LOGINหนึ่งคำเขาก็ชังนาง สองคำก็ยิ่งชิงชังนาง สามคำก็สั่งลงโทษนาง เจ้าคนชั่วแซ่เซี่ยเอ๋ย แล้วคิดว่าข้าชมชอบเจ้ามากหรืออย่างไร ไปตายเสียเจ้าสามีชั่ว!!!
View Moreสายลมเดือนหกพัดเอื่อยเหนือมหานครเฉิงเล่อ เมืองหลวงแห่งอาณาจักรหนานซ่งอันยิ่งใหญ่ ยามปลายยามเว่ยฟ้าเริ่มอ่อนแสง กลิ่นหอมจางของบุปผาในสวนลอยคลอไปกับสายลม เบาบางแต่ยาวนาน ราวจะย้ำเตือนถึงความเงียบงันที่ซ่อนอยู่ใต้ความโอ่อ่าของราชสำนัก
ณ ศาลาว่านลี่ในตำหนักอี้หวาง มีดรุณีน้อยวัยสิบเก้าหนาวนั่งปักผ้าอยู่เพียงลำพัง กิริยาของนางอ่อนช้อยละมุนละไม ราวภาพวาดที่มีชีวิต เส้นผมสีดำสนิทปลิวไหวตามแรงลม ใบหน้าสงบนิ่ง งดงามเกินจะพรรณนา หากแต่ในความนิ่งงันนั้น กลับคล้ายมีบางสิ่งถูกกดทับเอาไว้ลึกยิ่งนัก
“อี้หวางเฟยเพคะ ปลายยามเว่ยแล้วเพคะ คนของแม่นมจ้าวมาแจ้งว่า มื้อค่ำวันนี้เป็นเวรส่งอาหารของเรือนมู่ชิงเพคะ อีกทั้งเมื่อครู่เสี่ยวลิ่วมาแจ้งว่า จ้าวไท่เฟยทรงตื่นบรรทมกลางวันแล้วเพคะ”
เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นด้านข้าง ‘อาจิ้ง’ หรือเหิงจิ้ง นางกำนัลคนสนิทวัยยี่สิบเอ็ดหนาว ก้าวเข้ามาใกล้ ก่อนจะโน้มตัวกล่าวรายงาน
หญิงสาวที่ถูกเรียกว่า “อี้หวางเฟย” มิได้เงยหน้าขึ้นทันที มือเรียวเพียงเคลื่อนไหวต่อเนื่อง ปักด้ายลงบนผืนผ้าอย่างประณีต ก่อนจะหยุดลงช้า ๆ
“เช่นนั้นหรือ… รอสักครู่นะ เสี่ยวลิ่ว”
น้ำเสียงของนางเนิบช้า เรียบเฉยจนแทบไร้อารมณ์ มือเล็กเรียวเก็บมุมผ้าที่ปักไปแล้วกว่าหนึ่งในสี่ส่วนอย่างเรียบร้อย ก่อนจะพับลงในกล่องไม้ด้วยท่าทีชำนาญ นุ่มนวล แต่ไม่เสียเวลาแม้เพียงครึ่งลมหายใจ
“เจ้านำกล่องนี้ไปเก็บที่เรือนไป่เหอให้ข้าก่อน แล้วค่อยตามไปที่เรือนครัว”
นางยื่นกล่องให้ขันทีน้อยผู้มีใบหน้าหมดจด จากนั้นจึงลุกขึ้น ก้าวออกจากศาลาที่นางมักมานั่งอยู่เสมอนับแต่เข้ามาในตำหนักอี้หวางได้กว่าหนึ่งปี
ร่างเพรียวบางเคลื่อนผ่านระเบียงยาว เหล่านางกำนัลและขันทีที่พบเห็นต่างก้มหน้าทำงานต่อ ราวกับมองไม่เห็นนางแม้แต่น้อย ไม่มีผู้ใดเอ่ยทัก ไม่มีผู้ใดแสดงความเคารพ
นางเพียงมองผ่านเช่นเดียวกัน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่คล้ายเยาะตนเองมากกว่าผู้อื่น ในตำหนักแห่งนี้ นางมีค่าเพียงใดกันเล่า
“พระชายาน่าชิงชัง”เพียงเท่านี้ ก็มากพอแล้ว หลินม่านเถียนกล่าวกับตนเองในใจอย่างเรียบเฉย
“แม่นมจ้าว”
เมื่อพบสตรีวัยห้าสิบกว่าหนาว นางก็โค้งกายทักทายตามมารยาท แม้ฐานะจะเป็นพระชายาเอกของตำหนักนี้ แต่นางกลับมิได้ยึดถือศักดิ์ศรีใด ๆ ชีวิตที่เรียบง่ายในมุมอันเงียบงันนี้ หากรักษาไว้ได้ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
“ไท่เฟยทรงตื่นบรรทมนานแล้ว อี้หวางเฟยกลับยังละเลยหน้าที่ เห็นทีเรื่องนี้คงต้องรายงานต่ออี้หวางเสียแล้ว จะได้ทรงรู้ว่าการใดควร การใดไม่ควร มิใช่ปล่อยให้หย่อนยานจนถึงเพียงนี้”
คำตำหนิถูกกล่าวออกมาโดยไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย ก็จริงดังคำพูดนั้น
นางเป็นเพียงบุตรีคนที่สามจากฮูหยินรองของราชครูหลิน… หลินถง แม้เขาจะเป็นอาจารย์ขององค์ฮ่องเต้และอี้หวาง แต่ก็ใช่ว่าจะมีอำนาจล้นฟ้า อีกทั้งการแต่งงานครั้งนี้ก็เกิดจากความจำเป็นทางการเมือง หาใช่ความสมัครใจ
ในสายตาผู้อื่น นางจึงไร้ค่า ยิ่งกว่าถ้วยชามแตกหัก เรื่องเช่นนี้ หลินม่านเถียนรู้ดีมาโดยตลอด
“ลำบากแม่นมจ้าวแล้ว”
คำตอบของนางเรียบง่าย ไม่โต้แย้ง ไม่ขุ่นเคือง คนเช่นนาง ไม่เคยเก็บคำพูดเหล่านี้มาใส่ใจ
ตราบใดที่ยังมิถูกลงมือทำร้าย จะด่า จะว่า จะใช้งานจนแทบสิ้นแรง นางก็ล้วนยอมรับได้ทั้งสิ้น เพียงเท่านี้ ข้ายังทนไหว…
“ม่านเถียนถวายพระพรจ้าวไท่เฟยเพคะ”
เมื่อเข้าสู่เรือนมู่ต้าน นางก็โค้งกายลงต่ำ ศีรษะแทบจรดพื้น
“มาได้สักที ข้าปวดเมื่อยไปหมดแล้ว เร่งมานวดให้ข้าเถิด เถียนเถียน”
เสียงของจ้าวไท่เฟยเอ่ยขึ้นอย่างไม่ปิดบังความรำคาญ หลินม่านเถียนมิกล่าวสิ่งใด เพียงลุกขึ้นอย่างสงบ ก่อนจะหยิบเครื่องมือสำหรับนวดประคบออกมาอย่างคล่องแคล่ว
ท่วงท่าของนางชำนาญนัก ราวกับเคยทำสิ่งนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เพราะแท้จริงแล้ว นางเคยเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ในภพชาติก่อน
“อารียา พวงเพชรศักดิ์” ชื่อที่ไม่มีผู้ใดในโลกนี้รู้จัก หญิงสาวผู้มีชีวิตธรรมดา แต่จบลงอย่างไม่ธรรมดา นางตายลง เพราะถูกคู่หมั้นกับพี่สาวร่วมมือกันวางแผนฆ่า เพียงเพื่อหวังครอบครองทรัพย์สินเล็กน้อย บ้านหนึ่งหลัง ที่ดินสิบห้าไร่
แต่ที่ดินผืนนั้น กลับกลายเป็นทองคำเมื่อถูกเลือกเป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงแรมหรูระดับสูง ราคาพุ่งทะยานจนผู้คนต้องตาลุกวาว และนาง ก็กลายเป็นเพียงผู้ถูกกำจัด
ใครจะคาดคิดว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางจะได้เริ่มต้นใหม่ แต่การเริ่มต้นนั้น กลับมิได้งดงามดั่งความหวัง หลินม่านเถียน ตัวตนใหม่ของนาง กลับมีจุดจบไม่ต่างกันนัก
นางสิ้นใจไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่ออายุได้สิบแปดหนาว จากการกลั่นแกล้งของพี่สาวต่างมารดา “หลินม่านถิง”
และเมื่อนางตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ชีวิตที่ได้รับกลับคืน ก็หาใช่ของตนเองอย่างแท้จริงไม่ นางถูกจับมัด ขึ้นเกี้ยวเจ้าสาว ส่งเข้ามาในตำหนักอี้หวาง เพื่อเป็นตัวตายตัวแทน ให้แก่หลินม่านถิง
รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลินม่านเถียน ขณะมือยังคงนวดไหล่ของจ้าวไท่เฟยอย่างสม่ำเสมอ ชีวิตนี้ ช่างน่าขันยิ่งนัก ครั้งหนึ่ง นางตายเพราะถูกแย่งชิง
ครั้งนี้ นางกลับมีชีวิตอยู่ เพื่อถูกใช้แทนผู้อื่น ทว่าครั้งนี้ นางจะไม่ยอมจบลงเช่นเดิมอีกต่อไป สายตาที่เคยสงบนิ่ง ค่อย ๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย ลึกลงไปในนั้น คือเปลวไฟที่ยังไม่ดับมอด
ตอนที่ 10ทุกสิ่งเขากระทำลงไปด้วยโทสะทั้งสิ้นโทสะที่มันอัดแน่นมานับตั้งแต่หลินม่านถิงนางทอดทิ้งเขาไป แล้วแทนที่พี่ชายเช่นองค์ฮ่องเต้จะเห็นใจเขาที่ถูกสตรีหยามหมิ่นแต่บุรุษผู้นั้นกลับเลือดเย็นอย่างยิ่งเห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรมิคิดก่อสงครามจึงประทานคู่หมั้นของเขาให้ตกแต่งออกไปกับศัตรูตลอดกาลของเขา หากเพียงเท่านั้นองค์ฮ่องเต้คงยังมิสาสมหัวใจพอ จึงออกคำสั่งบีบบังคับให้เขารับน้องสาวของหญิงแพศยาหน้าไม่อายมาเป็นพระชายาเอกร่วมตำหนักเพื่อให้เขาช่วยแยกจากความรักผิดธรรมชาติระหว่างจ่างกงจู่เซี่ยจิ่นเหยาและหลินม่านเถียนบุตรคนที่สามของท่านราชครูหลิน เขาที่เจ็บปวดเจียนคลั่งที่ถูกหักหลังจากสตรีที่รัก แล้วยังต้องมารับเอาสตรีอีกคนที่มีใบหน้าถอดพิมพ์เดียวกันออกมาดังกับเป็นฝาแฝดมาตอกย้ำบาดแผลกลัดหนองจึงยากจะทำใจ ผู้ใดมิเป็นเขาไยจะเข้าใจพบน้องสาวนางก็คล้ายเขาพบหน้าหญิงชั่วนางนั้นมาตามหลอกหลอนมาติดตามกระทืบซ้ำๆยังดวงใจ แต่คล้ายจะพอมีหนทางยามที่พระราชโองการถูกประกาศออกไปน้องสาวของเขาเซี่ยจิ่นเหยานางมาร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายขอร้องว่าอย่าได้รับหลินม่านเถียนตกแต่งเข้ามาเป็นพระชายาเอกเลยด้วยทั้งสองม
ตอนที่ 9....ก๊อกๆ ... "อี้หวางเสื้อผ้าของอี้หวางเฟยได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ" เสียงภายนอกดังมาอีกครั้งคราวนี้เซี่ยเฟิ่งฉีมิได้ตอบเป็นคำออกไปแต่เขาถือเอาอ่างน้ำและผ้าที่ใช้แล้วติดมือออกไปก่อนจะเปิดประตูแล้วส่งให้แก่เสี่ยวลิ่วแทน ขันทีน้อยรับเอาถือก่อนจะแอบชำเลืองมองเขาไปด้านในทว่ากลับถูกบุรุษผู้เป็นนายนั้นส่งสายตาอำมหิตมาให้เลยจำต้องก้มศีรษะแล้วจากไปเงียบงันเช่นปกตินิสัยแต่เดิมของเขา ดวงตาเรียวรีขยับเปิดขึ้นเล็กน้อยในยามที่สติอันน้อยนิดของหลินม่านเถียนคืนกลับมาแต่ก็เพียงครู่เดียวความเจ็บความปวดตามร่างกายคล้ายถูกทุบตีจนกระดูกทั้งร่างกายปริร้าวก็ทำให้นางหลุดเสียงครวญงึมงำแผ่วเบาเซี่ยเฟิ่งฉีถึงกับสูดลมหายใจของตนเองเข้าลึกเต็มไปด้วยความเจ็บปวดในหัวใจทว่าก็มิอาจแสดงออกมาได้ “ขยับกายสักหน่อยเถียนเถียนข้าจะได้สวมเสื้อได้สะดวก” ….ผลั๊ก! ... …โครม! ... ทว่าต่อให้สตินางเหลือเพียงสามส่วนในสิบส่วน สามส่วนนั้นมันมากมายไปด้วยเพลิงแค้นยามที่นางแน่ชัดว่าเสียงนั้นเป็นเซี่ยเฟิ่งฉีมิผิดตัวนางจึงกัดฟันรวบรวมพลังทั้งหมดงอเท้าแล้วถีบออกไปถูกกลางหน้าอกของอี้หวางจนหลายหลังตกเตียงไปด้วยมิทันระวังตน “หล
ตอนที่ 8รุ่งอรุณมาเยือนกายสูงใหญ่จึงปล่อยให้นางหลุดพ้นจากความอัปยศความอดสูและความทุกข์ทรมาน นางมิใช่คนโลกคับแคบเรื่องระหว่างชายหญิงนางย่อมได้ยินได้ฟังมามากแต่นางมิเคยทราบมาก่อนเลยว่าสิ่งที่เกิดด้วยความไม่เต็มใจเกิดขึ้นด้วยการข่มเหงบังคับจิตใจมันจะเจ็บปวดรุนแรงแทบอยากตายลงอย่างยิ่ง นางหันไปมองกายเปล่าเปลือยที่หลับใหลไปแล้วจับจ้องไปด้วยเพลิงแค้น นางอยากฆ่าเขาด้วยมือของนาง แต่ก็มาคิดได้ว่ายามก่อนลงมือข่มขืนนางเขากล่าวเองว่าฆ่านางให้ตายลงไปทันทีหรือจะสู้ค่อยๆฆ่านางให้ตายทั้งเป็นลงไปนั้นต่างหากที่ต้องการ! "เช่นกัน! " นางกดน้ำเสียงแหบลึกระบายออกมาสองคำทว่าความหมายของนางลึกซึ้งฝังลึกไปถึงแก่นกระดูก เช่นกันของนางก็คือเขาจะต้องมีวันที่เจ็บปวดกว่าตายลงไม่ให้แตกต่างจากนาง! กายเล็กพลิกลงจากเตียงโสมมนั้นอย่างมิอาจทานทนนั่งอยู่ได้ต่อแม้เพียงหนึ่งเสี้ยวลมหายใจ นางอยากหนีไปให้ไกลแต่ยามนี้ร่างกายแสนบอบช้ำมิอาจกระเสือกกระสนไปไกลได้กว่าซอกหลืบเล็กๆที่ข้างเตียง นางดึงเข่าตนเองมากอดจนแน่น น้ำตาไหลลงมาเงียบงัน มีวูบหนึ่งที่หลินม่านเถียนคิดอยากจบชีวิตลงเสีย แต่วัยที่มากและชีวิตที่ผ่านความทุกข์ยาก
ตอนที่ 7หลินม่านเถียนนางเคยได้ยินได้ฟังมามากเรื่องข่มขืนแม่นางมิเคยคิดว่าจะพบพานเข้ากับตนเอง นางดิ้นเท่าใดมีแต่สิ้นแรงไปเปล่า เสื้อของนางขาดไปก่อนตามด้วยกางเกง หลินม่านเถียนนางกรีดร้องจนแสบไปทั้งลำคอ สตินางกระเจิงไปจนสิ้น “ได้โปรดท่านอ๋องอี้อย่าทำร้ายข้า…ขอร้อง…อย่าทำร้ายกันเลย…ข้ามิได้นอกใจท่านข้ามิได้ทำเรื่องผิดต่อท่าน อ๋อง…ข้าหาได้หายออกไปพบองค์หญิงจิ่นเหยา…ข้าเปล่า…ได้โปรดท่าน…อย่าทำร้ายข้า” ยามที่เซี่ยเฟิ่งฉีปล่อยมือของนางเพื่อไปกำจัดเสื้อผ้าของตนเองออกจากกาย หลินม่านเถียนที่กายช่วงล่างถูกขาแข็งแรงกดทับมิอาจขยับได้ก็เร่งยกสองมือประนมกราบไหว้วอนขอต่อให้ดูเหมือนนางไร้ค่าไร้ศักดิ์ศรีทว่าผู้ใดจะสนใจในเมื่อยามนี้นางกลัวจนแทบเสียสติแล้ว ให้ลงโทษลงทัณฑ์นางเท่าใดหลินม่านเถียนผู้นี้มิเคยร้องขอความเมตตาทว่ายามนี้เขาคิดข่มเหงนางสตรีใดจะทนได้ “พวกเจ้าพี่น้องมันก็พอกันนังหญิงชั่วช้าแพศยา!” กลับได้รับมาเพียงคำด่าทอแสนร้ายกาจดุดันตวาดก้องชวนขวัญเตลิด “ได้โปรด…กรี๊ด!!!” คนชั่วกลับไร้ปรานีฉีกกว้างสองขาเรียวกลมกลึงแล้วแทรกกายแกร่งกระแทกฝากฝังตัวตนยิ่งใหญ่แข็งขึงของบุรุษพุ่งเข้าสู่โพรง





