تسجيل الدخول“วันนี้ท่านอ๋องอี้มีรับสั่ง ให้เจ้าไปส่งสำรับด้วยตนเองในมื้อค่ำ”
หลังจากนวดคลายเส้นให้มารดาของพระสวามี จนอีกฝ่ายลุกขึ้นนั่งหลังตรง แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบกดดันได้ดังเดิม คำสั่งถัดมาก็ถูกถ่ายทอดลงมาอย่างไม่รีรอ ราวกับเป็นเรื่องปกติที่มิจำเป็นต้องให้ความสำคัญ
ชีวิตของ “อี้หวางเฟย” พระชายาเอกแห่งตำหนักอี้หวาง หาได้มีความสูงส่งดั่งบานะไม่ แม้จะมีฐานันดรศักดิ์ แต่สิ่งที่ต้องกระทำกลับมิได้ต่างจากสาวใช้ทั่วไปสักเท่าใด บางครายังต้องก้มหน้ารับคำตำหนิ มิอาจโต้แย้ง มิอาจปฏิเสธ
สิ่งเดียวที่ยังพอเรียกได้ว่าเป็นของตนเอง ก็คือช่วงเวลาสั้น ๆ ที่นางได้ทำงานปักผ้าอย่างสงบเงียบ หากแต่ช่วงเวลาเช่นนั้นก็เปรียบเสมือนหยดน้ำในมหาสมุทร น้อยนิดจนแทบไร้ความหมาย
นอกเหนือจากนั้น ล้วนเป็นหน้าที่ที่ถูกกำหนดโดยผู้อื่นทั้งสิ้น ทว่าหลินม่านเถียนในวันนี้ มิใช่สตรีอ่อนแอผู้ไม่เคยผ่านโลก
ผู้ที่เคยตายมาแล้วหนึ่งครั้งในวัยยี่สิบเอ็ดปี ต่อให้ชีวิตในภพก่อนมิได้หรูหรา นางก็เคยดิ้นรนต่อสู้ เคยเผชิญแรงกดดัน เคยรับรู้ถึงความเหนื่อยล้าที่กัดกินหัวใจ
ชีวิตของชาวบ้านธรรมดาที่ต้อง “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” นั้น มิได้งดงามอย่างที่ผู้ใดกล่าวขาน เงินที่หามาได้เท่าใด สุดท้ายก็ต้องถูกนำไปชำระหนี้ หากชักช้าแม้เพียงน้อย ตัวเลขสีแดงก็จะปรากฏในบัญชีอย่างไร้ปรานี
ความหวาดระแวง ความกดดัน และความจำเป็นในการเอาชีวิตรอด สิ่งเหล่านั้นหล่อหลอมให้นางแข็งแกร่งขึ้นอย่างเงียบงัน
เมื่อรวมสองภพเข้าด้วยกัน นางในวันนี้ก็เปรียบเสมือนสตรีวัยยี่สิบสองปี ผู้ผ่านโลกมามากกว่าที่ผู้อื่นจะคาดคิด ความอดทนของนางจึงมิใช่สิ่งที่ผู้ใดจะมองเห็นได้จากภายนอก
ยามต้นยามซวี สำรับอาหารทั้งคาวและหวานถูกจัดเตรียมอย่างประณีต ก่อนจะถูกนำมาส่งยังเรือนฟ่งหวง เรือนใหญ่ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางต้นฟ่งหวงซึ่งปลูกเรียงรายโดยรอบ กลีบดอกสีแดงส้มปลิวไหวตามสายลม ราวกับเปลวเพลิงที่ไม่เคยดับ และเจ้าของเรือนแห่งนี้ ย่อมมิใช่ผู้ใดอื่น นอกจากอี้หวาง
“อ๊า… ท่านอ๋อง… เบา ๆ เพคะ… อี้เซียงทนมิไหวแล้ว…”
เสียงครางหวานดังลอดออกมาจากภายในเรือน เสียงหัวเราะแผ่วเบาปะปนกับจังหวะที่ชวนให้ผู้ฟังหน้าแดง
นางกำนัลที่ยกสำรับต่างชะงักฝีเท้า มือไม้สั่น ใบหน้าร้อนผ่าว แม้จะพยายามก้มหน้าหลบสายตา แต่ความกระดากอายก็ยังปรากฏชัด
ทว่าอี้หวางเฟยผู้เป็นภรรยาเอกกลับยืนนิ่ง ใบหน้าสงบเรียบ ราวกับมิได้ยินสิ่งใด ราวกับเสียงเหล่านั้นมิอาจทะลุผ่านกำแพงในใจของนางได้แม้เพียงเศษเสี้ยว ก็เพียงเสียงเสพสม จะตื่นตระหนกไปไย
“เดินให้ระวัง หากสำรับหกแม้เพียงหนึ่งที่ คนที่ลำบากจะเป็นพวกเรา”
นางเอ่ยเตือนเสียงเรียบ มองนางกำนัลทั้งสิบอย่างไม่เร่งร้อน คำพูดนั้นมิได้เกินจริงแม้แต่น้อย
สิบสี่เดือนในตำหนักอี้หวาง สอนให้นางรู้ว่า การมีชีวิตอยู่ให้รอดพ้นจากปัญหา มิใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของการระมัดระวังในทุกย่างก้าว
“อี้หวางเฟย”
องครักษ์สองนายที่ยืนเฝ้าหน้าเรือนโค้งกายทำความเคารพตามหน้าที่ แม้จะรู้ดีว่านายหญิงผู้นี้มิได้มีอำนาจใดให้ยำเกรง
“เข้าไปได้เลย หรือว่าต้องรอก่อน ท่านองครักษ์ฉู่” หลินม่านเถียนเอ่ยถาม น้ำเสียงนิ่งเรียบ
“อี้หวางมีรับสั่ง หากยังไม่ถึงต้นยามห้า ให้รออยู่ด้านนอกพ่ะย่ะค่ะ” ฉู่หานตงตอบอย่างตรงไปตรงมา
เพียงเท่านั้น นางก็เข้าใจ ผู้ที่ต้องยืนรอมีเพียงนาง ส่วนผู้อื่นย่อมควรถอยไปให้ไกลจากสิ่งที่ไม่สมควรได้ยิน
“พวกเจ้ากลับไปก่อน เมื่อใกล้ต้นยามห้า ค่อยอุ่นสำรับแล้วนำกลับมาอีกครั้ง อาจิ้ง เจ้าตามไปดูแลแทนข้าด้วย”
คำสั่งถูกถ่ายทอดอย่างชัดเจน นางกำนัลทั้งหมดถอยกลับ เหลือเพียงหลินม่านเถียนกับขันทีน้อยเสี่ยวลิ่ว
ภาพของสตรีผู้ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าเรือนฟ่งหวง มิใช่เรื่องแปลกใหม่ มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นภาพที่ไร้ความหมายสำหรับผู้พบเห็น
เสียงจากภายในดังเป็นระยะ บอกชัดว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้น แม้แต่องครักษ์ซึ่งเป็นบุรุษยังไม่อาจควบคุมสีหน้าได้ทั้งหมด
ทว่าอี้หวางเฟยกลับยืนนิ่ง นิ่งราวกับรูปสลัก หากมิใช่เพราะดวงตาที่ยังมีชีวิต ก็คงถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงวัตถุไร้จิตใจ
สำหรับหลินม่านเถียน มิใช่ว่านางไม่เคยรู้สึก ในครั้งแรก ๆ นางยอมรับว่า ความอดสูแทบทำให้นางยืนไม่อยู่
แต่เมื่อเวลาผ่านไป นางก็คิดได้ว่า ผู้ที่ควรละอายมิใช่นาง หากแต่เป็นคนด้านในต่างหาก เมื่อเข้าใจเช่นนี้ หัวใจของนางก็สงบลง
ตราบใดที่อี้หวางยังรังเกียจนาง ราวกับสิ่งสกปรก นั่นกลับเป็นเรื่องดี เพราะหมายความว่าเขาจะไม่แตะต้องนาง
โครม!
เสียงของบางสิ่งกระแทกพื้นดังลั่น
“ออกไป!”
เสียงตวาดกร้าวดังขึ้น
“กรี๊ด!”
เสียงร้องของสตรีดังแทรกออกมา
“ข้าบอกให้ออกไป!”
ความวุ่นวายภายในเรือนเพิ่มขึ้น ทว่าหลินม่านเถียนยังคงยืนตรง มิไหวติงแม้แต่น้อย
ครู่ต่อมา สตรีโฉมงามในสภาพเสื้อผ้ายับยุ่งก็พุ่งออกจากเรือน ผ่านหน้านางไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่แม้แต่จะชายตามอง
ภาพเช่นนี้ นางเห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
ภาพเดิม ๆ
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากภายใน
“เข้ามา”
เพียงสองคำสั้น ๆ แต่หนักแน่นพอจะทำให้บรรยากาศรอบด้านเย็นลงในทันที หลินม่านเถียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตายังคงสงบ ไร้คลื่นอารมณ์ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า
ตอนพิเศษขบวนรถม้าขนาดกลางกำลังเคลื่อนออกจากเมืองหลวงในช่วงปลายยามอิ๋น หลินม่านเถียนนางขยับเปิดผ้าม่านออกไปมองภาพของตำหนักใหญ่โตที่มีทั้งสุขและทุกข์ปนเปมาตลอดร่วมสองหนาวด้วยสายตาสงบนิ่ง "ท่านจะไม่เสียใจในภายหลังใช่หรือไม่เจ้าค่ะท่านพี่" สุดท้ายคำถามนี้ก็หลุดออกไปอีกจนได้ ก็บัดนี้จากบุรุษผู้เป็นจอมทัพเกรียงไกรต้องถูกถอดยศเรียกคืนอำนาจทุกสิ่งในมือออกไปขนาดการเดินทางนี้รถม้าก็ยังเป็นรถม้าขนาดกลางที่อดีตนางย่อมรู้ เซี่ยเฟิ่งฉีเฉียดใกล้ย่อมไม่เคย แต่วันนี้เขากลับทิ้งทุกสิ่งเพื่อนางและลูกน้อยเท่านั้น "มีอันใดต้องเสียใจกันมีเพียงเจ้า เจ้าหงส์ขาวตัวน้อย กับท่านแม่ ชีวิตนี้ข้าก็เพียงพอแล้วชื่อเสียงลาภยศสำหรับข้าล้วนจอมปลอมครอบครองเอาไว้ก็เป็นทุกข์เท่านั้นไปใช้ชีวิตอยู่นอกเมืองล้วนสุขใจ" เพราะหลังจากฮ่องเต้ยื่นคำขาดเช่นในวันที่บีบบังคับให้เขาต้องยินยอมตบแต่งรับเอาหลินม่านเถียนมาแทนหลินม่านถิง อีกครั้ง เขาก็ได้เลือกแล้ว...เลือกที่จะถอดวางทุกสิ่งคืนไปยังฮ่องเต้ วันนี้เขาจึงเป็นเพียงเถ้าแก่เซี่ยเจ้าของสำนักคุ้มภัยแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอี้หวางหรืออี้หวางเฟยอีกแล้ว มีแต่ชาวเมืองหนานซ่งครอบครัวห
ตอนที่ 41 (ตอนจบ)ในที่สุดผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเท่านั้นแผนการกำจัดคลื่นใต้น้ำเช่นสกุลเพ่ยและสกุลเผิงของอี้หวางและฮ่องเต้ก็สำเร็จ กวาดล้างต้นตอของเหล่ากบฏที่มักจะไปเกิดยังต่างเมืองอยู่บ่อยครั้งจนเรียบร้อยถึงมันจะไม่ขาวสะอาดไปจนทั่วหนานซ่งทว่าภายในรัชสมัยของฮ่องเต้พระนาม'เซี่ยเฟิ่งเหริน'ก็คงยากจะเกิดความยุ่งยากหรือเหล่ากบฏขึ้นอีกเป็นแน่ ทว่าภายใต้ข่าวดีก็ยังมีข่าวร้ายแทรกมา เมื่อขบวนส่งเสด็จจ่างกงจู่เซี่ยจิ่นเหยาถูกเหล่ากบฏเข้าปล้นเพราะคาดว่าจะจับเอานางมาเป็นองค์ประกันต่อรองกับฮ่องเต้แต่นางกลับใจเด็ดสังหารตนเองมิยิมให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ นามของนางจึงถูกจารึกเอาไว้ว่าเป็นสตรีผู้องอาจหาญกล้าผู้หนึ่งในราชวงศ์ หากแต่ที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใดคงหนีไม่พ้นเซี่ยเฟิ่งฉี แต่จะให้เขาทำเช่นไรได้ก็ในเมื่อนางเล่นกัดเขาไม่ปล่อย หากเพียงชีวิตตนเองเขาคงปล่อยนางไปได้ แต่นี่นางคิดเอาชีวิตมารดาเขาเอาชีวิตลูกของเขา หากใจอ่อนเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน เช่นอดีตคงไม่ได้ เขาจึงยินยอมเป็นคนชั่วสังหารน้องสาวเสียอีกเอง แต่ถึงแผ่นดินจะกลับมาผาสุกแล้ว เซี่ยเฟิ่งฉีก็ยังต้องรั้งอยู่เมืองหลวงต่ออีกหลายเดือนยังไม่อาจเดินทางไป
ตอนที่ 40เพ่ยสวีหรานมาหยุดยืนก่อนที่จะถึงตรงด้านหน้าของตัวเรือนไป่เหอแล้วก็ให้พลันรู้สึกได้ถึงความ'แตกต่าง'โดยสิ้นเชิงกับเรือนของตนเองนี่นะหรือเรือนของพระชายาเอกที่เป็นเพียงบุตรีของอนุนางหนึ่ง ...หึ!...มันช่างน่าขบขันยิ่งนักเพราะมันงดงามเกินหน้ากว่าเรือนของตนเองอย่างยิ่งพลันนั้นเพลิงริษยาก็พวยพุ่งก็ในใจของนางไม่เคยเจียมตนว่านางคือผู้มาทีหลัง แล้วยังมีตำแหน่งเป็นเพียงพระชายารองแต่นางเอาส่วนที่ตนเองเป็นลูกที่เกิดจากภรรยาเอก เอาฐานะของบิดาตนเอง พี่ชายและพี่สาวของตนเองมาเทียบเทียมกับหลินม่านเถียน ว่าตนเองอยู่เหนือกว่าสูงส่งกว่าโดยลืมสิ้นว่า ในตำหนักอี้หวางนี้ยกความสำคัญให้แก่พระชายาเอก เช่นจวนอื่นไม่เปลี่ยน เซี่ยเฟิ่งฉีท่านช่างเหยียบย้ำความรักของนางผู้เดียวยังพอทนทว่านี่เขาช่างหยามหมิ่นเกียรติไปถึงวงศ์ตระกูลเพ่ยของนางเห็นทีจะเกินอภัยเสียแล้ว ...ได้ในเมื่อนางดีด้วยแต่เขาเมินเฉยนางก็จะร้ายกาจไปจนเขาจดจำฝังใจจะได้เจียมตนให้มาก... "พระชายารองทรงสงบพระทัยก่อนเถิดเพคะ" ภาพที่ปรากฏต่อหน้าพวกนางนั่นก็คือความ'หวานชื่น'ที่เพ่ยเหม่ยเจียวนางคิดเอาเองว่างานนี้พี่สาวผู้เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่มาเสมอ
ตอนที่ 39หลังจากนั้นอีกเจ็ดวันเกี้ยวเจ้าสาวหลังโตก็มาส่งถึงตำหนักอี้หวาง ทว่าสิ่งที่รอคอยเจ้าสาวกลับมิใช่บุรุษผู้เป็นเจ้า มีเพียงไก่อ้วนตัวหนึ่งเท่านั้น ส่วนเหตุผลนั้นก็คืออี้หวางทรงประชวร แต่คนเช่นเพ่ยสวีหรานหาใช่สตรีโง่งมจึงโมโหจนแทบกระอักที่ทราบว่า ที่เจ้าบ่าวแม้แต่เงายังไม่เคยเฉียดใกล้มาให้พบเห็นถึงสามวันนั้นเขามัวไปเอาอกเอาใจอี้หวางเฟยที่กำลังตั้งครรภ์ "กรี๊ด!!! ..." โครม! ... เพล้ง! "พระชายารองทรงระงับโทสะก่อนนะเพคะ หากคนด้านนอกมาได้ยินได้ฟังท่านจะเสียภาพลักษณ์ที่สร้างมานานนะเพคะระงับความโกรธลงก่อนเถิด ใจเย็นลงสักนิด" เหม่ยเจียวที่พยายามห้ามปรามผู้เปรียบเสมือนนายของตนเอามากกว่าจะเป็นน้องสาวผู้หนึ่งของเพ่ยสวีหรานไว้ด้วยนางนั้นถึงนางเองจะเป็นบุตรที่เกิดจากอนุภรรยาแต่ก็นางก็คือบุตรสาวของเช่นเดียวท่านเจ้ากรมกลาโหมนางหนึ่งเช่นกัน แต่จะเป็นอันใดหากนางไม่ถูกบิดาส่งเสริมย่อมถูกพี่สาวที่เกิดจากภรรยาเอกกดขี่เสียยิ่งกว่านางทาสแม้แต่คำแทนตนเองระหว่างกันยังมิอาจเรียกอีกฝ่ายเป็นพี่สาวไปได้ "ใจเย็นเช่นนั้นหรือ...นังโง่! ...สวามีของข้านั้นมัวแต่ไปกกกอดอยู่กับนังปีศาจร่านสวาทม่านเถียนทั้ง
"มันจะดีหรือฮองเฮา เจ้าต้องรู้เอาไว้เสียก่อนว่าวิวาห์นี้น้องสาวของเจ้าจะมิใช่พระชายาเอกทว่านางตบแต่งเข้าไปในตำหนักอี้หวางนั้นเป็นได้ก็เพียงพระชายารองเท่านั้น" เซี่ยเฟิ่งฉีเขาเพียงรอดูชมฝีไม้ลายมือของไทเฮาและฮ่องเต้ตลบหลังเพ่ยสวีจีที่นางยังไม่ระแวงเลยว่าตนเองก็คงถูก'ต้อน'เข้าหลุมใหญ่รอเวลาฝังกลบไปพร้อมพวกพ้องเลยสักนิด "ถึงออกจะไม่สมควรไปสักหน่อยทว่าหากมันจะช่วยบ้านเมืองช่วยฝ่าบาทได้หม่อมฉันและท่านพ่อล้วนยินดีและเต็มใจและคิดว่าน้องหกเองนางก็ย่อมไม่ขัดขืนเป็นแน่เพคะ" ...หึ!...แมลงย่อมระเริงไฟเช่นไรคนสกุลเพ่ยเหล่านี้ก็ถูกล่อลวงโดยง่ายเพียงถูกอำนาจมาเป็นเหยื่อ... "ดี!....ฮองเฮาช่างกล่าวได้ดี เช่นนั้นในอีกเจ็ดวันก็ให้กรมพิธีการจัดเตรียมเกี้ยวสมรสให้สมฐานะคุณหนูหกตบแต่งเข้าตำหนักอี้หวางอย่าได้รอช้า" หึ! ‘ล้วนเตรียมตัวมาดียิ่ง’ เซี่ยเฟิ่งคิดอย่างแค้นใจตนเองในครั้งนี้ก็มิอาจรักษาความตั้งใจแต่เดิมของตนเองไปได้ที่จะไม่ตบแต่งสตรีใดไปร่วมตำหนักอีกยิ่งคิดใบหน้าหล่อเหล่ากลับยิ่งบึ้งตึง จวบจนเขากลับมาถึงตำหนักแล้วความรู้สึกผิดต่อหลินม่านเถียนมันก็ยิ่งมีมากล้นหัวใจ ดังนั้นเมื่อเขาได้อยู่เพียงใน
ตอนที่ 38"อย่าได้เกรงใจเลยฮองเฮา" นางสิงห์เฒ่ากับลูกเสือซ่อนลายคู่นี้กำลังเตะถ่วงเวลาให้กดดันนางอยู่สินะนับวันพวกนางจะถูกฮ่องเต้และไทเฮาร่วมมือกันลิดรอนอำนาจจนแทบไร้ที่ยืนมากขึ้นและมากขึ้นทุกวัน เพ่ยสวีจีนางมองไปที่'เป้าหมาย'ที่นางต้องทำตนเองเป็นสตรีหน้าทนไม่รู้มารยาทมาแทรกกลางอยู่ครู่หนึ่ง ส่วนเซี่ยเฟิ่งฉีเขาไม่พูดมากแต่พยายามประเมินสถานการณ์ตรงหน้าด้วยกิริยาสุขุม เพราะวันนี้มันอยู่ในแผนที่เขาวางเอาไว้กับเซี่ยเฟิ่งเหรินผู้เป็นฮ่องเต้แล้ว ออกจะทึ่งไม่น้อยที่เพ่ยสวีจีผู้นี้นางขวัญกล้าไม่น้อยจึงลงมือจริงตามที่สายลับของเขารายงานมา "จริงสิอี้หวาง พบเจอกันก็คงต้องสอบถามสักหน่อยเปิ่นกงได้ฟังข่าวลือมาหลายวันว่าอี้หวางหย่าขาดจากอี้หวางเฟยที่แท้จริงเท็จประการใดเล่า?" เซี่ยเฟิ่งฉีแสร้งนิ่งถึงอยากจะหันไปทางฮ่องเต้เหลือกำลังเมื่อได้ฟังคำถามเดียวกับที่ไท่เฮาและฮ่องเต้แสร้งปั้นแต่งถามออกมาให้คนของสกุลเพ่ยที่วางเอาไว้ หึ!...นางช่างตื้นเขินเกินไปแล้ว... "กระหม่อมมิทราบมาก่อนเลยว่าเดี๋ยวนี้ฮองเฮาจะสนใจข่าวลือไร้แก่นสารกับผู้อื่นเช่นกัน” กล่าวเนิบช้าใบหน้าสงบนิ่ง “โอ๋ว...อี้หวางช่างมีอารมณ์ขบขั
ก็นับว่าเซี่ยเฟิ่งฉีนั้นมองการณ์ไกลได้เฉียบขาดอย่างยิ่งเพราะที่เขาคิดนั้นมิผิดไปแม้แต่น้อยในยามที่เซี่ยจิ่นเหยาทราบรายงานจากคนของตนเองว่าบัดนี้นางเดียวในดวงใจบัดนี้มีเจ้ามารหัวขนมาถือกำเนิดเข้าเสียแล้วสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามนับเป็นหนึ่งในหนานซ่ง ก็โกรธกริ้วจนใบหน้าขึ้นสีจัด "จ่ายเงินเท่าใดก็ได้ให้แก่
และนอกจากจ้าวไท่เฟยบัดนี้คนที่ในช่วงเวลาของยามอิ๋นของทุกวันจะต้องตื่นมาอาเจียนเหมือนป่วยหนักหนาสาหัสทว่าพอก้าวเข้าต้นยามอู่ก็กลับมาแข็งแรงดังกับว่าอาการก่อนหน้ามิเคยเกิดขึ้นกับเขาเลยก็เร่งมาเดินวนเวียนจนบัดนี้ผู้ที่อยากจะอาเจียนเกรงว่าจะเป็นจ้าวไท่เฟยเสียเอง "เฟิ่งฉีเจ้าหยุดเดินก่อนท่านแม่เวียนศีร
...นับตั้งแต่พ้นออกมาจากตำหนักอี้หวางรอบเดือนของคุณหนูยังมิเคยมาสักวัน... คิ้วเรียวสวยเริ่มยับยุ่งนางนึกย้อนไปครู่ใหญ่มิใช่ตั้งแต่ออกจากตำหนักอี้หวางทว่าก่อนหน้านั้นเป็นเดือนรอบเดือนของผู้เป็นนายสาวก็ยังมิเคยมาสักครั้ง! สาวใช้คนงามเริ่มวิตกกังวลเพราะในนางนับย้อนกลับไปรอบเดือนครั้งสุดท้ายของหลินม่
ตอนที่ 31..ตุ๊บ...ตุ๊บ...ตุ๊บ... หลินม่านเถียนนางทรุดกายลงมาทุบกำปั้นลงบนหัวไหล่ของท่านอ๋องอี้เพราะอารมณ์ที่ไม่คงที่และแปรปรวนเหวี่ยงไปมาหากกล่าวตามภาษาแพทย์ในยุคที่นางยังเป็นอารียาก็คือระบบฮอร์โมนมันแปรปรวนนางจึงควบคุมอารมณ์มิได้เช่นนี้ ซึ่งแน่นอนต้นเหตุทั้งหมดก็มาจากไอ้ท่านอ๋องอี้บ้ากามและแสนจะ







