Masukลี่อ๋องสะบัดมือออกอย่างแรงจนใบหน้าของหยางอี้หันไปตามแรงกระแทก ร่างบางเซถลาจนศีรษะชนเข้ากับเสาเตียงเสียงดัง เลือดสด ๆ ซึมออกจากรอยแตกที่ขมับ ไหลรินอาบแก้มขาวซีด
ลี่อ๋องยืนมองหยดเลือดนั้นด้วยแววตาวูบไหวเพียงเสี้ยวพริบตา ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาดั่งเดิม
บาปกรรมหรือ...หยางอี้ก็อยากรู้ว่านางทำบาปกรรมใดมาถึงต้องตกอยู่ในสภาพนี้เช่นกัน
“ตระกูลหลิวส่งเจ้ามาเป็นหมากเพื่อฉุดรั้งข้าลงสู่ที่ต่ำ แต่จำใส่หัวเจ้าไว้... คนอย่างข้าไม่มีวันยอมจำนนต่ออุบายชั่วช้าของเจ้า” เขาชี้หน้าเตือนนาง แววตาแข็งกร้าว
หยางอี้ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งพิงเสาเตียงอย่างยากลำบาก นางยกหลังมือขึ้นปาดคราบเลือดบนขมับออกอย่างเชื่องช้า
มุมปากของนางยกขึ้นน้อย ๆ เป็นรอยยิ้มที่แลดูงดงาม ทว่ากลับโศกเศร้าจนน่าใจหาย
“เพคะหม่อมฉันจำไว้แล้ว”
“หึ...จำไว้แล้วหรือ คงเสียใจแล้วสินะคิดอยากเข้าจวนอ๋องหวังตำแหน่งชายาเอก” เฉินอี้เทียนไม่เชื่อเด็ดขาดว่านางจะเข็ดขยาด
“หม่อมฉันไม่เคยต้องการตำแหน่งพระชายาเอก...” นางเอ่ยเบา ๆ
แต่สิ่งที่นางต้องการคือการหายไปจากโลกนี้
“โกหก!” ลี่อ๋องตวาดลั่น “หากไม่ต้องการ เจ้าจะบากหน้าปีนขึ้นเตียงข้าทำไม! เจ้าก็แค่สตรีร้ายกาจ”
หยางอี้สบตากับเขาอีกครั้ง คราวนี้นางไม่หลบสายตา รอยยิ้มของนางยังคงไม่เลือนหาย
“นั่นสินะเพคะ...” นางพยักหน้ารับอย่างยอมจำนน “ในเมื่อทุกคนอยากให้หม่อมฉันเป็นสตรีตัวร้าย... หม่อมฉันก็จะเป็นให้ คนชั่วช้าที่กล้าทำลายแม้กระทั่งลูกของตัวเอง สตรีใจคออำมหิตที่สมควรถูกสาปแช่ง... หม่อมฉันเป็นให้ท่านทั้งหมดแล้ว”
คำประชดประชันที่ไร้ความเกรี้ยวกราด ทว่าแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าจนถึงขีดสุดนั้น ทำให้หัวใจของลี่อ๋องกระตุกวูบอย่างประหลาด ความโกรธที่คุกรุ่นในอกกลับถูกความอึดอัดอันไร้ที่มาบดบังจนเขาหายใจติดขัด
เขารังเกียจแววตาคู่นี้
รังเกียจความนิ่งสงบที่เหมือนกับนางละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ไปแล้ว
ลี่อ๋องขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน หมุนตัวเตรียมก้าวเท้าออกจากห้องซอมซ่อแห่งนี้ ทว่าก่อนที่เขาจะเหยียบพ้นธรณีประตู น้ำเสียงอันเหี้ยมเกรียมก็แผดสะท้อนกลับมาเป็นคำตัดสินสุดท้าย
“จำคำของข้าไว้ หลิวหยางอี้... ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้เจ้าได้อยู่อย่างสงบสุข และสตรีตัวร้ายเช่นเจ้า...”
เขาหยุดชะงัก หันกลับมามองนางด้วยสายตาดุจพญามัจจุราช
“...ไม่มีวันสมควรได้ตายดี!”
ปัง!
เสียงประตูปิดกระแทกลงอย่างรุนแรง ทิ้งไว้เพียงฝุ่นผงที่ร่วงกราวลงมาจากเพดาน
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง
หลิวหยางอี้นั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่า
นางก้มลงมองสองมือที่สั่นระริกของตนเอง ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนมือลงไปสัมผัสหน้าท้องที่ยังคงเจ็บแปลบจากการสูญเสียครั้งล่าสุด หยาดน้ำตาอุ่นร้อนที่พยายามกลั้นไว้มาเนิ่นนาน ไหลรินหยดแหมะลงบนหลังมือที่หยาบกร้าน
‘สตรีตัวร้ายไม่สมควรตายดีงั้นหรือ...’
นางแค่นหัวเราะในความมืด น้ำเสียงแผ่วระโหยจนแทบขาดใจ
“ท่านอ๋อง... ท่านคิดจริง ๆ หรือ ว่าการมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมานเยี่ยงนี้... มันดีกว่าความตาย?”
“ท่านอ๋อง...”น้ำเสียงหวานเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ทว่ากลับเยือกเย็นจนบรรยากาศในศาลาลดฮวบลงทันตา“วาง... ไม้... ขน... ไก่... ลง... เดี๋ยว... นี้... เพคะ”คำสั่งห้วน ชัด ทุกพยางค์!เฉินอี้เทียนชะงักกึกประหนึ่งถูกฟ้าผ่ากลางกบาล!เท้าที่กำลังจะก้าวไปข้างหน้าแข็งค้าง สันกรามกระตุกกึก พญามัจจุราชแห่งแคว้นหลงผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครในสนามรบ บัดนี้กลับยืนกะพริบตาปริบ ๆ สบตากับภรรยาตัวน้อยที่แผ่รังสีข่มขวัญออกมาอย่างน่าครั่นคร้าม“อี้เอ๋อร์... เจ้าฟังข้าก่อน” ลี่อ๋องพยายามกดเสียงให้อ่อนลง ชี้ไม้ไปที่หลังคาไกล ๆ “หมิงเอ๋อร์แอบเอาค้อนไปทุบกระเบื้องหลังคาห้องหนังสือแตกไปครึ่งแถบ! หากปล่อยไว้ วันหน้าไม่วางเพลิงจวนเลยรึ!”“หมิงเอ๋อร์เพิ่งจะสามขวบ” หยางอี้เอ่ยเสียงนิ่ง สองมือยังคงลูบหัวลูกน้อย “หากหลังคาพัง ท่านก็สั่งช่างมาซ่อมสิเพคะ เหตุใดต้องถือไม้วิ่งไล่ตีลูกจนหกล้มหกลุกเช่นนี้ หากลูกตกใจจนเสียขวัญขึ้นมาจะทำอย่างไร”“ข้า...”เฉินอี้เทียนอ้าปากค้าง พลันเห็นประกายตาเด็ดขาดของภรรยา มือหนาที่เคยฟาดฟันศัตรูตายเป็นเบือ... ก็ ค่อย ๆ ลดไม้ขนไก่ลงแนบข้างลำตัว ก่อนจะแอบไพล่มือซ่อนไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว!ลี่อ๋อง
เพล้ง!เสียงกระเบื้องหลังคาหนาหนักตกลงมากระแทกพื้นลานหินหน้าห้องหนังสือแตกกระจาย เศษกระเบื้องดินเผากระเด็นเฉียดปลายรองเท้าปักลายเมฆาของลี่อ๋องไปเพียงคืบเดียว!บรรดาองครักษ์และบ่าวไพร่ที่ยืนเฝ้าเวรยามต่างสะดุ้งตัวโยน ขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง พากันกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกแล้วถอยร่นไปชิดกำแพงอย่างพร้อมเพรียงบนหลังคาเรือนไม้แกะสลักสูงสองชั้น...เด็กชายวัยสามขวบเศษในชุดผ้าไหมสีครามตัวเล็ก ใบหน้าจิ้มลิ้มขาวผ่องทว่าแก้มและจมูกเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าดำ กำลังยืนเท้าสะเอว ยิ้มแฉ่งโชว์ฟันน้ำนมอย่างไม่สะทกสะท้าน ในมือน้อยข้างหนึ่งกำค้อนเหล็กด้ามสั้นที่แอบไปขโมยมาจากโรงช่างไม้ไว้แน่นข้างล่างตรงลานหิน...เฉินอี้เทียนยืนกางขา สันกรามคมสันบดเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบ ๆ ใบหน้าหล่อเหลาเข้มจัดยามนี้ดำคล้ำยิ่งกว่าก้นหม้อ ควันแทบจะพวยพุ่งออกจากรูหูทั้งสองข้างในมือขวาของพญามัจจุราชผู้เคยถือทวนทะลวงทัพศัตรูนับแสน บัดนี้กลับถือไม้ขนไก่ด้ามยาวเอาไว้แน่น!ร่างสูงเงยหน้าขึ้น ชี้ปลายไม้ขนไก่ตรงไปยังเจ้าก้อนแป้งบนหลังคา แผดเสียงคำรามลั่นจนกิ่งไผ่สะเทือนไปทั้งจวน!“เฉินหยางหมิง! เจ้าลูกตัวแสบ! สามวั
เกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาจากผืนฟ้าสีเทาหม่น หนาวเหน็บจนบาดลึกถึงกระดูกม้าศึกสีดำควบตะบึงฝ่าลมหนาวนำหน้ากองทัพเกราะเหล็กที่เพิ่งกรำศึกชนะกลับมายังเมืองหลวง บนหลังม้าคือแม่ทัพใหญ่ผู้มีฉายาพญามัจจุราช ใบหน้าคมคายกร้านศึกเรียบเฉย นัยน์ตาสีรัตติกาลเย็นชา คาวเลือดศัตรูยังไม่ทันแห้งกรังบนคมทวนทว่าสายตาคมปลาบกลับสะดุดเข้ากับร่างเล็กจ้อยร่างหนึ่งข้างกำแพงเด็กสาวในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบบางเฉียบ กำลังขดตัวสั่นเทาอยู่บนกองหิมะหนา ริมฝีปากแห้งแตกซีดขาวจนแทบไร้สีเลือด แววตากลมโตที่จ้องมองมายังขบวนทัพเปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง...นางถูกแม่เลี้ยงสารเลวทอดทิ้งไว้กลางพายุหิมะ หวังยืมความหนาวเหน็บพรากชีวิตน้อย ๆ นี้ไปให้พ้นทาง เพราะนางดันเกิดมาขวางความสุขของฮูหยินใหญ่หลิว!ในใจของเฉินอี้เทียนยามนั้นกระตุกวูบ ความรู้สึกประหลาดสายหนึ่งแล่นพล่านบีบหัวใจอย่างที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนยามเมื่อมองไปยังร่างนั้นฟึ่บ!มือหนากระชากเสื้อคลุมขนสัตว์หนานุ่มของตนเองออก สะบัดโยนลงไปคลุมร่างบอบบางที่แทบจะแข็งตายนั้นไว้อย่างแม่นยำ“ใส่เสื้อตัวนี้ไว้...”สุรเสียงห้วนสั้นไร้ความอบอุ่นเอ่ยขึ้นก่อนจะกระตุกบังเหียนม้าศึก
“ปัง!”เฉินอี้เทียนสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนกว้าง เม็ดเหงื่อกาฬผุดพรายเต็มแผ่นหลังหนา ลมหายใจหอบกระชั้นถี่ สองตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องบรรทมด้วยความระแวง สัญชาตญาณนักรบตื่นตัวเต็มที่ข้างกาย... หลิวหยางอี้ยังคงนอนหลับพริ้มอย่างเหนื่อยอ่อนจากศึกหนักเมื่อคืน โดยมีเจ้าแฝดชายหญิงวัยขวบเศษนอนกอดก่ายอยู่ซ้ายขวายามนี้สองแฝดเติบโตแล้วเขาสามารถอุ่นเตียงกับนางได้แต่ก็ต้องทำกันเบา ๆ ไม่ให้รบกวนการนอนของเจ้าสองแฝดในความฝันเมื่อครู่... ใบหน้าบึ้งตึงของเด็กชายตัวน้อยที่เอามือกอดอกจ้องเขม็งมาที่เขา พร้อมเสียงประกาศกร้าว“บิดาสารเลว... ท่านจะไม่ยอมให้ท่านแม่ตั้งครรภ์ข้าหรือ... คอยดูเถอะ ข้าจะเกิดมาเพื่อล้มท่าน!”ภาพนั้นทำเอาพญามัจจุราชผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดถึงกับขนลุกซู่!“ฝันบ้าอันใด...”เฉินอี้เทียนพึมพำเสียงแหบพร่า สันกรามขบเข้าหากันแน่นด้วยความเคืองแค้นลูกแฝดชายหญิงปัจจุบันนี้ก็ปั่นป่วนจวนอ๋องจนแทบพลิกคว่ำแล้ว หากมีเจ้าตัวแสบในฝันโผล่มาอีกคน มีหวังจวนลี่อ๋องคงได้ลุกเป็นไฟเป็นแน่!ทว่า... ด้วยความรักและห่วงใยที่มีต่อภรรยา เฉินอี้เทียนไม่มีวันยอมให้หยางอี้ต้องทนทุกข์ทรมานกับการตั้งครร
เฉินอี้เทียนโน้มตัวลงจุมพิตหน้าผากชื้นเหงื่อ จูบซับเปลือกตาที่สั่นระริกของนางซ้ำ ๆ ถ่ายทอดไออุ่นและพลังใจทั้งหมดที่มี“มองหน้าข้า... ห้ามหลับตาเด็ดขาดนะเด็กดี เจ้าบอกว่าจะอยู่กับข้าไปจนแก่เฒ่ามิใช่หรือ อดทนเพื่อข้า... อดทนเพื่อลูกของเรา!”หยางอี้ปรือตาขึ้น สัมผัสได้ถึงหยาดน้ำตาอุ่นร้อนและฝ่ามือแกร่งที่กุมนางไว้แน่น ความหวาดกลัวในจิตใจพลันมลายสิ้น ร่างบางรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายในชีวิต บีบมือเขาแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด“พระชายา! เห็นศีรษะทารกแล้วเพคะ ออกแรงเบ่งอีกครั้งเพคะ!” หมอตำแยร้องบอกเสียงหลง“กรี๊ดดด!”อุแว้! อุแว้!เสียงร้องไห้จ้าดังกึกก้องกังวานทะลุผ่านม่านน้ำตา!“ออกแล้วเพคะ! ท่านชายน้อยออกแล้ว!”ทว่ายังไม่ทันที่หยางอี้จะได้พักหายใจ ความเจ็บปวดระลอกสองก็โถมซัดเข้ามาดั่งระลอกคลื่นยักษ์ นางกัดฟันกรีดร้องอีกคราพร้อมกับออกแรงเบ่งจนเส้นเลือดที่ลำคอปูดโปนอุแว้! อุแว้!เสียงร้องใสกระจ่างระลอกที่สองดังรับกันอย่างพอดิบพอดี!“ท่านหญิงน้อยเพคะ! คลอดตามมาติด ๆ แล้ว! มังกรคู่หงส์! พระชายาให้กำเนิดทารกแฝดมังกรหงส์เพคะท่านอ๋อง!”หมอตำแยและสาวใช้ต่างร่ำไห้ด้วยความตื่นตัน รีบนำผ้าเนื้อนุ่มมารอง
เฉินอี้เทียนกดเสียงดุ ทว่าฝ่ามือหนากลับค่อย ๆ ช้อนประคองแผ่นหลังของนางให้นั่งพิงหมอนนุ่มอย่างทะนุถนอมประหนึ่งสัมผัสฟองสบู่ ร่างสูงทิ้งตัวลงคุกเข่าบนพื้นพรมข้างตั่ง แนบใบหน้าคมคายเข้ากับหน้าท้องกลมโตของนางเบา ๆ“เจ้าแฝดสองคนนี้ตัวหนักขึ้นทุกวัน เจ้าแบกรับไว้คนเดียวก็เหนื่อยพอแล้ว ยังจะริอ่านขยับตัวซุกซนอีกหรือ”เขายกยิ้มบางเบา ยื่นปลายนิ้วไปลูบไล้หน้าท้องผ่านเนื้อผ้าแพรอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาสีรัตติกาลวาวระยับ“เจ้าก้อนแป้งทั้งสอง ฟังพ่อเจ้าให้ดี... ห้ามดิ้นแรง ห้ามถีบท้องแม่ของพวกเจ้า หากออกมาแล้วใครกล้าดื้อ ข้าจะจับตีก้นให้ลายทั้งคู่!”ตุบ!ราวกับรับรู้คำขู่ สัมผัสเบา ๆ ปูดนูนขึ้นมาตอบรับฝ่ามือหนาของเขาทันควัน“อุ๊ย...” หยางอี้สะดุ้งเบา ๆ แล้วหลุดขำคิก “ดูท่าลูกจะไม่กลัวคำขู่ของท่านพ่อเสียแล้วเพคะ”เฉินอี้เทียนมองรอยยิ้มสดใสของนาง หัวใจที่เคยแห้งแล้งดั่งทะเลทรายกลับชุ่มฉ่ำไปด้วยความสุขเป็นล้นพ้น เขายกมือน้อยของนางขึ้นมาจุมพิตที่หลังมืออย่างหลงใหลทว่า... ช่วงเวลาอันแสนหวานกลับคงอยู่ได้ไม่นานเพล้ง!จู่ ๆ จอกน้ำชาในมือของหยางอี้ก็ร่วงหล่นลงกระแทกพื้นแตกกระจาย!ใบหน้างดงามที่เคยมีเลือดฝาด







