เข้าสู่ระบบนิยายเซตนางร้าย 2 สไตล์มาให้นักอ่านแวะไปผจญภัยค่า 1 อย่าได้คิดหลอกใช้นางร้ายเช่นข้า! ................ นางคือหญิงสาวจากยุคศตวรรษที่ 21 อ่านนิยายยุคจีนโบราณอยู่ดีดี หลับตาตื่นมาอีกทีก็เกิดในร่างของนางร้ายในนิยายช่วงหลังจากแต่งกับพระเอกในนิยายแล้ว ในเมื่อสวรรค์ส่งนางมาก่อนพวกเขาจะรักกัน เช่นนั้นนางจะขอเปลี่ยนชะตาใหม่ ทำให้พระเอกนิยายหลงรักแล้วอยู่อย่างสุขสบายแบบไม่ต้องทำงานมันเสียเลย... แต่เอ... นางลืมไปนี่หว่า ว่าสามีผู้นี้เกลียดนางร้ายเช่นนางเสียยิ่งกว่าขี้! พูดออกมากี่ทีไม่ด่านางว่า ปิศาจ ก็ ไล่ให้ออกไป อย่ามาให้เห็นหน้า ไหนจะต้องรับมือกลับนางเอกนิยายที่ดันเป็นอีกคนที่รู้ว่าโลกใบนี้คือนิยายอีกเล่า ......... 2 เมื่อตัวร้ายธงดำติดใจนางร้ายเสียแล้ว แนวเรื่องแบบสุขนิยม นางร้ายที่อยากหนีชะตาตัวเองด้วยการล่อลวงผู้ชายแต่ดันไม่เคยมีความรักมาก่อน จุดจบสายซ่าก็คือตกหลุมที่ตัวเองขุด แต่จะตกหลุมคนเดียวไหมฝากติดตามด้วยนะค้า
ดูเพิ่มเติมสวี่เหวินหรงยืนอยู่กลางห้องทำงานในจวนแม่ทัพฉิน ผู้เป็นสามีของนางเอง กลิ่นหมึกผสมกลิ่นสนิมของเหล่าอาวุธหลากหลายอย่างที่ประดับอยู่รอบห้องชวนให้ผู้มาเยือนคราแรกเกิดตัวสั่นขึ้นมา
หลังโต๊ะไม้สีเข้ม แม่ทัพฉินหรือฉินเย่าหานนั่งนิ่งราวรูปสลัก สายตาที่เงยขึ้นมานั้นเฉียบคมยิ่งกว่าคมดาบ มองแขกผู้มาใหม่ราวกับมองศัตรู มิใช่ฮูหยินของตน...
“ข้ามีเวลาไม่มาก หากไม่ใช่เรื่องสำคัญอย่างที่เจ้าอ้างมาก็รีบออกไปเสีย”
นี่คือคำแรกที่ออกมาจากปากของผู้เป็นสามี นางเริ่มชินเสียแล้ว การได้เข้าพบก็ถือว่าพิเศษกว่าวันไหน ๆ ด้วยซ้ำ
“ข้ามาเพื่อขออำนาจฮูหยินคืน”
น้ำเสียงของสวี่เหวินหรงที่เปล่งออกมาคราวนี้ต่างจากเดิมนัก สีหน้าเรียบนิ่งแทนที่ใบหน้าเดิมที่คิดอันใดก็แสดงออกทั้งหมด หากเป็นคนคุ้นชินกันคงรับรู้ความเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ใช่กับผู้เป็นสามีตรงหน้า
แม่ทัพฉินเหลือบตามองใช้แววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังผสมกับน้ำเสียงเยียบเย็นชวนให้คนฟังขนลุก
“เจ้าทำร้ายบ่าวในจวนไปเท่าไรแล้ว เหวินหรง... เจ้ากลั่นแกล้งคนของข้าสารพัด… แล้วมาวันนี้บอกว่าจะขออำนาจคืน?” เขายกมุมปากขึ้นก่อนเอ่ยปากพูดจนจบ “หึ คิดว่าข้าโง่หรือ?!”
สวี่เหวินหรงรับฟังแต่ไม่คิดล่าถอยกับคำด่านั่น เพราะนั่นคือสิ่งที่นางร้ายในนิยายทำ หาได้ใช่นางไม่ เท้าเล็กก้าวเข้าไปใกล้อีกก้าวใช้แทนสัญลักษณ์การไม่ยอมรับ สีหน้าของนางบัดนี้ไร้ความรู้สึกผิดด้วยซ้ำ
“ข้าไม่ได้มาขอเปล่า แต่ข้ามีข้อแลกเปลี่ยน...”
สิ้นคำพูดประกายในตาของเขาไหววูบวาบหนึ่งแต่ก็กลับมาสงบนิ่งเฉยเมยอย่างรวดเร็ว นางมาคราวนี้ไม่อาจกลับไปมือเปล่าได้ หากการเจรจาไม่สำเร็จนางก็คงต้องตายตามบทนางร้ายในนิยายอย่างแน่นอน
“ข้ายอมให้ท่านใช้เป็นสะพานจัดการกับบิดาของข้า… ท่านอยากแก้แค้นคืนแทนอดีตแม่ทัพฉินบิดาของท่านที่ตายไปแล้วมิใช่หรือ อ้ะ!”
เก้าอี้กระแทกพื้นเสียงดังทันใด ในพริบตาเดียวฉินเย่าหานก็ยืนอยู่ตรงหน้า มือใหญ่คว้าลำคอเรียวแล้วบีบแน่นจนลมหายใจขาดห้วง
“อย่าเอาเรื่องบิดาของข้ามาพูดเล่น!” เสียงเขาต่ำแน่นกดทับหนักไม่ต่างจากแรงบีบที่คอของนาง “ข้าฆ่าเจ้าได้เดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำ”
แรงบีบตรงคอทำให้ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือน ขอบตาร้อนผ่าวก่อนน้ำตาจะไหลลงเพราะนางไม่อาจหายใจรับอากาศได้เต็มปอด ใบหน้าขาวผ่องเริ่มแดงอย่างคนใกล้ขาดอากาศตายทว่าดวงตายังคงเค้นจ้องเขาไม่กะพริบ
...นางยอมตายมากกว่ายอมถอย
การกระทำแสนเด็ดเดี่ยวนี้ทำให้แม่ทัพหนุ่มลดแรงบีบลงนั่นเป็นโอกาสให้สวี่เหวินหรงฉวยช่องว่างนั้นพยายามเปล่งเสียงแหบพร่า
“ข้า…ถูกใช้ไม่ต่างจาก เครื่องมือ...ข้าไม่พอใจ ที่เขา ...ทำกับข้า...ชะ...” สวี่เหวินหรงเค้นเสียงพูดแม้ลมหายใจใกล้ขาดห้วงก็ตาม
ในที่สุดมือหยาบกร้านก็ปล่อยมือจากลำคอระหง ร่างบอบบางร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง นางพยายามโกยอากาศเข้าปอดอย่างบ้าคลั่ง เสียงสูดลมหายใจดังเฮือกปนสะอึกสลับกับอาการไอโขลกจนตัวโยน
“แค่ก! แค่ก แค่ก...” ทุกครั้งที่ไอก็หอบความเจ็บปลาบแล่นไปทั่วรอยแดงที่ลำคอ
หลังจัดการตัวเองพอให้รอดแล้ว สวี่เหวินหรงก็ยันกายขึ้นอย่างยากลำบาก มือเรียวสั่นเทาทาบลงบนลำคอที่ปรากฏรอยปื้นแดงเข้มเป็นรูปนิ้วมือเด่นชัด ความรู้สึกตีบตันยังคงหลงเหลืออยู่จนนางต้องกลืนน้ำลายอย่างฝืดเคือง แววตาที่จ้องมองเขายังคงสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดแต่ยังซ่อนความเด็ดเดี่ยวเอาไว้
“ท่านอยากจัดการตระกูลสวี่มิใช่หรือ ใช้ข้าสิ”
ความเงียบขยายตัวทันใดสองสายตาต่างอารมณ์จ้องกันไม่หยุด นางพูดถึงเพียงนี้แล้วเขาก็ไม่ตอบตกลงจึงจำเป็นต้องเดิมพันครั้งสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าเดิม
“สามเดือน... หากข้าทำหน้าที่ฮูหยินได้ไม่ดีพอ หรือไร้ประโยชน์ต่อท่าน ข้าจะลงนามในหนังสือหย่าและเดินจากไป โดยไม่ให้ท่านต้องเปลืองแรงขับไล่แม้เพียงครึ่งคำ”
นางลงน้ำหนักคำว่าหย่าเพื่อให้เขาได้ยินชัดเจนเต็มสองรูหู “ข้าจะหย่าให้ท่านแบบที่ไม่ว่าใครก็ตามเอาผิดท่านไม่ได้ ท่านหย่าข้าตอนนี้ไม่ได้เพราะอันใดท่านรู้ดี…”
หลังคำพูดจบลงฉินเย่าหานก็หันจ้องมองเนิ่นนาน
หากสามเดือนนี้นางไม่อาจเปลี่ยนใจบุรุษตรงหน้าได้ ชีวิตที่ได้เริ่มต้นใหม่ในนิยายก็จบลงไม่ต่างกัน
ฉินเย่าหานหันหลังเดินย้อนกลับไป ราวกับไม่อยากมองหน้านางอีกแม้เสี้ยววินาทีก่อนเอ่ยตอบ
“ข้าจะคืนอำนาจการดูแลจวนให้เจ้า...” น้ำเสียงเย็นชาจนเหมือนคำสั่งในสนามรบ “แต่ต้องดูแลร่วมกับจิ้นจื่อถง”
เขาไม่ไว้ใจนาง เรื่องนี้นางรู้ดี... ก็ใครให้เจ้าของร่างนี้เป็นบุตรีของศัตรูที่ฆ่าบิดาของเขากันเล่า
และทันในนั้นที่หน้าประตูห้องก็มีเสียงบ่าวดังเข้ามาแทรก
“แม่ทัพขอรับ คุณหนูจิ้นมาขอพบ...”
“ให้เข้ามา ส่วนเจ้าออกไป...” ฉินเย่าหานหันมาพูดกับนางในภายหลังเป็นอันปิดโอกาสให้นางได้พูดอันใดต่อ
...นอกจากคำสั่งแสนเย็นชาแล้ว สายตาของเขาก็ขับไล่สวี่เหวินหรงผู้มีฐานะเป็นภรรยาอย่างถูกต้องเพื่อต้อนรับสตรีอีกนางที่เป็นเพียงสตรีที่อาศัยร่วมชายคาเดียวกัน หึ นี่แหละชะตาของนางร้ายในนิยาย
บานประตูเปิดออกเผยให้เห็นสตรีในชุดสีชมพูอ่อนยืนอยู่ตรงหน้า ใบงามละมุนอ่อนหวาน ดวงตากลมใสเหมือนน้ำค้างกลิ้งบนกลีบดอกไม้ เป็นความงามที่ทำให้คนมองอยากทะนุถนอม อยากปกป้องโดยไม่ต้องมีเหตุผล
...สตรีผู้มาใหม่จะเป็นใครอื่นได้หากไม่ใช่ จิ้นจื่อถง...นางเอกในนิยายเรื่องนี้
ความงามอ่อนหวานนี้ต่างจากสวี่เหวินหรงผู้เป็นนางร้ายในนิยายอย่างสิ้นเชิง
นางร้ายในนิยายผู้นี้มีส่วนสูงไม่น้อยหากเป็นจากยุคปัจจุบันก็คงไปทำอาชีพนางแบบได้ไม่ยาก หากแต่ความเพรียวบางนี้กลับมีส่วนเว้าส่วนโค้งน่ามองชวนให้ผู้ชายหัวใจสั่นไหว ดวงตาคมเฉี่ยว เส้นคางเรียวได้รูป งดงามแบบที่ทำให้คนมองสูดปากอยากเชยชมสักครั้งหนึ่งในชีวิต แต่ไม่จำเป็นต้องเก็บถนอมไว้ก็ได้
หลายอย่างเหมือนกับในนิยายที่นางเคยอ่านมา แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไป นั่นก็คือสายตาของจื่อถงผู้เป็นนางเอกในนิยาย สายตาควรจะไร้เดียงสาสมกับฉายาแม่ดอกบัวขาว ทว่าสายตาที่ใช้มองมาตอนเดินผ่านกันนั้นกลับดูเหมือน...กำลังเยาะเย้ย ดูหมิ่น
หนึ่งสิ่งที่นางค้นพบหลังจากมาเกิดใหม่ในร่างนางร้ายในนิยายนั่นก็คือ นางในร่างนางร้ายไม่ใช่คนเดียวที่รู้ว่านี่คือโลกของนิยาย!
ก่อนจะคิดอันใดไปมากกว่านี้ก็ถูกเรียกสติกลับมาด้วยเสียงอ่อนหวานจากจิ้นจื่อถงที่ไม่ดัง แต่ก็เพียงพอให้ได้ยินกันสองคน
“ฮูหยินสวี่เองก็มาหาพี่หานเช่นกันหรือเจ้าคะ?”
พี่หาน? ...คำเรียกที่แสดงออกถึงความสนิทสนมนี้แสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการทำให้ผู้เป็นฮูหยินของคนที่ถูกเอ่ยเรียกเจ็บปวด หากแต่ไม่ใช่กับนาง...ที่เป้าหมายหลังจากเกิดใหม่นี้คือการรอดพ้นจากความตาย
“เจ้าไม่คิดว่าข้าอาจอยู่ด้วยกันกับสามีทั้งคืนบ้างหรือ?” สวี่เหวินหรงเอ่ยเสียงเรียบไร้ร่องรอยความเจ็บปวดใดอย่างที่อีกฝ่ายต้องการ “เขาเป็นสามีของใครเจ้าย่อมรู้ดี...อย่าได้คิดแย่ง--”
“ใครแย่งใครกันแน่ ฮูหยินสวี่ย่อมรู้ดีแก่ใจ”
รอยยิ้มของจิ้นจื่อถงกว้างขึ้นอย่างไร้ความกังวล แววตาใสกระจ่างจนเหมือนไม่มีพิษภัยอย่างเช่นนางเอกในนิยายแม้คำพูดกับตรงกันข้ามสิ้นเชิง “ชะตานางร้ายน่ะ จะเปลี่ยนได้หรือเจ้าคะ? นางร้ายอย่างไรก็ต้องเป็นนางร้าย... พระเอกเป็นของนางเอก อย่าได้ฝืนชะตาเลยเจ้าค่ะ ข้าเตือนด้วยความหวังดี”
สวี่เหวินหรงหยักยิ้มแทนคำตอบ นางไม่กลัวแม้ตนจะเป็นรองด้วยเพราะอยู่ในร่างนางร้าย นางขยับเข้าใกล้อีกฝ่ายครึ่งก้าวทำให้เห็นสัดส่วนส่วนสูงที่ต่างกันอย่างชัดเจน นางเหลือบตามองต่ำลงก่อนเอ่ยเสียงมั่นใจ
“ถ้าเช่นนั้นก็มาดูกัน ว่านางร้ายเช่นข้าจะเปลี่ยนบทบาทกลายเป็นนางเอกได้หรือไม่”
แววตาจิ้นจื่อถงกระเพื่อมเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาใสบริสุทธิ์ดังเดิม รอยยิ้มอ่อนโยนไม่เปลี่ยนถูกส่งให้อีกฝ่ายเป็นการตอบรักคำท้า
“ฮูหยินสวี่กล่าวเล่นเก่งนัก... เพียงตำแหน่งฮูหยินของตนก็ยังรั้งไว้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำแต่กลับคิดแย่งบทบาทผู้อื่นเสียแล้ว”
เหวินหรงหยักยิ้มชอบใจกับคำพูดจิกกัดนั่นก่อนก้าวออกเดินเตรียมผ่านไปและไม่ลืมทิ้งคำสุดท้ายไว้โดยไม่หันกลับมา
“ใครบอกกันว่าไม่ได้... เจ้าลองไปถามพี่หานของเจ้าดูอีกทีสิ”
จื่อถงยืนนิ่งคิ้วเรียวขมวดมุ่นเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจคำพูดอีกฝ่าย นางหันกลับไปมองบานประตูที่กำลังปิดลง... ในใจร้อนรนนักแต่พอคิดบางอย่างขึ้นมาได้ก็คลายทุกข์แล้วหยักยิ้มสบายใจแทน
นางจะคิดมากไปไย ไม่ว่าอย่างไรนางเอกในนิยายเรื่องนี้ก็คือนางอย่างไม่อาจเปลี่ยนได้ อีกฝ่ายจะว่าอย่างไรก็ไร้ประโยชน์นั่นแหละ...
บทส่งท้าย เมืองหลวงยามเช้าไม่เงียบเหงาอีกต่อไป เสียงฆ้องนับสิบแข่งกันตีเพื่อเรียกความสนใจ ชาวบ้านชาวเมืองใครที่ยังไม่ตื่นก็ตื่นเอาเสียตอนนี้ ผู้คนหลั่งไหลมายืนมองขบวนทหารที่เดินยาวเหยียดจากทิศของพระราชวังมุ่งจู่ถนนแถบที่พักจวนขุนนางชั้นสูง “นั่นขบวนอันใดมิรู้ ส่งเสียงดังแต่เช้า!!!” เป็นบุรุษหนวดเฟิ้มนายหนึ่งเอ่ยถามสหายข้างเคียงที่เพิ่งลุกขึ้นจากที่นอนไม่ต่างกัน “หากข้าจำไม่ผิดทั้งเครื่องแบบทหารและตราสัญลักษณ์บนหีบหลายร้อยหีบที่พวกเขาแบกนั้นเหมือนตราประจำของผู้ตรวจการแผ่นดินเลย” “เจ้าหมายถึงชินอ๋องน่ะหรือ!?” สหายผู้มายืนอยู่ก่อนพยักหน้ายืนยัน “นี่มันขบวนสินสอดไม่ผิดแน่ นั่นก็หมายความว่าชินอ๋องกำลังไปสู่ขอคุณหนูสักบ้านน่ะสิ!!!” มูลค่าสินสอดของผู้ตรวจการแผ่นดินผู้มีอำนาจเป็นรองเพียงฮ่องเต้ย่อมมากเหลือคณานับ เรื่องน่าตื่นตาเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ เหล่าชาวเมืองที่ตระหนักได้เช่นกันต่างรีบเคลื่อนขบวนตามทันทีพวกเขาอยากเห็นโฉมหน้าของคนที่ชินอ๋องหมายหมั้นไว้ อีกทั้งอยากรู้ว่าสินสอดของชินฮ่องนั้นจ
“อ้อ เจ้าจะแต่งให้เขาแล้วข้าเล่า เจ้ามีสัมพันธ์กับข้าแล้วคิดจะทิ้งอย่างนั้นหรือ ไม่แน่ในท้องของเจ้าอาจมีเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าอยู่แล้วก็เป็นได้!!! ฉะนั้นเจ้าต้องแต่งเป็นพระชายาเอกให้ข้าได้เท่านั้น”ซูหมินจองแล้วใครหน้าไหนก็มาแย่งมิได้หรอก แต่ที่น่าโมโหมากที่สุดก็คือคนของเขาที่มีทีท่าจะนอกใจนั่นแหละลู่หลินตกใจที่อยู่ดีดีก็ถูกขอแต่งงานอย่างไม่ทันตั้งตัว อีกทั้งคนที่ขอยังเป็นถึงท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจ สตรีทั่วเมืองหลวงต่างต้องการเสนอตัวแต่งให้เขาไยเขาถึงได้เลือกนางกัน…สตรีมีมลทิน ไร้มารยาทอย่างสตรีในห้องหอ…หรือจะเป็นเพราะเขาและนางมีสัมพันธ์สวาทกันแล้วเพียงคิดว่าต้องรับผิดชอบ“หากเป็นเพราะต้องการเพียงรับผิดชอบหม่อมฉัน ไม่ต้องถึงขนาดแต่งงานก็ได้นะเพคะ หม่อมฉันไม่ถือ อื้อ..”ซูหมินฟังแล้วรู้สึกไม่ลื่นหู เมื่อไม่อยากฟังอีกต่อไปก็เลือกปิดปากนางด้วยริมฝีปากตนเองเสียเลยครั้งนี้เขาเพียงแนบลงและไล้เลียกกลีบปากเนียนนุ่มทั้งบนและล่างเท่านั้น ไม่ได้รุกล้ำไปมากกว่านั้น“ข้าบอกอย่างนั้นหรือ ก่อนจากไปข้าบอกเจ้าไว้อย่างไรจำมิได้หรือ?”…นางจำไม่เห็นได้เลยพอซูหมินเห็นสีหน้าว่างเปล่าของนางก็รู้ทันที ว่า
สิบสองความเข้าใจผิดเป็นเหตุ“ข้าขอรบกวนคุณหนูลู่หลินไม่นานหรอก”หนิงอันเอ่ยทันทีที่ลู่หลินขึ้นไปบนรถม้าเรียบร้อยแล้ว สีหน้าดูเหมือนมีเรื่องกังวลบางอย่างทำให้คนเพิ่งขึ้นมารู้สึกกังวลไปด้วยเลย“ได้เลยเพคะ”ต้นฉบับนิยายที่นางเคยอ่านมาล้วนบิดเบือนไปหมดแล้ว อีกทั้งนางก็อ่านถึงกลางเรื่องก็มาหัวใจวายตายเสียก่อน จึงไม่ทันรู้เรื่องราวตอนจบเลย…นางขอเพียงเหล่าตัวร้ายไม่ตายก็เป็นพอแล้ว“ท่านรู้แล้วกระมังว่าองค์รัชทายาทประสงค์จะสู่ขอท่านเป็นพระชายารอง”นางดูสีหน้าของหนิงอันแล้ว ดูท่าว่านางจะไม่เห็นด้วยทว่าก็คงขัดมิได้จึงได้ลองมาหยั่งเชิงนางเยี่ยงนี้เฮ้อ อย่างไรเสียลู่หลินก็ไม่คิดจะแต่งให้องค์รัชทายาท เหวินหลงอยู่แล้ว มิอยากให้ตัวเอกของเรื่องกังวล เรื่องที่จะไม่เกิดขึ้นแน่นอนเอาเสียเลยไม่ใช่อันใด นางเสียววูบว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับตนอีกนั่นแลคราแรกที่เจอทั้งสองในวันเดียวกัน นางก็ระดูแตกคาก้น…คราที่สอง อยู่พร้อมหน้ากันนางก็ได้กินยาปลุกกำหนัดเสียอย่างนั้นดูเอาเถิด ชะตาตัวร้ายยามอยู่ใกล้ตัวเอกช่างน่าเวทนาเพียงใด นางคงไม่วิ่งเข้าหาภัยให้ตนเองอีกแล้ว“เรื่องนั้นองค์หญิงหนิงอันไม่ต้องกังวลพระทั
สตรีและบุรุษวัยกลางมองหน้ากันในใจต่างคิดตรงกันว่าบุตรีของนางอาจจะยังคงชอบองค์รัชทายาทเหวินหลงไม่เสื่อมคลายเมื่อครู่พวกเขาพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของลู่หลินไปทางบุรุษตระกูลอื่นแล้ว พอไม่ได้ผลจึงไม่คิดปิดบังอีกต่อไปเสนาบดีหานหยิบเทียบสู่ขอสีเหลืองอร่ามออกมาจากอก ดูก็รู้ว่าต้องเป็นจดหมายที่มาจากคนในพระราชวังอย่างแน่นอน เขายื่นมันให้ลู่หลิน รอจนมือเล็กรับไปจึงค่อยเอ่ยอย่างไม่เต็มเสียง“ตามจริงเมื่อไม่นานมานี้องค์รัชทายาทเหวินหลงได้ส่งจดหมายมาเจรจากับข้า อืม เจ้าตัดสินใจเองแล้วกัน…เรื่องออกเรือนพวกเราให้เจ้าตัดสินใจเองเพื่อเป็นการชดเชยชีวิตที่ผ่านมา”ในจดหมายบอกไว้ว่า ต้องการจะสู่ขอลู่หลินไปเป็นพระชายารอง ฝ่ายเราหากตอบตกลงเขาก็มีข้อเสนอว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนให้เสนาบดีหานทันที แม้ยังไม่เกิดพิธีอภิเษกก็ตาม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแผนปลดเกษียณของท่านพ่อของนางก็ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นก็ได้แล้ว เพราะมีคนสนับสนุนเป็นองค์รัชทายาทเหวินหลงผู้มีอำนาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขุนนางชั้นสูงรวมกันหลายคนทว่าลู่หลินก็ไม่ได้มีความคิดที่จะแต่งเข้าเป็นภรรยาของเหวินหลงเท่าไหร่นัก เพราะนางก็ไม่รู้เจตนาของเขาว่าต้องการช่วยต
เจ็ดความเงียบสงบก่อนพายุจะมานับแต่วันที่ลู่หลินถูกชินอ๋องกินเต้าหู้ไปอย่างหนัก นางก็หนีกลับจวนตระกูลหานและส่งคนไปแจ้งว่าขอลาป่วยกลับไปพักที่จวนตนเองทันที ทำให้ตอนนี้ลู่หลินจึงนั่ง ๆ นอน ๆ ในจวนได้อย่างสบายกายเพราะไม่ต้องคอยไปรับใช้หรือเอาใจใครแต่ไม่รู้สึกสบายใจเลยสักนิด! นี่สิสรุปแล้วชินอ๋องเป็
บทที่ 16เขาและนางอาการหนักแล้ว“เจ้ามีเรื่องอะไรกับข้า?”จิ้งหรูขยับมือควานหาป้ายไม้ที่เขาเคยมอบให้นางไว้แน่น ก่อนจะสูดหายใจเบา ๆ แล้วค่อย ๆ ยื่นออกไปด้านหน้า“หม่อมฉัน…เพียงจะนำป้ายนี้มาคืนเพคะ”เยี่ยนหลงปรายตามองป้ายตราประจำตัวของเขา ก่อนจะยกคิ้วเล็กน้อย “ข้าให้ไปแล้ว จะเอาคืนได้อย่างไร”“แต่หม่
บทที่ 11ท่านอ๋องลามกเช้าวันหนึ่งแสงแดดยามสายเพิ่งสาดผ่านหลังคาของเรือนหลังน้อยควรจะทำให้เรือนอบอุ่นแต่จิ้งหรูกลับรู้สึกเย็นวาบราวมีลมวูบหนึ่งพัดผ่านใจตลอดเวลา ตั้งแต่ยามที่บ่าวสาวคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาบอกว่า“มีของจากจวนท่านอ๋องมาส่งเจ้าค่ะ! คนจากตำหนักอ๋องนำมาส่งถึงหน้าประตูต่อหน้าทุกคนในจวนเ
บทที่ 8สามารถช่วยด้วยมือของหม่อมฉันก่อนได้เรือนเล็กของจิ้งหรูเงียบสงัด มีเพียงเสียงจิ้งหรีดร้องแผ่วเบาในความมืด อวี๋เฟิงยืนมองเงาร่างเล็กที่นอนหลับสนิทอยู่บนฟูกเก่าด้วยสายตาเรียบเฉยเขาก้าวเข้าไปเงียบกริบ ร่างสูงใหญ่พุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือหยาบกร้านของอวี๋เฟิงปิดปากนางแน่นในพริบตา ขณ