LOGIN
ในชาติก่อน นางคือเด็กหญิงผู้ไร้ที่พึ่งอย่างแท้จริง เติบโตมาในบ้านเด็กกำพร้าที่ไร้ผู้อุปถัมภ์ เกิดมานางไม่เคยเห็นหน้าบิดา มารดา ไม่เคยถูกใครเรียกนางว่า ลูก และไม่เคยได้สัมผัสคำว่าครอบครัว
วันเวลาแต่ละวันผ่านไปเชื่องช้าท่ามกลางความโดดเดี่ยว ชีวิตของนางดำเนินเช่นนั้น ใช้ชีวิตหาเงินทุกวิถีทางทำทุกอย่างเพื่อให้สามารถมีเงินส่งตัวเองเรียน จนกระทั่งนางเรียนจบและมีงานทำ...
แต่แล้วในคืนหนึ่ง เมื่อนางหลับตาพร้อมหนังสือนิยายเล่มแรกของชีวิตที่นางซื้อมันด้วยเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงตนแรง นางยังอ่านไม่ทันจบพลันลืมตาขึ้นมา... นางก็กลับกลายเป็น ลู่ชิงหรู ฮูหยินเอกแห่งจวนแม่ทัพเซียวเหยียนหลง ผู้มีบทบาทในนิยายเป็นถึงพระเอกของเรื่อง
...น่าเสียดายที่ลู่ชิงหรูผู้นี้มิใช่นางเอกของนิยายเรื่องนี้ แต่นางคือนางร้ายที่อิจฉานางเอกจนเผลอพลั้งวางยาให้อีกฝ่ายตายตกไป ทว่าอย่างไรนางเอกก็คือนางเอก
ใช่แล้ว นางร้ายเช่นลู่ชิงหรูถูกจับได้ก่อนและถูกพระเอกในนิยายที่เป็นสามีของตนจบชีวิตลงด้วยมือของเขาเอง !
บทนางร้ายผู้น่าเวทนาผู้นี้จบชีวิตลงตั้งแต่เรื่องดำเนินไปไม่ถึงครึ่งเรื่องด้วยซ้ำ
เนื้อหาในนิยายที่นางรู้ก็จบลงเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งเรื่องเช่นกัน เป็นเพราะนางไม่อยากอ่านต่อกับนิยายน้ำเน่าเช่นนั้น แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่าลืมตาขึ้นมาอีกที นางจะกลายเป็นตัวละครในนิยายไปเสียแล้ว...
“คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”
เสียงของลู่ชิงหรูดังเดิมทว่าในกายนั้นมีวิญญาณของคนจากศตวรรษที่ 20 อยู่แทนแล้ว ชิงหรูยื่นถ้วยน้ำชาอุ่นกำลังดีไปเบื้องหน้า สตรีวัยกลางคนผู้เปี่ยมด้วยอำนาจ เวินซื่อฟาง ผู้เป็นมารดาของสามี ดวงหน้าของนางเรียบเฉยดังผืนน้ำในฤดูคิมหันต์ ไร้ซึ่งแววเมตตา ไร้รอยยิ้มเอ็นดู
ตำแหน่งถัดจากผู้อาวุโส คือ สตรีผู้หนึ่ง ใบหน้าอ่อนวัยแต่แววตาเฉียบคมเย่อหยิ่ง เซียวอี้หลัน บุตรีคนรองของตระกูลเซียว น้องสาวสามีของนาง
เมื่อถ้วยชาถูกยื่นต่อหน้าแล้วทว่าซื่อฟางมิได้เอ่ยคำใด ยื่นมือรับและเพียงยกขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“ชานี้...เย็นไปแล้ว”
เพียงคำเดียว บ่าวในห้องพลันพากันเงียบงัน ทุกคนต่างก้มหน้า ไม่มีใครขยับแม้จะรู้ว่าหน้าที่นั้นควรเป็นของพวกตนก็ตาม ชิงหรูนั้นเมื่อเห็นผู้อื่นนิ่งตนก็นิ่งตาม เพราะการที่นางมาเกิดในร่างตัวละครในนิยายนี้หากไม่ตามน้ำผู้อื่นไปจะถูกเปิดโปงว่ามีใครอื่นเอาได้ แย่สุดก็คือถูกกล่าวว่าเป็นผีสางมาสิงร่างและอาจถูกฆ่าตายเร็วยิ่งกว่าในนิยายเสียอีก
ท่ามกลางความเงียบงันนี้ก็เป็นอี้หลันที่ถอนหายใจก่อนวางถ้วยชาในมือตนและเอียงคอมองมาทางพี่สะใภ้ของตน รอยยิ้มของนางนั้นหยักยกมุมปากคล้ายเย้ยหยัน
“พี่สะใภ้เจ้าคะ…ท่านนิ่งเช่นนี้ทำอย่างกับไม่เคยมาคารวะท่านแม่มาก่อนอย่างไรอย่างนั้น หรือท่านจะรอให้ท่านแม่ไปอุ่นน้ำชาเอง?”
ชิงหรูเหลือบตามองอีกฝ่ายที่มองสบมา เมื่อย้อนคิดก็มีความเข้าใจบางอย่างแล้ว ฉับพลันหัวใจที่เคยเจือความอบอุ่นและมีความหวังพลันหนักอึ้งขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
เมื่อคืนวานนางเพิ่งวาดฝันว่าตนได้โอกาสมีชีวิตใหม่ที่ไม่โดดเดี่ยว ไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยตัวคนเดียวอีกต่อไป ยามเมื่อเผชิญกับความแปลกใหม่เหล่านี้จึงคาดหวังผิดทางไปบ้าง
ที่แท้การที่นางมีญาติผู้ใหญ่ก็ต้องตามมาด้วยการแสดงความกตัญญูนี่เอง... ก็ไม่ใช่ว่านางจะทำไม่ได้ เพียงแต่นี่เป็นเรื่องใหม่ที่นางไม่เคยทำเท่านั้น ไหนจะในนิยายที่อ่านไปเพียงน้อยนิดก็มิได้ลงรายละเอียดสำหรับความเป็นอยู่ของนางร้ายผู้นี้อยู่แล้ว
“…ท่านแม่รอสักครู่ ข้าจะรีบนำชาไปอุ่นมาใหม่เจ้าค่ะ”
ชิงหรูย่อตัวรับถาดชาแล้วเดินออกจากห้องไป...
ระหว่างเดินมุ่งหน้าไปครัวนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เป็นเสียงแหบพร่าของหญิงสูงวัยผู้หนึ่ง นางคือ ป้าม่อ บ่าวอาวุโสข้างกายซื่อฟางนั่นเอง
“ฮูหยินน้อย ท่านคงไม่คิดน้อยใจไปใช่ไหมเจ้าคะ” เสียงกล่าวขึ้นอย่างเชื่องช้า “ฮูหยินใหญ่ล้วนให้ท่านปรนนิบัติใกล้ชิดเช่นนี้ล้วนเพราะความเอ็นดูรที่มีต่อสะใภ้เช่นนั้นท่านทั้งนั้น อนุญาติ ให้ท่านเดินเข้าเดินออกเรือนหลักได้ถึงเพียงนี้แสดงว่าวางใจและรักใคร่มากเจ้าคะ”
ชิงหรูเพียงพยักหน้าเข้าใจแล้วก็หมุนกายไปทำหน้าที่ของตนต่อเท่านั้น ในใจของนางที่เคยเป็นผืนดินแห้งแล้งเมื่อได้คำปลอบประโลมดั่งน้ำเพียงหยดเดียวก็ย่อมสามารถมีชีวิตต่อได้แล้ว...
เท่าที่ชิงหรูรู้เกี่ยวกับนางร้ายผู้นี้จากการอ่านนิยายนั้น การที่ลู่ชิงหรูได้แต่งเข้ามาเป็นภรรยาเอกของเซียวเหยียนหลงนั้นเป็นเพราะเขาถูกมารดาบังคับ สามีของนางหาได้เต็มใจรับนางเป็นภรรยาของตนไม่ เช่นนั้นแล้วก็ไม่แปลกที่บทบรรยายของนักเขียนในนิยายจะบอกไว้ว่านางร้ายผู้นี้พยายามเอาใจและเป็นที่รักของซื่อฟางจนทำให้บุตรชายของเขาไม่พอใจอยู่หลายครา
ที่แท้เบื้องหลังของการถูกเอ็นดูรนั้นเป็นผลพวงมาจากการที่ลู่ชิงหรูต้องปรนนิบัติแม่สามีไม่ต่างจากบ่าวผู้หนึ่งนั่นเอง
ชิงหรูจัดการอุ่นน้ำชาและนำไปให้แม่สามีเสร็จก็ต้องไปจัดการเรื่องภายในจวนกับพ่อบ้านฉีผู้มีหน้าที่ดูแลจวนอีก จนกระทั้งฟ้าเริ่มมืดนางถึงได้เพิ่งกลับมาเหยียบเรือนหลักของจวน
...ค่ำคืนนี้ล่วงเลยจนน้ำชาข้างเตียงเย็นเฉียบก็ยังไม่เห็นเงาของเขาดังที่คาดไว้
ไม่รู้ว่านางกำลังฝันลม ๆ แล้ง ๆกับสิ่งใดอยู่กันแน่ ในเมื่อสามีของนาง มิได้กลับมาที่เรือนนี้ตั้งแต่วันแต่งงาน
ในชาติก่อน นางไม่เคยได้รับความรักจากครอบครัว ในชาตินี้...มีสามีเป็นของตนเองแต่ก็ได้ผลลัพธ์ไม่ต่างจากเดิมหรือนี่
หากนี่ คือโชคชะตาที่นางต้องเป็นนางร้ายในนิยายที่ไม่มีเหลียวแล ชีวิตสิ้นลงเพราะแรงริษยา
เช่นนั้น…นางก็จะไม่เดินซ้ำรอยเดิม
หากแม่ทัพเซียวเหยียนหลงยอมอ่อนโยนให้แก่นางเอกในนิยายเพียงผู้เดียว
นางร้ายเช่นนาง ก็จะเป็น ผู้เดียว นั้นแทน
ในเมื่อนางจะเปลี่ยนชะตาของนางร้ายที่ตายตั้งแต่ต้นเรื่องนี้
การเริ่มจากเปลี่ยนความรู้สึกของสามีผู้เป็นพระเอกนิยายที่มีนิสัยธงแดงต่อภรรยาเช่นนาง ก็เป็นแผนการที่ดีมิใช่หรือ...
ลมยามค่ำหอบเอากลิ่นดินและฝุ่นลอยปะปนในอากาศ ค่ายทหารที่อยู่ในการดูแลของแม่ทัพเซียวตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองหลวงไม่ไกลนัก กระโจมพักของแม่ทัพตั้งอยู่กลางค่าย รูปทรงธรรมดา ปราศจากการตกแต่งที่เกินจำเป็น
เซียวเหยียนหลงนั่งอยู่หน้ากองงานที่ตั้งสูง เสื้อคลุมสีเข้มไร้ลวดลายปัก ดวงหน้าเคร่งขรึมแฝงรัศมีผู้นำยากให้คนอยากเข้าหา แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสะท้อนดวงตาคมลึกที่เย็นชาดุจเหล็กกล้าจนหากใครได้สบตาเป็นต้องเข่าอ่อนเสียทุกลาย
เสียงฝีเท้าหนักแน่นหยุดลงหน้ากระโจม ก่อนร่างของชายผู้หนึ่งจะเข้ามา
“ท่านแม่ทัพขอรับ”
ผู้พูดคือ หานเจิ้งหลิว ทหารคนสนิทควบคู่ตำแหน่งผู้ช่วยไปในตัว เขาติดตามแม่ทัพเซียวมาตั้งแต่ยามยังเป็นเพียงนายกอง ด้วยเพราะเขามีนิสัยเฉียบขาด เงียบขรึม และรู้ขอบเขตดีจึงเข้าตากับท่านแม่ทัพเซียวในที่สุด
เหยียนหลงเหลือบสายตาจากแผนที่ตรงหน้าอย่างเฉยชา “ว่ามา”
ผู้ช่วยหานรายงานความเรียบร้อยของค่ายตามลำดับอย่างที่เขาทำเป็นประจำ
...และก็เข้าสู่เรื่องสุดท้าย
“วันนี้มีใต้เท้าหวังจากกรมพิธีการ ส่งนำของกำนัลมาให้ท่านแม่ทัพขอรับ”
“...” เซียวเหยียนหลงเลิกคิ้วเล็กน้อยเป็นสัญญาณให้หานเจิ้งหลิวกล่าวต่อ
“เป็นสตรีวัยเพิ่งพ้นช่วงปักปิ่นสองนาง ใต้เท้าหวังได้ฝากคำพูดไว้อีกว่า เขาเห็นว่าท่านแม่ทัพมุ่งอยู่แต่กับกองทัพ ฝึกปรือทหารจึงอยากมอบความรื่นเริงไว้คลายเครียดท่านแม่ทัพขอรับ”
ความเงียบปกคลุมกระโจมอีกครา เซียวเหยียนหลงไม่ได้เปลี่ยนอารมณ์ไปจากเดิมเท่าไร เขาเพียงเปิดปากพูดขึ้นช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงราบเย็น
“ส่งกลับไป”
หานเจิ้งหลิวก้มศีรษะอย่างไม่ต่อความอีก เขาเองเพียงมาบอกกล่าวเท่านั้นในหัวได้เดาคำสั่งของผู้เป็นนายไว้เรียบร้อยแล้ว
“ฝากบอกหวังอี้ซานไปด้วย หากยังเหลือเวลาสนใจเรื่องความรื่นเริงของผู้อื่น งานส่วนที่เขารับผิดของคงไม่สนใจทำแล้วกระมัง”
คำขู่นี้ถือว่าเขาเอ่ยเตือนเป็นคราสุดท้าย ด้วยเพราะเซียวเหยียนหลงนั้นถือว่าเป็นบุตรชายในตระกูลชั้นกลางที่สำเร็จตั้งแต่ยังหนุ่ม เพียงวัยยี่สิบต้น ๆ เขาก็ก้าวขึ้นตำแหน่งท่านแม่ทัพใหญ่ที่เป็นที่โปรดปราณของฝ่าบาทเสียแล้ว ไม่แปลกที่จะมีตระกูลขุนนางมากมายอยากผูกสัมพันธ์ด้วย
เวลาผ่านไปจวบจนดวงจันทร์ลอยสูงขึ้นสุดฟ้า เหยียนหลงก็วางพู่กันในมือลงก่อนเอ่ยคำสั่งท้ายสุดโดยไม่หันมองเพราะเขารู้ว่าอย่างไรผู้ช่วยหานก็ยืนอยู่
“คืนนี้ข้าไม่กลับจวน จัดที่นอนเช่นเดิม...”
บทที่ 29แผนร้ายของชิงหยาเช้าตรู่ก่อนที่แสงอรุณจะขึ้นพ้นขอบฟ้า ลู่ชิงหรูก็ออกจากบ้านพร้อมกับเสี่ยวเฉิน ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังตลาดสดในตรอกลึกด้านตะวันตกของเมือง ที่นั่นเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบของพ่อค้าหาบเร่และชาวบ้านร้านตลาด ไม่หรูหราแต่ราคาย่อมเยา เหมาะสำหรับร้านเล็กอย่างของนางชิงหรูคลุมผ้าอย่างเรียบร้อย ไร้การแต่งแต้มสีสันบนใบหน้ายามมองมาไม่หวือหวาแต่กลับงดงามดูสะอาดสะอ้าน ข้างตัวมีเสี่ยวเฉินหอบตะกร้าสานเดินตามอยู่ไม่ห่าง ทั้งสองจอดแวะร้านขายเนื้อหมูสด กลิ่นเลือดจาง ๆ โชยมาตามลม“เอาเนื้อครึ่งชั่ง กับตับอีกนิด” นางบอกพลางหยิบถุงผ้าส่งให้แม่ค้าหญิงขายเนื้อมองนางแล้วแค่นหัวเราะเบา ๆ ทันที สตรีที่งดงามไม่เหมือนชายบ้านเช่นนี้ใครเล่าจะจำไม่ได้“โฮะ ฮูหยินผู้สูงศักดิ์ในอดีตถึงขั้นต้องมาซื้อของตลาดเองหรือ…ช่างเป็นเกียรติเสียจริง”น้ำเสียงเสียดแทงทำให้เสี่ยวเฉินหน้าเปลี่ยน ตาเริ่มแข็ง แต่ชิงหรูกลับรับของแล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางแทนอย่างไม่ใส่ใจ“ราคาตามป้ายหรือมีอะไรพิเศษให้คนเคยแต่งงานแล้วแต่ถูกหย่าบ้างหรือไม่?”หญิงขายเนื้อชะงักไปเล็กน้อย แล้วหัวเราะหยันแต่ก็ไม่กล้าพูดต่อ นางเอกจ่ายเงินและพา
บทที่ 28พานางกลับมายามโพล้เพล้ของเมืองหลวง แสงอาทิตย์เอียงต่ำทอดผ่านหน้าร้านเล็ก ๆ ในตรอกแห่งหนึ่ง บนป้ายไม้เขียนด้วยพู่กันว่า หอข้าวหอม กลิ่นกับข้าวหอมฉุยลอยกรุ่นอบอวลไปทั่วบริเวณลู่ชิงหรูในชุดสีกลางดูธรรมดาขัดกับใบหน้าสดใสผุดผาด กำลังใช้กระบวยตักน้ำแกงราดลงบนข้าวสวยร้อนให้ชายชราที่เพิ่งกลับจากไปทำงานผู้หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยนให้“ระวังร้อนนะเจ้าคะ”ร้านของนางมีโต๊ะไม้สามตัว กับม้านั่งเก่า ๆ ไม่กี่แถบ เสี่ยวเฉินช่วยดูแลร้านส่วนอื่น มีเสี่ยวเอ้อหนุ่มร่างเล็กวิ่งรับคำสั่งด้วยความคล่องแคล่ว ถึงจะเป็นเพียงร้านเล็ก ๆ แต่บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองจนผู้คนแน่นทุกวัน และแม้จะทำกำไรได้ไม่มากเท่าการส่งผงปรุงรสให้ราชสำนัก แต่นางก็รู้สึกเป็นสุขที่ได้ลงมือปรุงกับมือ ให้ผู้คนชนชั้นล่างได้อิ่มท้องในราคาย่อมเยาว์นางคือร้านอาหารขายข้าวราดหลายอย่างที่ทำไว้ก่อนแล้ว พอลูกค้ามาก็เลือกกับข้าวและตักให้ทันใจร้านเปิดจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า เหลือเพียงกับข้าวเล็กน้อย ขณะที่เสี่ยวเฉินกำลังจะล้างชามเตรียมเก็บร้าน เสียงฝีเท้าเรียงกันเป็นจังหวะก็ดังขึ้นจากปากตรอกเสียก่อนพวกเขามากันอีกแล้ว...“เหลือเท่าใดพว
บทที่ 27ข้าก็ไม่คิดจะแต่งกับใครอีก“พี่ใหญ่!” น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงแววเตือน “ปล่อยนางเถอะขอรับ”หลิงชวนยืนอยู่ไม่ไกลเดินเข้ามายืนระหว่างทั้งสองมือข้างหนึ่งจับแขนญาติผู้พี่ที่ตลอดชีวิตนี้เราทั้งสองแข่งกันมาโดยตลอดทว่าก่อนจะเกิดเรื่องใหญ่ไปกว่านั้นก็เป็นชิงหรูที่เอ่ยเสียงสั่นเครือ“ช่วยพาข้าออกไปที” นางพูดโดยไม่แม้จะมองเซียวเหยียนหลงเลย...“แน่ใจแล้วหรือ?”หลิงชวนถามย้ำ ขณะที่เอี้ยวตัวมองสตรีร่างบอบบางสบเข้ากับนแววตาที่ไม่สั่นไหวของนาง เขาก็พยักหน้า แล้วหันกลับไปสบตากับพี่ชายตนเซียวเหยียนหลงยืนนิ่ง มือกำแน่นอยู่ข้างลำตัว สายตาจ้องมองสองคนที่ยืนคุยกันราวไม่มีคนอื่นก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเย็นเยียบพาลให้คนรอบข้างหนาวสะท้าน“หากเจ้ากล้าก้าวออกไปพร้อมหลิงชวนวันนี้...อย่าคิดว่าจะได้กลับมาอีก”น้ำเสียงของเขาเหมือนมีดที่กรีดผ่านหัวใจคน แม้ดูสงบเรียบแต่สั่นสะเทือนถึงกระดูก แน่นอนว่าคำพูดนั่นไม่ทำให้ชิงหรูหันกลับไป นางหมุนกายเดินจากออกมาอย่างไม่ลังเล...ระหว่างทางนั้นชิงหรูเดินผ่านอดีตแม่สามีเวินซื่อฟางที่ได้ยินทุกอย่างขณะกำลังจะเข้ามาก็ถึงกับเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากเชื่อหูที่ได้ยินลูกสะใภ้ที
บทที่ 19เหตุใดนางถึงได้ตัวร้อนเป็นไฟเช่นนี้รุ่งอรุณของวันใหม่ค่อย ๆ สาดแสงลอดผืนผ้าของกระโจมเข้ามา อากาศเย็นยามเช้ากระทบผิวพาให้ร่างบางบนเตียงหนาวสะท้านเล็กน้อยชิงหรูลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ภายในกระโจมเงียบราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ ร่างของบุรุษผู้ครอบครองเตียงนี้ หาได้อยู่เคียงข้างนางไม่เขา…คงไม่แม้จะนอนร่วมเตียงกับนางเลยสินะก็ไม่ได้น่าประหลาดใจ เพราะรู้แต่แรกว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขามิเคยมีคำว่า รัก เกิดขึ้นแม้แต่น้อย สิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนั้น ไม่ต่างอะไรกับการตอกย้ำว่านาง…เป็นเพียงของสิ่งหนึ่ง ของที่เขาหวงและไม่ยอมให้ใครแตะต้องก่อนตนเองก็เท่านั้นชิงหรูหัวเราะเบา ๆ ออกมาอย่างฝืนใจ...ก็ดีเหมือนกัน จากที่คิดจะย้อนกลับบัดนี้นอกจากทำทุกอย่างเพื่อมีชีวิตรอดแล้ว ชิงหรูก็จะไม่ไปใส่ใจเรื่องอื่นใดอีกชิงหรูพยุงร่างลุกจากเตียง เนื้อตัวยังระบมและอ่อนล้าในทุกฝีก้าว ความเจ็บที่แล่นผ่านส่วนล่างของร่างกายทำให้นางต้องเม้มริมฝีปากไว้แน่น เพื่อมิให้หลุดเสียงครางออกมาค่ำคืนที่ผ่านมานั้น…นางไม่อาจหลอกตนเองได้ว่ามันอ่อนโยน หากแต่มันเป็นผลจากแรงโทสะของบุรุษผู้นั้น เป็นการสั่งสอนเป็นการประกาศสิท
บทที่ 26ท่านแม่ทัพได้โปรดลงนามด้วย...ใต้เงาไม้อันเงียบสงัด ร่างสูงใหญ่ของเซียวเหยียนหลงเดินก้าวอย่างรวดเร็วไปตามแนวทางเดิน เขาไม่ได้มีจุดหมายใด เพียงแต่ต้องการให้ลมตีหน้าเพื่อลดอารมณ์ที่พุ่งทะยานจนไม่อาจควบคุมเมื่อครู่มือหนากำแน่นจนเส้นเอ็นโป่งพอง ยังรู้สึกถึงแรงข่วนบนหน้า… แผลเล็กน้อยเท่านั้น แต่มันเจ็บยิ่งกว่ายามดาบเฉือน เขาไม่รู้ว่าเจ็บเพราะแผลหรือเพราะสายตาที่นางมองเขาในยามนั้นกันแน่…“เจ้าเป็นของของข้า…”คำพูดที่เอ่ยออกไปด้วยความโมโหยังดังก้องอยู่ในหัว แต่เมื่ออารมณ์เริ่มสงบลง เขากลับเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองเหตุใดเขาจึงโกรธถึงเพียงนั้น?เขาหึง… อย่างที่นางว่าหรือ?สมองของเขาเถียงขึ้นมาทันที ราวกับไม่อาจยอมรับคำตอบเสียศักดิ์ศรีเช่นนั้น เซียวเหยียนหลงผู้ไม่เคยพ่ายต่อหญิงใด จะมายอมรับว่าตนหึงนางเพียงเพราะนางไปพบบุรุษอื่นน่ะหรือ?ไร้สาระ !เขาคำรามเบา ๆ กับตัวเอง แล้วขบกรามแน่น ราวจะบดขยี้ความคิดนั้นให้มลายหายไป“ข้าเพียง…ไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องของของข้าเท่านั้น”ใช่… เขาโน้มน้าวตัวเองเช่นนั้น ความรู้สึกอึดอัดในอกนั้น…มันคือความไม่พอใจที่ของ ๆ เขาถูกแตะต้อง ไม่ใช่เพราะ…หัวใจเขาหวั่น
บทที่ 25ฮูหยินเช่นข้าไม่มีหัวใจหรืออย่างไรลู่ชิงหรูที่เพิ่งก้าวเท้าลงจากรถม้าไม่ทันได้พักเหนื่อยดี ก็ถูกสาวใช้มาเชิญให้ไปยังห้องรับรองพบกับแม่สามีดวงตาของชิงหรูหรี่ลงเพียงครู่ แต่ก็ก้าวตามไปโดยไม่เอ่ยให้มากความ ทว่าเมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องรับรอง พลันสายตาก็สบกับร่างของบุคคลที่นางไม่คิดว่าจะพบในเวลานี้...หนิงชิงหยาหญิงสาวในชุดบางเบาสีงาช้างนั่งอยู่ข้างเวินซื่อฟาง สีหน้าทั้งสองแลดูสดใสรื่นเริงจนน่าประหลาดใจ… โดยเฉพาะคนเป็นแม่สามีที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีวาจานุ่มนวลกับตนเช่นนี้มาก่อนแต่กลับมองให้ชิงหยาอย่างง่ายดาย“ชิงหรู เจ้ามาแล้ว” เหวินซื่อฟางเอ่ยเสียงละมุนผิดวิสัย “พี่ชายของชิงหยากลับถึงเมืองหลวงแล้ว แม่ตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้สมเกียรติ แล้วก็ตั้งใจให้เจ้าเป็นคนดูแลงานทั้งหมด”การจัดการในจวนนี้เป็นหน้าที่ของผู้เป็นฮูหยินตระกูลเซียวเช่นชิงหรูอยู่แล้วก็จริง แต่ที่ไม่ปกติคือเหตุใดสกุลเซียวถึงต้องจัดการเลี้ยงฉลองให้คนสกุลหนิงด้วย...ทว่านางที่อยู่ในฐานะไม่ต่างจากคนที่มาอิงอาศัยก็ได้แต่รับคำนั่นล่ะ“เจ้าค่ะ ข้าจะจัดการให้เรียบร้อย”เมื่อล่ำลาออกมาจากห้องรับรอง ลู่ชิงหรูก็คิดจะเด







