LOGINเมื่อใคร่ครวญทุกอย่างครบถ้วนแล้ว จินซินก็คิดแล้วว่านับแต่นี้นางจะปรับปรุงตัวใหม่ แม้ว่ามันจะยากไปสักนิดที่จะทำให้ทุกคนยอมรับในตัวนาง แต่นางก็จะทำอย่างสุดความสามารถ
เรื่องราวที่ผ่านมานางไม่โทษใครทั้งสิ้น หากจะโทษก็ต้องโทษตัวเอง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเพราะนางทำตัวเองทั้งสิ้นจะโทษผู้ใดได้
หญิงสาวถอนหายใจออกมาแล้วเรียกให้อาซีและอาหลิงมาช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ สาวใช้สองนางรีบเดินเข้ามาด้วยท่าทีหวาดหวั่น ก่อนจะปรนนิบัติเจ้านายอย่างนอบน้อม พวกนางรู้ดีกว่าใครว่าหากทำพลาดแม้เพียงนิดเดียว จะต้องถูกคุณหนูตบตีอย่างแน่นอน
จินซินมีหรือจะมองไม่ออกว่าอาซีและอาหลิงหวาดกลัวนางมากเพียงใด จะไม่ให้กลัวได้อย่างไรเล่า ชาติก่อนนางใจคออำมหิตยิ่งนัก
มารดาของนางตายจากไปตั้งแต่วัยเยาว์ ตระกูลจินเป็นตระกูลคหบดีใหญ่บิดาก็เลี้ยงดูนางมาอย่างตามใจตั้งแต่เด็ก สิ่งใดที่คุณหนูในเมืองหลวงได้นางล้วนมีทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้มันจึงทำให้นางจิตใจบิดเบี้ยว ชอบเอาชนะ คิดว่าตนเองสูงส่งเหนือผู้ใด จะกดข่มเหงใครเช่นไรก็ได้ นิสัยเสียเช่นนี้ติดตัวนางจนแก้ไม่หาย ผู้ใดเตือนนางก็ไม่ฟัง บ่าวไพร่ทำให้ไม่พอใจนางก็โบยตีจนตาย
จินซินลอบไว้อาลัยให้แก่ตนเอง นิสัยเสียเช่นนี้ไม่แปลกที่บ่าวไพร่่จะหวาดกลัวนาง
"อาซี อาหลิง ต่อไปพวกเจ้าไม่ต้องกลัวข้าถึงเพียงนี้ ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายพวกเจ้าอีกแล้ว"
อาซีและอาหลิงหันขวับไปสบตากันทันที ราวกับจะสนทนากันผ่านสีหน้าว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับเจ้านายของพวกนางกันแน่ หรือว่านอนกลางวันนานเกินไปจนสติสะตังไม่ปกติไปเสียแล้ว
จินซินรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออกขึ้นมา
"ทำไม ข้าอยากเป็นเจ้านายที่ใจดีบ้างไม่ได้หรือ"
"หามิได้เจ้าค่ะ อย่างไรคุณหนูของบ่าวก็ดีที่สุด"
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ”
อาซีและอาหลิงเอ่ยยกยอเจ้านายตนเองอย่างออกนอกหน้า จินซินยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือของตนไปลูบศีรษะของสาวใช้ทั้งสอง
"พวกเจ้าสองคนรับใช้ข้ามานาน ทนรองรับอารมณ์ข้ามาก็มากเช่นกัน นับแต่นี้ไปข้าจะทำดีกับพวกเจ้าให้มาก เวลานี้ข้าคิดตกแล้ว ว่าข้าทำตัวไม่ดีมาโดยตลอด เมื่อไม่มีท่านพ่อท่านแม่แล้ว ข้ามาอาศัยอยู่บ้านคนอื่นก็ไม่ควรสร้างปัญหาให้พวกเขาต้องหนักใจ"
อาซีและอาหลิงเมื่อได้ฟังเช่นนั้นดวงตาก็เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา บ่าวทั้งสองตื้นตันใจก้มหน้าเช็ดน้ำตาเงียบๆ จินซินยิ้มด้วยความเอ็นดูสาวใช้คนสนิท ชาติแล้วนางมัวแต่ทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง เมื่อได้มาย้อนมองดูก็พบว่าแท้จริงแล้ว ความสุขมันก็อยู่รอบตัวนางนี่เอง
"รีบแต่งตัวให้ข้าเถอะ อีกเดี๋ยวจะไปไม่ทันมื้อเย็น"
“เจ้าค่ะ"
"ว่าแต่อาซานเล่าเขาไปไหน"
"พี่อาซานกลับไปที่จวนตระกูลจินเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้คุณหนูสั่งให้เขาไปจัดการเรื่องร้านค้าที่นั่น คุณหนูจำไม่ได้แล้วหรือเจ้าคะ"
อาหลิงเอ่ยตอบ จินซินเมื่อฟังจบก็ร้องอ้อในใจ หลายวันก่อนนางให้หยางซานไปจัดการเรื่องร้านค้าที่บ้านเดิมนี่นา เขาไปหลายวันแล้วคาดว่าอีกไม่นานคงจะกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว
เมื่อคิดถึงหยางซาน ความเศร้าก็ปรากฎขึ้นในใจของจินซินไม่หยุด เขาตายแทนนาง ก่อนตายยังสารภาพรักกับนาง นางไม่เคยรู้เลยว่าหยางซานมีใจให้นางมาโดยตลอด
หยางซานอายุสิบแปดปีเขาเป็นบ่าวที่ท่านพ่อของนางเมตตาเก็บมาเลี้ยงดูตั้งแต่เขาอายุได้เพียงหกขวบ บิดารักเอ็นดูเด็กชายผู้นี้ไม่น้อย ชายหนุ่มเติบโตมาพร้อมกับนาง และยังตามใจนางทุกอย่างทั้งดูแลนางอย่างดี ยอมให้นางทุบตีโดยไม่ปริปากบ่นสักคำ ต่อให้ที่ผ่านมานางจะทำเรื่องเลวร้ายมากเพียงใดมีเพียงเขาเท่านั้นที่ไม่เคยเกลียดชังนาง แต่นางกลับมองเขาเป็นเพียงบ่าว จะทำเช่นไรกับเขาก็ได้
นางช่างเกินจะเยียวยาแล้วจริงๆ
จินซินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลังจากแต่งตัวเสร็จได้ไม่นาน ก็มีคนจากเรือนใหญ่มาแจ้งว่า ท่านลุงท่านป้าเรียกนางให้ไปกินมื้อเย็นด้วยกันที่เรือนใหญ่ จินซินพยักหน้ารับคำ ก่อนจะรีบเดินออกจากเรือนของตนทันที
ระหว่างทางที่เดินไปยังเรือนใหญ่ มีบ่าวไพร่หลายคนเดินผ่านทางมา เมื่อพวกเขาเห็นนางก็จะรีบหยุดเดินและทำความเคารพ เมื่อนางหันไปมอง พวกเขาก็จะก้มหน้ารีบหลบสายตากันเป็นพัลวัน จินซินถึงกับพูดไม่ออก ชาติที่แล้วนางรังแกบ่าวพวกนี้อย่างใจร้าย ใครทำสิ่งใดไม่ถูกใจนางก็ตีก็ด่า อีกทั้งยังวางอำนาจบาตรใหญ่และบอกว่าอีกไม่นานนางก็คือฮูหยินคนใหม่ของจวนโหว หากมีบ่าวไพร่คนใดกล้าไม่เคารพนางจะต้องตายสถานเดียว
นิสัยแบบนี้ช่างบัดซบจริงๆ!
จินซินส่ายหน้าไปมาเบาๆ อย่างละอายแก่ใจ นางรีบสาวเท้าเดินไปตามทางจนกระทั่งมาถึงเรือนใหญ่ เมื่อเดินเข้ามาด้านในเรือนก็พบกับลู่โหวและโหวฮูหยินกำลังนั่งรออยู่ และยังมีลู่จื่อเซวียนที่นั่งร่วมโต๊ะอาหารอยู่ด้วย เมื่อเขาเห็นว่านางมาถึงแล้ว ก็ปรายตามองนางอย่างไม่สบอารมณ์แวบหนึ่ง
จินซินเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะทิ้งกายนั่งลงข้างๆ ชายหนุ่ม นางรู้อยู่แล้วว่าเขาไม่ชอบนาง ที่เขาไม่ชอบไม่ใช่เพราะว่าถูกจับหมั้นหมายกับนางปากเปล่า แต่เพราะนางทำตนเองทั้งนั้น นางทำให้เขารังเกียจจนไม่อยากจะแต่งงานด้วย
แต่แม้จะเกลียดนางมากเพียงใด ในชาติที่แล้วเขาก็ยังเลือกที่จะช่วยนาง
"ขออภัยที่ข้ามาสายเจ้าค่ะ"
โหวฮูหยินชะงักอึ้งไปชั่วขณะที่ได้ยินจินซินเอ่ยเช่นนี้ แต่ไหนแต่ไรเด็กคนนี้มาสายไม่พอยังชักสีหน้าไม่หยุด ถึงขนาดเขวี้ยงชามข้าวใส่บ่าวไพร่นางก็ทำมาแล้ว แต่วันนี้กลับขยับปากขออภัย หรือว่าวันนี้จะเกิดฝนตกหนัก
ถึงแม้จะสงสัยเพียงใดแต่โหวฮูหยินก็ยังยิ้มให้เด็กสาวตรงหน้าอย่างอ่อนโยน
"ไม่เป็นไรหรอก รีบมานั่งกินข้าวเถอะ วันนี้ป้าสั่งให้คนในห้องครัวทำของโปรดของเจ้าไว้หลายอย่างเชียวนะ ได้ยินสาวใช้ของเจ้าบอกว่าเจ้าบ่นปวดหัว มิสู้เจ้าลองดื่มน้ำแกงสักถ้วย สมองจะได้ปลอดโปร่ง"
โหวฮูหยินบอกนางอย่างรักใคร่ จินซินแม้จะยิ้มแย้มทว่าในใจรู้สึกขมฝาดอยู่บ้าง ท่านป้าดีกับนางถึงเพียงนี้ แต่ชาติก่อนนางกลับทำตัวย่ำแย่ใส่ท่านป้าอย่างไม่น่าให้อภัย กว่าจะรู้ว่าตนเองทำผิด ท่านป้าผู้นี้ก็ตายจากนางไปเสียแล้ว
ย้อนกลับไปเมื่อหกเดือนก่อน ท่านพ่อของนางป่วยหนักสุขภาพไม่ดีสุดท้ายก็สิ้นใจ ทำให้นางไร้ที่พึ่ง ก่อนตายท่านพ่อได้บอกนางว่าตระกูลลู่จะมารับนางไปอยู่ด้วย ให้นางทำตัวให้ดี และเตรียมตัวแต่งงานกับลู่จื่อเซวียน ยามนั้นนางยินยอมพยักหน้ารับเพราะชอบลู่จื่อเซวียนอยู่แล้ว
หลังจากที่ท่านพ่อตายไป ท่านลุงลู่โหวก็มารับนางเข้าตระกูลลู่ อีกทั้งยังรับปากว่าจะดูแลนางอย่างดีและยังกำชับให้ลู่จื่อเซวียนทำดีกับนางให้มาก แต่พอนางได้เข้ามาอยู่ในจวนตระกูลลู่แล้วนางกลับทำตัวเอาแต่ใจตัวเองกำเริบเสิบสาน ไม่รู้มารยาท ไม่เคารพผู้อาวุโสในตระกูลลู่
เมื่อหวนคิดถึงอดีตนางก็อยากจะด่าทอตนเองยิ่งนัก
ยามนั้นในจวนตระกูลลู่จัดงานเลี้ยงวันเกิดท่านลุงโหว และมีสตรีผู้หนึ่งแสดงออกว่าชอบพอในตัวลู่จื่อเซวียน เมื่อนางทราบเรื่องเข้า จึงตามไปตบตีด่าทอสตรีนางนั้นอย่างไม่พอใจ อีกทั้งยังต่อว่าโหวฮูหยินอย่างไม่ไว้หน้า
"ท่านป้าคิดจะหาเมียน้อยให้บุตรชายหรือเจ้าคะ ท่านป้านี่ช่างดีนัก ปากว่าตาขยิบ ภายนอกแสร้งทำเป็นรักใคร่เอ็นดูข้าเหมือนบุตรในอุทร แท้จริงกลับเสแสร้งแกล้งทำ"
"ซินเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงเอ่ยวาจาย่ำแย่กับป้าเช่นนี้เล่า!"
"หรือไม่จริงเล่า ข้าพูดผิดหรือ ท่านป้า ข้าว่าท่านเลิกกินเจสวดมนต์เถอะ อย่าเสแสร้งอีกเลย ข้าขอเตือนเอาไว้ ข้าจะไม่ยอมให้พี่ลู่รับสตรีคนใดเข้าจวนอีกเด็ดขาด หากเตือนไม่ฟังข้าจะฆ่าพวกมันทิ้งให้หมด!
จินซินที่หวนคิดถึงอดีตถึงกับกลืนน้ำแกงลงคอไม่ลง นางนี่ช่างทำตัวไร้เหตุผลสิ้นดี ท่านลุงท่านป้าดีกับนางปานนั้นนางก็ยังไม่รู้จักสำนึก
ท่าทีแปลกประหลาดของนางทำให้ลู่จื่อเซวียนย่นหว่างคิ้วด้วยความสงสัย
สตรีบัดซบนี่ วันนี้จะมาไม้ไหนอีกเล่า วันก่อนนางเพิ่งจะตบตีบ่าวไพร่ในจวนเขาจนปางตาย จากนั้นก็ด่าทอสตรีทุกคนที่เข้ามาพูดคุยกับเขาอยู่แท้ๆ แต่วันนี้กลับทำตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อยจนน่าแปลกใจ
นางกำลังวางแผนชั่วอะไรอยู่นะ
จินซินรับรู้ได้ถึงสายตาคมปลาบของลู่จื่อเซวียน นางจึงหันมาสบตากับเขาก่อนจะยิ้มแห้งๆ ทว่าชายหนุ่มกลับไม่ยิ้มตอบนางเลยแม้แต่น้อย จินซินเองก็ไม่ขุ่นเคือง นางรีบยกถ้วยน้ำแกงขึ้นดื่มจนหมดถ้วยแก้อาการประหม่า และไม่หันไปมองเขาอีก
หลังจากกินมื้อเย็นอิ่มแล้ว จินซินก็เดินกลับเรือนพักของตนเมื่อนางจากไปแล้ว ลู่จื่อเซวียนจึงหันมาเอ่ยกับบิดามารดาของตนทันที
"ท่านพ่อท่านแม่ขอรับ ข้าว่าวันนี้จินซินดูแปลกไป มิใช่ว่ากำลังคิดอะไรร้ายๆ อยู่หรอกกระมัง"
ลู่โหวเมื่อได้ฟังที่บุตรชายกล่าวก็ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก บุตรชายไม่ชอบสตรีที่เขาหามาให้ เขาเองก็จนใจยิ่งนัก แต่เพราะไม่อาจผิดคำสัญญาที่ให้เอาไว้กับสหายรักได้ เขาจึงต้องยินยอมให้บุตรชายแต่งกับจินซิน อีกไม่กี่เดือนนางก็จะเข้าพิธีปักปิ่นแล้ว หลังผ่านพ้นพิธีปักปิ่นเมื่อใด เขาก็จะจัดพิธีแต่งงานให้เด็กสองคนนี้ทันที
"เจ้าก็อย่าได้จับผิดนางนักเลย นางถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจแต่เด็ก รอนางโตอีกสักหน่อยย่อมเข้าใจโลกมากขึ้น"
โหวฮูหยินออกหน้าแทนจินซิน ทำให้ลู่จื่อเซวียนยิ่งไม่ชอบในตัวนางเข้าไปใหญ่ นางมีดีอะไรกัน ท่านพ่อท่านแม่ของเขาจึงเอ็นดูนางมากถึงเพียงนี้ เขาอับจนหนทางจะต่อว่าแล้ว
แต่ช่างเถอะ อย่างไรเสียยังมีเวลาอีกตั้งนานกว่าจะแต่งงานกัน เขาจะต้องหาทางทำให้การแต่งงานครั้งนี้กลายเป็นโมฆะให้จงได้
หยางซานเมื่อได้ยินว่าจินซินเกิดเรื่องเขาก็รีบวิ่งเข้าไปด้านในทันทีโดยไม่รอลู่จื่อเซวียน ชาติก่อนเขาไม่เคยมาที่นี่ จึงไม่รู้ว่าเรือนปัญญาหยกอยู่ที่ใด ทำได้เพียงถามคนในนั้น จนกระทั่งได้ทราบว่าจินซินถูกพาไปรักษาตัวยังเรือนรับรองของสำนักศึกษาเรียบร้อยแล้วแม้เขาจะร้อนใจมากเพียงใด แต่ก็ยังไม่ลืมว่าอย่างไรยามนี้ตนเองยังคงมีสถานะเป็นเพียงบ่าวย่อมไม่อาจเข้าไปหานางได้โดยพละการ อีกทั้งยามนี้องค์หญิงฉินอันหนิงก็อยู่ด้วย หากเขาทำเกินหน้าที่อาจจะยิ่งทำให้สถาณการณ์ยุ่งยากมากกว่าเดิมกับฉินอันหนิงนั้นเขาเคยเจอนางในชาติก่อนอยู่บ่อยครั้ง เรียกได้ว่านางคือศัตรูตัวฉกาจของจินซินเลยก็ว่าได้ชาตินี้มีเรื่องราวมากมายที่ต่างจากชาติก่อน จินซินได้เข้าเรียนและได้พบกับฉินอันหนิงที่นี่ซ้ำยังช่วยชีวิตฉินอันหนิงเอาไว้ ซึ่งเหตุการณ์นี้อยู่เหนือความคาดหมายของเขาไปมากลู่จื่อเซวียนเดินตามมาถึงเรือนรับรองพร้อมกับเจียงหว่านหรง ตลอดทางเจี่ยงหว่านหรงลอบสังเกตท่าทางของลู่จื่อเซวียนมาตลอดว่าห่วงใยจินซินมากเพียงใด และนางก็ต้องรู้สึกผิดหวังอยู่ในใจเพราะลู่จื่อเซวียนดูห่วงใยจินซินมากจริงๆ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่คิดจะกล่าวโทษจิ
จินซินยังไม่ทันเอ่ยจบประโยค อยู่ๆ ฉินอันหนิงก็ฟาดฝ่ามือตบเข้ามาที่ใบหน้าของนางอย่างแรง จนคนถูกตบเจ็บร้าวไปทั้งแก้มซีกขวา"มาเดินชมดอกไม้กับข้า แต่ทำหน้าตาเหมือนไม่เต็มใจ เป็นแค่บุตรสาวคหบดีแต่ทำตัวไม่รู้จักกฎระเบียบ เจ้าไปเอาความกล้ามาจากที่ใดกัน อยากถูกลงโทษหรือ!"เจิ้งหลานที่เห็นเช่นนั้นก็อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้ เจี่ยงหว่านหรงปรายตามองเจิ้งหลานแวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาพูดกับฉินอันหนิง"ทูลองค์หญิง วันนี้พวกเรามาชมดอกไม้เพื่อความสุนกสนาน ขอองค์หญิงโปรดละเว้นนางสักครั้ง อย่าทรงกริ้วเลยเพคะ"ฉินอันหนิงหันมามองเจี่ยงหว่านหรง จำได้ว่านางคือบุตรตรีของราชครูเจี่ยง ฐานะสูงส่งไม่ธรรมดา"คุณหนูเจี่ยงช่างมีเมตตายิ่งนัก ถึงขนาดออกรับแทนนางเช่นนี้ แต่นางไม่รู้มรรยาท ข้าควรจะต้องสั่งสอนนางสักหน่อย"ฉินอันหนิงตอบเจี่ยงหว่านหรงอย่างไม่ใส่ใจ เจี่ยงหว่านหรงคิดจะออกหน้าอีกครั้ง แต่จินซินกลับส่ายหน้าให้นางเป็นเชิงห้ามปรามเพราะไม่อยากให้เจี่ยงหว่านหรงต้องพลอยฟ้าพลอยฝนเดือดร้อนไปด้วย เจี่ยงหว่านหรงกำมือแน่นพลางตวัดสายตาคมมองเจิ้งหลาน นางคิดในใจว่าเจิ้งหลานน่าจะพูดเป่าหูอะไรองค์หญิงเพราะเ
ด้านจินซินนั้นเมื่อออกจากจวนตระกูลลู่มาแล้วก็รีบมุ่งหน้าไปยังสำนักศึกษาไป๋กวนฮวาทันที ก่อนไปนางยังกำชับอาซีและอาหลิงว่าให้ดูแลหยางซานให้ดีๆเมื่อมาถึงสำนักศึกษาไป๋กวนฮวาแล้ว จินซินก็นั่งเรียนด้วยจิตใจที่ไม่ปกติเท่าใดนัก เพราะนางเป็นห่วงหยางซาน ด้านเจิ้งหลานก็ลอบชำเลืองมองจินซินเป็นระยะก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ด้านเจี่ยงหว่านหรงก็มองจินซินอยู่ห่างๆ ระยะนี้นางเริ่มจะรู้สึกดีกับจินซินอยู่บ้างวันนี้ที่สำนักศึกษาไป๋กวนฮวาคึกคักกว่าทุกวัน เพราะองค์หญิงฉินอันหนิงเสด็จมาร่วมเรียนด้วยทุกคนต่างรีบลุกขึ้นถวายพระพรองค์หญิง จินซินลอบมองฉินอันหนิงเล็กน้อย เพราะชาติที่แล้วนางไม่ได้เข้าเรียนที่สำนักศึกษาจึงไม่ได้พบเจอฉินอันหนิงที่นี่ แต่ได้พบกันหลังจากที่นางเข้าวังหลวงไปเป็นพระสนมแล้วเมื่อมีองค์หญิงมาร่วมเรียนด้วย แน่นอนว่าการเรียนวันนี้จึงค่อนข้างพิเศษมาก เหล่าคุณหนูคนอื่นๆ ต่างพากันกระตือรือร้น บางคนถึงขนาดพยายามประจบประแจงทำดีกับฉินอันหนิงเพราะอยากจะได้รับเลือกให้เข้าไปร่วมเรียนในวังเป็นพระสหาย แต่จินซินกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยในสมองของนางตอนนี้มีแต่เรื่องของหยางซานไม่นานก็หมดเวลาเรียน
เมื่อกินมื้อเย็นอิ่มแล้ว จินซินก็แวะมาดูหยางซานต่อทันที เมื่อเห็นว่าเขากำลังนอนหลับอยู่นางจึงไม่อยากจะรบกวน เพียงกำชับให้คนดูแลเขาให้ดี จากนั้นหญิงสาวก็กลับมายังเรือนพักของตน หลังจากจัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว นางก็สั่งให้อาซีและอาหลิงไปช่วยกันยกหีบสมบัติออกมาที่กลางห้องอาซีและอาหลิงแม้จะสงสัยแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยถามอะไรให้มากความ เพียงขมีขมันทำตามที่เจ้านายสั่ง เมื่อสาวใช้ทั้งสองนำหีบสมบัติมาวางเอาไว้แล้ว หญิงสาวจึงเปิดหีบสำรวจดูสมบัติแต่ละชิ้นอย่างพิจารณาสมบัติที่เก็บไว้มีอยู่มาก ต่อให้นางไม่ทำงานทำการก็ยังมีกินมีใช้ตลอดชาติ น่าเสียดายที่ชาติก่อนนางไม่รู้จักคุณค่าของทรัพย์สินเงินทองเหล่านี้นางจัดการรื้อค้นข้าวของทุกอย่างออกมาดูทีละชิ้น นอกจากตั๋วเงินและก้อนเงินแล้วยังมีเครื่องประดับราคาแพงอีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีเครื่องประดับจำพวกปิ่นเงินรวมอยู่ด้วย นางคิดว่าจะมอบปิ่นเงินเหล่านี้ให้สาวใช้เพราะตนเองก็ไม่ได้ใช้จึงไม่อยากเก็บเอาไว้ให้ฝุ่นจับจินซินจัดการข้าวของอยู่เป็นนาน ในที่สุดนางก็เจอของที่ต้องการเสียที หญิงสาวยื่นมือไปหยิบกล่องใบหนึ่งขึ้นมาเปิดออก ในนั้นมีพู่หยกชิ้น
เมื่อคิดได้เช่นนั้นชายหนุ่มก็อดที่จะยิ้มออกมามิได้ ความจริงหยางซานก็ไม่เลว ถึงจะเป็นบ่าวแต่ก็มีความสามารถอยู่ไม่น้อยเลย มิสู้รอให้หยางซานหายดีแล้วเขาค่อยเอ่ยปากขอตัวคนผู้นี้มาจากจินซินให้เข้ามาฝึกในค่ายทหารดีหรือไม่ หากเขาทำความดีความชอบจนได้เลื่อนขั้น เช่นนี้ยามที่ตกลงปลงใจกับจินซินจะได้เหมาะสมกันมากขึ้นเยี่ยมไปเลย เช่นนี้นับว่าดี!ด้านจินซินเมื่อพาหยางซานมานอนที่เรือนแล้ว นางก็อยู่เฝ้าเขา คอยดูชายหนุ่มกินอาหารและยาอย่างเคร่งครัด หยางซานดีใจมาก เพียงแค่นางใส่ใจเขาเช่นนี้ก็ทำให้เขามีแรงจะต่อสู้กับอาการบาดเจ็บแล้วแม้เบื้องหน้าจะยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน แต่ภายในใจของเขากลับครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆ มากมาย นักฆ่าที่ปรากฏตัววันนี้ไม่ธรรมดา เป็นไปได้ถึงสิบส่วนว่าจะเป็นฝีมือของฉินหงเย่ ทว่าท่วงท่าการต่อสู้กลับเหมือนพวกทหารในวังหลวง ชาติก่อนตอนที่เขาเป็นขันทีก็ได้เห็นมาบ้างว่ายามทหารพวกนั้นฝึกฝนเป็นเช่นไร เขายังแอบลอบจดจำท่าทางมาฝึกฝนในยามว่างด้วยซ้ำไม่คิดว่าฉินหงเย่จะชิงลงมือรวดเร็วเช่นนี้ ชาติก่อนนั้นเขาไม่ได้กระทำการอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้มิใช่หรือยิ่งคิดเขาก็ยิ่งเกิดความสงสัย เรื่องนักฆ่าก็อ
เมื่อรถม้ามาจอดที่ด้านหน้าจวนตระกูลลู่ จินซินก็กระโดดลงมาจากรถม้าโดยไม่ต้องรอให้ผู้ใดมาช่วยประคอง หญิงสาววิ่งเข้ามาในจวนอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงก็พบกับอาซีและอาหลิงที่กำลังยืนรอนางอยู่ยามนี้สาวใช้ทั้งสองดวงตาแดงก่ำคล้ายกับเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก"คุณหนู!"“เกิดเรื่องอะไรขึ้น"นางส่งห่อเครื่องเขียนและห่อขนมให้กับสาวใช้พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน อาซียกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วจึงตอบด้วยน้ำเสียงเจือสะอื้น"พี่อาซานเจ้าค่ะ พี่อาซานตายแล้ว""เจ้าว่าอะไรนะ!"จินซินที่ได้ยินก็รู้สึกราวกับว่าเลือดในกายวูบวาบจนยืนไม่อยู่ อาซีกับอาหลิงที่เห็นจึงรีบเข้ามาประคองนางเอาไว้"พาข้าไปหาอาซานเดี๋ยวนี้ พาข้าไปสิ!"นางบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ในลำคอแห้งผากไปหมด อาซีและอาหลิงรีบพาเจ้านายไปที่ห้องของหยางซานทันที เมื่อมาถึงก็พบลู่จื่อเซวียนที่กำลังเดินวนไปวนมาอยู่ที่หน้าห้องของหยางซาน บนศีรษะของเขามีผ้าสีขาวพันเอาไว้อีกทั้งยังมีโลหิตไหลซึมออกมาอีกด้วย"ลูกพี่ลู่!"ลู่จื่อเซวียนหันขวับมาทันที เมื่อเห็นว่าเป็นจินซินแววตาของเขาก็ฉายแววรู้สึกผิดขึ้นมา ชายหนุ่มยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด หญิงสาวก็พุ่งเข้ามาจับแข







