LOGIN“อี้หวาง!”
เสียงเรียกนั้นขาดห้วง สั่นพร่าอยู่ในลำคอราวถูกบีบรัด หลินม่านเถียนเคยจินตนาการไว้แล้วว่าหากวันหนึ่งนางถูกจับได้ก่อนจะเก็บเงินได้มากพอสำหรับหลบหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ชะตากรรมย่อมไม่อาจงดงาม แต่ไม่ว่าจินตนาการจะร้ายแรงเพียงใด ยามเผชิญจริงกลับยิ่งกว่านั้นร้อยเท่า ความหวาดกลัวกัดกินหัวใจจนแทบหยุดเต้น กลิ่นอายสังหารอันเย็นเยียบแผ่ซ่านรอบกายราวหมอกดำกดทับลมหายใจให้แคบลงทุกขณะ
นางถอยหลังทีละก้าวอย่างไร้สติ ฝ่าเท้าสั่นไหว หายใจหอบถี่ ร่างบางสั่นระริกดุจใบไม้ต้องลม หากเทียบกับครั้งที่ถูกพี่สาวกับคู่หมั้นหักหลังโยนลงแม่น้ำจนสิ้นใจ ความหวาดผวาครานั้นยังไม่อาจเทียบกับความกดดันในยามนี้ได้เลย
“ข้าให้โอกาสเจ้า ให้โอกาสคนสกุลหลินแล้วโดยแท้”
น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้น“แต่เจ้ากลับไม่รู้คุณค่า ลักลอบออกไปพบชู้รักตามที่นัดหมาย หรือว่าความแพศยานั้นฝังอยู่ในสายเลือดของพวกเจ้าสองพี่น้อง ม่านเถียน เจ้าจึงกล้าสวมเขาให้ข้าโดยไม่ละอายต่อฟ้าดิน เช่นเดียวกับพี่สาวของเจ้า ใช่หรือไม่”
คำว่า “ชู้รัก” ดั่งสายฟ้าฟาดกลางอก
หลินม่านเถียนชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้าง ความสงบที่พยายามรักษาไว้แตกสลายลงในพริบตา นางไม่เคยคิด ไม่เคยแม้แต่จะเฉียดใกล้คำคำนี้ สิ่งที่นางไปพบเป็นเพียงศพไร้วิญญาณ อีกทั้งยังเป็นสตรี จะให้เป็น ชู้รัก ได้อย่างไร หรือว่า…
ความคิดหนึ่งแล่นผ่านวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกเสียงตวาดกลบกลืน
“ช้าก่อนเพคะท่านอ๋อง เรื่องชู้รัก หม่อมฉันมิเข้าใจ หม่อมฉันหาได้ออกไปพบองค์หญิงจิ่นเหยาไม่ หม่อมฉันมิได้ ”
“หุบปาก!”
เสียงตวาดของเซี่ยเฟิ่งฉีกระแทกกลางความเงียบงัน นกกาที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ยามราตรีแตกตื่นบินหนีวุ่นวาย ท้องฟ้ามืดมิดยิ่งทวีความอึดอัด
หลินม่านเถียนกัดฟันแน่น ความโกรธปะทุขึ้นท่ามกลางความกลัว หากนางหุบปาก แล้วเขาจะกล่าวหาอย่างไรก็ได้โดยไร้ข้อโต้แย้ง เช่นนั้นหรือ
“ท่านอ๋อง หากหม่อมฉันไม่พูด แล้วท่านจะเข้าใจความจริงได้อย่างไรว้าย!”
ยังไม่ทันเอ่ยจบ ประโยคก็ขาดสะบั้น ร่างบางถูกมือแข็งแรงคว้ารวบเอว แล้วยกขึ้นพาดบ่าในคราเดียว ราวเป็นเพียงสิ่งของไร้น้ำหนัก โลกทั้งใบพลิกกลับด้านในชั่วพริบตา
เซี่ยเฟิ่งฉีไม่ฟัง ไม่ถาม ไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้แก้ตัว เขาก้าวออกไปทันที ฝีเท้ามั่นคง หนักแน่น ราวไม่มีสิ่งใดบนโลกจะหยุดยั้งได้
“ท่านอ๋อง! ฟังก่อนเพคะ!” หลินม่านเถียนดิ้นรนสุดกำลัง เสียงสั่นแต่ไม่ยอมแพ้
“หากท่านส่งคนติดตามหม่อมฉันมาตลอด เหตุใดจึงไม่รู้ว่าหม่อมฉันไปที่ใด ปล่อยหม่อมฉันลง แล้วค่อยพูดคุยกันก่อนเถิด อย่ากล่าวหาโดยไร้หลักฐานเช่นนี้ ปล่อย!”
องครักษ์ที่ติดตามอยู่ด้านหลังต่างมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินพระชายาหลินเอ่ยถ้อยคำยาวเหยียดเช่นนี้ ปกตินางเงียบขรึม เย็นชา แม้ถูกโยนลงคุกมืดก็ไม่เคยเอ่ยปากขอความเมตตาแม้ครึ่งคำ แต่ยามนี้ นางกลับดิ้นรน เอ่ยวาจาอย่างร้อนใจ ราวคนที่ถูกบีบจนสุดทาง
ทว่า ผู้ที่ถูกโทสะครอบงำจนดวงตาแดงก่ำกลับไม่แม้แต่จะเหลียวมอง เขากัดฟันแน่น แบกร่างที่ดิ้นรนไม่หยุด มุ่งหน้ากลับเรือนเฟิ่งหวงโดยไม่สนสิ่งใด
“อี้หวางเพคะ ได้โปรดปล่อยพระชายาเถิดเพคะ พระนางมิได้คบชู้ ทรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ!”
เหิงจิ้งโถมกายเข้าไป กอดรัดต้นขาของบุรุษสูงใหญ่แน่น นางไม่สนชีวิตตนเอง ขอเพียงหยุดเขาได้แม้เพียงก้าวเดียวก็ยังดี
เสียงกระแทกดังขึ้น ร่างผอมบางของเหิงจิ้งถูกสะบัดออกอย่างไร้ความปรานี ล้มลงก้นกระแทกพื้นอย่างแรง
“อาจิ้ง!”
เสียงเรียกของหลินม่านเถียนแตกพร่า ความเจ็บปวดในอกพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง นางไม่เคยคิดว่าเซี่ยเฟิ่งฉีจะไร้เหตุผลถึงเพียงนี้
“เอานังคนไม่กลัวตายนี่ไปโบยหนึ่งร้อยไม้” น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นอย่างไร้อารมณ์ “แล้วตัดลิ้น จากนั้นโยนออกไปนอกประตูเมือง หากนางกล้าก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว จงสังหารเสีย”
คำสั่งนั้นเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง แต่กลับโหดร้ายยิ่งกว่าคมดาบ น้ำตาไหลทะลักออกมาโดยไม่อาจยับยั้ง ความคับแค้นอัดแน่นในอกจนแทบแตกสลาย
“ไม่นะ อย่า...อย่าทำร้ายอาจิ้ง” หลินม่านเถียนดิ้นรนสุดแรง เสียงสะอื้นปนวิงวอน “นางไม่รู้สิ่งใดเลย ปล่อยนางไปเถิดเพคะ อี้หวาง”
ความผิดทั้งหมดนี้ เป็นของนาง
นางไม่ควรออกไปโดยลำพัง ไม่ควรทิ้งเหิงจิ้งไว้เบื้องหลัง นางประมาท นางโง่เขลา และต้องให้คนบริสุทธิ์มารับเคราะห์แทน
“คุณหนู! อย่าทำร้ายคุณหนูของข้า!” เหิงจิ้งกรีดร้อง เสียงแหบพร่า “คุณหนูมิได้ทำสิ่งใดผิด เซี่ยเฟิ่งฉี เจ้าคนสารเลว ต่อให้ข้าตายเป็นผี ก็จะไม่ปล่อยเจ้า! หากเจ้ากล้าแตะต้องคุณหนูของข้า ”
คำด่านั้นยังไม่ทันจบ ก็ถูกทหารลากตัวออกไปอย่างหยาบกระด้าง
“อี้หวาง”
หลินม่านเถียนมองตามร่างของเหิงจิ้งจนลับสายตา หัวใจเหมือนถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ นางไม่เคยโกรธตนเองมากเท่านี้มาก่อน นางคิดว่าการอดทนเงียบงัน ยอมรับความเกลียดชัง จะทำให้นางมีโอกาสรอวันหลบหนี แต่สุดท้าย ทุกย่างก้าวที่นางเลือก กลับพานางมาถึงทางตัน เสียงประตูเรือนเฟิ่งหวงถูกกระแทกเปิดอย่างแรง
…โครม!…
ร่างผอมเพรียวในอาภรณ์รัดกุมถูกเหวี่ยงลงบนเตียงอย่างแรงจนสั่นสะเทือน หลินม่านเถียนจุกแน่นไปทั้งตัว ลมหายใจสะดุด ร่างงอคุดโดยไม่อาจขยับได้ในชั่วขณะ และเพียงเสี้ยวนั้นเอง กลับกลายเป็นช่องว่างให้บุรุษเบื้องหน้าใช้ความโหดร้ายเข้าครอบงำทุกสิ่ง
“ข้าเคยได้ยินมาว่า สตรีที่ลุ่มหลงในสตรีด้วยกันเอง สิ่งที่พวกนางเกลียดชังที่สุดก็คือการร่วมหลับนอนกับบุรุษ” น้ำเสียงของเซี่ยเฟิ่งฉีเย็นเฉียบแฝงแววเหยียดหยัน
“หึ น่าสนใจนัก”
ถ้อยคำหยาบคายนั้นเสียดแทงเข้ามาในหูราวคมมีด หลินม่านเถียนรู้สึกเพียงความขยะแขยงแผ่ซ่านทั่วร่าง นางเคยคิดว่าการอดทนยอมรับความโกรธของเขา อาจทำให้วันหนึ่งเขาเห็นความจริงใจแล้วปล่อยนางไป แต่ภาพเหิงจิ้งที่ถูกลากตัวไปเมื่อครู่ยังติดตาโบยหนึ่งร้อยไม้ แม้บุรุษยังทนได้ยาก แล้วนางเล่าจะมีชีวิตรอดหรือไม่
…ม่านเถียน เจ้าช่างโง่เขลานัก…
“อย่า…ท่านอ๋อง…ท่านเสียสติไปแล้วหรือ อย่าทำเช่นนี้!”
เสียงของนางสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม ขณะที่บุรุษสูงใหญ่สลัดเสื้อคลุมออกโดยไม่สนใจสิ่งใด การเคลื่อนไหวเพียงนั้นก็ทำให้ความเยือกเย็นที่นางยึดมั่นมาตลอดแตกสลายลงสิ้น นางมิใช่เด็กไร้เดียงสา ย่อมเข้าใจดีว่าเขากำลังคิดสิ่งใด
เสียงผ้าถูกกระชากขาดดังขึ้น
“ไม่! อย่าแตะต้องข้า ปล่อยข้า!” หลินม่านเถียนดิ้นรนสุดกำลัง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว
“เซี่ยเฟิ่งฉี ปล่อย!”
นางต่อสู้สุดชีวิต ทว่ากำลังของสตรีหรือจะต้านทานบุรุษที่ถูกโทสะครอบงำได้ มือที่พยายามผลักดันกลับถูกจับยึดอย่างแน่นหนา ร่างทั้งร่างถูกตรึงไว้ราวเหยื่อในเงื้อมมือผู้ล่า
“ปล่อยเจ้า?” เขาหัวเราะเย็นชา “หรือว่าเจ้าติดใจรสสวาทขององค์หญิงจิ่นเหยาจนมิอาจลืม เจ้าแพศยา กล้าลบหลู่ศักดิ์ศรีของข้าเช่นนี้ ยังคิดจะมีชีวิตอยู่ต่อหรือ”
“จิ่นเหยาอันใดกัน!” หลินม่านเถียนตะโกนตอบ ดวงตาแดงก่ำ “อย่าใส่ความข้า”
เสียงฝ่ามือกระทบดังขึ้นอย่างกะทันหัน
เพี๊ยะ!
แรงสะบัดทำให้ใบหน้าหล่อเหลาหันไปด้านข้าง เสี้ยวเวลาแห่งความนิ่งงันแผ่ซ่าน ก่อนที่เขาจะหันกลับมา ดวงตาคู่นั้นกลับลุกโชนยิ่งกว่าเดิม ราวเปลวเพลิงที่ถูกสาดน้ำมัน
“เจ้าบังอาจตบหน้าข้า” น้ำเสียงกดต่ำจนชวนขนลุก “บังอาจตบสามีของตนเองดี…ดีนัก!”
หลินม่านเถียนชะงักงัน นางสั่นศีรษะโดยสัญชาตญาณ อยากเอ่ยว่าเป็นเพียงการพลั้งมือ แต่คนที่ถูกโทสะกลืนกินจนหมดสิ้นเช่นเขา ไหนเลยจะฟังเหตุผล
ในสายตาของเซี่ยเฟิ่งฉี ความโกรธเดิมที่แทบอยากบีบคอนางให้ตายกลับแปรเปลี่ยนเป็นความคิดที่มืดมนยิ่งกว่า เขามิคิดให้นางตายอย่างง่ายดายอีกต่อไป
“คนอย่างเจ้า หากตายเร็วเกินไป จะไปรู้ซึ้งถึงความต่ำช้าของตนได้อย่างไร” เขาเอ่ยช้า ๆ ทุกคำหนักแน่น
“เดิมทีข้าไม่คิดแตะต้องร่างกายสกปรกของเจ้าแม้แต่น้อย แต่วันนี้ ข้าจะฝืนทนให้ได้ เพื่อให้เจ้ารู้ว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปนั้นเลวร้ายเพียงใด”
สิ้นเสียงนั้น ร่างสูงใหญ่ก็โถมลงมาอย่างไม่ปรานี หลินม่านเถียนดวงตาเหลือกลาน นางใช้แรงทั้งหมดที่มีถีบเขาออกไป ทว่าทันทีที่ปลายเท้าแตะถึงร่างเขา ข้อเท้ากลับถูกคว้าจับอย่างรวดเร็ว แรงกระชากทำให้ร่างนางเสียสมดุล ก่อนที่ฝ่ามือหนักจะกดลงมายังท้องน้อย
“อึก!”
ความเจ็บแล่นพล่านไปทั่วร่าง ลมหายใจถูกบีบออกจากอก ร่างบางงอคุด น้ำตาไหลรินโดยไม่อาจกลั้น เสียงผ้าถูกฉีกขาดดังต่อเนื่อง
“ไม่ ปล่อยข้า…” เสียงของนางแผ่วลง กลายเป็นเสียงสะอื้น “อย่า…”
ความหวาดกลัวที่เคยรู้สึกในยามถูกผลักตกสู่ก้นแม่น้ำ นางเคยคิดว่านั่นคือที่สุดของความสิ้นหวังแล้ว แต่บัดนี้ นางกลับรู้ว่ามันยังห่างไกล ต่อให้ดิ้นรนเพียงใด ก็ไม่อาจหลุดพ้น
ข้อมือทั้งสองถูกจับรวบไว้เหนือศีรษะ ก่อนจะถูกมัดด้วยเศษผ้าที่เขาฉีกทึ้งอย่างหยาบกระด้าง การเคลื่อนไหวของนางค่อย ๆ ถูกจำกัดลงทีละน้อย จนเหลือเพียงการดิ้นรนที่ไร้ประโยชน์
ในห้องกว้าง เสียงหายใจที่แตกกระจัดกระจายปะปนกับเสียงผ้าที่ขาดสะบั้น กลายเป็นบรรยากาศที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก
หลินม่านเถียนหลับตาแน่น น้ำตาไหลผ่านหางตาอย่างเงียบงัน หัวใจที่เคยดื้อรั้น แข็งแกร่ง และอดทน บัดนี้กลับถูกเหยียบย่ำจนแหลกสลาย ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวให้ยึดเหนี่ยว
และในความมืดมิดนั้น นางได้แต่รับรู้ชัดเจน คืนนี้…คือคืนที่ทุกสิ่งของนางถูกทำลายจนสิ้น.
ตอนที่ 29 ...อ้วก... เสียงอาเจียนจากเรือนฟ่งหวงนั้นเริ่มดังขึ้นเวลาเดิมเป็นวันที่4นับตั้งแต่อี้หวางเดินทางกลับมาจากชายแดน แม่นมจ้าวที่ดูแลท่านอ๋องมานับตั้งแต่เขาแรกคลอดดูจะวุ่นวายกว่าผู้ใด "ไท่เฟยเพคะท่านอ๋องอี้ทรงประชวรมา4วันแล้วหมอใดก็มิอาจรักษาเราจะทำเช่นไรกันดี" แม่นมจ้าวนั้นกล่าวกับผู้เป็นนายก็จริงทว่าสายตาก็ส่งไปยังคนตัวสูงใหญ่ที่เอาแต่นั่งโก่งคออาเจียนไม่หยุดโดยมีเสี่ยวลิ่ว และอวี่เหวินซางที่คอยช่วยพยุงกายของผู้เป็นนาย ที่มีใบหน้าซีดขาวจนหน้าหวาดเกรง "หรือจะเป็น...โรคระบาดเพคะไท่เฟย" เพราะอี้หวางนั้นเพิ่งกลับมาจากชายแดนสถานที่ซึ่งทุรกันดารและยังมีการรบพุ่งกันอยู่เป็นระยะศพจึงถูกฝังมิได้มิดชิดนักบางครอบครัวที่ตายพร้อมกันนั้นบางทีไร้ผู้รับรู้ก็ถูกฝูงนกแร้งหรือสุนัขป่ากัดกินก็ยังมีชายแดนจึงนับว่าเป็นที่ซึ่งก่อกำเนิดโรคระบาดในทุกฤดูฝนมาเยือนเลยทีเดียว "ปากหรือนั่น? " จ้าวไท่เฟยตวัดสายตามองคนสนิทที่รับใช้ใกล้ชิดกันมานับตั้งแต่ยังเยาว์เสียหนึ่งครั้งจากนั้นจึงเดินไปยืนลูบหลังให้คนที่ยังอาเจียนไม่หยุดทั้งที่อาหารสักชิ้นก็ไม่มีจะให้เขาอาเจียนออกมานอกจากน้ำขมๆ เท่านั้น "เ
ตอนที่ 28กายงดงามสะบัดอาภรณ์ลุกขึ้นทันที "องค์หญิงจะทรงไปที่ใดเพคะ" เป็นอาสิ่วผู้ซึ่งลูกกำชับอย่างดีว่าจะต้องทำทุกทางมิให้ผู้เป็นนายย้อนคืนกลับไปยุ่งวุ่นวายกับหลินม่านเถียนเร่งเข้าไปกอดขาเรียวสวยภายใต้อาภรณ์ไหมเนื้อดีแน่น "ปล่อย...ข้า..." มิใช่เพียงน้ำเสียงเหี้ยมโหดเท่านั้นทว่าดวงตาสวยบัดนี้ขุ่นเขียวนั้นบอกได้ชัดเจนว่านางมิพอใจเพียงใดที่ตนเองถูกขัดใจครั้งแล้วครั้งเล่า "ข้ากล่าวนี้เจ้ามิเคารพกันแล้วใช่หรือไม่" น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยถามอีกเป็นครั้งสุดท้าย ทว่าบ่าวผู้จงรักภักดีเพียงนายก็ส่ายศีรษะหนักแน่นเช่นกัน "ดี! " ...ขวับ! ... ...ตุ๊บ! ... จุดจบหนึ่งชีวิตผู้คิดหาญกล้าบังอาจมาต่อกรกับผู้มากอำนาจซึ่งยึดติดความเอาแต่ใจของตนเองเป็นใหญ่มิใช่จะดีเช่นเดียวกับอาสิ่วนางกำนัลผู้เลี้ยงดูองค์หญิงน้อยเซี่ยจิ่นเหยามากว่ายี่สิบเอ็ดหนาว กายที่ไร้ศีรษะนั้นกระตุกตามจังหวะของโลหิตที่พุ่งสาดกระจายออกมาจากลำคอซึ่งแยกจากส่วนศีรษะ ทำเอาแม้แต่องครักษ์เงาเช่นหลิ่วหลานจูที่นางพบพานมาทุกสภาพของศพยังต้องเบือนหน้าหนี "จัดการให้เรียบร้อยก่อนข้าจะกลับมาจากด้านนอกและ...พวกเจ้าคงรู้แจ้งใช่หรือไม่ว่าสมควรจ
ตอนที่ 27...พ้นปลายยามเวย... หนังสือหย่าขาดที่หลินม่านเถียนรอคอยก็มาวางอยู่ตรงหน้าโดยฝีมือของแม่นมจ้าวมาพร้อมกับจ้าวไท่เฟยที่ตลอดมานางเคยคิดว่าท่านนั้นเป็นมารดาสามีที่ค่อนไปทางไม่เป็นมิตรต่อลูกสะใภ้เช่นตนเอง หากแต่ในช่วงหลังมานี้กลับพบว่าบางที่ สตรีสูงวัยตรงหน้ากลับดีต่อนางมากกว่ามารดาเลี้ยงเสียอีก "ต่อให้เจ้าหาใช่คนของบุตรชายข้าแต่จงจำใจเจ้ายังเป็นคนที่ข้าเมตตา หากไปอยู่ภายนอกผู้ใดคิดรังแกเจ้าจงอย่าได้เงียบปากไม่คิดมีเสียงอีก จำที่ข้าเคยบอกได้หรือไม่...หากผู้ใดรังแกเจ้าทำเจ้าเจ็บจงอย่าหันคมดาบมาแทงตนเองทว่าจงแทงเจ้าคนคิดร้ายต่อเจ้า" หลินม่านเถียนคุกเข่าลงโขกศีรษะให้สตรีสูงศักดิ์ด้วยหัวใจเต็มไปด้วยความเคารพ "ลุกขึ้นเถิดเด็กโง่...มานี่เถิดขอข้ากอดเจ้าสักครั้ง" จ้าวไท่เฟยสูดจมูกฟึดฟัดคล้ายจะเก็บน้ำตาเอาไว้ต่อไปไม่ไหว ซึ่งก็เป็นจริงในยามที่กายเล็กสวมกอดนางก็ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาทันที ถึงรู้ว่าคนในอ้อมแขนนางมิได้จากไปที่ใดไกลห่าง แต่ก็มิใช่จะอยู่ใกล้ "ไปเถิดประเดี๋ยวจะมืดค่ำ ข้าขอส่งเจ้าเพียงตรงนี้เถิด มันทำใจเห็นเจ้าจากไปพร้อมข้าวของมิได้" หญิงสูงวัยเอ่ยบอกความในใจ ในยามที่นางก้าว
ตอนที่ 26นางผลักกายแกร่งให้ลงไปนอนหงายสิ้นลายก่อนจะกดริมฝีปากอวบอิ่มกัดแผ่วเบาลงไปตามลำคอทว่าทุกการกระทำนางลงมือเนิบช้าใจเย็นในขณะที่อีกฝ่ายร้อนจนแทบระเบิดออกมาทั้งกายแล้ว “เถียน...เถียน……อ๊า…คนดี…อย่าทรมาน...กันสิเจ้า…อ๊า…ซี๊ด! ...โอ๊ว…” นางเพียงเหลือบสายตาคมสวยซึ้งขึ้นมาสบประสานกับเขาแต่ทว่ากับมิหยุดทรมานกัน ริมฝีปากเล็กหากแต่ร้ายกาจเหลือหลายยามนี้กัดลงต่ำไล่ลงไปจนถึงหัวนมที่เป็นติ่งไตเล็กแต่ส่งสีชมพูยั่วยวนชวนให้นางลงมือทรมานคนที่กำลังมัวเมาไปด้วยฤทธิ์ราคะผสานอารมณ์รักใคร่คุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายกำหนัด และมิรั้งรอนางกัดชิมทันที! “อ๊า…สะ…เสียว…เสี่ยวเถียน…อา…ซี๊ด” ใบหน้าขาวเนียนบัดนี้ขึ้นสีจัดคล้ายกับโลหิตทั้งกายไหลเวียนมาขังยังใบหน้าคมเข้มดุดันเสียแล้วดวงตาคู่นั้นยามทอดมองทุกการกระทำของสตรีที่ตนให้นางไปจนสิ้นแล้วนั้นยิ่งเต็มไปด้วยความรัก ทว่าหลินม่านเถียนกลับมิอาจเข้าใจหรือมองเห็นทั้งสิ้น ยิ่งลิ้นเล็กๆนั้นกระดกสะกิดตุ่มไตนั้นอย่างหยอกเอินกายสูงก็ยิ่งหายใจหอบสะท้าน คนถูกภรรยาทรมานจนแทบคลั่งกายแกร่งบิดส่ายมิแตกต่างจากงูใหญ่ดิ้นรนหาหนทางรอด “เสี่ยวเถียน…ไม่ไหว…แล้ว...ข
ตอนที่ 25ในที่สุดวันที่หลินม่านเถียนนางรอคอยก็มาถึงดวงตาที่เพิ่งปิดลงไปได้มิเกินหนึ่งชั่วยามก็เปิดขึ้นช้าในยามเช้ามืดของวันที่เจ็ดตามนัดแนะตกลงว่าอี้หวางจะหมอบหนังสือหย่าให้นาง หลินม่านเถียนนางขยับกายลุกขึ้นจากหมอน เตรียมวางเท้าแตะลงบนพื้นลงจากเตียงทั้งที่ท้องฟ้าด้านนอกนั้นยังคงมืดมิดคาดได้ว่าบัดนี้คงเพิ่งปลายอิ๋นหรือหากนางกะผิดพลาดคลาดเคลื่อนก็คงอยู่ในราวต้นยามเหม่ามิเกินไปกว่านั้น …หมับ! … …เฮือก! ... มิคาดเพียงสอดปลายเท้าเรียวลงไปยังรองเท้าได้หนึ่งข้าง แขนแกร่งก็รวบรัดเอวคอดกิ่วเอาไว้แน่นเหนียว “อี้หวาง…” นางต้องการจะไปดูข้าวของที่ทยอยเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนถึงจะพยายามวางเฉยเช่นไรทว่าความรู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เป็นเช่นไรในยามนี้หลินม่านเถียนนางคาดว่าตนเองรู้แจ้งก็วันนี้ “เจ้าผิดสัญญา” น้ำเสียงนั้นฟังดูยังง่วงงุน อยู่หลายส่วน “ก็มิใช่เราตกลงกันไว้ว่ายามรุ่งอรุณมาเยือนมิว่าเจ้าหรือข้าเป็นผู้ตื่นก่อนคนผู้นั้นต้องปลุกอีกผู้ให้ตื่นพร้อมกันมิใช่หรอกหรือ” ครั้งนี้คนตัวโตอย่างกับยักษ์ขยับลุกขึ้นมากอดนางเอาไว้ทั้งกายพร้อมกับวางคางเอาไว้บนหัวไหล่ของนางฝ
ตอนที่ 24เซี่ยเฟิ่งฉีรับมาพลิกไปมาเพื่อดูสิ่งที่ภรรยากล่าวถึงมูลค่าอันสูงล้ำของหญ้าเพียงหนึ่งกอนับได้คงไม่ถึงสิบห้าต้นด้วยซ้ำไป “ไยจึงมีค่ามากมายถึงเพียงนั้น” หลินม่านเถียนมิได้กล่าวตอบทันทีนางเอื้อมมือปลดปิ่นมาสะกิดยังปลายนิ้วตนเอง อี้หวางถึงกับเบิกตากว้างตกใจคาดว่านางจะทำร้ายตนเองอีกทว่านางยกมือห้ามให้เขานิ่งเอาไว้จากนั้นก็เด็ดเพียงปลายใบหญ้าเจ็ดไอเย็นใช้ปลายนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือขยี้แล้วกดลงยังแผลเล็กคลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทดลองบีบซ้ำกลับไร้โลหิตพุ่งตามออกมา “นี่คือตัวสร้างมูลค่าของหญ้าเจ็ดไอเย็นเพคะ หลายวันก่อนอาจิ้งนางก็มอบหญ้านี้แก่ท่านหมอเฉาหม่อมฉันจึงรอดชีวิตมาได้จนถึงยามนี้เพคะ เช่นนี้อี้หวางทรงคิดดูเอาเถิดว่าคุณค่าเจ้าหญ้าจิ๋วเหล่านี้จะมีมากเพียงใดกันเล่าเพคะ” ตลอดมาเขาเพียงทราบว่าหลินม่านเถียนคุณหนูสามในราชครูหลินนั้นกระทำตนไร้ค่าที่สุดในจวนแล้ว ทว่ายามนี้เขาจึงแจ้งแก่ใจความเย็นชาความไร้ความรู้สึกและมีแต่เพียงความเฉยเมยก็ใช่จะโง่งมไร้ความรอบรู้ติดกาย “เจ้าดูชื่นชอบต้นไม้ชอบสมุนไพรอย่างยิ่งคาดว่าเจ้าคงได้ความรู้เหล่านี้มาจากท่านราชครูกระมัง” ใบหน้านิ่งเฉยน







