LOGIN“พระชายาทรงหิวมาก ก็เลย ‘จงใจ’ เข้ามาที่โรงครัว” เสิ่นชิงหรูตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ เน้นคำเป็นพิเศษ หากองครักษ์ข้างกายองค์ชายรองผู้นี้มิได้โง่นัก คงจะเดาออกว่านางต้องการจะสื่ออะไร
อวี้หลานเอ๋อร์มองคนมาใหม่อย่างสนใจ ฟังประโยคของเสิ่นชิงหรูแล้วก็เริ่มมีโทสะบ้างเล็กน้อย
เหตุใดถึงรู้สึกว่าเสิ่นชิงหรูพยายามสื่อว่านางเข้ามาหาเรื่องนะ!
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงไม่เตรียมสำรับให้พระชายาเล่า”
โม่หยางเซิงเอ่ยดุ เหลือบมองสตรีผิวผุดผ่องอยู่ไม่ห่างกาย แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือสาวใช้ข้างกายนางที่จดจ้องมาด้วยความไม่วางใจ คงเกรงว่าเขาจะทำอันใดนายหญิงของนางเสียกระมัง
“นี่เจ้า!” เสิ่นชิงหรูขยับกายขึ้นยืน มองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่พอใจ แทนที่เขาจะเข้าข้างนาง กลับกลายเป็นเข้าข้างบุตรีขุนนางใจคดผู้นั้นได้อย่างไร!
“ท่านอ๋องทรงประทับอยู่ที่ห้องหนังสือ ประเดี๋ยวยกสำรับเข้าไปด้วย อย่าช้านักเล่า”
คนพูดยังคงเอ่ยเสียงเรียบเฉย พูดจบก็หันมาผงกศีรษะให้อวี้หลานเอ๋อร์เสียทีหนึ่งก่อนจะก้าวฉับๆ ออกไปจากตรงนี้อย่างรวดเร็ว ปล่อยให้เสิ่นชิงหรูกัดปากแน่นด้วยความไม่พอใจ
“คุณหนูเจ้าคะ...”
ต่วนชิงกระซิบเรียกเบาๆ
“อืม...”
แม้จะยังปะติดปะต่อเรื่องราวได้ไม่ดีนัก แต่ตอนนี้เป็นอันแจ่มชัดว่านางจะไปรายงานตัวแก่สามีเฉยชาผู้นั้นได้จากแห่งใด ดวงตากลมโตจึงหันไปมองสาวใช้ที่ยังไม่อภัยโทษให้ตัวเองเสียที
“พวกเจ้าลุกขึ้นเถิด”
“เจ้าค่ะ...ข้าน้อยจะรีบเตรียมสำรับให้เดี๋ยวนี้”
“เร็วเข้า!”
สาวใช้ทั้งหลายต่างกระวนกระวายหันไปหยิบจับนู้นนี่อย่างเร่งรีบ ต่างจากเสิ่นชิงหรูที่ยังยืนเฉยอยู่กับที่ สายตานางยังจดจ้องอยู่ที่ใบหน้างดงาม เรือนร่างอรชรภายใต้อาภรณ์สีฟ้าอ่อนนั้นเรียกความร้อนรุ่มในอกได้ไม่น้อย
นี่น่ะหรือสาวสะคราญโฉมที่ร่ำลือ ผอมแห้งมีแต่กระดูก!
“เจ้าสงสัยอันใดหรือแม่นางเสิ่น”
เมื่อเห็นท่าทีไม่เป็นมิตร ต่วนชิงก็อดออกมารับหน้าแทนไม่ได้
“หากคำถามต่อไปนี้ทำให้พระชายาไม่พอใจ ได้โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วยเจ้าค่ะ”
เสิ่นชิงหรูกรอกตาไปมา ทำท่าทีครุ่นคิด
“ข้าถือคติว่าสงสัยก็ควรถาม เช่นนั้นข้าจะลงโทษเจ้าได้อย่างไร”
อวี้หลานเอ๋อร์เอ่ยเสียงนุ่ม อยากจะรู้เช่นกันว่าสตรีผู้นี้มีความอะไรในใจ
“ข้าแค่อยากทราบ ว่าเช้านี้ท่านหรือท่านอ๋องออกมาจากเรือนหอก่อนกันหรือเจ้าคะ”
“เรื่องของเจ้านาย เจ้าจะอยากรู้ไปทำไม”
ต่วนชิงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ จะให้ใครรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเมื่อคืนนี้ทั้งสองมิได้ร่วมหอกัน!
“เจ้ามีอะไรอยากจะบอก ก็เอ่ยวาจามาเสียเถิด”
“ท่านมิทราบจริงๆ หรือว่าตามกฎของราชวงศ์ บ่าวสาวจะต้องอยู่ภายในห้องหอสามวันสามคืน”
นางว่าแล้วกระตุกยิ้มเยือกเย็น หากสังเกตดีๆ จะพบว่านัยน์ตานางแฝงไปด้วยความชังอยู่เสียสามส่วน และนั่นก็มิอาจรอดพ้นสายตาอวี้หลานเอ๋อร์ไปได้เช่นกัน
“เจ้าพูดอะไร อย่ามาพูดจาซี้ซั้วนะ!” ต่วนชิงเป็นฝ่ายทนไม่ได้ จึงว่าเสียงดัง
“ไหนเลยข้าจะกล้า หากไม่เชื่อก็ลองถามสาวใช้คนอื่นๆ สิ”
เมื่องานเข้าทุกคนถึงกับสะดุ้งเฮือก ก้มหน้าก้มตาทำเป็นไม่ได้ยินเสียสิ้น แค่นั้นก็พอจะดูออกว่าเรื่องที่สตรีผู้นี้กล่าวเป็นความจริงเสียเก้าในสิบส่วน!
อวี้หลานเอ๋อร์เพียงชะงักไปชั่วครู่ มือน้อยกำติดกันแน่นเสียเสี้ยววินาทีหนึ่ง หากแต่มันก็ถูกปล่อยออกอย่างง่ายได้ ริมฝีปากแดงคลี่ยิ้มหวานอย่างมีไมตรีจิต ดวงตาดุจพญาหงส์ฉ่ำแววสดใส ทว่ามีใครรู้ไม่ว่านางกำลังข่มกลั้นอารมณ์ภายในใจอย่างยิ่งยวด
“ขอบใจเจ้า”
เห็นอวี้หลานเอ๋อร์ยิ้มเบิกบานอย่างไม่รู้สึกรู้สานั่น เสิ่นชิงหรูจึงรู้สึกขัดเคืองอยู่ไม่น้อย นางจะต้องเห็นพระชายาผู้นี้กรุ่นโกรธและอาละวาดไปทั่วจวนอ๋องจนท่านอ๋องไม่พอใจสิถึงจะถูก
ส่วนคนที่ถูกคิดว่าไม่รู้สึกใดๆ กับสารใหม่ที่ได้รับนั้น แท้จริงแล้วกำลังเข่นเขี้ยวอย่างถึงที่สุด!
ท่านอ๋อง...ท่านหักหาญน้ำใจข้าเกินไปแล้ว!
------------------------------------------------------------------------------------
“ท่านอ๋อง...”
เสียงเรียกของโม่หยางเซิงไม่ได้ทำให้มือที่ตวัดปลายพู่กันลงบนกระดาษแผ่นใหญ่นั้นหยุดลง ซย่าลู่หงแค่เพียงพยักหน้าตอบรับด้วยใบหน้าเรียบเฉยเท่านั้น
“นางยังอยู่ในห้องใช่หรือไม่”
“มิได้พ่ะย่ะค่ะ พระชายาอยู่ในครัว”
“เช่นนั้นเอง”
โม่หยางเซิงลอบถอนหายใจ มิเข้าใจองค์ชายรองจริงๆ ว่า ‘เช่นนั้นเอง’ ของเขามีความหมายอย่างไร บางทีอาจจะเป็นเพราะเขาคาดการณ์ไว้แล้วหรือบางทีอาจจะเป็นแค่เพียงประโยคแสดงการรับรู้
นัยน์ตาหงส์พราวระยับ เหตุใดเขาจะมองไม่ออกว่านางกำลังจะเล่นละครตบตาทำตัวเป็นภรรยาผู้แสนดี!
“แล้วท่าน...”
“พระชายาขอเข้าเฝ้าเจ้าค่ะ”
เสียงสาวใช้ผู้หนึ่งร้องบอกเสียงดัง แฝงไปด้วยความตกใจอย่างเห็นได้ชัด โม่หยางเซิงที่กำลังเอ่ยปากหยุดทันที
เวลาล่วงเลยเพียงวินาทีร่างผอมบางในอาภรณ์สีหวานยกถาดขนมเข้ามาพลางหยุดมองสามีผู้น่าชังเสียเต็มตา ริมฝีปากอิ่มขยับคลี่ยิ้มแสนหวานในขณะที่เจ้าของร่างเคารพพินอบพิเทาอย่างงดงาม รู้สึกเคืองใจไม่น้อยที่คนที่หนีจากห้องหอไปเมื่อวานกลับมิมีท่าทีเงยหน้ามามองนางเลยเพียงหางตา!
“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง”
อวี้หลานเอ๋อร์ส่งเสียงเรียกความสนใจ ทว่าภายในห้องกลับยิ่งมีเค้าทะมึนอบอวลไปทั่วสรรพางค์กายเมื่อองค์ชายรองผู้น่าเกรงขามยังนั่งหลังตรงตวัดปลายพู่กันอย่างคนอยู่ในโลกส่วนตัว
“ท่านอ๋องเพคะ พักสักนิดเถิด...” เสียงใสยังคงเปล่งวาจาแจ้ว
ในห้องกลับเต็มไปด้วยความเงียบกริบดังเดิม เป็นโม่หยางเซิงที่ทนไม่ไหวจึงกล่าวออกไปแทน
“พระชายา ท่านอ๋องกำลังติดภารกิจสำคัญ”
“ข้าก็มีธุระสำคัญเช่นกัน หากท่านอ๋องยังมิว่างตอนนี้ อีกหนึ่งชั่วยามก็อาจจะว่าง ข้าจะรอที่นี่ เจ้าออกไปเถอะ...ข้าจะถวายงานท่านอ๋องเอง”
อวี้หลานเอ๋อร์กล่าวว่าประโยคยาวๆ พลางสรุปเองเสร็จสรรพ นางลอบมองซย่าลู่หงที่หยุดมือวางพู่กันลงกับที่ ดวงหน้าหวานยังคงแต่งแต้มรอยยิ้มพิมพ์ใจ มิได้มีแววโกรธเคืองใดๆ แม้แต่น้อย
“หวางเฟยมีธุระอันใด”
ในที่สุดเขาก็เห็นนางแล้ว!
ห้าปีผ่านไปซย่าลู่หงถอนหายใจออกมาเสียงดัง มือหนึ่งขว้างปาหินขนาดเหมาะมือลงในธารธาราใสจนเกิดเสียงท่ามกลางความเงียบสงัดไม่นานมานี้อวี้หลานเอ๋อร์เพิ่งจะให้กำเนิดท่านหญิงตัวน้อยแก่จวนชินอ๋อง ล้วนสร้างความยินดีให้แก่สมาชิกในจวนอ๋องเป็นอย่างยิ่งแม้ในสายตาใครต่อใครจะมองว่าครอบครัวเขาช่างเต็มไปด้วยความสุข มีพ่อแม่และลูกๆ อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่ยังติดอยู่ในเบื้องลึกจนใจรู้สึกแสบๆ คันๆ ไม่น้อย นั่นเป็นเพราะสตรีเล็กๆ ผู้หนึ่งโดยแท้!ในสายตาของนางแล้ว...อาหารมาเป็นอันดับที่หนึ่ง ท่านอ๋องน้อยสองคนและท่านหญิงน้อยมาเป็นอันดับที่สอง แล้วสามีผู้น่าสงสารเช่นเขาจะก้มหน้าก้มตายอมรับว่าเป็นอันดับที่สามได้อย่างไรรับน่ะรับได้ แต่ใครจะยอมรับกันเล่าในใจเขามีนางมาเป็นอันดับแรก แต่ดูนางทำเข้าสิ...มีความยุติธรรมให้เขาบ้างหรือไม่?เช้าวันหนึ่งอวี้หลานเอ๋อร์วิ่งออกมาจากห้องของบุตรสาวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจ นางตื่นนอนและเตรียมไปให้นมซย่าม่านลู่ตามปกติ หากแต่ภายในห้องกลับเงียบสงัด ครั้นเข้าไปหาซย่าลู่เฟยและซย่าลู่ฟางบุตรชายคนโตและคนรอง ก็ไร้ซึ่งเงาของพวกเขาเช่นกันลูกๆ ของนางหายไ
ร่างเล็กนั่งบนพื้นหญ้านุ่ม ดวงตาคู่สวยเพียงมองตรงไปยังดอกไม้หลากสีเบื้องหน้า ในใจก็อดตื้นตันไปกับคุณหนูมิได้ กาลเวลาผ่านพ้นทำให้พัดพาความทุกข์ระทมไปเหลือไว้เพียงความทรงจำเท่านั้น บัดนี้คุณหนูของนางมีทั้งสามีที่แสนดีแถมท่านอ๋องน้อยในวัยสองเดือน ช่างน่ายินดีจริงๆเฮ้อ! นางใช้มือเท้าคางพลางเคาะเบาๆ นับตั้งแต่วันที่นางข่มความอายบอกชอบองครักษ์หุ่นหมีไปในครั้งนั้น เขาก็ไม่เคยเข้ามาคุยกับนางอีกเลย เวลาเจอกันเขาก็ชอบหนีหน้านางอยู่เรื่อย หรือบางทีนางอาจจะคิดไปเองคนเดียวว่าเขาก็มีใจให้นางเช่นกันเสียงฝีเท้าที่ย่ำเข้ามาใกล้ทำให้นางหันไปมองอย่างรวดเร็ว“ท่านอ๋อง” ต่วนชิงรีบลุกขึ้นพลางน้อมกายลง “คุณหนูบอกว่าให้ข้ามานั่งรอข้างนอกเจ้าค่ะ ตอนนี้นางกำลังกล่อมท่านอ๋องน้อย”ซย่าลู่หงโบกมือไหวๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก“พบเจ้าที่นี่ก็ดี” สิ้นประโยคทำให้นางช้อนสายตาขึ้นมองอย่างงุนงง เหลือบไปเห็นบุรุษที่ทำให้นางมีเรื่องคิดไม่ตกกำลังก้มหน้าก้มตาไม่ยอมทอดสายตามองนางเช่นกัน แค่นั้นก็ทำให้นางรีบเบือนสายตาอย่างว่องไว นางไม่อยากเจอเขาเช่นกันนั่นแหละ!“มีอะไรให้ข้าน้อยรับใช้หรือไม่เจ้าคะ”“เจ้าอยากออกเรือนหรือไม่”ซย่าลู
ปลายพู่กันตวัดอย่างบรรจง ลายเส้นสวยงามประกอบกันเป็นรูปร่างจนกระทั่งเห็นเป็นเค้าใบหน้าคนที่เลือนราง คนจรดน้ำหมึกนั้นเอียงคอเล็กน้อยอย่างพึงพอใจ“เจ้าวาดรูปล้อเลียนเปิ่นหวางอีกแล้ว”ซย่าลู่หงชะโงกใบหน้ามองหน้ายับยู่ยี่“เหตุใดท่านไร้มารยาทยิ่ง มาแอบดูรูปวาดผู้อื่นเช่นนี้”นางต่อว่าด้วยใบหน้างอง้ำก่อนจะรีบดึงกระดาษแผ่นนั้นหนีอย่างไม่พอใจ จนกระทั่งเขายื่นห่อผ้าเก่าๆ ให้นั่นแหละนางถึงได้ให้ความสำคัญกับเขาอีกครั้ง“ขุนนางที่เพิ่งกลับจากเมืองใต้บอกว่ามีคนฝากมาให้เจ้า”ซย่าลู่หงถือวิสาสะนั่งข้างนาง มองดูร่างอุ้ยอ้ายที่ขยับกายด้วยความยากลำบากเพื่อเปิดห่อผ้านั้น แต่ก่อนที่นางจะปลดทุกปมออกจนหมด กระดาษแผ่นเล็กที่ถูกเสียบมาถูกนางดึงออกคลี่อ่านพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนบุรุษข้างกายเริ่มส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยวเสียแล้ว“ผู้ใดส่งมาให้เจ้า”“ผู้ที่เขียนคำร้องเรียนในกระดาษแผ่นนั้นส่งสารมาขอบคุณ หาได้มีอย่างอื่นแอบแฝง”“อย่าให้เปิ่นหวางรู้เชียวว่ามีผู้ใดแอบมาเกี้ยวเจ้า”อวี้หลานเอ๋อร์หัวเราะคิกคักก่อนจะเปิดห่อผ้าออกดู หมู่บ้านที่คนแซ่หวังผู้นั้นอาศัยได้รับการซ่อมแซมจากส่วนกลางแล้ว และอีกไม่นานเขาจะเปิดกิจการค้า
“ถวายพระพรฝ่าบาท”ซย่าลู่หงโค้งคำนับอย่างนอบน้อมพลางนั่งลงเบื้องล่าง ใบหน้าคมอิ่มเอิบเสียจนซย่าหมิ่นเก๋อถอนหายใจเล็กน้อย ตั้งแต่มีพระชายาเป็นตัวเป็นตนแล้วช่างน่าหมั่นไส้เสียจริงเขาเก็บสารในมือตั้งลงบนโต๊ะตัวกลม“ถวายพระพรอันใดกัน ห้องหนังสือหาได้มีผู้ใด”ฮ่องเต้กระตุกยิ้ม มองดูพระอนุชาที่ถือวิสาสะนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม หากแต่เขาก็มิได้ถือสา ในที่รโหฐานความเป็นพี่น้องยังคงแน่นแฟ้นอยู่เช่นเดิม การใช้คำราชาศัพท์จึงนับว่าไม่จำเป็นนัก“ข้ามารับอาญาที่มิได้เข้าเฝ้าท่าน” แม้จะกล่าววาจาไปเช่นนั้น หากแต่สีหน้ามิได้มีความสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย“ช่างเถิด”โคลงศีรษะอย่างไม่คิดมาก เมื่อครั้งนั้นยามที่เจ้าน้องชายส่งคนมาบอกเขายังแคลงใจอยู่บ้าง หากแต่เมื่อเห็นกับตาก็หมดปัญญาจะเอ่ย“ดูท่านมีเรื่องมิสบายใจ”“น้องสี่ส่งสารมาแจ้งข่าวว่าแม่ทัพเสิ่นก่อตั้งกบฏที่เมืองเหนือเสียแล้ว”ซย่าหมิ่นเก๋อเอนกายนั่งด้วยท่วงท่าสบายยิ่ง “ทั้งๆ ที่แม่นางเสิ่นอยู่ที่จวนเจ้า เหตุใดถึงกล้าทำเช่นนี้”ซย่าลู่หงเพียงยิ้มแห้งๆ ก่อนจะขยับกายเข้าไปกระซิบกระซาบ เพียงแค่จบประโยคนั้น ฮ่องเต้ถึงกับถอนหายใจเสียงดังแต่มิได้มีโทสะอ
ทันทีที่ร่างเล็กขนาบด้วยบุรุษสองคนเข้ามาภายหลังวัง ความร้อนระอุก็แผ่ซ่านไปทั่ว มันช่างแตกต่างกับภายในวังหลวงจนนางห่อตัวเล็กน้อย มีบรรดาทหารยืนเฝ้าประจำที่อย่างขะมักเขม้น จนกระทั่งตาบรรจบกับปากถ้ำขนาดใหญ่นั่นแหละถึงได้หยุดมองอวี้หลานเอ๋อร์หันไปทางซย่าลู่หงที่กำลังจับจ้องอยู่ที่นางเช่นกัน“ข้าขอคุยกับเขาตามลำพังได้หรือไม่”โม่หยางเซิงมองเจ้านายที่ทำสีหน้าครุ่นคิด เดาจากแววตามิสามารถล่วงรู้ได้เลยว่าเขากำลังคิดอันใด จวบจนกระทั่งซย่าลู่หงบรรจงยิ้มนั่น“ตามใจเจ้า”เอ่ยวาจาไปแล้วก็ได้รับรางวัลเป็นรอยยิ้มหวานๆ จากคนตัวเล็ก แค่นั้นเขาก็วางใจไม่น้อย“หยางเซิง...เจ้าจงอยู่ดูแลพระชายาที่นี่ เปิ่นหวางมีกิจในวังหลวง”ทั้งสองสบตากันอย่างมีความนัย เห็นทีท่านอ๋องจะกลับไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อรับ ‘อาญา’ ที่ได้กล่าววาจาไปเสียครั้งนั้น มิรู้ว่าป่านนี้ฮ่องเต้จะกริ้วมากน้อยเพียงใด“ท่านไปเถิด มิต้องเป็นห่วงข้า”อวี้หลานเอ๋อร์เข้าใจว่าเขาเป็นห่วงนางจึงกล่าวให้คลายกังวลด้วยความใจกว้างนางและโม่หยางเซิงเดินเข้าไปภายในก่อนที่สตรีร่างเล็กๆ จะใช้มือยกขึ้นกอดอกด้วยความหนาวเหน็บ ช่างแตกต่างจากภายนอกมากนัก ไม่คิดเลย
นางพยายามบิดกายหนี เห็นใบหน้าเขาแสดงความจริงจังแล้วก็หดตัว หากแต่ท่าทางนั้นยิ่งทำให้ร่างอุ่นๆ ของทั้งสองบดเบียดกันแนบชิดมากยิ่งขึ้น“ข้าตั้งครรภ์อยู่ ทำเช่นนั้นบุตรของท่านก็จะเจ็บ”นางกระพริบตาปริบๆ เมื่อเห็นเขาหยุดคิดไปเสียชั่วครู่ หวังให้เขาโอนอ่อนไปตามคำของนางแล้วหยุดมือที่เริ่มขยับยุกยิกนี่เสีย“มิเป็นอันใด เปิ่นหวางมิเคยรุนแรงกับเจ้า หรือเจ้าจำมิได้”“ไม่ๆๆ ข้า...ข้า”“เรียกเปิ่นหวางว่าลู่หง”“...”“เจ้าจะเรียกหรือไม่” น้ำเสียงเต็มไปด้วยการคุกคาม ทว่ามิจริงจังนัก“ลู่หง...ท่านจะมิทำเช่นนั้น...”วาจาหวานเปล่งที่ตระหนกนั้นเงียบไปเมื่อใบหน้าหล่อเหลาเคลื่อนมาจุมพิตหนักๆ ที่หน้าท้อง เขาเอียงศีรษะแนบผ่านอาภรณ์ตัวบางพลางหลับตาพริ้ม มือที่พันธนาการนางอยู่เมื่อครู่ปลดปล่อยมาลูบไล้ตำแหน่งที่มีทายาทแห่งชินอ๋องอย่างอ่อนโยน“เจ้าเด็กโง่ คิดว่าเปิ่นหวางคิดจะทำอันใดกัน เจ้าอ่อนเพลียถึงเพียงนี้มีหรือที่จะรังแกเจ้าลง”ซย่าลู่หงเลื่อนร่างแน่งน้อยให้นอนด้วยท่วงท่าที่สง่างาม หยิบจับผ้าห่มให้อย่างเบามือ เห็นริมฝีปากจิ้มลิ้มเผยอเล็กน้อยก็อดไม่ได้ที่จะโน้มหน้าเข้าหาหวังจะช่วงชิมความหวานหอมที่ตรึงใจ“ลู







