로그인พอเข้าสู่ต้นยามจื่อ สายลมที่เคยพัดรวยรินในช่วงบ่ายกลับแปรเปลี่ยนเป็นกระโชกแรง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นฉุดกระชากฟ้าดินให้แปรปรวน ความเย็นในอากาศกดต่ำลงอย่างรวดเร็ว บอกชัดว่าอีกไม่นาน สายฝนแรกแห่งวสันตฤดูจะมาเยือนมหานครเฉิงเล่อแห่งนี้
ทว่าในความเปลี่ยนแปลงนั้น มีเพียงร่างหนึ่งที่ยังคงนิ่งงัน
หลินม่านเถียนยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเรือนฟ่งหวง แผ่นหลังเหยียดตรง มิเอนเอียง ราวกับถูกหล่อขึ้นจากศิลา ต่อให้สายลมแรงเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้นางสั่นคลอนได้แม้แต่น้อย
เดิมที อารียา ในภพก่อนก็เป็นหญิงที่ถึกทนอยู่แล้ว แต่ร่างนี้ ร่างของหลินม่านเถียนที่เติบโตภายใต้การดูแลของ ท่านแม่สาม กลับยิ่งทนทานยิ่งกว่าเดิมหลายส่วน ความบอบบางภายนอกเป็นเพียงภาพลวงตา ภายในนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าหินผา
ดังนั้น ต่อให้สายลมแปรเปลี่ยนเป็นพายุ หรือหิมะโปรยปราย นางก็ยังคงนิ่งงัน มิสะทกสะท้าน ยิ่งเมื่อผสานเข้ากับหัวใจที่ผ่านความตายมาแล้วหนึ่งครั้ง หลินม่านเถียนในวันนี้จึงเย็นชาต่อทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นลมฝน พายุ หรือแม้แต่ความเจ็บปวดจากโทษทัณฑ์
เวลาผ่านไปทีละน้อย กระทั่งปลายยามอิ๋น ท้องฟ้าก็เปิดออก สายฝนกระหน่ำเทลงมาอย่างหนัก ราวกับฟ้าดินกำลังระบายความอัดอั้น เม็ดฝนซัดกระแทกพื้นหินดังไม่ขาดสาย ลมพัดแรงจนชายคาเรือนสั่นไหว
องครักษ์สองนายที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้า ต่างรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เพียงแค่ต้องยืนมองสตรีผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่นานถึงสามชั่วยาม ก็ปวดร้าวในใจมากพอแล้ว แต่บัดนี้ นางกลับต้องทนรับสายฝนที่สาดซัดอย่างไม่ปรานี ภาพนั้นยิ่งทำให้ยากจะทนมอง
“อี้หวางเฟยเพคะ…”
เสียงสั่นเครือดังขึ้น อาจิ้งเร่งถือร่มวิ่งฝ่าสายฝนเข้ามา ยกขึ้นบังเหนือศีรษะของผู้เป็นนาย ใบหน้าซีดขาวเต็มไปด้วยความปวดร้าว
“หลบไป” เสียงเรียบสนิทกล่าวกับนางกำนัลส่วนตัว “ข้าถูกฝนเช่นนี้ย่อมดี กำลังเหนียวตัวอยู่พอดี เจ้าอย่าเอาร่มมาบัง”
เหิงจิ้งได้ฟังคำพูดนั้น น้ำตาแทบไหลลงมาในทันที นางรู้ดี ผู้เป็นนายมิได้ต้องการสายฝน แต่กำลังปกป้องนางต่างหาก หากอี้หวางออกมาเห็นว่านางกำนัลกล้าฝ่าฝืนคำสั่ง ย่อมต้องมีคนถูกลงโทษเพิ่ม
“กลับไปที่เรือนเสีย อาจิ้ง”
น้ำเสียงไม่หนักไม่เบา แต่เด็ดขาด หลินม่านเถียนมิแม้แต่จะหันมอง นางทนได้ เพียงใช้สายฝนล้างคราบเศษอาหารที่ยังติดอยู่บนกาย ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว อย่างน้อยก็สะอาดขึ้นกว่าก่อนหน้า
สิ่งเดียวที่นางไม่ต้องการ คือการดึงคนของตนให้ตกอยู่ในอันตราย เพราะนางรู้ดี อี้หวางมีแค้นเพียงต่อนางเท่านั้น เพียงเพราะใบหน้าที่คล้ายกับหลินม่านถิง
“อี้หวาง…”
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างลังเล ฉู่หานตงเป็นผู้ก้าวออกมา เขากล้าฝืนระเบียบ เข้าไปคุกเข่าขอร้องแทน เพราะเขารู้จักหลินม่านเถียนมาตั้งแต่นางยังเยาว์วัย ในสายตาเขา นางไม่ต่างจากน้องสาวคนหนึ่ง ต่างจากความรู้สึกที่เขามีต่อหลินม่านถิงที่ลึกซึ้งกว่านั้น
แม้ใบหน้าของสองพี่น้องจะคล้ายกันราวกับแกะ แต่สำหรับผู้ที่รู้จักดี ย่อมแยกออกได้โดยง่าย หลินม่านถิงงดงาม สดใส ดั่งบุปผาแรกแย้ม เพียงยิ้มก็ราวกับใต้หล้าอยู่ในกำมือ
แต่หลินม่านเถียนกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ความเย็นชาของนาง เพียงเดินผ่านก็ทำให้ผู้คนหนาวเย็นไปครึ่งกาย ราวกับธารน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย
“หากนางอยากให้เปิ่นหวางอภัย” เสียงเย็นเฉียบดังขึ้นจากภายใน
“ก็เพียงก้มศีรษะมาขอร้อง”
ถ้อยคำหยุดลงเล็กน้อย “ส่วนเจ้า หากยังกล้าพูดอีก ข้าจะส่งเจ้าไปชายแดน ตามสหายรักของเจ้าไปเสีย”
ฉู่หานตงขบริมฝีปากแน่น แต่ไม่อาจเอ่ยสิ่งใดต่อ เพราะเขารู้ดี อี้หวางคือจอมทัพผู้ไร้ความปรานี ใจแข็งยิ่งกว่าศิลา
“ลองไปบอกอี้หวางเฟยดู”
อวี่เหวินซางกระซิบข้างหู
“หากนางยอมคลานเข้าไปขอร้อง อี้หวางคงยอมผ่อนปรน”
เขามองสถานการณ์ออกอย่างชัดเจน อี้หวางมิได้ต้องการลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้นาง ยอมอ่อนข้อ
ทว่าปัญหาก็คือ อี้หวางเฟยผู้นี้ เย็นชาเกินไป เย็นชาจนน่าหวาดหวั่น ฉู่หานตงจึงรีบก้าวออกไป ฝ่าสายฝนที่ซัดกระหน่ำ
“อี้หวางเฟย!”
เขาตะโกนแข่งกับเสียงลม
“โปรดเข้าไปขอร้องอี้หวางเถิดพ่ะย่ะค่ะ หากทรงยอมอ่อนข้อ โทษนี้ย่อมผ่อนลงได้!”
สายฝนกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ลมพัดแรงจนเขาต้องจับเสาเรือนเอาไว้ ทว่าหลินม่านเถียน เพียงหันมามองเขาแวบหนึ่ง สายตานิ่งสงบ จากนั้นก็หันกลับไป ยกมือขึ้นรองรับสายฝน ราวกับกำลังเล่นกับมัน
ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความลังเล ไม่มีแม้แต่ความคิดจะลุกขึ้น ฉู่หานตงได้แต่ยืนนิ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว
“ผู้หนึ่งก็ทิฐิสูงล้ำ อีกผู้ก็ดื้อดึงไม่ยอมอ่อนข้อ…” เขาส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง “เช่นนี้แล้ว จะลงเอยเช่นไรได้…”
ฉู่หานตงถอนหายใจยาว ก่อนจะพึมพำออกมาเบา ๆ สีหน้าฉายแววหงุดหงิดโดยไม่คิดปิดบัง ทว่าผู้ใดเล่าจะรู้เหตุผลของสตรีที่กำลังคุกเข่ารับสายฝนอยู่เบื้องหน้าเรือนนั้น ว่าเหตุใดนางจึงไม่ยอมเอ่ยปากขอความเมตตา
สายฝนซัดกระแทกลงบนร่างบางไม่ขาดสาย เม็ดฝนเย็นเฉียบราวเข็มทิ่มแทงผิวเนื้อ ใบหน้าซีดขาวเริ่มชื้นเย็นจนไร้ความรู้สึก แต่หลินม่านเถียนยังคงนิ่งงัน ไม่แม้แต่จะขยับ
เพราะนางรู้ดี ยิ่งนางแสดงความอ่อนแอ ยิ่งร้องขอความสงสาร บุรุษผู้นั้น เซี่ยเฟิ่งฉี จะยิ่งลงมือหนักขึ้น เขาไม่ใช่คนที่จะหยุดเพราะเห็นใจ แต่เป็นคนที่จะยิ่งสนุก เมื่อเห็นผู้อื่นทุกข์ทรมาน
เช่นนั้น นางจึงเลือกนิ่ง เลือกทน เลือกให้โทษนี้ผ่านไปโดยเร็ว
ตลอดหนึ่งปีเศษที่ผ่านมา นางผ่านความเจ็บปวดมามากพอแล้ว จนแทบไม่รู้สึกถึงมันอีก สิ่งเดียวที่นางต้องการมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือมีชีวิตรอด และรอวัน ที่จะหลุดพ้น
โครม!
เสียงบางสิ่งถูกฟาดลงกับพื้นดังสนั่น
“สตรีน่าชัง! สมควรหนาวตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด!”
เสียงคำรามดังออกมาจากภายใน เซี่ยเฟิ่งฉีฟาดตำราที่ถืออยู่ลงบนโต๊ะ ก่อนจะหมุนกายกลับ เดินตรงเข้าสู่ห้องนอนอีกฝั่งหนึ่ง มิใช่ห้องเดิมที่ใช้ในยามค่ำก่อนหน้า
เขาทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างแรง สีหน้าขุ่นมัวเต็มไปด้วยความอึดอัด เขาโกรธ โกรธจนแทบระเบิด โกรธสตรีที่ไม่เคยแสดงความรู้สึกใดออกมา
หลินม่านเถียน…
เหตุใดนางจึงไม่เหมือนสตรีอื่น เหตุใดนางจึงไม่รู้จักออดอ้อน ไม่รู้จักอ่อนหวาน หรือแท้จริงแล้ว ในใจของนาง ยังมี คนผู้นั้น อยู่เสมอ ต่อให้เวลาผ่านไปนานเพียงใด ก็ไม่เคยเลือนหาย
ความคิดนั้นทำให้เขากัดฟันแน่ “สตรีสมควรตาย…” เขาพึมพำเสียงต่ำ “สุดท้าย เจ้าก็ยังเลือกมัน มิใช่ข้า…”
โครม!
เพล้ง!
เชิงเทียนถูกกวาดตกลงพื้น แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย แสงไฟดับวูบ ความมืดเข้าครอบคลุมห้องนอนในพริบตา
แต่ความเดือดพล่านในอกของเซี่ยเฟิ่งฉีกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ปลายยามเหมา ในที่สุดเขาก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ พ่ายแพ้ให้แก่ความเงียบงันของสตรีผู้หนึ่ง พ่ายแพ้ให้แก่ความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ใต้ใบหน้าอ่อนหวานนั้น
“มาเถิดพ่ะย่ะค่ะ อี้หวางเฟย ให้กระหม่อมช่วย”
ฉู่หานตงเอ่ยขึ้น เมื่อได้รับคำสั่งให้มารับตัว เขาก้าวเข้าไปใกล้ ยื่นมือออกไปหมายจะพยุงนาง แม้เขาจะเป็นบุรุษ แต่เพียงคุกเข่านานเช่นนี้ยังยากจะลุกขึ้นได้โดยง่าย นับประสาอะไรกับสตรีร่างบาง
หลินม่านเถียนลังเลเพียงครู่ ก่อนจะยื่นมือไปหาเขา เป็นครั้งแรก ที่นางยอมขอความช่วยเหลือ
เพราะเข่าทั้งสองข้างของนางนั้น ชาจนไร้ความรู้สึก ราวกับไม่ใช่ของตนเองอีกต่อไป ความหนาวเย็นจากสายฝนกัดกินลึกถึงกระดูก ต่อให้ใจแข็งเพียงใด ร่างกายก็ยังคงเป็นเพียงสตรีบอบบางคนหนึ่งเท่านั้น
ปึ๊ก!
โครม!
“อึก…”
เสียงกระแทกดังขึ้นฉับพลัน มือของฉู่หานตงถูกแรงบางอย่างฟาดจนสะบัด ทำให้เขาปล่อยมือในทันที
ร่างของหลินม่านเถียนที่เพิ่งยืนขึ้นได้เพียงครึ่ง กลับเสียหลักล้มลงอย่างแรง ใบหน้ากระแทกพื้นหินโดยตรง
“ฉู่หานตง เปิ่นหวางเพียงใช้เจ้ามาถ่ายทอดคำสั่ง ไยจึงทำเกินหน้าที่!”
เสียงเย็นเฉียบดังขึ้น หลินม่านเถียนนอนนิ่งอยู่ชั่วขณะ ความเจ็บแล่นวาบผ่านทั่วร่าง ก่อนที่นางจะค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น โลหิตสีเข้มไหลออกจากจมูกอย่างไม่หยุด
ฉู่หานตงถึงกับหน้าถอดสี
“อี้หวางเฟย!”
เขารีบก้าวเข้าไปหา แต่ภาพตรงหน้ากลับพร่าเลือนลงเรื่อย ๆ หลินม่านเถียนรู้สึกว่าศีรษะหนักอึ้ง เสียงรอบกายเริ่มห่างไกล ได้ยินเพียงเสียงแหลมยาวในหู
“รีบไปตามหมอ!”
เสียงใครบางคนตะโกนขึ้น นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ตามหมอ ทำไมกัน นั่นคือความคิดรองสุดท้าย ก่อนที่ความมืดจะค่อย ๆ กลืนกินทุกสิ่ง
เมื่อครู่ยังสว่างอยู่แท้ ๆ เหตุใดจึงมืดลงอีกแล้ว หรือว่าวันนี้จะมีสุริยุปราคา นั่นคือความคิดสุดท้ายของหลินม่านเถียน ก่อนที่สติจะดับวูบลงโดยสมบูรณ์
เรือนไป่เหอ
หลายวันต่อมา สตรีผู้เคยคิดว่าตนเองแข็งแกร่งยิ่งนัก กลับต้องนอนซมอยู่บนเตียงนานถึงเจ็ดวันเต็ม กระทั่งเช้าวันแรกที่สามารถลุกขึ้นนั่งได้ หลินม่านเถียนจึงค่อย ๆ ขยับกาย
“อี้หวางเฟย ทรงดีขึ้นแล้วหรือเพคะ”
เหิงจิ้งเปิดประตูเข้ามา พร้อมถ้วยยาสมุนไพรที่มีควันลอยกรุ่น เพียงได้กลิ่น หลินม่านเถียนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
กลิ่นขมฉุนชวนให้รู้สึกต่อต้าน แม้จะอยู่กับสิ่งเหล่านี้มานาน แต่นางก็ไม่เคยชิน กับการต้องดื่มมันด้วยตนเอง นางอดคิดไม่ได้ ตนเองก็ไม่ต่างจากหมอผู้ชำนาญการผ่าตัด ที่กลับหวาดกลัวคมมีดเสียเอง…
ตอนพิเศษขบวนรถม้าขนาดกลางกำลังเคลื่อนออกจากเมืองหลวงในช่วงปลายยามอิ๋น หลินม่านเถียนนางขยับเปิดผ้าม่านออกไปมองภาพของตำหนักใหญ่โตที่มีทั้งสุขและทุกข์ปนเปมาตลอดร่วมสองหนาวด้วยสายตาสงบนิ่ง "ท่านจะไม่เสียใจในภายหลังใช่หรือไม่เจ้าค่ะท่านพี่" สุดท้ายคำถามนี้ก็หลุดออกไปอีกจนได้ ก็บัดนี้จากบุรุษผู้เป็นจอมทัพเกรียงไกรต้องถูกถอดยศเรียกคืนอำนาจทุกสิ่งในมือออกไปขนาดการเดินทางนี้รถม้าก็ยังเป็นรถม้าขนาดกลางที่อดีตนางย่อมรู้ เซี่ยเฟิ่งฉีเฉียดใกล้ย่อมไม่เคย แต่วันนี้เขากลับทิ้งทุกสิ่งเพื่อนางและลูกน้อยเท่านั้น "มีอันใดต้องเสียใจกันมีเพียงเจ้า เจ้าหงส์ขาวตัวน้อย กับท่านแม่ ชีวิตนี้ข้าก็เพียงพอแล้วชื่อเสียงลาภยศสำหรับข้าล้วนจอมปลอมครอบครองเอาไว้ก็เป็นทุกข์เท่านั้นไปใช้ชีวิตอยู่นอกเมืองล้วนสุขใจ" เพราะหลังจากฮ่องเต้ยื่นคำขาดเช่นในวันที่บีบบังคับให้เขาต้องยินยอมตบแต่งรับเอาหลินม่านเถียนมาแทนหลินม่านถิง อีกครั้ง เขาก็ได้เลือกแล้ว...เลือกที่จะถอดวางทุกสิ่งคืนไปยังฮ่องเต้ วันนี้เขาจึงเป็นเพียงเถ้าแก่เซี่ยเจ้าของสำนักคุ้มภัยแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่มีอี้หวางหรืออี้หวางเฟยอีกแล้ว มีแต่ชาวเมืองหนานซ่งครอบครัวห
ตอนที่ 41 (ตอนจบ)ในที่สุดผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเท่านั้นแผนการกำจัดคลื่นใต้น้ำเช่นสกุลเพ่ยและสกุลเผิงของอี้หวางและฮ่องเต้ก็สำเร็จ กวาดล้างต้นตอของเหล่ากบฏที่มักจะไปเกิดยังต่างเมืองอยู่บ่อยครั้งจนเรียบร้อยถึงมันจะไม่ขาวสะอาดไปจนทั่วหนานซ่งทว่าภายในรัชสมัยของฮ่องเต้พระนาม'เซี่ยเฟิ่งเหริน'ก็คงยากจะเกิดความยุ่งยากหรือเหล่ากบฏขึ้นอีกเป็นแน่ ทว่าภายใต้ข่าวดีก็ยังมีข่าวร้ายแทรกมา เมื่อขบวนส่งเสด็จจ่างกงจู่เซี่ยจิ่นเหยาถูกเหล่ากบฏเข้าปล้นเพราะคาดว่าจะจับเอานางมาเป็นองค์ประกันต่อรองกับฮ่องเต้แต่นางกลับใจเด็ดสังหารตนเองมิยิมให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือ นามของนางจึงถูกจารึกเอาไว้ว่าเป็นสตรีผู้องอาจหาญกล้าผู้หนึ่งในราชวงศ์ หากแต่ที่รู้แจ้งดีกว่าผู้ใดคงหนีไม่พ้นเซี่ยเฟิ่งฉี แต่จะให้เขาทำเช่นไรได้ก็ในเมื่อนางเล่นกัดเขาไม่ปล่อย หากเพียงชีวิตตนเองเขาคงปล่อยนางไปได้ แต่นี่นางคิดเอาชีวิตมารดาเขาเอาชีวิตลูกของเขา หากใจอ่อนเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน เช่นอดีตคงไม่ได้ เขาจึงยินยอมเป็นคนชั่วสังหารน้องสาวเสียอีกเอง แต่ถึงแผ่นดินจะกลับมาผาสุกแล้ว เซี่ยเฟิ่งฉีก็ยังต้องรั้งอยู่เมืองหลวงต่ออีกหลายเดือนยังไม่อาจเดินทางไป
ตอนที่ 40เพ่ยสวีหรานมาหยุดยืนก่อนที่จะถึงตรงด้านหน้าของตัวเรือนไป่เหอแล้วก็ให้พลันรู้สึกได้ถึงความ'แตกต่าง'โดยสิ้นเชิงกับเรือนของตนเองนี่นะหรือเรือนของพระชายาเอกที่เป็นเพียงบุตรีของอนุนางหนึ่ง ...หึ!...มันช่างน่าขบขันยิ่งนักเพราะมันงดงามเกินหน้ากว่าเรือนของตนเองอย่างยิ่งพลันนั้นเพลิงริษยาก็พวยพุ่งก็ในใจของนางไม่เคยเจียมตนว่านางคือผู้มาทีหลัง แล้วยังมีตำแหน่งเป็นเพียงพระชายารองแต่นางเอาส่วนที่ตนเองเป็นลูกที่เกิดจากภรรยาเอก เอาฐานะของบิดาตนเอง พี่ชายและพี่สาวของตนเองมาเทียบเทียมกับหลินม่านเถียน ว่าตนเองอยู่เหนือกว่าสูงส่งกว่าโดยลืมสิ้นว่า ในตำหนักอี้หวางนี้ยกความสำคัญให้แก่พระชายาเอก เช่นจวนอื่นไม่เปลี่ยน เซี่ยเฟิ่งฉีท่านช่างเหยียบย้ำความรักของนางผู้เดียวยังพอทนทว่านี่เขาช่างหยามหมิ่นเกียรติไปถึงวงศ์ตระกูลเพ่ยของนางเห็นทีจะเกินอภัยเสียแล้ว ...ได้ในเมื่อนางดีด้วยแต่เขาเมินเฉยนางก็จะร้ายกาจไปจนเขาจดจำฝังใจจะได้เจียมตนให้มาก... "พระชายารองทรงสงบพระทัยก่อนเถิดเพคะ" ภาพที่ปรากฏต่อหน้าพวกนางนั่นก็คือความ'หวานชื่น'ที่เพ่ยเหม่ยเจียวนางคิดเอาเองว่างานนี้พี่สาวผู้เอาแต่ใจตนเองเป็นใหญ่มาเสมอ
ตอนที่ 39หลังจากนั้นอีกเจ็ดวันเกี้ยวเจ้าสาวหลังโตก็มาส่งถึงตำหนักอี้หวาง ทว่าสิ่งที่รอคอยเจ้าสาวกลับมิใช่บุรุษผู้เป็นเจ้า มีเพียงไก่อ้วนตัวหนึ่งเท่านั้น ส่วนเหตุผลนั้นก็คืออี้หวางทรงประชวร แต่คนเช่นเพ่ยสวีหรานหาใช่สตรีโง่งมจึงโมโหจนแทบกระอักที่ทราบว่า ที่เจ้าบ่าวแม้แต่เงายังไม่เคยเฉียดใกล้มาให้พบเห็นถึงสามวันนั้นเขามัวไปเอาอกเอาใจอี้หวางเฟยที่กำลังตั้งครรภ์ "กรี๊ด!!! ..." โครม! ... เพล้ง! "พระชายารองทรงระงับโทสะก่อนนะเพคะ หากคนด้านนอกมาได้ยินได้ฟังท่านจะเสียภาพลักษณ์ที่สร้างมานานนะเพคะระงับความโกรธลงก่อนเถิด ใจเย็นลงสักนิด" เหม่ยเจียวที่พยายามห้ามปรามผู้เปรียบเสมือนนายของตนเอามากกว่าจะเป็นน้องสาวผู้หนึ่งของเพ่ยสวีหรานไว้ด้วยนางนั้นถึงนางเองจะเป็นบุตรที่เกิดจากอนุภรรยาแต่ก็นางก็คือบุตรสาวของเช่นเดียวท่านเจ้ากรมกลาโหมนางหนึ่งเช่นกัน แต่จะเป็นอันใดหากนางไม่ถูกบิดาส่งเสริมย่อมถูกพี่สาวที่เกิดจากภรรยาเอกกดขี่เสียยิ่งกว่านางทาสแม้แต่คำแทนตนเองระหว่างกันยังมิอาจเรียกอีกฝ่ายเป็นพี่สาวไปได้ "ใจเย็นเช่นนั้นหรือ...นังโง่! ...สวามีของข้านั้นมัวแต่ไปกกกอดอยู่กับนังปีศาจร่านสวาทม่านเถียนทั้ง
"มันจะดีหรือฮองเฮา เจ้าต้องรู้เอาไว้เสียก่อนว่าวิวาห์นี้น้องสาวของเจ้าจะมิใช่พระชายาเอกทว่านางตบแต่งเข้าไปในตำหนักอี้หวางนั้นเป็นได้ก็เพียงพระชายารองเท่านั้น" เซี่ยเฟิ่งฉีเขาเพียงรอดูชมฝีไม้ลายมือของไทเฮาและฮ่องเต้ตลบหลังเพ่ยสวีจีที่นางยังไม่ระแวงเลยว่าตนเองก็คงถูก'ต้อน'เข้าหลุมใหญ่รอเวลาฝังกลบไปพร้อมพวกพ้องเลยสักนิด "ถึงออกจะไม่สมควรไปสักหน่อยทว่าหากมันจะช่วยบ้านเมืองช่วยฝ่าบาทได้หม่อมฉันและท่านพ่อล้วนยินดีและเต็มใจและคิดว่าน้องหกเองนางก็ย่อมไม่ขัดขืนเป็นแน่เพคะ" ...หึ!...แมลงย่อมระเริงไฟเช่นไรคนสกุลเพ่ยเหล่านี้ก็ถูกล่อลวงโดยง่ายเพียงถูกอำนาจมาเป็นเหยื่อ... "ดี!....ฮองเฮาช่างกล่าวได้ดี เช่นนั้นในอีกเจ็ดวันก็ให้กรมพิธีการจัดเตรียมเกี้ยวสมรสให้สมฐานะคุณหนูหกตบแต่งเข้าตำหนักอี้หวางอย่าได้รอช้า" หึ! ‘ล้วนเตรียมตัวมาดียิ่ง’ เซี่ยเฟิ่งคิดอย่างแค้นใจตนเองในครั้งนี้ก็มิอาจรักษาความตั้งใจแต่เดิมของตนเองไปได้ที่จะไม่ตบแต่งสตรีใดไปร่วมตำหนักอีกยิ่งคิดใบหน้าหล่อเหล่ากลับยิ่งบึ้งตึง จวบจนเขากลับมาถึงตำหนักแล้วความรู้สึกผิดต่อหลินม่านเถียนมันก็ยิ่งมีมากล้นหัวใจ ดังนั้นเมื่อเขาได้อยู่เพียงใน
ตอนที่ 38"อย่าได้เกรงใจเลยฮองเฮา" นางสิงห์เฒ่ากับลูกเสือซ่อนลายคู่นี้กำลังเตะถ่วงเวลาให้กดดันนางอยู่สินะนับวันพวกนางจะถูกฮ่องเต้และไทเฮาร่วมมือกันลิดรอนอำนาจจนแทบไร้ที่ยืนมากขึ้นและมากขึ้นทุกวัน เพ่ยสวีจีนางมองไปที่'เป้าหมาย'ที่นางต้องทำตนเองเป็นสตรีหน้าทนไม่รู้มารยาทมาแทรกกลางอยู่ครู่หนึ่ง ส่วนเซี่ยเฟิ่งฉีเขาไม่พูดมากแต่พยายามประเมินสถานการณ์ตรงหน้าด้วยกิริยาสุขุม เพราะวันนี้มันอยู่ในแผนที่เขาวางเอาไว้กับเซี่ยเฟิ่งเหรินผู้เป็นฮ่องเต้แล้ว ออกจะทึ่งไม่น้อยที่เพ่ยสวีจีผู้นี้นางขวัญกล้าไม่น้อยจึงลงมือจริงตามที่สายลับของเขารายงานมา "จริงสิอี้หวาง พบเจอกันก็คงต้องสอบถามสักหน่อยเปิ่นกงได้ฟังข่าวลือมาหลายวันว่าอี้หวางหย่าขาดจากอี้หวางเฟยที่แท้จริงเท็จประการใดเล่า?" เซี่ยเฟิ่งฉีแสร้งนิ่งถึงอยากจะหันไปทางฮ่องเต้เหลือกำลังเมื่อได้ฟังคำถามเดียวกับที่ไท่เฮาและฮ่องเต้แสร้งปั้นแต่งถามออกมาให้คนของสกุลเพ่ยที่วางเอาไว้ หึ!...นางช่างตื้นเขินเกินไปแล้ว... "กระหม่อมมิทราบมาก่อนเลยว่าเดี๋ยวนี้ฮองเฮาจะสนใจข่าวลือไร้แก่นสารกับผู้อื่นเช่นกัน” กล่าวเนิบช้าใบหน้าสงบนิ่ง “โอ๋ว...อี้หวางช่างมีอารมณ์ขบขั
ตอนที่ 37หลินม่านเถียนนั้นมาอยู่ตำหนักอี้หวางได้เป็นวันที่สามนางก็คิดเป็นห่วงร้านกับมีเรื่องในใจให้คิดมากอยู่พอสมควร ก็นางนั้นหย่าขาดกับอี้หวางไปแล้ว ถึงเขาจะทำตน'คลั่งรัก'จนบางคราวนางยังรำคาญแต่ข้อกำหนดที่ว่าหากหย่าขาดกันแล้วสิทธิ์ของบุตรที่จะเกิดย่อมเป็นคนของฝ่ายบิดา ก็รบกวนจิตใจของหลินม่านเถียน
ตอนที่ 36ซึ่งทุกการกระทำของที่นอ๋องหนุ่มผู้เป็นพระสวามีมันกินหัวใจคนท้องที่กำลังมีอารมณ์อ่อนไหวอย่างยิ่ง จากอดีตหลินม่านเถียนคิดว่าตนเองมีหัวใจเป็นเพียงศิลาหนึ่งก้อนทว่าบัดนี้นางคิดว่าหัวใจศิลาของตนเองนั้นกลายเป็นเพียงก้อนหิมะหนึ่งก้อนที่กำลังถูกกิเลนเพลิงละลายเหลวเป็นน้ำไปหมดแล้ว "อื้อ..." เมื่
ตอนที่ 34“ข้า…ต้องการเจ้า” เขากล่าวแล้วก็หยุดนิ่ง หวังเพียงแต่ว่าหากนางเต็มใจก็ให้นางเป็นผู้เริ่ม เขามิต้องการบังคับข่มเหงนางอีกแล้ว ดวงตาที่มีเพียงแสงที่ยังมิได้ดับลงยังกลางห้องส่องประกายแวววาว ซึ่งหลินม่านเถียนรู้สึกว่าตนเองนั้นคล้ายกับกำลังถูกดูดกลืนให้นางค่อยดิ่งลึกจมลงไปในความวาววามคู่นั้นช้
ตอนที่ 33"อี้หวาง...ไม่เป็นไรเพคะ...หม่อมฉันมิเป็นไร...ไม่เป็นไรนะเพคะ..." น้ำเสียงนุ่มนวลกับฝ่ามือเรียวเล็กอ่อนนุ่มลูบแผ่นหลังแกร่งแช่มช้า เป็นครั้งแรกที่หัวใจของหลินม่านเถียนมองว่าคนตรงหน้าเขาช่างน่าสงสารเกินไปแล้ว "ข้า...กลัว...ข้าเพียงกลัวว่าเจ้ากับก้อนแป้งน้อยของเขาจะติดโรคร้ายจากข้าจึงพลั้




![สองขุนศึกขย่มนางพญาไม่อิ่มรัก (3p) – [PWP]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


