังจากปลาและเกลือไปหลายช่วงตัวปากคอสั่นมองของสองสิ่งที่อยู่ด้าน หน้าด้วยความหวาดผวา ใบหน้าที่เหลืองอยู่นั่นยิ่งดูซีดเซียวลงไปอีก

รอบ ๆ ตัวของเด็กหญิงในตอนนี้ได้มีลมพัดขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ทำให้กิ่งไม้เกิดการเสียดสีเป็นเสียงให้เจ้าตัวเล็กได้ยินดังแกรกกราก ฉินเซียวพอได้สัมผัสลมเย็นที่พัดมาโอบไล้อย่างแผ่วเบาก็ทำให้จิตใจของตนได้ผ่อนคลายลง แม้ว่าบรรยากาศรอบด้านจะไร้ซึ่งสรรพเสียงใดก็ตาม เธอจึงได้ตัดสินใจลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปหาของทั้งสองสิ่งอีกครั้ง เมื่อเห็นว่ามันเป็นเพียงเกลือกับปลาสดธรรมดาเด็กหญิงจึงได้แต่เกาหัวด้วยความไม่เข้าใจ

อีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นสถานที่อันห่างไกลจากโลกมนุษย์ เทพแห่งดวงชะตากำลังหาของบางอย่างที่ไม่รู้ว่าได้ทำหาย ไปตอนไหนจนตำหนักของตนแทบจะดูไม่ได้ด้วยความระเกะระกะของสิ่งของมากมายที่กองอยู่รวมกัน

“มันหายไปไหนกันข้าจำได้ว่าครั้งสุดท้ายก็นำมันมาส่องดวงชะตาของแม่หนูคนนั้นนี่นา คงไม่ใช่ว่า...แย่แล้ว!” เทพแห่งดวงชะตาบ่นพึมพำก่อนร้องออกมาเสียงหลงไปถึงหน้าตำหนัก

“เจ้าเฒ่าแกเป็นอะไรไป ตะโกนซะเหมือนหมูถูกเชือดเกิดอะไรขึ้น อ้าวมีโจรผู้ร้ายมาปล้นตำหนักเจ้าเหรอ” เสียงนี้เป็นของเฒ่าจันทราที่มักจะมาเยี่ยมคู่หูของตนอยู่เสมอ

“คราวนี้ฉันตายแน่เจ้าแก่ เรื่องนี้ยิ่งกว่ามีโจรปล้นตำหนักข้าเสียอีก” เจ้าของสถานที่โอด

“หมายความว่ายังไง” ผู้มาใหม่ถามพร้อมกางหูรอฟัง

“ข้าทำโป๊ยข่วยหายยังไงล่ะ หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอเรียกก็ไม่ตอบข้าว่าเจ้านั่นคงจะได้ไปผูกวิญญาณกับมนุษย์คนหนึ่งเข้าแล้ว” คนพูดกล่าวพร้อมสีหน้าแสดงความกลัดกลุ้ม

“นะ...นี่เรื่องใหญ่จริง ๆ นะ เจ้านั่นมันซนจะตายเจ้าก็รู้หากไปอยู่กับคนไม่ดีหายนะได้บังเกิดแน่” เฒ่าจันทราเริ่มนั่งไม่ติดบ้างแล้ว หากเจ้านั่นเกิดไปป่วนด้ายแดงของใครเข้า เรื่องยุ่งก็ต้องเข้ามาหาตนเช่นเดียวกัน

“เด็กคนนั้นนางเป็นคนดีอยู่หรอกแต่สิ่งที่ข้าเป็นห่วงก็เพราะนางจะตามเล่ห์เหลี่ยมเจ้านั่นไม่ทันต่างหากเล่า เอาเถอะอีกแค่ไม่กี่วันบนนี้เจ้านั่นก็คงจะกลับมาตอนนี้สิ่งที่ข้าทำได้ก็คงจะต้องเอาใจช่วยแม่หนูคนนั้นแค่นั่นแหละ” เทพแห่งดวงชะตากล่าวอย่างปลดปลง

โดยที่ท่านยังไม่รู้ว่าตอนนี้เด็กน้อยที่ตนกำลังเป็นห่วงกำลังลิ้มรสปลาย่างเกลืออย่างเอร็ดอร่อยเนื่องจากได้คลายความกลัวลงไปแล้วจากท้องที่ร้องครวญครางอยู่ก็ได้ถูกเติมเต็มจนอิ่ม
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 360

    “พี่สี่ท้องนี้ท่านพอเถอะเจ้าค่ะ ท่านมีลูกมากที่สุดในบรรดาพวกเราแล้วข้าเป็นห่วง” ฉินเซียวผู้กำลังตั้งท้องบุตรคนที่สามกล่าวกับพี่สาวที่ตั้งครรภ์บุตรคนที่สี่อย่างเป็นห่วง“ข้าเองก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า” เอ้อเหมยยกยิ้มกล่าวคล้อยตามผู้เป็นน้องทำให้ช่างหลิวพยักหน้ายืนยันคำพูดของภรรยาออกมาด้วย ทำให้ฉินเซียวว

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 359

    นับตั้งแต่วันนั้นหลังจากสนทนาในห้องตำราของว่าที่พ่อตา ระยะเวลาก็ผ่านมาจวบจนกระทั่งหนึ่งเดือนเต็ม ชายหนุ่มอดทนต่อการกระทำอันเย็นชาของหญิงสาวมาตลอด แม้จะมีบุตรชายเป็นกองหนุนแต่หญิงสาวก็ยังคงสาดน้ำเย็นจัดใส่เขาราวกับฤดูเหมันต์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน“แม่นางกู่ เจ้ายังไม่หายโกรธข้าอีกอย่างนั้นหรือ ข้ารู้ว่

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 358

    ดวงตาของหญิงสาวเมื่อเห็นว่าผู้ใดเป็นคนขี่ม้าพาบุตรชายของตนเข้ามาใกล้ ก็ทำให้สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นซีดขาวสลับแดงหัวใจเต้นแรงราวจะทะลุออกจากอก หลังจากที่คิดว่าตนน่าจะไม่มีความรู้สึกต่อเขาจึงได้ออกมายืนรออยู่ตรงนี้หลังจากชายหนุ่มวาดเท้าลงจากหลังม้า ชายชราเจ้าของเรือนผู้มีตำแหน่งต่ำกว่าเตรียมประสานมือ

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 357

    “ไม่ขอรับ ข้าอยากขี่ม้ามากแต่ท่านแม่บอกว่าข้ายังเด็กเกินไป” เสี่ยวมู่ส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมพูดออกมา“ถ้าอย่างนั้นข้าจะอุ้มเจ้าขึ้นไปบนหลังม้าให้เจ้านั่งด้านหน้า ข้าจะเป็นคนบังคับม้าให้เอง” ฉินอู๋พูดขึ้นซึ่งในขณะเดียวกันก็อุ้มเด็กตัวกลมขึ้นหลังม้าทำให้เด็กชายกรีดร้องด้วยความตื่นเต้น“สูงมากเลยขอรับ ข้าอ

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 356

    “เฮ้อ! พวกท่านช่างไม่เข้าใจจิตใจของหญิงสาว หากเป็นข้า ข้าก็จะทำแบบเดียวกับพี่สะใภ้รองเช่นกัน ดังนั้นเรื่องนี้ข้าเข้าข้างนาง” ฉินเซียวมองหน้าสามีกล่าวขึ้นอย่างเห็นใจหญิงสาวผู้ที่ตนตัดสินใจแล้วว่าหญิงผู้นั้นเป็นคนดีโจวเหวินหยุนผู้ไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดินคล้ายเข้าใจแต่ไม่เข้าใจคำพูดของภรรยาแต่เขาไม่คิดถาม

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 355

    “ท่านพี่ ท่านบอกข้ามาตามตรงพี่รองของข้ามีเรื่องอะไรที่เขาต้องปรึกษากับท่านเป็นการส่วนตัว” ฉินเซียวเอ่ยถามชายหนุ่มผู้ที่กำลังวางคางเกยยังหัวไหล่ขาวเนียนของตน“น้องหญิงเหตุใดเจ้าถึงไม่ถามกับเขาโดยตรง” เหวินหยุนเริ่มมือไม้อยู่ไม่สุข ทำให้หญิงสาวผู้ที่ต้องการสนทนาได้แต่เอามือน้อยปัดป้องในสิ่งที่เขากำลัง

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 172

    “ข้าคิดไม่ผิดที่เลือกมาอยู่กับเจ้า” โป๊ยข่วยงึมงำเสียงเบาทำให้ฉินเซียวฟังไม่ถนัดนางจึงได้เอ่ยถามคู่หูด้วยความสงสัย “เจ้าว่าอะไร”“เปล่า” กระจกเทพปฏิเสธก่อนที่เขาจะเงียบหายไปทำให้ฉินเซียวได้แต่งุนงงกับอารมณ์ของกระจกบานจิ๋ว‘หรือท่านเทพจะเข้าสู่วัยทอง’ นางคิด หากโป๊ยข่วยรู้ว่านางคิดอะไรกระจกเทพคงจะงอน

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 171

    โดยที่เขาไม่ได้คิดว่าการที่มีผักสดในเมืองของตนในช่วงอากาศหนาวเย็นจะทำให้เขามีตำแหน่งใหญ่โตกว่าเดิมและเรื่องชวนปวดหัวตามมาในภายหลัง“ขอรับนายท่าน” พ่อบ้านชรารับคำก่อนที่เขาจะเดินออกมาจากห้องหลักเพื่อไปยังรถม้าที่รออยู่ประตูหลังของจวนทางด้านฉินเซียวในเวลานี้กำลังมาคิดเงินค่าผักดองกับยายชรา หลังจากที่

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 170

    “พวกลูกพร้อมกันแล้วหรือยังสำหรับวันนี้” หนิงเซียนเอ่ยถามบุตรหลานด้วยรอยยิ้ม“พร้อมขอรับ/เจ้าค่ะ” เด็กทั้งหกต่างขานรับเสียงดังอย่างขยันขันแข็งภายในตลาดยามเช้าก็ยังคงคึกคักเหมือนทุกวัน แต่วันนี้คนที่มารอซื้อลี่จื่อนั้นเพิ่มมากกว่าทุกวันที่ผ่านมา เพราะเขารับรู้กันโดยทั่วแล้วว่าวันนี้ร้านลี่จื่อคั่วจะข

  • ฉินเซียวเมื่อฉันเป็นสาวน้อยชาเขียวในนิยาย   บทที่ 168

    “คือว่าพวกข้าไปเจอเหตุการณ์แบบนี้มาเจ้าค่ะ...” ฉินเซียวจึงได้เป็นผู้เล่าเรื่องราวแห่งความล่าช้าทั้งหมดออกมา“เป็นแม่นางเยวี่ยจริงอย่างนั้นหรือ หากว่าข้าไม่ได้ยินจากปากของเจ้าข้าก็ไม่อยากเชื่อ” จินหลางอุทานขึ้นอย่างแปลกใจ“พี่ชายจินรู้จักนางด้วยอย่างนั้นหรือเจ้าคะ” ฉินเซียวชักเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ด

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status