LOGINตอนที่ 4 เข้าพบฮองเฮา
ตำหนักพระชายาองค์ชายใหญ่
ภายในห้องที่เงียบสงบนั้น เสิ่นชิงเหยานั่งอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เพียงไม่นานนางกำนัลเจียงหลีก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับถ้วยยาอุ่น ๆ ในมือ
“คุณหนูยาที่ท่านสั่งเจ้าค่ะ”
เสิ่นชิงเหยาเงยหน้าขึ้นมองถ้วยยาสีขาวนั้นเล็กน้อย แล้วยื่นมือขึ้นไปรับมาจรดริมฝีปากก่อนจะดื่มลงไปอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
ในขณะนั้นเสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็พลันดังเข้ามาพร้อมกับร่างบอบบางของขันทีประจำตำหนักฮองเฮา เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนแล้วเอ่ยขึ้น
“พระชายาเสิ่น ฮองเฮาเรียกท่านเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นชิงเหยาชะงักมือเล็กน้อยแล้วส่งถ้วยยาที่ดื่มหมดแล้วคืนให้เจียงหลีด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เพราะนางรู้ดีว่าฮองเฮาคงจะเรียกนางไปถามไถ่ถึงเรื่องนี้ว่าสำเร็จหรือไม่
เมื่อวานที่หลี่เจิ้งเหยียนเข้ามาในตำหนักของนางฮองเฮาคงจะรู้แล้วและตอนนี้คงอยากได้คำยืนยันจากปากของนางเอง
เสิ่นชิงเหยาพยักหน้าเล็กน้อยแล้วตอบรับด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ข้าทราบแล้ว”
เมื่อได้คำตอบขันทีก็ก้าวถอยหลังแล้วรอนำทางนางอยู่ด้านหน้าห้อง
เสิ่นชิงเหยาลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกจากห้องตามขันทีผู้นั้นตรงไปยังตำหนักของฮองเฮาทว่าเบื้องหน้านั้นมีร่างบอบบางในชุดสีขาวบริสุทธิ์ก้าวเดินมาด้วยท่าทางอ่อนช้อย
ซุนเถาก้าวเดินมาหยุดลงเบื้องหน้าเสิ่นชิงเหยาแล้วย่อกายอย่างนอบน้อม ใบหน้านางนั้นก้มลงเล็กน้อยใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล มือเรียวเล็กกำแน่นจนสั่นด้วยความหวาดหวั่นภายใต้แขนเสื้อ
“พี่สาว”
เสิ่นชิงเหยาหยุดฝีเท้าลงแล้วจ้องมองนางด้วยสายตานิ่ง ๆ ทั้งชาติที่แล้วและชาตินี้นางจะไม่มีวันให้อภัยนางทาสผู้นี้ ไม่ใช่เพราะซุนเถาแย่งหลี่เจิ้งเหยียนไปจากนางแต่เป็นเพราะซุนเถาที่ใส่ร้ายนางจนลูกน้อยของนางที่ยังไม่ทันลืมตาดูโลกต้องตายกลายเป็นเพียงกองเลือด
ดวงตาคู่สวยของเสิ่นชิงเหยาพลันแดงระเรื่อเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่นางใจดีช่วยนางทาสผู้นี้จากผู้ขายทาสและยังให้นางใช้ชีวิตอย่างดีด้วยเงินทองของตนเองจนนางนั้นสวมรอยเป็นตนเองแล้วยังใส่ร้ายจนลูกของนางต้องตาย
หัวใจของนางเมื่อคิดถึงลูกที่ยังไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกในหัวใจก็พลันปวดร้าว หากเป็นชาติที่แล้ว ซุนเถาที่กล้าเสนอหน้าเรียกนางเช่นนี้คงทำให้นางเจ็บใจจนต้องเข้าไปตบตีนางทาสผู้นี้แล้ว
ทว่านางได้โอกาสกลับมาแล้ว นางไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับทั้งสองคนนี้อีกแล้วเพียงรอเวลาให้ได้ออกไปจากที่นี่เท่านั้น
ซุนเถาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย คิ้วงามของนางขมวดเล็กน้อยอย่างงุนงง ปกติหากนางกล้ามาเสนอหน้าเช่นนี้เสิ่นชิงเหยาต้องโกรธเคืองโมโหเป็นฟืนเป็นไฟแล้วลงมือตบตีนางแล้วมิใช่หรือ
เหตุใดวันนี้ นางกลับยังนิ่งอยู่ทว่าในทันใดนั้นสายตาของซุนเถาก็เหลือบไปเห็นร่างสูงโปร่งของหลี่เจิ้งเหยียนที่กำลังเดินเข้ามาทางนี้
ในใจของซุนเถาเต้นรัว มีเพียงทำให้เสิ่นชิงเหยาโกรธเคืองและลงมือเท่านั้นหลี่เจิ้งเหยียนถึงจะได้ไม่เข้าใกล้เสิ่นชิงเหยาและไม่เชื่อว่าคนร้ายกาจอย่างเสิ่นชิงเหยาจะเป็นสตรีที่ช่วยเขาไว้
ซุนเถาคุกเข่าลงทันทีก่อนจะรีบขยับเข้าไปใกล้เสิ่นชิงเหยาแล้วยกมือขึ้นจับข้อมือของเสิ่นชิงเหยาไว้แน่น ดวงตาของนางแดงระเรื่ออย่างน่างสงสาร
“พี่สาวหม่อมฉันกับองค์ชายเรารักกันด้วยใจจริง… ท่านได้โปรดช่วยส่งเสริมพวกเราหน่อยเถิด… ขอเพียงได้อยู่กับองค์ชายท่านอยากให้หม่อมฉันทำอะไรข้าก็ยอมเพคะ…”
เสิ่นชิงเหยายืนนิ่ง ใบหน้าไร้อารมณ์ ซุนเถานั้นชอบแสดงว่าตนเองอ่อนแอเช่นนี้เป็นประจำ และเพราะเช่นนี้ในชาติที่แล้วนางถึงรู้สึกเจ็บใจที่ช่วยหมาป่าจนขโมยสิ่งสำคัญของนางไปหลายอย่างรวมถึงคนผู้นั้นที่พร่ำบอกรักนางทว่าเมื่อเขามองเห็นเขาก็ลืมนางไปจนหมดสิ้น
เสิ่นชิงเหยารู้สึกเบื่อหน่ายเกินจะดูการละครต่ออีก นางกำลังจะพูดทว่าในนาทีนั้นร่างบอบบางของซุนเถาก็พลันล้มลงไปกองกับพื้นทันทีอย่างน่าเวทนา ใบหน้าอ่อนโยนนั้นนองไปด้วยน้ำตา
“บังอาจ!”
เสียงเย็นเยียบของหลี่เจิ้งเหยียนดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปร่งที่ก้าวฉับ ๆ เข้ามาแล้วก้มลงไปอุ้มร่างบอบบางของซุนเถาขึ้นแนบอกด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“องค์ชาย”
เสียงคารวะของขันทีและนางกำนัลดังขึ้นพร้อมกับย่อกายคารวะอย่างนอบน้อม
หลี่เจิ้งเหยียนกระชับร่างบอบบางในอ้อมแขนแล้วหันกลับไปจ้องเสิ่นชิงเหยาด้วยสายตาที่เย็นเยียบ
เสิ่นชิงเหยาที่ยืนนิ่งอยู่นั่นเมื่อถูกสายตาคมกริบนั้นกดดัน นางเพียงย่อกายและทำความเคารพอย่างนอบน้อมและเหินห่าง
“องค์ชาย”
ท่าทางของนางทำให้หลี่เจิ้งเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความสับสน ปกติเวลาเช่นนี้เสิ่นชิงเหยาคงอาละวาดไปแล้วทว่าทำไมตอนนี้นางยิ่งยืนนิ่งอยู่
ใบหน้าของนางนั้นก็ไร้ซึ่งอารมณ์ขุ่นเคือง ช่างแตกต่างจากเมื่อก่อนนัก
ซุนเถาซบใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาลงบนอกกว้างแล้วเอ่ยขึ้นด้วยเสียงสั่น“องค์ชาย หม่อมฉันเองที่ผิด ไปขอร้องให้พี่สาวช่วยส่งเสริมความรักที่หม่อมฉันมีต่อพระองค์เพคะ พี่สาวก็เลยโกรธ”น้ำเสียงสะอื้นในอ้อมกอดของเขานั้นช่างน่าเวทนานัก เดิมทีนางก็เป็นเพียงหญิงสาวไร้เดียงสาและใช้ชีวิตอย่างอิสระอยู่ด้านนอกทว่าเมื่อนางเข้าวังมากับเขา นางก็อ่อนแอลงและร่ำให้ด้วยความเสียใจนับครั้งไม่ถ้วนหัวใจของเขาก็พลันเจ็บปวดเมื่อไม่อาจปกป้องนางให้ดีอย่าทีเขาเคยสัญญากับนางไว้“ซีหยางเจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ไม่ว่าอย่างไรวันนี้ข้าจะให้เสด็จแม่ยอมให้เจ้าเป็นชายารองของข้าให้จนได้”น้ำเสียงอ่อนโยนของเขาดังขึ้นพร้อมกับสายตาที่อบอุ่นนั่นทอดลงมามองสตรีที่ซบอยู่บนอกของเขาอย่างใส่ใจ แล้วก้าวผ่านเสิ่นชิงเหยาไปอย่างนิ่ง ๆ ไม่ได้สนใจหันมามองนางอีกเสิ่นชิงเหยามองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยแววตาสั่นไหวเล็กน้อย ในใจยังคงรู้สึกปวดร้าวยิ่งนักทว่าไม่แล้วชาตินี้นางไม่อยากเป็นซีหยางอีกแล้ว ใครอยากเป็นก็ให้เขาเป็นไป….ตำหนักฮองเฮาภายในตำหนักที่ถูกประดับประดาอย่างหรูหรา เสิ่นชิงเหยาก้าวเข้าไปในตำหนักด้วยท่าทางสงบนิ่งใบหน้าเรียบนิ่งไร้คลื่นอา
ตอนที่ 4 เข้าพบฮองเฮาตำหนักพระชายาองค์ชายใหญ่ภายในห้องที่เงียบสงบนั้น เสิ่นชิงเหยานั่งอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองด้วยใบหน้าสงบนิ่ง เพียงไม่นานนางกำนัลเจียงหลีก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับถ้วยยาอุ่น ๆ ในมือ“คุณหนูยาที่ท่านสั่งเจ้าค่ะ”เสิ่นชิงเหยาเงยหน้าขึ้นมองถ้วยยาสีขาวนั้นเล็กน้อย แล้วยื่นมือขึ้นไปรับมาจรดริมฝีปากก่อนจะดื่มลงไปอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยในขณะนั้นเสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็พลันดังเข้ามาพร้อมกับร่างบอบบางของขันทีประจำตำหนักฮองเฮา เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนแล้วเอ่ยขึ้น“พระชายาเสิ่น ฮองเฮาเรียกท่านเข้าพบพ่ะย่ะค่ะ”เสิ่นชิงเหยาชะงักมือเล็กน้อยแล้วส่งถ้วยยาที่ดื่มหมดแล้วคืนให้เจียงหลีด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เพราะนางรู้ดีว่าฮองเฮาคงจะเรียกนางไปถามไถ่ถึงเรื่องนี้ว่าสำเร็จหรือไม่เมื่อวานที่หลี่เจิ้งเหยียนเข้ามาในตำหนักของนางฮองเฮาคงจะรู้แล้วและตอนนี้คงอยากได้คำยืนยันจากปากของนางเองเสิ่นชิงเหยาพยักหน้าเล็กน้อยแล้วตอบรับด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง“ข้าทราบแล้ว”เมื่อได้คำตอบขันทีก็ก้าวถอยหลังแล้วรอนำทางนางอยู่ด้านหน้าห้องเสิ่นชิงเหยาลุกขึ้นยืนแล้วก้าวออกจากห้องตามขันทีผู้นั้นตรงไปยังตำหนักของฮองเฮาท
หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์จนเรียบร้อยแล้ว ร่างบอบบางในชุดหรูหราก็ก้าวตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วนั่งลงอย่างสงบนิ่ง“เจียงรั่ว เจ้าไปนำพู่กันกับกระดาษมา”น้ำเสียงของเสิ่นชิงเหยาดังขึ้นสั่งอย่างราบเรียบ เจียงหลีก็ตอบรับทันทีแล้วหมุนกายก้าวไปเตรียมให้อย่างรวดเร็วเมื่อกระดาษและพู่กันอยู่ตรงหน้า เสิ่นชิงเหยาก็หยิบมาเขียนตำรับยาห้ามครรภ์ นางเติบโตมาในจวนแม่ทัพตั้งแต่เด็ก บิดานางเป็นแม่ทัพใหญ่ มารดานางเป็นหมอรักษาในค่ายทหารนางจึงเคยอ่านตำราแพทย์มาบ้าง มือเรียวยาวเขียนอย่างรวดเร็วแล้วหันไปยื่นให้เจียงหลีสาวใช้ประจำกายพร้อมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เจียงหลี เจ้านำเทียบยานี้ไปหาหมอหลวงกู้เยว่อิง ให้นางจัดยามาให้ข้า”เจียงหลีรับมาแล้วใบหน้างุนงงเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสงสัย“คุณหนูยาอะไรหรือเจ้าคะ”เสิ่นชิงเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“ยาแก้ปวดท้อง”เจียงหลีเพียงพยักหน้ารับและไม่ได้เอ่ยคำใดอีก นางหมุนกายก้าวออกไปในทันทีเสิ่นชิงเหยามองตามแผ่นหลังบอบบางของสาวใช้คนสนิทด้วยแววตาว่างเปล่า กู้เยว่อิงเป็นเพื่อนเรียนของนางมาตั้งแต่สมัยวัยเยาว์ เมื่ออ่านเทียบยาแล้
ตอนที่2ย้อนกลับมาวังหลวงตำหนักองค์ชายใหญ่หลี่เจิ้งเหยียนภายในตำหนักที่เงียบสงบ กลิ่นกำยานหอมอบอวลนั้นปลุกให้เสิ่นชิงเหยาสะดุ้งตื่นขึ้น ดวงตาคู่สวยของนางนั้นเบิกกว้างขึ้นทันที รอบดวงตาของนางยังคงพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาในใจเจ็บปวดยิ่งนัก สิ่งเดียวที่นางนึกเสียใจ…ลูก…สองมือเรียวยกขึ้นหมายจะกุมหน้าท้องทว่ากลับพบลำแขนใหญ่ที่กำลังพาดหน้าท้องที่แบนราบของนางอยู่ ความรู้สึกหนักอึ้งแล่นเข้ามาในทันทีเสียงลมหายใจสม่ำเสมออยู่ข้างหูของนาง ไออุ่นร้อนผ่าวของเขารดอยู่ข้าง ๆ ใบหูของนาง ทว่านางกลับรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งหัวใจทันใดนั้นความรู้สึกปวดร้าวก็แล่นผ่านไปทั่วร่างทั้งร่าง นางขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่นางได้ย้อนกลับมาในคืนที่เขาถูกฮองเฮาวางยาปลุกกำหนัดเพื่อให้หลี่เจิ้งเหยียนยอมเข้าหอกับนางเสียทีหยดน้ำตาอุ่น ๆ ไหลรินออกมาอย่างเจ็บปวดใจเสิ่นชิงเหยารู้สึกตัวแข็งทื่อในทันที มือเล็ก ๆ ของนางค่อย ๆ ยกลำแขนใหญ่ของเขาออกจากเอวของตน ทว่าเมื่อนางขยับเล็กน้อย มือใหญ่ของเขากลับคว้าร่างบอบบางของนางเข้าสู่อ้อมกอดแน่นอีกครั้ง“ซีหยาง เด็กดีอย่าดื้อสิ”เมื่อได้ยินเขาเรียกชื่อนี้ความเจ็บปวดในใจก็พลันทวีคูณ มือเรี
ตอนที่1 ข้าเหนื่อยแล้ววังหลวงตำหนักองค์ชายใหญ่ หลี่เจิ้งเหยียน“ข้าไม่ได้ทำ!”เสียงตวาดอย่างเจ็บปวดใจของเสิ่นชิงเหยาดังขึ้น ดวงตาของนางแดงระเรื่อหยดน้ำตาเอ่อคลอเมื่อมองไปยังแผ่นหลังที่เย็นชาของผู้เป็นสามี“ลากตัวพระชายาไปคุกเข่าสำนึกผิดหน้าตำหนักสือหนิงจนกว่านางจะสำนึกผิด”น้ำเสียงเยียบเย็นของหลี่เจิ้งเหยียนดังขึ้น ก่อนร่างสูงโปร่งนั้นจะสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่พอใจแล้วก้าวออกไปอย่างเย็นชาโดยไม่ได้หันกลับมามองนางผู้เป็นภรรยาอีกเลยดวงตาคู่สวยของเสิ่นชิงเหยาที่เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตานั้นหม่นลงด้วยความสิ้นหวังและเหนื่อยล้าเกินจะรับไหวอีกแล้ว ร่างบอบบางที่นั่งคุกเข่าอยู่พลันทรุดลงกับพื้นอย่างสิ้นหวัง“เชิญพ่ะย่ะค่ะ พระชายา”น้ำเสียงของขันทีผู้หนึ่งดังขึ้น ทว่าในหูของเสิ่นชิงเหยาแล้วนั้นก็ราวกับเป็นเพียงสายลมหนึ่งที่พัดผ่านไปเท่านั้นใช่นางดื้อรั้น เย่อหยิ่ง และร้ายกาจ แต่วันนี้นางเหนื่อยแล้ว เหนื่อยจริง ๆ หยดน้ำตาอุ่น ๆ ไหลรินลงมาทว่าในหัวใจหนาวเหน็บเหลือเกินเมื่อเห็นนางไม่มีท่าทีต่อต้านเหมือนเมื่อก่อน ขันทีผู้นั้นก็พยักหน้าเล็กน้อยให้นางกำนัลสองคนที่ยืนอยู่ช่วยกันประคองร่างบอบบางของนางออก







