Masukหลายชั่วโมงผ่านไปทางด้านจอมทัพหลังจากทำงานในสวนเสร็จ เขาก็พาตัวเองกลับบ้านไปอาบน้ำ เตรียมตัวไปรับเด็กสาวที่มหาลัยโดยไม่ต้องรอให้เจ้าตัวโทรบอกให้ไปรับ เพราะเขารู้ตารางเรียนของเด็กสาวอยู่แล้ว เธอมีเรียนตอนกี่โมงเลิกเรียนกี่โมงเขารู้หมด
เมื่อมารับเด็กสาวหลังเลิกเรียนที่มหาลัย พอเธอเข้ามานั่งในรถ เขาจึงยิงคำถามใส่เธอเป็นชุด ประหนึ่งตำหนิเธอไปในตัว น้ำเสียงเข้มดุไม่ต่างจากใบหน้า
"เมื่อเช้าทำไมไม่รอฉัน ทำไมถึงให้ไอ้เชนทร์มาส่ง เมื่อคืนก็คุยกันแล้วว่าฉันจะมาส่งไม่ใช่เหรอ แต่ต่อให้เมื่อคืนไม่ได้บอกไว้แต่ทุกครั้งก็เป็นหน้าที่ของฉัน ทำไมยัยหนูถึงไม่รอ ทำไมหนูต้องไปกับไอ้เชนทร์มันด้วย"
"หนูแค่เห็นว่าใครจะมาส่งก็ถึงมหาลัยเหมือนกันหนิคะ เรื่องแค่นี้ทำไมต้องดุ" ของขวัญตอบด้วยน้ำเสียงปกติ ทว่าสีหน้าไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่เพราะจู่ๆอีกคนก็มาขึ้นเสียงใส่ แถมยังทำหน้าดุใส่เธออีก ไม่รู้ว่าเขาไปกินรังแตนที่ไหนมาถึงได้ดูอารมณ์ไม่ดีเช่นนี้
ด้านจอมทัพเมื่อเห็นสีหน้าของเด็กสาวที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจ และยังพูดจาคล้ายกับยอกย้อนใส่ตน จากที่โมโหหึงมาจากบ้านอยู่แล้ว ก็ยิ่งไม่พอใจเข้าไปใหญ่
"เดี๋ยวนี้หัดยอกย้อนฉันเหรอยัยหนู"
"หนูไม่ได้ยอกย้อน ก็นายหัวถามหนูก็ตอบไงคะ"
สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็เงียบไปครู่หนึ่ง ขณะจ้องมองเด็กสาวไม่ละสายตา ก่อนจะหัวเราะในลำคอแล้วพูดออกมาน้ำเสียงกดต่ำ
"หึ เถียงเก่งอีกด้วย"
"หนูไม่ได้เถียงค่ะ นายหัวเป็นอะไรทำไมต้องมาหาเรื่องหนูด้วย"
"นี่ฉันหาเรื่องเหรอ หนูคิดว่าฉันกำลังหาเรื่องหนูอยู่งั้นเหรอ"
"ก็มันจริงหนิคะ" ของขวัญตอบโต้กลับไปอย่างไม่ยอม แม้จะเป็นเด็กดีและเชื่อฟังผู้ใหญ่มาตลอด แต่หากจะให้อีกคนมาดุด่าจนเกินเหตุมันก็ไม่ใช่เรื่อง เพราะต่อให้ขึ้นชื่อว่าผู้ใหญ่แต่ก็ไม่ได้ถูกเสมอไป
"หึ วันนี้หนูดื้อมากเลยนะของขวัญ"
"หนูดื้อตรงไหนคะ หนูยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ"
"ที่ยอกย้อนที่เถียงเก่งนี่เรียกว่าไม่ดื้อเหรอ"
"โอเค นายหัวจะทะเลาะกับหนูให้ได้เลยใช่ไหม" ตอนนี้สำหรับเธอเขาไม่ต่างจากคนพาลที่ไปหงุดหงิดอะไรมาแล้วมาลงกับเธอเช่นนี้
"ฉันไม่ได้จะทะเลาะ ก็วันนี้หนูดื้อจริงๆ ที่เถียงฉันคำไม่ตกฟากนี่ไม่ดื้องั้นสิ"
สิ้นเสียงทุ้ม ของขวัญก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมองตรงไปข้างหน้า แล้วชวนเขากลับบ้านเพราะเหนื่อยที่จะต่อล้อต่อเถียงกับเขาแล้ว
"เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูพูดนายหัวก็หาว่าหนูเถียงอีก"
"อย่ามายอกย้อนฉันนะยัยหนู ที่ดื้อแบบนี้เพราะแอบมีแฟนแล้วใช่ไหม"
"ฮะ"
ของขวัญถึงกับอยากยกมือขึ้นกุมขมับกับความคิดของอีกคน ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วเอ่ยปฏิเสธข้อหาที่เขายัดเยียดให้ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
"ถ้านายหัวคิดว่าหนูดื้อก็แล้วแต่นายหัวจะคิดเถอะค่ะ แต่อย่ามาพาล อย่ามากล่าวหาหนู เพราะหนูไม่ได้มีแฟน ไม่ได้มีใครทั้งนั้น"
"ก็ดี อย่าให้รู้ว่าที่หัวดื้อแบบนี้เพราะมีแฟนเลยไม่คิดจะเชื่อฟังผู้ใหญ่แล้ว"
ครั้งนี้ของขวัญเลือกที่จะไม่ตอบโต้อะไรกลับไป เธอหันหน้าไปอีกทาง มองภายนอกกระจกรถ ไม่นานน้ำใสๆที่เอ่อคลอเบ้าตาที่กำลังร้อนผ่าวก็ไหลรินลงมาอาบแก้มนุ่มทั้งสองข้างอย่างสุดจะทนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น
ด้านจอมทัพเมื่อเห็นว่าเด็กสาวเมินใส่ ไม่ยอมหันหน้ามาคุยกัน เขาจึงพูดตำหนิเธออีก
"ยัยหนู ฉันพูดกับหนูอยู่นะ อย่ามาทำเมินใส่ผู้ใหญ่แบบนี้"
แกรก!
ทว่าขณะนั้นเองเด็กสาวก็เปิดประตูรถ ทำเอาเขาที่มองอยู่ตกใจไม่น้อย แต่ไม่ทันที่เธอจะได้ก้าวขาลงจากรถ เขาก็คว้าแขนเรียวเล็กของเธอเอาไว้ได้ทัน
หมับ!
ก่อนจะดึงรั้งร่างบางให้หันมาประจันหน้ากัน และทันทีที่เห็นใบหน้าน่ารักของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา ใจแกร่งก็กระตุกวูบทันที ไหนจะปากบางที่เบะคว่ำ เห็นแล้วก็สงสารจับใจ ความรู้สึกโกรธกรุ่นเมื่อครู่หายเป็นปลิดทิ้งแค่เพียงเห็นเธอร้องไห้ นึกโทษตัวเองขึ้นมาทันทีที่ทำบ้าอะไรลงไปถึงทำเธอร้องไห้แบบนี้
"พอใจยังคะ จะดุจะด่าอะไรหนูอีก"
ยิ่งเธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ เขารับรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่คำพูดประชดประชัน แต่มันคือคำพูดของความน้อยใจ ยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเองเมื่อครู่ที่หึงหวงจนพาลใส่เธอจนทำไห้เธอต้องมาเสียน้ำตาเพราะเขาเช่นนี้
"ยัยหนู ฉันขอโทษ" เขาเตรียมจะดึงร่างบางเข้ามากอดปลอบ ทว่าเจ้าตัวก็ดันขืนตัวเอาไว้ไม่ให้เขากอด ก่อนจะได้ยินเสียงหวานพูดออกมาน้ำเสียงสั่นเครือ
"หนูผิดมากเหรอ ทำไมต้องดุต้องว่าหนูขนาดนี้ด้วย แค่หนูให้อาเชนท์มาส่งที่มหาลัยหนูผิดมากเลยเหรอคะ" ขณะที่พูดน้ำตาก็หลั่งไหลออกมาไม่ขาดสาย จนอีกคนที่มองอยู่รู้สึกเจ็บปวดใจเมื่อเห็นน้ำตามากมายของเธอ เขาจึงพูดออกมาขณะที่เช็ดน้ำตาออกจากแก้มนุ่มไปด้วยอย่างอ่อนโยน
"ฉันขอโทษ ฉันผิดเอง ฉันมันคนพาลคนไม่มีเหตุผล ยัยหนูอย่าร้องไห้เลยนะ ฉันเห็นหนูร้องไห้แล้วฉันเจ็บ"
ของขวัญถึงกับชะงักนิ่งไปเมื่อได้ยินคำพูดประโยคสุดท้ายที่อีกคนพูดออกมา ดวงตากลมโตสั่นไหวมองคนตัวโตตรงหน้าไม่ละ ขณะกำลังคิดอยู่ภายในใจว่าแค่เธอร้องไห้ทำไมเขาถึงเจ็บ แต่เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำยังไง จึงปล่อยใ้ห้น้ำตาไหลไปเรื่อยๆจนกว่ามันจะหยุดไหลของมันเอง ขณะเดียวกันก็สะอื้นไห้ไม่หยุด โดยหารู้ไม่ขณะที่เธอสะอื้นไห้ใจแกร่งก็กระตุกวูบตามทุกครั้ง
กระทั่งจอมทัพทนมองเด็กสาวร้องไห้ต่อไปไม่ได้ จึงจับยกเอวคอดขึ้นมาจนร่างบางลอยหวือมานั่งบนตักแกร่งของตัวเอง สองแขนแกร่งจึงกอดเอวบางเอาไว้แนบแน่นเพราะกลัวเธอจะดิ้นหนี แต่ดันผิดคาด เพราะเธอกลับกอดเขาแน่นเช่นเดียวกับที่เขากอดเธอ แต่ทว่าเสียงสะอื้นไห้กลับดังขึ้นกว่าเดิมขณะใบหน้าน่ารักซุกอยู่ในอกแกร่งของเขา
"ฉันขอโทษ ไม่ร้องนะเด็กดี"
"ฮือ~"
ยิ่งเขาปลอบยิ่งเขาโอ๋ เด็กสาวก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม และเมื่อไม่รู้จะทำยังไงแล้วให้เธอหยุดร้องไห้ จึงทำได้แค่เพียงกอดปลอบเธอไว้เช่นนี้จนกว่าเธอจะหยุดร้องไปเอง
หลังจากกอดปลอบเด็กสาวอยู่นาน เธอก็ค่อยๆนิ่งไปพร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ที่เบาลงกระทั่งเงียบไปในที่สุด ใบหน้าหล่อเข้มจึงก้มลงไปมองดวงหน้าเล็กก็เห็นว่าเธอนั้นหลับตาพริ้มไปเสียแล้ว เห็นเช่นนั้นปากหนาจึงระบายยิ้มด้วยความเอ็นดูเด็กน้อยบนตัก ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเด็กเล็กที่ร้องไห้งอแงจนเหนื่อยแล้วผล็อยหลับไป
ไม่นานร่างบางก็ขยับกายเล็กน้อย ก่อนจะนิ่งไปเช่นเดิม เสียงทุ้มจึงพึมพำออกมาขณะที่ลูบศีรษะเล็กด้วยความเอ็นดู
"หึ เด็กหนอเด็ก"
จากนั้นขณะที่กำลังเตรียมจะออกตัวรถเพื่อพาเด็กสาวกลับบ้าน ดวงตาคู่คมก็ดันสะดุดเข้ากับกระโปรงนักศึกษาทรงพลีทของเด็กสาวที่มันเลิกขึ้นจนทำให้เห็นเรียวขาอ่อนขาวเนียนไร้ที่ติของเธอ เห็นเช่นนั้นทำเอาใจแกร่งเต้นผิดจังหวะไปหมด ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอด้วยความกระสัน ก่อนจะบังคับสายตาให้มองไปทางอื่นพร้อมกับสะบัดหน้าแรงๆเพื่อให้ตัวเองเลิกคิดอกุศลและจินตนาการไปไกลกว่านี้ แม้ใจจะคิดไม่ซื่อแต่สุดท้ายก็ต้องทำตัวเป็นคนดี ดึงกระโปรงเด็กสาวลงมาให้เรียบร้อยด้วยมือใหญ่ที่สั่นเทา จะได้ไม่ล่อแหลมต่อสายตาของเขาเอง
จากนั้นก็พ้นลมหายใจเข้าสุดออกสุดกระทั่งปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ จึงทำการขับรถพาเด็กสาวกลับบ้าน โดยปล่อยให้เธอนอนหลับบนตักซบอกเขาอยู่อย่างนั้น ไม่คิดจะอุ้มเธอกลับไปนั่งเบาะอีกฝั่งแต่อย่างใด แม้จะลำบากตัวเองที่ต้องหักห้ามใจ แต่เพราะโอกาสที่ได้ใกล้ชิดเด็กสาวแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ จึงอยากคว้าโอกาสเอาไว้ อยากใกล้ชิดเธอให้ได้นานที่สุด
และถึงแม้ว่าจะมีเด็กสาวนอนอยู่บนตัวขณะที่เขากำลังขับรถก็ไม่ใช่อุปสรรค์เลย เพราะด้วยความที่เด็กสาวตัวเล็กมาก ส่วนเขานั้นตัวใหญ่ จึงทำให้เธอดูตัวเล็กตัวน้อยเข้าไปอีกเมื่อมาอยู่บนตัวเขา เขาจึงสามารถขับรถได้อย่างสะดวกราวกับไม่ได้มีเด็กสาวนั่งอยู่บนตัว ขณะเดียวกันก็คอยหลุบตามองเธอสลับกับมองทางถนนตลอด
เมื่อเดินออกมาดูอีกคนที่เดินหายออกมาทางหน้าบ้าน ก็เห็นเขายืนกอดอกอยู่ข้างริมรั้ว นึกว่าจะไปไหนได้ที่แท้มายืนงอนอยู่ตรงนี้ เห็นเช่นนั้นปากบางจึงระบายยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูคนแก่ขี้น้อยใจ เธอจึงเดินเข้าไปสวมกอดเอวสอบจากด้านหลังแล้วเอ่ยถามเขาน้ำเสียงหวาน“นายหัวโกรธหนูเหรอคะ”“...”ทว่าไร้ซึ่งเสียงตอบรับจากอีกคน เธอจึงไม่รอช้าที่จะง้อเขาต่อขณะที่ยังสวมกอดเอวสอบไม่ยอมปล่อย“หนูขอโทษนะคะที่พูดกับนายหัวแบบนั้น ช่วงนี้หนูแค่รู้สึกเหนื่อยๆน่ะค่ะ นายหัวไม่โกรธหนูนะ” เมื่อเธอพูดจบอีกคนก็หันมาประจันหน้ากัน ก่อนที่เขาจะเอ่ยพูดกับเธอ“ฉันต่างหากที่ควรขอโทษยัยหนู ยัยหนูดูแลลูกของเราก็เหนื่อยอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังทำตัวงี่เง่าเพิ่มภาระให้หนูอีก ฉันมันเป็นสามีที่ใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม”สิ้นเสียงทุ้ม คิ้วเรียวเล็กจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนเสียงหวานจะบ่นพึมพำเบาๆคนเดียว“คนแก่อารมณ์ขึ้นๆลงๆแบบนี้ทุกคนเลยไหมนะ หรือว่านายหัวจะเป็นวัยทอง”“อะไรทองๆนะ”เมื่อได้ยินอีกคนถาม ของขวัญจึงได้สติและกลับมาโฟกัสที่ประเด็นหลักต่อ“ไม่มีอะไรค่ะ นายหัวฟังหนูนะคะ นายหัวเป็นสามีและเป็นพ่อของลูกที่ดีมากค่ะ แต่ละวันนายหัวทำงาน
หกปีต่อมาหลังจากของขวัญเรียนจบ เธอกับจอมทัพก็แต่งงานกันทันที งานแต่งของทั้งคู่จัดขึ้นใหญ่โตสมฐานะของเจ้าบ่าวและไม่ให้ฝ่ายเจ้าสาวน้อยหน้าใคร แขกเหรื่อมากันมากมายเป็นที่พูดถึงกันไม่ขาดปาก จนสาวๆในหมู่บ้านต่างพากันอิจฉาเจ้าสาวกันเป็นแถวที่ได้สามีหล่อรวยและเพอร์เฟคไปทุกอย่าง ส่วนหนุ่มๆก็เช่นเดียวกัน ต่างพากันอิจฉาเจ้าบ่าวเฒ่าที่ได้เมียเด็กทั้งสาวทั้งสวยและน่ารักไม่มีที่ติ ช่างเป็นวาสนาของเจ้าบ่าวเฒ่าจริงๆหลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ทั้งคู่ก็มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน ตอนนี้อายุได้หนึ่งขวบสองเดือนแล้ว มีนามว่า เจ้าขุน เด็กน้อยน่าตาน่ารักน่าเอ็นดูและอ้วนท้วมสมวัยเป็นที่รักของทุกคนในบ้าน เว้นแต่คนเป็นพ่อที่แอบอิจฉาลูกตัวเองที่มาแย่งความรักของเมียไปจากตน แม้จะรักลูกไม่ต่างกับคนอื่น แต่ก็แอบนอยด์ที่ตนไม่ได้เป็นที่หนึ่งในใจเมียเหมือนแต่ก่อน เพราะมีลูกจึงโดนแย่งความรักความสนใจไปหมด ซึ่งเขารู้ตัวดีว่าไม่ควรคิดเช่นนี้กับลูกในสายเลือด แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆ จากเคยเป็นที่หนึ่งตอนนี้กลับเป็นรองใครบ้างจะไม่นอยด์“นายหัวให้ลูกดูโทรศัพท์อีกแล้วเหรอคะ หนูบอกแล้วไงว่าลูกยังเล็กไม่ควรให้เล่นโทรศัพท์ แล้วนี่
เวลาต่อมา20:35 น.“นายหัวเห็นขนมหนูไหมคะ” เมื่อหาขนมที่เหลือไม่เจอ ของขวัญจึงหันไปถามอีกคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง เขาจึงละสายตาจากหนังสือหันมาพูดกับเธอ“แล้วที่ถืออยู่นั่นไม่ใช่ขนมเหรอ” ปากขยับพูดกับเด็กสาวขณะสายตาหลุบมองขนมในมือเล็กที่ถืออยู่หนึ่งห่อ“ก็ใช่ค่ะ แต่หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ กลับจากสวนหนูเอาใส่ไว้ในลิ้นชักตรงนี้ แต่ทำไมมันถึงมีแค่ห่อเดียว” ขณะพูดใบหน้าก็เริ่มงองำ เธอจำได้แม่นว่าตอนกลับจากสวนเธอเอาขนมที่เหลือสามห่อเก็บไว้ในลิ้นชักข้างหัวเตียง แต่ตอนนี้กลับเหลือแค่ห่อเดียว แล้วอีกสองห่อมันหายไปไหน“ยัยหนูจำผิดรึเปล่าครับ”“ไม่นะคะ หนูจำได้ว่ามันยังเหลืออีกสามห่อ หนูกะว่าอาบน้ำเสร็จจะมากิน แต่ทำไมถึงมีอยู่แค่หอเดียว หรือว่านายหัวแอบกินของหนูคะ” เมื่อหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ ก็เหลือแต่เขานี่แหละที่น่าสงสัย ทว่าอีกคนแม้จะถูกเธอกล่าวหาแต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่ง ก่อนที่เขาจะพูดกับเธออย่างใจเย็น“ฉันไม่ชอบกินขนมฉันจะไปแย่งยัยหนูกินทำไม อีกอย่างขนมพวกนี้ฉันเป็นคนซื้อ ถ้าฉันจะกินจริงๆฉันไปซื้อเอาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องมาแอบกินของยัยหนูเลย”“ก็จริง แต่มันหายไปไหนสองห่อนะ” ยิ่ง
สองเดือนต่อมาหลังจากที่ราเชนทร์พาเมียและลูกไปพบหน้าคนที่บ้าน ทางด้านพ่อแม่ของเขาก็ชอบในตัวเข็มมุกและเอ็นดูในตัวของขวัญเป็นอย่างมาก ไม่ต้องตรวจดีเอ็นเอก็พิสูจน์ได้จากความรู้สึกผูกพันทางสายเลือด แม้ปู่ย่าจะไม่ได้เลี้ยงดูหลานมาแต่ก็สัมผัสได้ถึงสายเลือดของตน โดยไม่ต้องใช้เหตุผลใดๆแค่เห็นหน้าหลานครั้งแรกพวกท่านก็รู้สึกรักแล้วทุกอย่างลงเอยด้วยดี ซึ่งตอนนี้เข็มมุกก็ได้ย้ายไปอยู่กับราเชนทร์เรียบร้อยแล้ว ส่วนจอมทัพกับของขวัญก็อยู่ด้วยกันเช่นเดิม ทุกคนต่างได้อยู่กับคนที่รักสมใจ โดยที่คอยแวะเวียนไปหากันตลอดแล้วแต่ใครจะสะดวกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นราเชนทร์กับเข็มมุกที่เป็นฝ่ายแวะเวียนมาหาลูกสาว เนื่องจากมีลูกสาวอยู่คนเดียวก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา แม้ว่าลูกจะมีคนรักที่คอยดูแลอยู่แล้วเป็นอย่างดี ทว่าคนเป็นพ่อแม่ก็ยังคงห่วงลูกเสมอทางจอมทัพกับของขวัญก็ยังคงใช้ชีวิตในแต่ละวันวนลูปอยู่เช่นเดิม เพิ่มเติมคือความรักที่พวกเขามีให้กันไม่เคยลดน้อยลงเลย วันไหนเด็กสาวมีเรียนจอมทัพก็จะคอยไปรับไปส่งเธอที่มหาลัยเหมือนเช่นเคย โดยที่มีนักศึกษาหนุ่มคอยมาเกาะแกะเมียเด็กของเขาให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งเขาก็ต้องคอยจัดการค
ด้านของขวัญแม้จะเห็นท่อนเอ็นของอีกคนมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยชินกับความใหญ่โตของมันสักที ทุกครั้งที่เห็นมันก็ใจเต้นแรงตลอด รู้สึกหวั่นๆทุกครั้ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลัวมันนั่นแหละ แต่ทว่าต่อให้กลัวแค่ไหนเธอก็ยังอยากที่จะทำให้เขาอยู่ดี จึงรวบรวมความกล้าเอ่ยถามเขาที่กำลังใช้มือชักสาวท่อนเอ็นลำใหญ่ของตัวเองไม่หยุด“ละ แล้วหนูต้องทำยังไงคะ”“จับมันแบบนี้ครับ” ไม่สอนปากเปล่า มือใหญ่จับมือเล็กมากุมท่อนเอ็นของตัวเอง ก่อนจะนำพามือเล็กชักสาวมันขึ้นลงเบาๆ แล้วเอ่ยสอนต่อพร้อมกับมือใหญ่อีกข้างคอยลูบศีรษะเล็กเบาๆ“ยัยหนูแลบลิ้นออกมาเลียตรงหัวมันก่อน หรือจะเลียทั้งลำก็ได้แล้วค่อยอมมันเข้าไป จากนั้นก็ดูดมันเหมือนไอติมแท่งเลยครับ พอทำได้ไหม”“ได้ค่ะ” เด็กสาวพยักหน้าตอบทันทีที่อีกคนสอนจบ จากนั้นเธอจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆแล้วพ้นลมออกแรงๆเพื่อเตรียมความพร้อมกับสิ่งที่ต้องทำ จนอีกคนที่มองอยู่หลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูกับท่าทีของเธอในตอนนี้ เขารู้ดีว่าเด็กสาวทั้งตื่นเต้นทั้งกลัวที่จะทำเช่นนี้ให้เขา แต่แค่เธอมีใจอยากทำให้ก็ทำให้เขามีความสุขมากแล้วขณะที่นั่งมองเด็กสาวไม่ละสายตา เมื่อเห็นเธอค่อยๆเลื่อนใบหน้า
ทางด้านจอมทัพที่อุ้มกระเตงเด็กสาวเข้ามาในห้อง ก็วางร่างบางของเธอลงบนโต๊ะทำงาน ที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง ขณะที่กายแกร่งของเขาแทรกกลางตรงหว่างขาเธอไม่ห่าง สองแขนแกร่งโอบกอดเอวบางเอาไว้หลวมๆ ก่อนจะเอ่ยพูดกับเธอน้ำเสียงอ่อนโยน“ยัยหนู เมื่อกี้หนูน่ารักมากเลยรู้ไหม รู้จักปกป้องฉันด้วย”“ก็หนูรักนายหัวหนิคะ หนูก็ต้องปกป้องนายหัวอยู่แล้ว““ฉันก็รักยัยหนูนะ”“รักมากแค่ไหนคะ” ขณะเอ่ยถามอีกคนสองแขนเรียวเล็กก็เลื่อนขึ้นมาคล้องลำคอหนาเอาไว้ เอียงใบหน้าเล็กน้อย มองอีกคนตาแป๋วอย่างรอคำตอบ ก่อนจะได้ยินเขาตอบออกมาน้ำเสียงอ่อนโยนฟังแล้วนุ่มหู“ฉันรักหนูมาก มากจนหนูคิดไม่ถึงหรอก”“ขนาดนั้นเลยเหรอคะ แต่ถ้าเราอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆนายหัวก็ต้องมีเบื่อหนูเข้าสักวันแหละ พอเบื่อแล้วทิ้งหนูขึ้นมาทำไง”หมับ!สิ้นเสียงหวาน จอมทัพก็จับล็อคใบหน้าเล็กเข้ามาแล้วกัดริมฝีปากล่างของเธอไปหนึ่งที เด็กสาวจึงส่งเสียงร้องอยู่ในลำคอด้วยความเจ็บ“อื้อ!”พอเขาผละปากออก เธอก็แว้ดใส่เขาทันทีขณะใบหน้าน่ารักงองำ“นายหัวกัดปากหนูทำไมคะ”“ก็โทษฐานที่ยัยหนูพูดจาไม่น่าฟังยังไงล่ะ”“บอกกันดีๆก็ได้หนิคะไม่เห็นต้องกัดกันเลย หนูเจ็บ” ไม่พูดเ







