เข้าสู่ระบบ“เช่นนั้นข้าขอไปนอนพักเอาแรงสักหน่อย เจ้าช่วยตระเตรียมของในล่วมยาของข้าให้พร้อมด้วย”
ช่วงนี้นางยังถือว่าอยู่ในระยะพักฟื้น อาการบาดเจ็บแม้จะดีขึ้นแล้ว แต่ก็ยังพอใช้เป็นข้ออ้างได้อยู่บ้าง หากถูกอี้หวางผู้เป็นพระสวามีหรือจ้าวไท่เฟยเรียกไปปรนนิบัติ งานเช่นนี้มิใช่ว่ามีมาแล้วนางจะสามารถออกไปรับทำได้ทุกครั้ง ทุกก้าวย่างล้วนต้องเลือกจังหวะที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุด
เพราะหากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป เพียงคิดก็รู้ได้ทันทีว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร บุรุษนามเซี่ยเฟิ่งฉีผู้นั้นไม่มีวันปล่อยนางไว้แน่ อย่างเบาก็อาจถูกลงโทษจนสิ้นสภาพ อย่างหนักก็อาจถูกตัดผมประจานจนหมดศีรษะ โทษฐานทำให้ตำหนักอี้หวางต้องเสื่อมเสียเกียรติ และมิใช่เพียงเขา แม้แต่บิดาของนางเองก็อาจตัดขาดนางจากตระกูลโดยไม่ลังเล
ดังนั้น งานนี้นางจึงต้องระมัดระวังยิ่งกว่าครั้งใด
เข้าสู่ต้นยามโหย่ว เหิงจิ้งออกไปสำรวจเส้นทางด้านหลังเรือนอีกครั้ง ทางนั้นเป็นเพียงช่องแคบที่เดิมทีสุนัขใช้ลอดผ่าน แต่สำหรับหลินม่านเถียนซึ่งมีร่างกายอรชรกลับสามารถผ่านไปได้โดยไม่ลำบาก เมื่อแน่ใจว่าเส้นทางปลอดภัย นางจึงส่งสัญญาณให้เสี่ยวลิ่วไปแจ้งแก่หลินม่านเถียน
ไม่นานนัก กายอรชรในอาภรณ์สีดำรัดกุมก็เคลื่อนไหวออกมาอย่างรวดเร็ว ล่วมยาถูกสะพายแนบกาย ผ้าปิดหน้าถูกดึงขึ้นปิดบังใบหน้าจนมิดชิด เมื่อมองจากภายนอก นางดูไม่ต่างจากเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง มิใช่พระชายาเอกแห่งตำหนักอี้หวางแม้แต่น้อย
ดวงตาเรียวสวยกวาดมองโดยรอบอย่างระแวดระวัง ที่แห่งนี้มิใช่สถานที่ธรรมดา องครักษ์ของตำหนักอี้หวางล้วนมีหูตาไวราวกับสับปะรด เพียงพลาดเพียงก้าวเดียว ทุกสิ่งย่อมจบสิ้น
ทว่าแผ่นทองที่รออยู่เบื้องหน้าก็มีน้ำหนักมากพอจะให้เสี่ยง ผู้ใดจะยินยอมถูกกดขี่จนตายโดยไร้หนทางหลุดพ้น สตรีอื่นนางมิอาจรู้ แต่ตัวนาง หลินม่านเถียน ไม่มีวันยอม ไร้สามีนับเป็นเรื่องเล็ก แต่ไร้เงินทองนั่นต่างหากคือหายนะที่แท้จริง
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม กายทะมัดทะแมงก็ปรากฏขึ้นยังอารามเหมี่ยวเหอซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำไห่ซาน สายน้ำสายหลักของอาณาจักรหนานซ่ง เสียงน้ำไหลกระทบฝั่งดังแผ่วเบา ลมยามค่ำพัดเย็น กลิ่นชื้นของน้ำและดินลอยคลุ้ง
หลินม่านเถียนเคลื่อนไหวลัดเลาะไปยังเรือนพักศพด้านหลังอารามอย่างชำนาญ ภายในนั้นมีชายชราวัยห้าสิบกว่าหนาวนั่งอยู่ มือหนึ่งยกไหสุราขึ้นดื่ม ใบหน้าอวบแดงก่ำราวกับเมาได้ที่
“เถ้าแก่เนี้ยหลินมาแล้ว!” เสียงเล็กใสดังขึ้น เด็กสาวใบหน้ามอมแมมวิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
“ข้าเบื่อจะนั่งทนให้แมลงกัดกับตาเฒ่าเหิงแทบตายแล้วเจ้าค่ะ!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
“เหม่ยลี่ อย่าเสียมารยาท”
ชายชราเอ่ยขึ้น น้ำเสียงนิ่ง ไร้แววมึนเมาแม้แต่น้อย หลินม่านเถียนมองเพียงแวบเดียวก็รู้ สุรานั้นเป็นเพียงฉากบังหน้า
“มาเถิด ข้าต้องเร่งมือ”
นางเอ่ยสั้น ๆ มิคิดเสียเวลา เพราะนางไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าเมื่อใดอี้หวางจะเรียกหานาง ต่อให้เหิงจิ้งจะรายงานว่าจ้าวไท่เฟยถูกไท่เฮาเรียกตัวกลับวังหลวงไปแล้ว แต่บุรุษที่นางหวาดระแวงที่สุดยังคงเป็นเซี่ยเฟิ่งฉี
ผ้าดิบสีขาวหม่นถูกเปิดออกช้า ๆ ร่างของสตรีวัยปลายสามสิบหนาวปรากฏขึ้น ผิวซีดไร้เลือด ใบหน้าสงบนิ่งราวกับหลับใหล
เหม่ยลี่จุดธูปหนึ่งดอกยื่นส่งให้หลินม่านเถียน นางรับมาอย่างสงบ ประนมมือขึ้นจรดหน้าผาก มิใช่เพราะหวาดกลัว แต่เป็นเพราะให้เกียรติ
นางไม่กลัวผี
แต่เชื่อในความตาย เพราะอย่างน้อยนางเองก็เคยผ่านมันมาแล้ว
มือเรียวปักธูปลงในกระถางที่ตั้งอยู่เหนือศีรษะของศพ กลิ่นธูปลอยอ้อยอิ่งในอากาศ เด็กสาววัยสิบสามหนาวหยิบเครื่องมือแต่งหน้าขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว ส่งให้นางทีละชิ้นราวกับทำสิ่งนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
หลินม่านเถียนก้มมองใบหน้าของผู้ตาย แววตานิ่ง ไร้คลื่นอารมณ์ ก่อนจะเริ่มลงมืออย่างชำนาญ
ใช่แล้ว อาชีพแท้จริงของนางในภพนี้ มิใช่เพียงพระชายา แต่นางคือเถ้าแก่เนี้ยหลิน เจ้าของร้านโลงศพ และผู้แต่งหน้าให้คนตายเป็นครั้งสุดท้าย ในโลกที่คนเป็นยังต้องดิ้นรนเพื่อมีชีวิต นางกลับหาเลี้ยงชีพจากผู้ที่ไร้ลมหายใจ
และนั่นเอง คือหนทางเดียว ที่นางเลือก เพื่อซื้ออิสรภาพของตนเองคืนมาในวันข้างหน้า
มิใช่เพียงแต่งหน้าศพจากความชำนาญติดกายมาจากภพชาติเก่าที่อารียาเคยเป็นอาสาสมัคร ออกช่วยเหลือแต่งหน้าให้ผู้ล่วงลับมาตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ปีหนึ่งเท่านั้น หากแต่หลังจากนางมาอยู่ในร่างของหลินม่านเถียนได้เพียงสามเดือน โชคชะตากลับนำพาให้นางได้พบกับท่านลุงเหิง ผู้เป็นลุงของเหิงจิ้ง และเป็นสัปเหร่อผู้ดูแลสุสานทางทิศใต้ของมหานครเฉิงเล่อ
ในวันนั้นมีศพถูกนำมาฝังมากกว่าห้าร่างในคราเดียว กลิ่นอับชื้นของความตายลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ จนแม้แต่สายลมก็เหมือนจะหนักอึ้งไปด้วยความหม่นหมอง แต่กลับไม่อาจจัดการฝังได้ในทันที เหตุผลกลับเรียบง่ายจนน่าขัน ในเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ มีร้านขายโลงศพเพียงแห่งเดียวเท่านั้น
มหานครเฉิงเล่อที่เต็มไปด้วยผู้คนและความรุ่งเรือง กลับหาโลงศพได้ยากเย็นยิ่งกว่าทองคำ
หลินม่านเถียนยืนมองภาพนั้นอย่างเงียบงัน สายตานิ่งลึก แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยการคำนวณ นางมิใช่คนของโลกนี้โดยแท้ หากแต่เป็นคนจากอีกโลกหนึ่ง โลกที่แม้แต่ความตายก็สามารถกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจได้
เมื่อได้ฟังถึงความเชื่อของผู้คนในอาณาจักรแห่งนี้ นางยิ่งเข้าใจมากขึ้น ผู้คนหวาดกลัวกิจการเกี่ยวกับความตาย มองว่าเป็นลางอัปมงคล จึงไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง
แต่สำหรับนาง สิ่งที่คนอื่นหลีกเลี่ยง กลับเป็นช่องว่าง และช่องว่างนั้นคือเงินทอง หากจะลงทุนในสิ่งใดที่ไม่มีวันขาดทุน และไม่มีวันไร้ลูกค้า สิ่งนั้นย่อมหนีไม่พ้น ความตาย นางจึงตัดสินใจโดยไม่ลังเล
ร้านขายโลงศพ เป่าอานผิง จึงถือกำเนิดขึ้น โดยมีท่านลุงเหิงเป็นผู้จัดการออกหน้าเป็นเถ้าแก่ ส่วนตัวนางอยู่เบื้องหลัง คอยวางแผนและควบคุมทุกอย่างอย่างเงียบงัน
ในระยะแรก ร้านเพียงขายโลงศพตามปกติ รายได้มั่นคงแต่ยังไม่โดดเด่น ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปเพียงสามเดือน หลินม่านเถียนกลับมองเห็นความต้องการที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า
ญาติของผู้ตายจำนวนมาก มิได้ต้องการเพียงโลงศพ แต่ต้องการ คนจัดการทุกอย่าง ตั้งแต่ล้างร่าง แต่งหน้า เปลี่ยนอาภรณ์ จัดท่าทาง ไปจนถึงบรรจุลงโลง และส่งไปประกอบพิธี
ความคิดที่จะรวบทุกขั้นตอนเข้าด้วยกันจึงเกิดขึ้น และเมื่อข่าวนี้ถูกส่งออกไป ผลตอบรับกลับดีเกินคาด เพียงสามเดือนให้หลัง ร้านเป่าอานผิงรับงานมากกว่าสามสิบศพ
ชื่อเสียงของร้านเริ่มแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว กิจการเติบโตอย่างมั่นคง แต่เพราะตัวนางไม่อาจออกมาจัดการทุกงานได้ นางจึงจำเป็นต้องหาผู้ช่วย
ซูเหม่ยลี่ เด็กขอทานที่นางเคยช่วยฝังศพบิดาโดยไม่คิดเงิน จึงได้เข้ามาอยู่ข้างกาย เด็กสาวผู้นี้เฉลียวฉลาด เรียนรู้รวดเร็ว เพียงสองเดือนก็สามารถแต่งหน้าศพได้อย่างคล่องแคล่ว
ในบางครา หากหลินม่านเถียนไม่อาจออกมา ซูเหม่ยลี่ก็จะเป็นผู้รับหน้าที่แทน ส่วนงานด้านอื่น ๆ ในช่วงเจ็ดเดือนที่ผ่านมา ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น จำนวนคนงานเพิ่มขึ้นจากห้าคนเป็นสิบเก้าคน
ยังไม่นับรวมท่านลุงเหิงและซูเหม่ยลี่ ค่าตอบแทนที่นางมอบให้สูงพอจะผูกใจผู้คนไว้ได้อย่างมั่นคง ไม่มีผู้ใดคิดทรยศ
“เถ้าแก่เนี้ยหลินจะกลับเลยหรือเจ้าคะ”
เสียงของซูเหม่ยลี่ดังขึ้น หลังจากงานตรงหน้าเสร็จสิ้น หลินม่านเถียนกำลังล้างมืออย่างเป็นระเบียบ นางเช็ดเครื่องมือทีละชิ้นอย่างพิถีพิถัน ก่อนเก็บลงล่วมยาอย่างเรียบร้อย
“ใกล้ยามจื่อแล้ว”
คำตอบสั้น กระชับ เด็กสาวพยักหน้ารับทันที นางยกล่วมยาขึ้นพาดไหล่ให้ผู้เป็นนาย ก่อนจะถอยไปยืนมองอย่างเงียบงัน
สำหรับซูเหม่ยลี่แล้ว เถ้าแก่เนี้ยหลินคือผู้มีพระคุณสูงสุด นางอาจแข็งกร้าวกับผู้อื่น แต่กับคนผู้นี้ นางยอมก้มศีรษะโดยไม่โต้แย้ง
“หากมีปัญหาใด ก็แจ้งไปกับอาจิ้งตามเดิม”
หลินม่านเถียนเอ่ยขึ้น เหิงเตี้ยนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขาคุ้นเคยกับสตรีตรงหน้ามานาน ใบหน้าเย็นชา คำพูดน้อย
แต่จิตใจกลับเปี่ยมเมตตา ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคนล้วนรู้ดี ว่านางไม่เคยทอดทิ้งผู้ใด
“ขอรับ เถ้าแก่เนี้ยหลิน”
หลินม่านเถียนโค้งศีรษะให้เล็กน้อย มิใช่เพราะหน้าที่ แต่เป็นความเคารพจากใจ จากนั้นนางจึงก้าวขึ้นอาชาสีดำตัวใหญ่ ควบหายไปในความมืด
สายลมยามค่ำพัดผ่าน กลืนร่างของนางให้เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ก่อนถึงตำหนักอี้หวาง ม้าถูกส่งต่อให้คนของนางที่ซุ่มรออยู่ หลินม่านเถียนเคลื่อนไหวต่อเพียงลำพัง
ลัดเลาะไปตามเงามืดอย่างชำนาญ จนถึงกำแพงด้านหลัง เส้นทางลับที่นางใช้มาตลอดหลายเดือน นางไม่เคยใช้เส้นทางเดิมซ้ำ ทุกครั้งล้วนเปลี่ยน เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาขององครักษ์
ทว่าคืนนี้ นางจำเป็นต้องใช้ช่องทางเดิม เพราะอีกด้านหนึ่งมีทหารลาดตระเวน ร่างอรชรหยุดลงเพียงครู่ สายตากวาดมองโดยรอบอย่างระแวดระวัง เมื่อแน่ใจว่าไร้ผู้คน
นางจึงก้มตัวลง เตรียมลอดผ่านช่องแคบ ลมหายใจนิ่ง ทุกการเคลื่อนไหวแม่นยำ ไร้เสียง ทว่าในชั่วขณะนั้น
“ในที่สุดก็เผยลวดลายออกมาจนได้สินะ นางหญิงแพศยา”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นจากความมืด ราวกับคมมีดกรีดผ่านอากาศ หัวใจของหลินม่านเถียนกระตุกวูบ ลมหายใจสะดุด ร่างกายแข็งค้างเพียงเสี้ยววินาที
ดวงตาเรียวสวยหรี่ลงเล็กน้อย ความเย็นเยียบแผ่ซ่านไปทั่วกาย นางรู้ในทันทีคืนนี้ ไม่ใช่คืนที่นางจะจากไปได้อย่างเงียบงัน และยิ่งไม่ใช่คืนที่นางจะควบคุมทุกอย่างได้ดั่งใจ
…เฮือก!…
ตอนที่ 30“เถ้าแก่เนี้ย…พี่จิ้ง…เปิดประตูให้เหม่ยลี่สักครู่เจ้าค่ะ” ทว่าสองนายและสาวใช้คนสนิทยังมิทันวางแผนจะหลบเลี่ยง’ เจ้ากรรมนายเวร’ ซูเหม่ยลี่นางก็เร่งมาเคาะประตูห้องด้วยกิริยาแตกตื่นอย่างเก็บอาการมิได้ “มีอันใดเหม่ยลี่ดูเจ้าเร่งร้อนอย่างยิ่ง” เป็นเหิงจิ้งที่ถามเอาความกับเด็กสาวที่มายืนหอบฮักๆ ตรงหน้าหลังจากนางเปิดประตูให้เรียบร้อยแล้ว “เรียนเถ้าแก่เนี้ย…พี่จิ้งมีท่านป้าแต่งกายดีมาขอพบเถ้าแก่เนี้ยบอกว่าเป็นคนจากตำหนักอี้หวางเจ้าค่ะ” ซูเหม่ยลี่นั้นถึงเป็นเด็กสาวฉลาดเฉลียวทว่านางก็ยังมิเคยพบพานคนสูงศักดิ์ย่อมมิแจ้งใจต่อจ้าวไท่เฟยที่มาเยือนในวันนี้ ส่วนคนที่จ้องแต่จะปิดดวงตาตนเองไปเข้าเฝ้าเทียนตี้ให้จงได้ ถึงกับต้องกระชากสติกลับทันใดด้วยคิดว่า องค์หญิงเซี่ยจิ่นเหยามาก่อนกำหนดจากที่เหิงจิ้งรายงาน "คุณหนูท่านจะไปที่ใด" เหิงจิ้งที่ดวงตาไวทันได้เห็นคนที่เมื่อครู่นางยังแทบผนึกตนเองกับพื้นเตียงทว่าบัดนี้กำลังจะปีนออกทางหน้าต่างก็เร่งไปคว้าตัวเอาไว้เสียก่อนก็หากว่าเป็นอดีตนางล้วนมิคิดมากแต่ในยามนี้นางสงสัยว่าผู้เป็นนายสาวอาจจะตั้งครรภ์จะให้ปีนออกทางหน้าต่างจะได้ที่ไหน "ให้ข้าไปเถิดอ
ตอนที่ 29 ...อ้วก... เสียงอาเจียนจากเรือนฟ่งหวงนั้นเริ่มดังขึ้นเวลาเดิมเป็นวันที่4นับตั้งแต่อี้หวางเดินทางกลับมาจากชายแดน แม่นมจ้าวที่ดูแลท่านอ๋องมานับตั้งแต่เขาแรกคลอดดูจะวุ่นวายกว่าผู้ใด "ไท่เฟยเพคะท่านอ๋องอี้ทรงประชวรมา4วันแล้วหมอใดก็มิอาจรักษาเราจะทำเช่นไรกันดี" แม่นมจ้าวนั้นกล่าวกับผู้เป็นนายก็จริงทว่าสายตาก็ส่งไปยังคนตัวสูงใหญ่ที่เอาแต่นั่งโก่งคออาเจียนไม่หยุดโดยมีเสี่ยวลิ่ว และอวี่เหวินซางที่คอยช่วยพยุงกายของผู้เป็นนาย ที่มีใบหน้าซีดขาวจนหน้าหวาดเกรง "หรือจะเป็น...โรคระบาดเพคะไท่เฟย" เพราะอี้หวางนั้นเพิ่งกลับมาจากชายแดนสถานที่ซึ่งทุรกันดารและยังมีการรบพุ่งกันอยู่เป็นระยะศพจึงถูกฝังมิได้มิดชิดนักบางครอบครัวที่ตายพร้อมกันนั้นบางทีไร้ผู้รับรู้ก็ถูกฝูงนกแร้งหรือสุนัขป่ากัดกินก็ยังมีชายแดนจึงนับว่าเป็นที่ซึ่งก่อกำเนิดโรคระบาดในทุกฤดูฝนมาเยือนเลยทีเดียว "ปากหรือนั่น? " จ้าวไท่เฟยตวัดสายตามองคนสนิทที่รับใช้ใกล้ชิดกันมานับตั้งแต่ยังเยาว์เสียหนึ่งครั้งจากนั้นจึงเดินไปยืนลูบหลังให้คนที่ยังอาเจียนไม่หยุดทั้งที่อาหารสักชิ้นก็ไม่มีจะให้เขาอาเจียนออกมานอกจากน้ำขมๆ เท่านั้น "เ
ตอนที่ 28กายงดงามสะบัดอาภรณ์ลุกขึ้นทันที "องค์หญิงจะทรงไปที่ใดเพคะ" เป็นอาสิ่วผู้ซึ่งลูกกำชับอย่างดีว่าจะต้องทำทุกทางมิให้ผู้เป็นนายย้อนคืนกลับไปยุ่งวุ่นวายกับหลินม่านเถียนเร่งเข้าไปกอดขาเรียวสวยภายใต้อาภรณ์ไหมเนื้อดีแน่น "ปล่อย...ข้า..." มิใช่เพียงน้ำเสียงเหี้ยมโหดเท่านั้นทว่าดวงตาสวยบัดนี้ขุ่นเขียวนั้นบอกได้ชัดเจนว่านางมิพอใจเพียงใดที่ตนเองถูกขัดใจครั้งแล้วครั้งเล่า "ข้ากล่าวนี้เจ้ามิเคารพกันแล้วใช่หรือไม่" น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยถามอีกเป็นครั้งสุดท้าย ทว่าบ่าวผู้จงรักภักดีเพียงนายก็ส่ายศีรษะหนักแน่นเช่นกัน "ดี! " ...ขวับ! ... ...ตุ๊บ! ... จุดจบหนึ่งชีวิตผู้คิดหาญกล้าบังอาจมาต่อกรกับผู้มากอำนาจซึ่งยึดติดความเอาแต่ใจของตนเองเป็นใหญ่มิใช่จะดีเช่นเดียวกับอาสิ่วนางกำนัลผู้เลี้ยงดูองค์หญิงน้อยเซี่ยจิ่นเหยามากว่ายี่สิบเอ็ดหนาว กายที่ไร้ศีรษะนั้นกระตุกตามจังหวะของโลหิตที่พุ่งสาดกระจายออกมาจากลำคอซึ่งแยกจากส่วนศีรษะ ทำเอาแม้แต่องครักษ์เงาเช่นหลิ่วหลานจูที่นางพบพานมาทุกสภาพของศพยังต้องเบือนหน้าหนี "จัดการให้เรียบร้อยก่อนข้าจะกลับมาจากด้านนอกและ...พวกเจ้าคงรู้แจ้งใช่หรือไม่ว่าสมควรจ
ตอนที่ 27...พ้นปลายยามเวย... หนังสือหย่าขาดที่หลินม่านเถียนรอคอยก็มาวางอยู่ตรงหน้าโดยฝีมือของแม่นมจ้าวมาพร้อมกับจ้าวไท่เฟยที่ตลอดมานางเคยคิดว่าท่านนั้นเป็นมารดาสามีที่ค่อนไปทางไม่เป็นมิตรต่อลูกสะใภ้เช่นตนเอง หากแต่ในช่วงหลังมานี้กลับพบว่าบางที่ สตรีสูงวัยตรงหน้ากลับดีต่อนางมากกว่ามารดาเลี้ยงเสียอีก "ต่อให้เจ้าหาใช่คนของบุตรชายข้าแต่จงจำใจเจ้ายังเป็นคนที่ข้าเมตตา หากไปอยู่ภายนอกผู้ใดคิดรังแกเจ้าจงอย่าได้เงียบปากไม่คิดมีเสียงอีก จำที่ข้าเคยบอกได้หรือไม่...หากผู้ใดรังแกเจ้าทำเจ้าเจ็บจงอย่าหันคมดาบมาแทงตนเองทว่าจงแทงเจ้าคนคิดร้ายต่อเจ้า" หลินม่านเถียนคุกเข่าลงโขกศีรษะให้สตรีสูงศักดิ์ด้วยหัวใจเต็มไปด้วยความเคารพ "ลุกขึ้นเถิดเด็กโง่...มานี่เถิดขอข้ากอดเจ้าสักครั้ง" จ้าวไท่เฟยสูดจมูกฟึดฟัดคล้ายจะเก็บน้ำตาเอาไว้ต่อไปไม่ไหว ซึ่งก็เป็นจริงในยามที่กายเล็กสวมกอดนางก็ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาทันที ถึงรู้ว่าคนในอ้อมแขนนางมิได้จากไปที่ใดไกลห่าง แต่ก็มิใช่จะอยู่ใกล้ "ไปเถิดประเดี๋ยวจะมืดค่ำ ข้าขอส่งเจ้าเพียงตรงนี้เถิด มันทำใจเห็นเจ้าจากไปพร้อมข้าวของมิได้" หญิงสูงวัยเอ่ยบอกความในใจ ในยามที่นางก้าว
ตอนที่ 26นางผลักกายแกร่งให้ลงไปนอนหงายสิ้นลายก่อนจะกดริมฝีปากอวบอิ่มกัดแผ่วเบาลงไปตามลำคอทว่าทุกการกระทำนางลงมือเนิบช้าใจเย็นในขณะที่อีกฝ่ายร้อนจนแทบระเบิดออกมาทั้งกายแล้ว “เถียน...เถียน……อ๊า…คนดี…อย่าทรมาน...กันสิเจ้า…อ๊า…ซี๊ด! ...โอ๊ว…” นางเพียงเหลือบสายตาคมสวยซึ้งขึ้นมาสบประสานกับเขาแต่ทว่ากับมิหยุดทรมานกัน ริมฝีปากเล็กหากแต่ร้ายกาจเหลือหลายยามนี้กัดลงต่ำไล่ลงไปจนถึงหัวนมที่เป็นติ่งไตเล็กแต่ส่งสีชมพูยั่วยวนชวนให้นางลงมือทรมานคนที่กำลังมัวเมาไปด้วยฤทธิ์ราคะผสานอารมณ์รักใคร่คุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายกำหนัด และมิรั้งรอนางกัดชิมทันที! “อ๊า…สะ…เสียว…เสี่ยวเถียน…อา…ซี๊ด” ใบหน้าขาวเนียนบัดนี้ขึ้นสีจัดคล้ายกับโลหิตทั้งกายไหลเวียนมาขังยังใบหน้าคมเข้มดุดันเสียแล้วดวงตาคู่นั้นยามทอดมองทุกการกระทำของสตรีที่ตนให้นางไปจนสิ้นแล้วนั้นยิ่งเต็มไปด้วยความรัก ทว่าหลินม่านเถียนกลับมิอาจเข้าใจหรือมองเห็นทั้งสิ้น ยิ่งลิ้นเล็กๆนั้นกระดกสะกิดตุ่มไตนั้นอย่างหยอกเอินกายสูงก็ยิ่งหายใจหอบสะท้าน คนถูกภรรยาทรมานจนแทบคลั่งกายแกร่งบิดส่ายมิแตกต่างจากงูใหญ่ดิ้นรนหาหนทางรอด “เสี่ยวเถียน…ไม่ไหว…แล้ว...ข
ตอนที่ 25ในที่สุดวันที่หลินม่านเถียนนางรอคอยก็มาถึงดวงตาที่เพิ่งปิดลงไปได้มิเกินหนึ่งชั่วยามก็เปิดขึ้นช้าในยามเช้ามืดของวันที่เจ็ดตามนัดแนะตกลงว่าอี้หวางจะหมอบหนังสือหย่าให้นาง หลินม่านเถียนนางขยับกายลุกขึ้นจากหมอน เตรียมวางเท้าแตะลงบนพื้นลงจากเตียงทั้งที่ท้องฟ้าด้านนอกนั้นยังคงมืดมิดคาดได้ว่าบัดนี้คงเพิ่งปลายอิ๋นหรือหากนางกะผิดพลาดคลาดเคลื่อนก็คงอยู่ในราวต้นยามเหม่ามิเกินไปกว่านั้น …หมับ! … …เฮือก! ... มิคาดเพียงสอดปลายเท้าเรียวลงไปยังรองเท้าได้หนึ่งข้าง แขนแกร่งก็รวบรัดเอวคอดกิ่วเอาไว้แน่นเหนียว “อี้หวาง…” นางต้องการจะไปดูข้าวของที่ทยอยเก็บไว้ตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนถึงจะพยายามวางเฉยเช่นไรทว่าความรู้สึกเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เป็นเช่นไรในยามนี้หลินม่านเถียนนางคาดว่าตนเองรู้แจ้งก็วันนี้ “เจ้าผิดสัญญา” น้ำเสียงนั้นฟังดูยังง่วงงุน อยู่หลายส่วน “ก็มิใช่เราตกลงกันไว้ว่ายามรุ่งอรุณมาเยือนมิว่าเจ้าหรือข้าเป็นผู้ตื่นก่อนคนผู้นั้นต้องปลุกอีกผู้ให้ตื่นพร้อมกันมิใช่หรอกหรือ” ครั้งนี้คนตัวโตอย่างกับยักษ์ขยับลุกขึ้นมากอดนางเอาไว้ทั้งกายพร้อมกับวางคางเอาไว้บนหัวไหล่ของนางฝ







