LOGINแล้วเหตุการณ์เดิม ๆ ก็ยังคงหมุนเวียนซ้ำไปมา ราวกับกงล้อเกวียนที่ถูกผลักให้เดินหน้าอย่างไม่รู้จบ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ฤดูกาล สิ่งที่เกิดขึ้นก็ยังคงเหมือนเดิม ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
หลินม่านเถียนขยับกาย ก้าวเข้าไปภายในเรือนฟ่งหวงด้วยท่วงท่าที่สงบเรียบร้อย มือเล็กประสานกันไว้ด้านหน้าอย่างแนบแน่น กิริยาทุกอย่างถูกควบคุมอย่างแม่นยำจนแทบไร้ที่ติ เสี่ยวลิ่วเดินตามอยู่ด้านหลังในระยะห่างพอเหมาะ ภาพที่ปรากฏช่างดูเหมือนนางกำนัลผู้หนึ่ง หาใช่พระชายาเอกแห่งตำหนักอี้หวางแม้แต่น้อย
“มาขัดหลังให้ข้า”
เสียงทุ้มต่ำดังลอดออกมาจากด้านในห้องอาบน้ำ บอกตำแหน่งของบุรุษผู้เป็นเจ้าของเรือนได้อย่างชัดเจน
หลินม่านเถียนยกมือขึ้นเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้เสี่ยวลิ่วไปจัดการเก็บกวาดภายในห้องนอนให้เรียบร้อย จากนั้นจึงก้าวเข้าไปด้านในอย่างไม่รีรอ
“เร็ว!”
เสียงเร่งรัดดังขึ้นอีกครั้ง แฝงความไม่พอใจอย่างไม่คิดปิดบัง เท้าเรียวจึงเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเล็กน้อย
ภาพของบุรุษร่างสูงเปลือยกายอยู่ในบ่อน้ำขนาดใหญ่ปรากฏต่อสายตา น้ำในบ่อขุ่นมัวด้วยไอน้ำอุ่น ละอองบางลอยคลุ้งไปทั่วห้อง ทว่าแม้ภาพตรงหน้าจะชวนให้ผู้คนสะดุ้งหรือเสียกิริยาเพียงใด หลินม่านเถียนกลับมิแสดงอาการใดออกมา
นางก้าวเข้าไปทรุดตัวลงยังตำแหน่งเดิมที่คุ้นเคย มือเล็กเอื้อมออกไปหยิบผ้าสะอาด ก่อนจะเริ่มทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบงัน
สิ่งนี้นางทำมานานกว่าสิบสี่เดือนแล้ว ความเคยชินจึงกลายเป็นเกราะกำบังที่แข็งแรงที่สุด
ดวงตาเรียวรีดุจดวงตาหงส์ของบุรุษในบ่อเปิดขึ้นเพียงชั่ววูบ แววตาเย็นเฉียบกวาดมองนางผ่าน ๆ ก่อนจะปิดลงอีกครั้ง ราวกับไม่ต้องการเสียเวลาแม้แต่น้อยกับการมอง
หลินม่านเถียนเข้าใจดี สำหรับเขา ใบหน้าของนางไม่ต่างจากภาพสะท้อนของ “หลินม่านถิง” สตรีที่เขาเคยต้องการ แต่กลับมิอาจครอบครองได้ ความรังเกียจที่เขามีต่อนางนั้น มิใช่เรื่องที่ต้องคาดเดา นางรับรู้ได้ชัดเจนตั้งแต่แรกพบ
แต่นางก็ไม่คิดจะโต้แย้ง เพราะความสงสาร นางไม่มีให้เขา ตลอดหนึ่งปีเศษที่ผ่านมา สิ่งที่นางได้รับจากบุรุษผู้นี้ มีเพียงความเย็นชา คำสั่ง และการกดขี่ ดังนั้น หากจะให้เข้าใจหัวใจของเขา นางย่อมทำได้ แต่จะให้เห็นใจ นางทำไม่ได้
“สำรับอาหารค่ำของข้าพร้อมแล้วหรือไม่”
เสียงทุ้มดังขึ้นอีกครั้ง ทั้งที่เจ้าของเสียงยังคงหลับตาอยู่ หลินม่านเถียนหยุดมือเล็กน้อย ก่อนจะเอียงศีรษะมองออกไปด้านนอก เงาร่างที่สะท้อนผ่านม่านบางบอกให้นางรู้ว่าคนจากเรือนครัวมาถึงแล้ว
“พร้อมแล้วเพคะ อี้หวาง”
น้ำเสียงตอบเรียบสนิท เพียงสิ้นคำ ร่างสูงก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หยดน้ำไหลลงตามกล้ามเนื้อแน่นชัด แผ่นหลังที่ควรเรียบเนียนกลับเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นทั้งเก่าและใหม่มากมาย เป็นร่องรอยของการต่อสู้ที่มิอาจลบเลือนได้
ในครั้งแรกที่นางเห็นภาพนี้ นางตกใจจนเสียหลักล้ม หัวใจเต้นแรงจนควบคุมไม่อยู่ แต่ในวันนี้ ความรู้สึกเหล่านั้นได้เลือนหายไป เหลือเพียงความนิ่งและการควบคุมตนเอง
แม้ใบหน้าและใบหูจะยังร้อนผ่าวอยู่บ้าง แต่นางก็ไม่แสดงออก มือเล็กหยิบผ้าเช็ดกายขึ้นมาซับน้ำอย่างเป็นระเบียบ ก่อนจะช่วยจัดแต่งอาภรณ์ให้เขาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
“เชิญอี้หวางเพคะ”
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย นางถอยหลังหนึ่งก้าว ประสานมือและโค้งกายลงต่ำ กิริยานั้นเรียบร้อย แต่ไร้ชีวิต
สายตาคมของเซี่ยเฟิ่งฉีตวัดมองนางเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด จากนั้นก็สะบัดแขน ก้าวเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง
เสียงฝีเท้าหนักแน่นกระแทกพื้นดังชัด หลินม่านเถียนก้มหน้าลงเล็กน้อย ความคิดเย็นชาผุดขึ้นในใจ
กระแทกพื้นยังดีกว่าเขาหันมากระแทกใส่นาง แต่นางยังคงก้าวตามไปอย่างเงียบงัน เพราะหน้าที่ของนางยังไม่สิ้นสุด
“ข้าเคยสั่งเจ้าแล้วว่า ไม่ชอบสตรีที่พูดมาก”
เสียงของอี้หวางดังขึ้นทันทีที่นั่งลง
“แล้วเหตุใด วันนี้จึงมีคนเช่นนั้นมาให้ข้ารำคาญใจ” เขาเอ่ยช้า ๆ แต่ทุกคำหนักแน่น
“หากครั้งหน้าในเดือนถัดไปยังเป็นเช่นนี้…” เสียงหยุดลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“คนที่ต้องมารองรับอารมณ์ของข้า จะเป็นเจ้า” บรรยากาศรอบด้านพลันเย็นลง หลินม่านเถียนก้มศีรษะลง
“หม่อมฉันขออภัยเพคะ ครั้งหน้าจะตรวจสอบให้รอบคอบยิ่งขึ้น”
คำตอบสุภาพ ไร้ข้อโต้แย้ง แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยคำด่าทอ อยากได้แบบใด เหตุใดไม่ไปเลือกเอง
ให้ข้าเลือก แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าต้องการสตรีแบบใด ยามคัดเลือก ทุกคนล้วนเรียบร้อย ใครจะไปรู้สันดานภายใน ความคิดไหลผ่านอย่างรวดเร็ว แต่ใบหน้ายังคงนิ่ง
ทันใดนั้น
ซ่า!
น้ำชาอุ่นถูกสาดลงบนศีรษะของนาง
“อ๊ะ…”
ร่างเล็กสะดุ้งเล็กน้อย กลิ่นหอมของใบชาลอยขึ้นทันที หลินม่านเถียนยกมือขึ้นลูบน้ำออกจากใบหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผู้กระทำ สายตานิ่ง ลึก และไม่สั่นไหว
“ชาดี ต้องดื่มตอนร้อน” เสียงของอี้หวางเย็นเฉียบ
“แต่นี่กลับเย็นชืดราวน้ำค้างแข็ง ฝีมือคนของเจ้าชักจะไร้ค่าขึ้นทุกวัน” ถ้วยชาถูกวางลงอย่างแรง
“ใครเป็นคนรับผิดชอบน้ำชาในกาใบนี้ ออกมา”
นางกำนัลผู้หนึ่งก้าวออกมา ตัวสั่นเทา
“เหวินซาง”
เสียงเรียกดังขึ้น
“พานางไป ตัดมือทิ้ง”
คำสั่งสั้น แต่โหดเหี้ยม
“อี้หวางเมตตาด้วยเพคะ! อี้หวางเฟยช่วยด้วย!”
นางกำนัลทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลพราก หลินม่านเถียนเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะก้าวออกไปหนึ่งก้าว
“น้ำชาในกานี้ เดิมทีควรเป็นหม่อมฉันที่ต้องตรวจสอบ หากเกิดความผิดพลาด ย่อมเป็นเพราะหม่อมฉันมิได้ถี่ถ้วน ผู้ที่สมควรรับโทษ ควรเป็นหม่อมฉันเพียงผู้เดียวเพคะ”
“ดี!”
คำตอบสั้นกระแทกลงมาอย่างหนักหน่วง แต่สิ่งที่ตามมา กลับมิใช่คำพูด
กายสูงลุกขึ้นฉับพลัน สำรับอาหารที่ยังแทบมิได้แตะต้อง ถูกปัดกระจายออกจากโต๊ะในชั่วพริบตา จานชามที่เคยจัดวางอย่างงดงาม กลับแหลกสลายพร้อมอาหารที่กระเด็นลงมาทั้งหมด
และทั้งหมดนั้น ตกลงบนศีรษะของหลินม่านเถียน เศษอาหารร้อนระอุ ไหลผ่านเส้นผม ลาดลงสู่ใบหน้าและอาภรณ์ กลิ่นคาวหวานปะปนกันจนชวนอึดอัด
ทว่านาง… มิไหวติง
เพราะตั้งแต่นางเอ่ยปากแทนนางกำนัลผู้นั้น นางก็เตรียมใจรับไว้แล้ว หลินม่านเถียนเพียงนั่งนิ่ง ปล่อยให้เขาระบายอารมณ์จนพอใจ มิหลบ มิป้องกัน มิแม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ดสิ่งสกปรกบนร่าง
จะให้ทำเช่นไรได้ ในโลกใบนี้ ในร่างนี้ นางไร้ทางเลือกโดยสิ้นเชิง จะหลบหนีไปที่ใดได้ หากยังไม่มีกำลังพอจะยืนหยัด สุดท้าย นางก็ทำได้เพียงก้มหน้า เป็น “ทาส” ในคราบพระชายาเช่นนี้ต่อไป จนกว่าวันหนึ่ง นางจะมีทางออกของตนเอง
“โธ่โว้ย!”
เสียงสบถดังขึ้นอย่างอดกลั้นไม่อยู่
เพล้ง!
ถ้วยชาถูกฟาดลงกับพื้น แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย
“เหวินซาง! พานางออกไป คุกเข่าหน้าเรือนฟ่งหวง คืนนี้หากไม่มีคำสั่งของข้า ห้ามลุกแม้เพียงครึ่งก้าว!”
คำสั่งเย็นเยียบ ราวกับมิใช่ชีวิตคนที่ถูกลงโทษ หลินม่านเถียนยังคงก้มหน้า เศษอาหารยังเกาะอยู่ทั่วกาย แต่แววตากลับนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด
เขาชิงชังนางนัก ชิงชังความนิ่งเฉยที่มิสะทกสะท้านต่อสิ่งใด ชิงชังใบหน้าที่ไร้อารมณ์ ไม่ว่าเขาจะกดขี่เพียงใด ก็ไม่เคยเห็นความพังทลาย ราวกับนาง ไม่มีหัวใจ
และนั่นเอง
คือสิ่งที่เขาเกลียดที่สุด เกลียดทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็น หลินม่านเถียน เกลียดสตรีผู้เย็นชา และไร้ความรู้สึกผู้นี้อย่างถึงที่สุด
ตอนที่ 18สามวันให้หลังจ้าวไท่เฟยที่เพิ่งขออนุญาตไท่เฮาเร่งกลับตำหนักด้วยห่วงใยสะใภ้โง่ของตนอย่างยิ่ง ผู้หนึ่งก็ซื่อบื้ออีกผู้ก็ทึ่มทื่อนางให้ปวดใจอย่างยิ่งกับลูกชายและสะใภ้คนไร้ปากไร้เสียงทั้งสอง “เถียนเถียน…เด็กโง่เป็นเช่นไรบ้าง” สตรีสูงศักดิ์ทรุดกายลงนั่งด้านข้างเตียงที่ยังมีร่างกายซูบผอมที่ดูเปราะบางแทบแหลกสลายโดยง่ายหากแตะต้องหนักมือเกินไปนอนสิ้นแรงอยู่ "อาจิ้งจงไปนำโสมเลือดไปเคี่ยวสักสามชั่วยามกับไก่ดำแล้วนำซุปนั้นมาให้เถียนเถียนดื่มเถิดทางนี้ข้าจะอยู่ดูแลเอง" จ้าวไท่เฟยนางออกคำสั่งกับคนสนิทของลูกสะใภ้หลังจากที่พระนางได้ทูลขอต่อองค์ไท่เฮาด้วยความห่วงใยหวังจะนำโสมเลือดมาเคี่ยวบำรุงร่างกายคนป่วย "หม่อมฉันขออภัยที่วู่วามสิ้นคิดเพคะ" หลินม่านเถียนที่ใบหน้ายังซีดขาวอยู่มากด้วยเสียเลือดไปไม่น้อย นางเคยนึกตำหนิคนที่ทำลายชีวิตตนเองพอได้ผ่านมาด้วยตนเองจึงรู้แจ้งเสียทีว่ายามที่อารมณ์ยามถูกบีบจนมุมมันร้ายกาจเพียงใดมันเปราะบางเพียงใดต่อไปนี้นางจะมิคิดด่าทอพวกเขาอีกต่อไป "ข้ามิโทษเจ้าหรอกเถียนเถียนขอเพียงเจ้ารู้คิดครั้งต่อไปอย่าได้กระทำอีก จดจำเอาไว้หากผู้ใดทำร้ายเจ้าทนม
ตอนที่ 17...ชังเจ้า...ข้าชังเจ้านัก!...เพียงสองคำมันกลับเจ็บลึกเหลือเกิน... “ท่านกล่าวยังมิทันหายใจสุด ก็ตลับหลังข้า ท่านรังเกียจข้า ท่านชิงชังข้า ท่านชิงชังพี่สาวของข้าที่ผิดต่อท่าน แต่สิบสามเดือนที่ผ่านมาข้าชดใช้มันยังน้อยไปอีกหรือเซี่ยเฟิ่งฉี...ผิดใดของข้ามันจึงยากจะอภัยเช่นนั้นเชียวหรือ” ใบหน้าของอี้หวางเริ่มซีดเซียวลงช้าๆด้วยมิคิดว่าคนที่นิ่งเงียบนางจะเก็บทุกสิ่งเอาไว้ในใจมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้นางเก็บมันอัดแน่นทว่าพอนางระเบิดมันออกมาช่างเหี้ยมโหดจนเขาสะท้านไปหมด “วันนั้นข้าผิด…ผิดที่หนีออกไปทำงานของตนโดยมิแจ้งแก่ท่านมิขออนุญาตจากท่าน ข้าล้วนยอมรับมัน แต่ข้อกล่าวหาว่าข้าคิดสวมเขาให้ท่าน…ข้ามิได้กระทำ!...ท่านสงสัย ก็สมควรสอบถามกับข้า หรือหากกลัวว่าข้าจะโกหกหลอกลวง คนของท่านมีทั่วเมืองหลวงหากยากรู้จริงท่านจะทำมิได้เชียวหรือ….เซี่ยเฟิ่งฉีท่านมันไร้เหตุผล ท่านมันเป็นคนจิตใจคับแคบ ท่านมันอำมหิต!” นางตะโกนความคับแค้นใจที่เพียรเก็บกดเอาไว้จนแน่นออกมาแทนน้ำตา แต่มันมีเพียงนางที่พยายามส่วนบุรุษชั่วช้าตรงหน้าเขาก็พยายามเช่นกัน… …พยายามทำลายความอดทนของนางจนสิ้น!!! ... “ม่าน
ตอนที่ 16มือเล็กทั้งสองข้างก็กำแน่นจนปลายเล็บที่ตัดแต่งจนสั้นกลับฝังเข้าเนื้อ ดวงตาเรียวรีหวานคมซึ้งแฝงเอาไว้ด้วยความเศร้าเสมอบัดนี้แดงก่ำ หัวไหล่เล็กทั้งสองสั่นสะท้านนางมิต้องคาดเดาให้ยุ่งยากคนที่จะกระทำการชั่วร้ายกันได้ถึงเพียงนี้ย่อมมีอยู่ผู้เดียว “เซี่ย…เฟิ่ง…ฉี…ไปนรกเสียเจ้าคนชั่ว!!!” ทว่าให้นางแค้นคนชั่วแทบตาย ให้อยากหยิบดาบข้างกายเขามาแทงคนร้ายกาจเท่าใดนางก็มิอาจทำได้เพราะที่แห่งนี้สามีคือท้องฟ้า หากนางคิดแข็งข้อต่อต้านก็จะกลายเป็นสตรีชั่วช้าหน้าไม่อายไปทันทีจำต้องสู้อดทนรอคอยโอกาสที่จะขอหย่าขาดจากอี้หวางไปให้ได้นางทานทนอยู่กับบุรุษเช่นนี้ไม่ไหวอีกแล้ว และถึงนางจะเจ็บปวดที่ต้นไม้ที่รักมากถูกกำจัดออกไปจนไม่เหลือแม้แต่เงาก็มิคิดมัวเศร้าโศกและคิดแค้นไปเอง พอได้อาบน้ำจนสดชื่นขึ้นมาเล็กน้อยกับจัดการหาสมุนไพรป้องกันการตั้งครรภ์มาดื่มด้วยนางต้องป้องกันตนเองการปล่อยให้ตนเองให้กำเนิดเด็กมีแต่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันจัดการได้อยากขึ้นไปอีก เมื่อเรียบร้อยและคาดว่าคนชั่วช้าคงตื่นมาแล้ว หลินม่านเถียนนางก็ตัดสินใจจะต้องไปสอบถามเอาเหตุผลจากอี้หวางให้แน่ชัดว่าที่มากำจัดของนางทิ้งม
ตอนที่ 15หลินม่านเถียนนั้นเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำมากกว่าทุกวันเพราะจ้าวไท่เฟยและแม่นมจ้าวมิได้กลับมามีเพียงส่งคนมาแจ้งแก่นางว่าคงต้องรั้งอยู่ในวังอีกหลายวันด้วยไท่เฮานั้นประชวรอีกแล้วจะทิ้งมาจึงมิสมควร ซึ่งยามแรกนางก็มิใช่คนนอนเร็วเพียงแต่มิอยากถูกรบกวนจากอี้หวางที่ส่งเสี่ยวลิ่วมาเชิญนางไปร่วมดื่มน้ำชายามบ่ายก็หนึ่งครั้งแล้วพอตกถึงช่วงเย็นกลับยังส่งองครักษ์ฉู่มาเชิญนางไปร่วมมื้อค่ำอีกจนได้พอนางตอบกลับไปว่าทานไปก่อนแล้วกลับส่งองครักษ์เจิ้งมาเชิญนางไปเป็นเพื่อนเดินหมากอีกจนได้ …หึ… ช่างเป็นคนหน้าด้านหน้าทนเสียจริงนางมิใช่คนปัญญานิ่มจะได้มิเข้าใจความมุ่งหมายของอี้หวางผู้เป็นบุรุษเรียกหาภรรยาจะมีความคิดดีไปได้อย่างไร นางเองพอนับวันก็เริ่มมานึกได้ว่านี่ก็ผ่านมาจากครั้งที่เขาไล่ตะเพิดสาวงามจากวังหลวงใกล้หนึ่งเดือนแล้วเห็นที่นางคงต้องวางแผนการว่าในยามเช้ามาเยือนนางคงต้องเข้าวังไปคัดเลือกสาวงามบำเรอเหล่าอ๋องและองค์ชายมาส่งไปยังเรือนฟ่งหวงเสียแล้ว ดังนั้นพอฝากความไปกับท่านองครักษ์เจิ้งว่านางรู้สึกมึนศีรษะคงมิอาจไปร่วมเป็นคู่เดินหมากไปได้หลินม่านเถียนก็เร่งเข้าห้องปิดประตูแน่นหนา แ
หลินม่านเถียนที่กำลังเพลิดเพลินกับงานในมือทว่ายามหันมาพบจอมมารร้ายมายืนทะมึนอยู่ด้านหลังจึงตกใจจนปล่อยกระถางหญ้าหยกเงินที่มีเพียงหนึ่งกระถางในเรือนต้นไม้แห่งนี้หลุดมือตกแตกกระจาย แล้วยังเผลอถอยหลังไปชนกับชั้นที่นางจัดวางกระถางต้นกระบองเพชรร่วมห้าสิบต้นล้มลงแตกกระจัดกระจาย แข่งขาและกายสั่นเทากว่านางจะดึงสติคืนกลับมาได้แล้วยืนเต็มฝีเท้ามิถอยหนีอีกก็ผ่านไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว "กลัวอันใดข้านัก...ข้าหาใช่ผีสาง" เซี่ยเฟิ่งฉีกล่าวออกไปด้วยอารมณ์เริ่มจะขุ่นมัว ที่พบเจอกันยามใดนางก็มักจะถอยหนีเขาไปเป็นร้อยลี้ทั้งที่เขาเป็นสามีของนางโดยแท้มิได้คิดย้อนหลังไปเลยว่านับจากในอดีตพบพานตนเองเคยแสดงกิริยาใดต่อนางไปบ้าง "หม่อมฉันมิเคยกลัวผีสางเพคะ...เพราะผีสางหากมีอยู่จริงหม่อมฉันก็ยังมิเคยพบเห็นทว่าคนเราจะถูกผีสางทำร้าย ยิ่งยากจะพบเจอแต่คนนี่สิเพคะคนมักน่ากลัวกว่าผีสาวเพราะที่ทำร้ายกันได้อย่างเลือดเย็นก็ล้วนเป็นคนทั้งสิ้น" ยามที่หลินม่านเถียนสงบสติอารมณ์ของตนเองให้กลับมาเยือกเย็นได้คงเดิมแล้วคำพูดคำจาก็จึงกลับมาเยือกเย็นไร้หัวใจเช่นเดิม เฟิ่งฉีจึงไม่ทราบได้ว่าเขาสมควรดีใจที่นางเริ่มจะหายดีจน
ตอนที่ 14…สิบแปดวันผ่านไป…อาการของเหิงจิ้งก็ดีขึ้นจนสามารถลุกขึ้นเดินเหินคล่องตัว หลายวันมานี้พระชายาหลินก็คอยแวะเวียนมาดูแลนางอย่างดีแต่กลับยังเลือกจะพักอยู่กับจ้าวไท่เฟยยังเรือนมู่ต้านมิกลับมาพักยังเรือนไป่เหอเช่นในอดีต เหิงจิ้งอดใจไม่ไหวจึงสอบถามเลยได้ความว่าผู้เป็นนายของนางนั้นหวาดกลัว หากนางพ้นมาจากบารมีของแม่สามีก็อาจจะถูกคนชั่วเข้ามาวุ่นวายได้อีก นางจึงมิยอมกลับเรือนของตนเองสักคราวเช่นนี้ เหิงจิ้งนางได้ฟังเรื่องนี้ก็จึงเพิ่งนึกได้ว่าตนเองสมควรเร่งบอกเล่าเกี่ยวกับความลับที่เป็นขันทีน้อยเสี่ยวลิ่วที่แอบมาบอกว่าวันนี้เหตุที่อี้หวางโกรธกริ้วพิโรธราวกับพร้อมจะเผาเมืองหลวงได้ทั้งหมดก็เพราะหลายเดือนมานี้หาใช่เพียงพระชายาหลินที่ได้รับจดหมายจากองค์หญิงเซี่นจิ่นเหยาทว่าท่านอ๋องเขาก็ได้รับจดหมายปลุกปั่นเช่นกัน และแต่ละครั้งที่ได้รับก็หลังจากที่พระชายาหลินนางแอบลักลอบหนีออกไป ’ทำงาน’ ด้านนอกเสมอ เหิงจิ้งนางเร่งบอกเล่ากับนายของตนเองหวังว่าสุดท้ายพระชายาหลินจะรู้คิดไม่เอาโทษผิดคนที่สำคัญนางอยากให้นายของนางตาสว่างรู้แจ้งว่าแท้จริงแล้วองค์หญิงเซี่ยจิ่นเหยาหาใช่คนรักที่ดีสักนิดตรงกันข้าม







