ログイン“วันนี้ท่านอ๋องอี้มีรับสั่ง ให้เจ้าไปส่งสำรับด้วยตนเองในมื้อค่ำ”
หลังจากนวดคลายเส้นให้มารดาของพระสวามี จนอีกฝ่ายลุกขึ้นนั่งหลังตรง แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบกดดันได้ดังเดิม คำสั่งถัดมาก็ถูกถ่ายทอดลงมาอย่างไม่รีรอ ราวกับเป็นเรื่องปกติที่มิจำเป็นต้องให้ความสำคัญ
ชีวิตของ “อี้หวางเฟย” พระชายาเอกแห่งตำหนักอี้หวาง หาได้มีความสูงส่งดั่งบานะไม่ แม้จะมีฐานันดรศักดิ์ แต่สิ่งที่ต้องกระทำกลับมิได้ต่างจากสาวใช้ทั่วไปสักเท่าใด บางครายังต้องก้มหน้ารับคำตำหนิ มิอาจโต้แย้ง มิอาจปฏิเสธ
สิ่งเดียวที่ยังพอเรียกได้ว่าเป็นของตนเอง ก็คือช่วงเวลาสั้น ๆ ที่นางได้ทำงานปักผ้าอย่างสงบเงียบ หากแต่ช่วงเวลาเช่นนั้นก็เปรียบเสมือนหยดน้ำในมหาสมุทร น้อยนิดจนแทบไร้ความหมาย
นอกเหนือจากนั้น ล้วนเป็นหน้าที่ที่ถูกกำหนดโดยผู้อื่นทั้งสิ้น ทว่าหลินม่านเถียนในวันนี้ มิใช่สตรีอ่อนแอผู้ไม่เคยผ่านโลก
ผู้ที่เคยตายมาแล้วหนึ่งครั้งในวัยยี่สิบเอ็ดปี ต่อให้ชีวิตในภพก่อนมิได้หรูหรา นางก็เคยดิ้นรนต่อสู้ เคยเผชิญแรงกดดัน เคยรับรู้ถึงความเหนื่อยล้าที่กัดกินหัวใจ
ชีวิตของชาวบ้านธรรมดาที่ต้อง “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” นั้น มิได้งดงามอย่างที่ผู้ใดกล่าวขาน เงินที่หามาได้เท่าใด สุดท้ายก็ต้องถูกนำไปชำระหนี้ หากชักช้าแม้เพียงน้อย ตัวเลขสีแดงก็จะปรากฏในบัญชีอย่างไร้ปรานี
ความหวาดระแวง ความกดดัน และความจำเป็นในการเอาชีวิตรอด สิ่งเหล่านั้นหล่อหลอมให้นางแข็งแกร่งขึ้นอย่างเงียบงัน
เมื่อรวมสองภพเข้าด้วยกัน นางในวันนี้ก็เปรียบเสมือนสตรีวัยยี่สิบสองปี ผู้ผ่านโลกมามากกว่าที่ผู้อื่นจะคาดคิด ความอดทนของนางจึงมิใช่สิ่งที่ผู้ใดจะมองเห็นได้จากภายนอก
ยามต้นยามซวี สำรับอาหารทั้งคาวและหวานถูกจัดเตรียมอย่างประณีต ก่อนจะถูกนำมาส่งยังเรือนฟ่งหวง เรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางต้นฟ่งหวงซึ่งปลูกเรียงรายโดยรอบ กลีบดอกสีแดงส้มปลิวไหวตามสายลม ราวกับเปลวเพลิงที่ไม่เคยดับ และเจ้าของเรือนแห่งนี้ ย่อมมิใช่ผู้ใดอื่น นอกจากอี้หวาง
“อ๊า… ท่านอ๋อง… เบา ๆ เพคะ… อี้เซียงทนมิไหวแล้ว…”
เสียงครางหวานดังลอดออกมาจากภายในเรือน เสียงหัวเราะแผ่วเบาปะปนกับจังหวะที่ชวนให้ผู้ฟังหน้าแดง
นางกำนัลที่ยกสำรับต่างชะงักฝีเท้า มือไม้สั่น ใบหน้าร้อนผ่าว แม้จะพยายามก้มหน้าหลบสายตา แต่ความกระดากอายก็ยังปรากฏชัด
ทว่าอี้หวางเฟยผู้เป็นภรรยาเอกกลับยืนนิ่ง ใบหน้าสงบเรียบ ราวกับมิได้ยินสิ่งใด ราวกับเสียงเหล่านั้นมิอาจทะลุผ่านกำแพงในใจของนางได้แม้เพียงเศษเสี้ยว ก็เพียงเสียงเสพสม จะตื่นตระหนกไปไย
“เดินให้ระวัง หากสำรับหกแม้เพียงหนึ่งที่ คนที่ลำบากจะเป็นพวกเรา”
นางเอ่ยเตือนเสียงเรียบ มองนางกำนัลทั้งสิบอย่างไม่เร่งร้อน คำพูดนั้นมิได้เกินจริงแม้แต่น้อย
สิบสี่เดือนในตำหนักอี้หวาง สอนให้นางรู้ว่า การมีชีวิตอยู่ให้รอดพ้นจากปัญหา มิใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของการระมัดระวังในทุกย่างก้าว
“อี้หวางเฟย”
องครักษ์สองนายที่ยืนเฝ้าหน้าเรือนโค้งกายทำความเคารพตามหน้าที่ แม้จะรู้ดีว่านายหญิงผู้นี้มิได้มีอำนาจใดให้ยำเกรง
“เข้าไปได้เลย หรือว่าต้องรอก่อน ท่านองครักษ์ฉู่” หลินม่านเถียนเอ่ยถาม น้ำเสียงนิ่งเรียบ
“อี้หวางมีรับสั่ง หากยังไม่ถึงต้นยามห้า ให้รออยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ” ฉู่หานตงตอบอย่างตรงไปตรงมา
เพียงเท่านั้น นางก็เข้าใจ ผู้ที่ต้องยืนรอมีเพียงนาง ส่วนผู้อื่นย่อมควรถอยไปให้ไกลจากสิ่งที่ไม่สมควรได้ยิน
“พวกเจ้ากลับไปก่อน เมื่อใกล้ต้นยามห้า ค่อยอุ่นสำรับแล้วนำกลับมาอีกครั้ง อาจิ้ง เจ้าตามไปดูแลแทนข้าด้วย”
คำสั่งถูกถ่ายทอดอย่างชัดเจน นางกำนัลทั้งหมดถอยกลับ เหลือเพียงหลินม่านเถียนกับขันทีน้อยเสี่ยวลิ่ว
ภาพของสตรีผู้ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าเรือนฟ่งหวง มิใช่เรื่องแปลกใหม่ มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นภาพที่ไร้ความหมายสำหรับผู้พบเห็น
เสียงจากภายในดังเป็นระยะ บอกชัดว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้น แม้แต่องครักษ์ซึ่งเป็นบุรุษยังไม่อาจควบคุมสีหน้าได้ทั้งหมด
ทว่าอี้หวางเฟยกลับยืนนิ่ง นิ่งราวกับรูปสลัก หากมิใช่เพราะดวงตาที่ยังมีชีวิต ก็คงถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงวัตถุไร้จิตใจ
สำหรับหลินม่านเถียน มิใช่ว่านางไม่เคยรู้สึก ในครั้งแรก ๆ นางยอมรับว่า ความอดสูแทบทำให้นางยืนไม่อยู่
แต่เมื่อเวลาผ่านไป นางก็คิดได้ว่า ผู้ที่ควรละอายมิใช่นาง หากแต่เป็นคนด้านในต่างหาก เมื่อเข้าใจเช่นนี้ หัวใจของนางก็สงบลง
ตราบใดที่อี้หวางยังรังเกียจนาง ราวกับสิ่งสกปรก นั่นกลับเป็นเรื่องดี เพราะหมายความว่าเขาจะไม่แตะต้องนาง
โครม!
เสียงของบางสิ่งกระแทกพื้นดังลั่น
“ออกไป!”
เสียงตวาดกร้าวดังขึ้น
“กรี๊ด!”
เสียงร้องของสตรีดังแทรกออกมา
“ข้าบอกให้ออกไป!”
ความวุ่นวายภายในเรือนเพิ่มขึ้น ทว่าหลินม่านเถียนยังคงยืนตรง มิไหวติงแม้แต่น้อย
ครู่ต่อมา สตรีโฉมงามในสภาพเสื้อผ้ายับยุ่งก็พุ่งออกจากเรือน ผ่านหน้านางไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่แม้แต่จะชายตามอง
ภาพเช่นนี้ นางเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
ภาพเดิม ๆ
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากภายใน
“เข้ามา”
เพียงสองคำสั้น ๆ แต่หนักแน่นพอจะทำให้บรรยากาศรอบด้านเย็นลงในทันที หลินม่านเถียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตายังคงสงบ ไร้คลื่นอารมณ์ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า
ตอนที่ 28กายงดงามสะบัดอาภรณ์ลุกขึ้นทันที "องค์หญิงจะทรงไปที่ใดเพคะ" เป็นอาสิ่วผู้ซึ่งลูกกำชับอย่างดีว่าจะต้องทำทุกทางมิให้ผู้เป็นนายย้อนคืนกลับไปยุ่งวุ่นวายกับหลินม่านเถียนเร่งเข้าไปกอดขาเรียวสวยภายใต้อาภรณ์ไหมเนื้อดีแน่น "ปล่อย...ข้า..." มิใช่เพียงน้ำเสียงเหี้ยมโหดเท่านั้นทว่าดวงตาสวยบัดนี้ขุ่นเขียวนั้นบอกได้ชัดเจนว่านางมิพอใจเพียงใดที่ตนเองถูกขัดใจครั้งแล้วครั้งเล่า "ข้ากล่าวนี้เจ้ามิเคารพกันแล้วใช่หรือไม่" น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยถามอีกเป็นครั้งสุดท้าย ทว่าบ่าวผู้จงรักภักดีเพียงนายก็ส่ายศีรษะหนักแน่นเช่นกัน "ดี! " ...ขวับ! ... ...ตุ๊บ! ... จุดจบหนึ่งชีวิตผู้คิดหาญกล้าบังอาจมาต่อกรกับผู้มากอำนาจซึ่งยึดติดความเอาแต่ใจของตนเองเป็นใหญ่มิใช่จะดีเช่นเดียวกับอาสิ่วนางกำนัลผู้เลี้ยงดูองค์หญิงน้อยเซี่ยจิ่นเหยามากว่ายี่สิบเอ็ดหนาว กายที่ไร้ศีรษะนั้นกระตุกตามจังหวะของโลหิตที่พุ่งสาดกระจายออกมาจากลำคอซึ่งแยกจากส่วนศีรษะ ทำเอาแม้แต่องครักษ์เงาเช่นหลิ่วหลานจูที่นางพบพานมาทุกสภาพของศพยังต้องเบือนหน้าหนี "จัดการให้เรียบร้อยก่อนข้าจะกลับมาจากด้านนอกและ...พวกเจ้าคงรู้แจ้งใช่หรือไม่ว่าสมควรจ
ตอนที่ 27...พ้นปลายยามเวย... หนังสือหย่าขาดที่หลินม่านเถียนรอคอยก็มาวางอยู่ตรงหน้าโดยฝีมือของแม่นมจ้าวมาพร้อมกับจ้าวไท่เฟยที่ตลอดมานางเคยคิดว่าท่านนั้นเป็นมารดาสามีที่ค่อนไปทางไม่เป็นมิตรต่อลูกสะใภ้เช่นตนเอง หากแต่ในช่วงหลังมานี้กลับพบว่าบางที่ สตรีสูงวัยตรงหน้ากลับดีต่อนางมากกว่ามารดาเลี้ยงเสียอีก "ต่อให้เจ้าหาใช่คนของบุตรชายข้าแต่จงจำใจเจ้ายังเป็นคนที่ข้าเมตตา หากไปอยู่ภายนอกผู้ใดคิดรังแกเจ้าจงอย่าได้เงียบปากไม่คิดมีเสียงอีก จำที่ข้าเคยบอกได้หรือไม่...หากผู้ใดรังแกเจ้าทำเจ้าเจ็บจงอย่าหันคมดาบมาแทงตนเองทว่าจงแทงเจ้าคนคิดร้ายต่อเจ้า" หลินม่านเถียนคุกเข่าลงโขกศีรษะให้สตรีสูงศักดิ์ด้วยหัวใจเต็มไปด้วยความเคารพ "ลุกขึ้นเถิดเด็กโง่...มานี่เถิดขอข้ากอดเจ้าสักครั้ง" จ้าวไท่เฟยสูดจมูกฟึดฟัดคล้ายจะเก็บน้ำตาเอาไว้ต่อไปไม่ไหว ซึ่งก็เป็นจริงในยามที่กายเล็กสวมกอดนางก็ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาทันที ถึงรู้ว่าคนในอ้อมแขนนางมิได้จากไปที่ใดไกลห่าง แต่ก็มิใช่จะอยู่ใกล้ "ไปเถิดประเดี๋ยวจะมืดค่ำ ข้าขอส่งเจ้าเพียงตรงนี้เถิด มันทำใจเห็นเจ้าจากไปพร้อมข้าวของมิได้" หญิงสูงวัยเอ่ยบอกความในใจ ในยามที่นางก้าว
ตอนที่ 26นางผลักกายแกร่งให้ลงไปนอนหงายสิ้นลายก่อนจะกดริมฝีปากอวบอิ่มกัดแผ่วเบาลงไปตามลำคอทว่าทุกการกระทำนางลงมือเนิบช้าใจเย็นในขณะที่อีกฝ่ายร้อนจนแทบระเบิดออกมาทั้งกายแล้ว “เถียน...เถียน……อ๊า…คนดี…อย่าทรมาน...กันสิเจ้า…อ๊า…ซี๊ด! ...โอ๊ว…” นางเพียงเหลือบสายตาคมสวยซึ้งขึ้นมาสบประสานกับเขาแต่ทว่ากับมิหยุดทรมานกัน ริมฝีปากเล็กหากแต่ร้ายกาจเหลือหลายยามนี้กัดลงต่ำไล่ลงไปจนถึงหัวนมที่เป็นติ่งไตเล็กแต่ส่งสีชมพูยั่วยวนชวนให้นางลงมือทรมานคนที่กำลังมัวเมาไปด้วยฤทธิ์ราคะผสานอารมณ์รักใคร่คุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายกำหนัด และมิรั้งรอนางกัดชิมทันที! “อ๊า…สะ…เสียว…เสี่ยวเถียน…อา…ซี๊ด” ใบหน้าขาวเนียนบัดนี้ขึ้นสีจัดคล้ายกับโลหิตทั้งกายไหลเวียนมาขังยังใบหน้าคมเข้มดุดันเสียแล้วดวงตาคู่นั้นยามทอดมองทุกการกระทำของสตรีที่ตนให้นางไปจนสิ้นแล้วนั้นยิ่งเต็มไปด้วยความรัก ทว่าหลินม่านเถียนกลับมิอาจเข้าใจหรือมองเห็นทั้งสิ้น ยิ่งลิ้นเล็กๆนั้นกระดกสะกิดตุ่มไตนั้นอย่างหยอกเอินกายสูงก็ยิ่งหายใจหอบสะท้าน คนถูกภรรยาทรมานจนแทบคลั่งกายแกร่งบิดส่ายมิแตกต่างจากงูใหญ่ดิ้นรนหาหนทางรอด “เสี่ยวเถียน…ไม่ไหว…แล้ว...ข
ตอนที่ 25ในที่สุดวันที่หลินม่านเถียนนางรอคอยก็มาถึงดวงตาที่เพิ่งปิดลงไปได้มิเกินหนึ่งชั่วยามก็เปิดขึ้นช้าในยามเช้ามืดของวันที่เจ็ดตามนัดแนะตกลงว่าอี้หวางจะหมอบหนังสือหย่าให้นาง หลินม่านเถียนนางขยับกายลุกขึ้นจากหมอน เตรียมวางเท้าแตะลงบนพื้นลงจากเตียงทั้งที่ท้องฟ้าด้านนอกนั้นยังคงมืดมิดคาดได้ว่าบัดนี้คงเพิ่งปลายอิ๋นหรือหากนางกะผิดพลาดคลาดเคลื่อนก็คงอยู่ในราวต้นยามเหม่ามิเกินไปกว่านั้น …หมับ! … …เฮือก! ... มิคาดเพียงสอดปลายเท้าเรียวลงไปยังรองเท้าได้หนึ่งข้าง แขนแกร่งก็รวบรัดเอวคอดกิ่วเอาไว้แน่นเหนียว “อี้หวาง…” นางต้องการจะไปดูข้าวของที่ทยอยเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนถึงจะพยายามวางเฉยเช่นไรทว่าความรู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เป็นเช่นไรในยามนี้หลินม่านเถียนนางคาดว่าตนเองรู้แจ้งก็วันนี้ “เจ้าผิดสัญญา” น้ำเสียงนั้นฟังดูยังง่วงงุน อยู่หลายส่วน “ก็มิใช่เราตกลงกันไว้ว่ายามรุ่งอรุณมาเยือนมิว่าเจ้าหรือข้าเป็นผู้ตื่นก่อนคนผู้นั้นต้องปลุกอีกผู้ให้ตื่นพร้อมกันมิใช่หรอกหรือ” ครั้งนี้คนตัวโตอย่างกับยักษ์ขยับลุกขึ้นมากอดนางเอาไว้ทั้งกายพร้อมกับวางคางเอาไว้บนหัวไหล่ของนางฝ
ตอนที่ 24เซี่ยเฟิ่งฉีรับมาพลิกไปมาเพื่อดูสิ่งที่ภรรยากล่าวถึงมูลค่าอันสูงล้ำของหญ้าเพียงหนึ่งกอนับได้คงไม่ถึงสิบห้าต้นด้วยซ้ำไป “ไยจึงมีค่ามากมายถึงเพียงนั้น” หลินม่านเถียนมิได้กล่าวตอบทันทีนางเอื้อมมือปลดปิ่นมาสะกิดยังปลายนิ้วตนเอง อี้หวางถึงกับเบิกตากว้างตกใจคาดว่านางจะทำร้ายตนเองอีกทว่านางยกมือห้ามให้เขานิ่งเอาไว้จากนั้นก็เด็ดเพียงปลายใบหญ้าเจ็ดไอเย็นใช้ปลายนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือขยี้แล้วกดลงยังแผลเล็กคลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทดลองบีบซ้ำกลับไร้โลหิตพุ่งตามออกมา “นี่คือตัวสร้างมูลค่าของหญ้าเจ็ดไอเย็นเพคะ หลายวันก่อนอาจิ้งนางก็มอบหญ้านี้แก่ท่านหมอเฉาหม่อมฉันจึงรอดชีวิตมาได้จนถึงยามนี้เพคะ เช่นนี้อี้หวางทรงคิดดูเอาเถิดว่าคุณค่าเจ้าหญ้าจิ๋วเหล่านี้จะมีมากเพียงใดกันเล่าเพคะ” ตลอดมาเขาเพียงทราบว่าหลินม่านเถียนคุณหนูสามในราชครูหลินนั้นกระทำตนไร้ค่าที่สุดในจวนแล้ว ทว่ายามนี้เขาจึงแจ้งแก่ใจความเย็นชาความไร้ความรู้สึกและมีแต่เพียงความเฉยเมยก็ใช่จะโง่งมไร้ความรอบรู้ติดกาย “เจ้าดูชื่นชอบต้นไม้ชอบสมุนไพรอย่างยิ่งคาดว่าเจ้าคงได้ความรู้เหล่านี้มาจากท่านราชครูกระมัง” ใบหน้านิ่งเฉยน
ตอนที่ 23ซึ่งครานี้เซี่ยเฟิ่งฉีเขากลับอ่านสายตาเช่นนั้นของอี้หวางเฟยออกอย่างทะลุปรุโปร่งถึงจะรู้สึกเสียใจที่นางมิเชื่อใจกันทว่าหากคิดในมุมของหลินม่านเถียนนับแต่นางตกแต่งเข้าตำหนักอี้หวางหากเป็นเขาก็คงมิอาจเชื่อใจบุรุษที่เพียงพูดจาด้วยดีมิกี่คำเป็นแน่ ริมฝีปากสีสดจึงกดลงยังเปลือกตาของนางเพื่อปกปิดแววตาอันไร้ความเชื่อถือนั้นไปเสีย ไต่ริมฝีปากปัดลงมาจุมพิตดูดดื่มเรียกร้องล่อลวงให้คนใต้ร่างของเขาหลุดลอยไปกับอารมณ์รักอารมณ์ใคร่ไขว่คว้าแตะเอาสายรุ้งมาครองร่วมกันในท้ายที่สุด ยามในจังหวะใกล้สุดท้ายมาเยือนฝ่ามือแกร่งก็สอดประสานจับยึดตรึงสองฝ่ามือเล็กคลี่กางออกเกาะกุมเอาไว้แนบแน่น เซี่ยเฟิ่งฉีมิได้เรียกร้องดุเดือดเช่นในสองครั้งก่อนเขาจบบทรักลงเพียงเท่านั้นจัดการดูแลคนที่ร่างกายยังอ่อนแอเพราะเสียเลือดไปมากในหลายวันก่อน เริ่มจากเรียกหาน้ำอุ่นมาเช็ดตัว หาเสื้อผ้ามาสวมให้จบลงที่นอนทอดกายลงเคียงข้างมิได้กลับเรือนฟ่งหวงของตนเองเช่นปกติ หลินม่านเถียนถึงระแวงระวังอี้หวางผู้เป็นสามีเพียงใดทว่าร่างกายนางยังอ่อนเพลียอยู่มากท้ายที่สุดก็หลับลงไปก่อนทั้งที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะรอให้เขาหลับไปก่อนจ







