Se connecterฉีเยว่หนิงกล่าวขึ้นอย่างครุ่นคิด“ผู้ที่รู้ตำแหน่งคอกม้าและเวลาผลัดเวร ต้องติดตามขบวนเรามาตลอด”เว่ยเซวียนเฉินหันมามองนาง “เจ้าคิดว่ามีสายอยู่ในกองทัพหรือ”“หม่อมฉันยังไม่แน่ใจ” นางก้มลงมองรอยเท้าบนพื้นดิน “แต่คนร้ายรู้ความเคลื่อนไหวของเราเร็วเกินไป”เว่ยเซวียนเฉินพยักหน้าเบา ๆ “ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน”หลังจัดการม้าที่ป่วยและปรับขบวนใหม่ กองทัพเว่ยก็ออกเดินทางต่อ แม้จะเสียเวลาไปเกือบครึ่งวัน แต่ไม่มีผู้ใดบ่น ทุกคนรู้ดีว่าทุกลมหายใจมีค่าต่อชายแดนที่กำลังรอความช่วยเหลือเส้นทางเริ่มเข้าสู่หุบเขาแคบ สองข้างทางเป็นหน้าผาสูงสลับกับป่าสนหนาทึบ ลมเย็นพัดผ่านจนธงประจำกองทัพสะบัดเสียงดัง ฉีเยว่หนิงเปิดม่านรถม้ามองออกไป“หลิงเอ๋อร์ เจ้าสังเกตหรือไม่”“อะไรหรือเพคะ”“ตั้งแต่เช้า เราไม่เห็นชาวบ้านเลยแม้แต่คนเดียว”หลิงเอ๋อร์ชะงัก “จริงด้วยเพคะ”แม่นมหลินซึ่งนั่งอยู่ด้วยกล่าวเบา ๆ “หากเป็นเส้นทางค้าขายตามปกติ
เว่ยเซวียนเฉินหันกลับมามองฉีเยว่หนิงอีกครั้ง นางยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้ร้องขอ ไม่ได้แสดงท่าทีอ่อนแอ มีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขารู้จักนิสัยของนางดี หากตัดสินใจแล้ว ต่อให้ห้ามเพียงใด นางก็คงหาทางตามไปจนได้ ในที่สุดเขาจึงถอนหายใจเบา ๆ“เจ้าชนะอีกแล้ว”ฉีเยว่หนิงเบิกตากว้าง “พระองค์ทรงอนุญาตหรือเพคะ”“แต่มีเงื่อนไข”“เพคะ”“เจ้าต้องอยู่กับหน่วยหมอหลวงเท่านั้น”“เพคะ”“ห้ามเข้าใกล้แนวหน้า”“เพคะ”“และหากเกิดอันตราย เจ้าต้องถอยทันที”ฉีเยว่หนิงยิ้มกว้างอย่างที่เว่ยเซวียนเฉินไม่ค่อยได้เห็น “หม่อมฉันรับปาก”เว่ยเซวียนเฉินส่ายหน้าอย่างจนใจ “เจ้าดื้อจริง ๆ”นางหัวเราะเบา ๆ “หม่อมฉันเรียนจากพระองค์”คำตอบนั้นทำให้แม้แต่หานเฟิงยังหลุดยิ้ม ไม่นานนัก ขบวนเสด็จก็เริ่มเคลื่อนออกจากเมืองหลวงธงมังกรแห่งแคว้นเว่ยโบกสะบัดเหนือทัพ เสียงกลองศึกดังเป
“ฝ่าบาท สารด่วนจากชายแดนพ่ะย่ะค่ะ”หานเฟิงรีบรับม้วนสารแล้วส่งถวายเว่ยเซวียนเฉิน พระองค์คลี่อ่านอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่บรรทัด สีหน้าก็เย็นลงจนทุกคนในท้องพระโรงรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวหยุดนิ่ง หานเฟิงถามเสียงต่ำ“ฝ่าบาท”เว่ยเซวียนเฉินค่อย ๆ กำสารในมือแน่น“ป้อมชิงหลงถูกตีแตกแล้ว”เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วท้องพระโรงในทันที แม่ทัพหลายคนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี เพราะป้อมชิงหลงคือด่านแรกของแนวป้องกันชายแดน หากมันแตก แคว้นฉีก็สามารถเคลื่อนทัพเข้าสู่หุบเขาเฟิงสุ่ยได้ภายในเวลาไม่กี่วันเว่ยเซวียนเฉินเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยประกายแข็งกร้าว“เตรียมม้า!”หานเฟิงเบิกตากว้าง “ฝ่าบาทจะเสด็จไปชายแดนหรือพ่ะย่ะค่ะ”“ใช่” เขากวาดสายตามองขุนนางทั้งท้องพระโรง “ข้าจะไปบัญชาการด้วยตนเอง”ในตำหนักท้ายวัง ฉีเยว่หนิงได้รับข่าวในเวลาไล่เลี่ยกัน นางยืนตัวแข็งอยู่กลางห้อง มือที่ถือถ้วยชาสั่นเล็กน้อย ก่อนถ้วยชาจะหล่นลงพื้นแตกกระจาย หลิงเอ๋อร์รีบเข้ามาประคอง
เขาหันไปมองแม่ทัพฝ่ายเหนือ“ส่งทหารม้าสามพันไปเสริมป้อมชิงหลงภายในคืนนี้”จากนั้นหันไปยังกรมคลัง“เปิดคลังเสบียงฉุกเฉิน จัดส่งข้าวและยาสมุนไพรไปแนวชายแดน”ขุนนางกรมคลังรีบคุกเข่า“พ่ะย่ะค่ะ”เว่ยเซวียนเฉินตรัสต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น“ให้กรมพิธีการร่างสาส์นถึงแคว้นฉี ถามเหตุผลของการเคลื่อนทัพอย่างเป็นทางการ แต่ห้ามใช้ถ้อยคำอ่อนข้อ”ขุนนางฝ่ายพิธีการรีบรับคำ“พ่ะย่ะค่ะ”หานเฟิงมองผู้เป็นนายด้วยความกังวล แม้คำสั่งทุกอย่างจะรอบคอบ แต่เขารู้ดีว่าสิ่งที่หนักที่สุดในใจเว่ยอ๋องไม่ใช่เพียงสงคราม หากเป็นหญิงสาวในตำหนักท้ายวัง ผู้ซึ่งเพิ่งประกาศเลือกแคว้นเว่ย และบัดนี้บิดาของนางกำลังยกทัพมาประชิดชายแดนในเวลาเดียวกัน ฉีเยว่หนิงยืนอยู่หน้าต่างตำหนักท้ายวัง มองแสงคบเพลิงที่ส่องสว่างเป็นทางยาวไปยังท้องพระโรง นางได้ยินเสียงกลองเรียกประชุมตั้งแต่กลางดึก และรู้ทันทีว่าข่าวจากชายแดนไม่ใช่เรื่องเล็กหลิงเอ๋อร์ยืนอยู่ข้างกาย สีหน้าซีดเผือด“พระชายา
บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดรุ่งเช้า หอส่งข่าวของแคว้นเว่ยได้รับรายงานด่วนจากแนวชายแดน หานเฟิงรีบนำม้วนสารเข้าสู่ตำหนักใหญ่ทันที เว่ยเซวียนเฉินคลี่อ่านอย่างรวดเร็ว สีหน้าของพระองค์ค่อย ๆ เคร่งขรึมลงรายงานระบุว่า กองกำลังจำนวนมากของแคว้นฉีกำลังเคลื่อนกำลังและเสริมการประจำการตามแนวชายแดนด้านที่ติดกับแคว้นเว่ยแม้ยังไม่มีการปะทะเกิดขึ้น แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ทั้งราชสำนักเว่ยตื่นตัว เว่ยเซวียนเฉินเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนกำรายงานไว้แน่น คำมั่นที่ให้ไว้ใต้แสงจันทร์เมื่อคืน ยังอุ่นอยู่ในหัวใจแต่เขารู้ดีว่า จากวันนี้เป็นต้นไป การปกป้องฉีเยว่หนิงอาจยากกว่าที่เคยเป็น เพราะพายุลูกใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาแล้วเมฆดำเหนือชายแดนข่าวจากชายแดนมาถึงเมืองหลวงแคว้นเว่ยในยามที่ฟ้ายังไม่สว่างดี ม้าศึกตัวหนึ่งควบผ่านประตูเมืองเข้ามาด้วยความเร็วสูง ขนแผงคอของมันเปียกชุ่มด้วยเหงื่อและน้ำค้างยามรุ่งสาง ส่วนทหารส่งสารบนหลังม้าหน้าซีดจนแทบไร้สีเลือด เขากำม้วนสารด่วนไว้แน่น ราวกับของสิ่งนั้นมิใช่เพียงกระดาษหนึ่งม้วน ห
ค่ำคืนปกคลุมทั่วพระราชวัง ฉีเยว่หนิงยังคงนั่งอยู่ที่ศาลาริมสระบัวเพียงลำพัง นางเงยหน้ามองพระจันทร์เต็มดวง“ท่านแม่” นางพึมพำเบา ๆ “ลูกหวังว่าท่านจะไม่โกรธที่ลูกเลือกเส้นทางนี้”เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง ฉีเยว่หนิงหันกลับไป เว่ยเซวียนเฉินกำลังเดินเข้ามาช้า ๆ เขาไม่ได้สวมฉลองพระองค์เต็มยศ มีเพียงชุดคลุมสีเข้มธรรมดา ทำให้ดูเหมือนบุรุษผู้หนึ่งที่เดินมาหาหญิงที่ตนห่วงใย มากกว่าจะเป็นผู้ครองแผ่นดิน นางลุกขึ้นคำนับ“ถวายพระพรฝ่าบาท”เว่ยเซวียนเฉินมองนางอยู่นานก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“ต่อไปนี้ อย่าคำนับข้าเช่นนี้เมื่ออยู่กันเพียงสองคน”ฉีเยว่หนิงยิ้มบาง “พระองค์ยังเป็นเว่ยอ๋อง”“แต่เจ้าคือภรรยาของข้า”นางชะงัก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเรียกนางเช่นนั้น เว่ยเซวียนเฉินเดินเข้ามาใกล้“ข้ารู้แล้ว”ฉีเยว่หนิงเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย “รู้เรื่องใดเพคะ”“ข้ารู้ว่าเจ้าปฏิเสธพระราชสาส์น รู้ว่าเจ้าถูกตัดออกจากราชวงศ์ และรู้ว
ฮุยอินเป็นผู้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางนั้นระรื่นหูและก้องกังวานใสดุจระฆังหากสายตากลับคมวาววับยามจับจ้องไปยังพระธิดาโฉมงามผู้มาเป็นองค์ชายาปาอ๋องแห่งแคว้นหลู่ จางลี่มัวแต่มองไปรอบ ๆ ตำหนักใหญ่โตกว้างขวางและโดดเด่นด้วยการตกแต่งอันวิจิตร วั่งซูยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเดิม“พระธิดา...ตำหนักนี้ต่อไปข้างห
จางลี่ค่อย ๆ ก้าวลงเบื้องล่าง นับเป็นการเหยียบพื้นแผ่นดินแคว้นหลู่ครั้งแรก หากทว่านางก็ต้องพบความประหลาดใจอีกครั้งเมื่อเห็นว่ามิได้มีเหล่าข้าราชบริพารมาต้อนรับอุนหนาฝาคั่งดั่งที่คิดหมาย มิมีเสียงแซ่ซ้องต่อการเดินทางมาของว่าที่องค์ชายาผู้เป็นถึงพระธิดาแห่งอ๋องผู้เป็นใหญ่จากแดนไกลอย่างแคว้นฉี หากมินั
“หลินเจิน...เจ้าคิดว่าข้าใจเร็วไปหรือไม่เล่า?”คำถามถูกตั้งขึ้นโดยหญิงสาวเรือนร่างบอบบางในชุดเสื้อคลุมผ้าไหมบ่งบอกฐานะของผู้สวมใส่ว่ามิใช่ปุถุชนธรรมดาทั่วไปขณะนั่งในรถม้าและมีหญิงสาวอีกนางนั่งอยู่เคียงข้างแต่การแต่งกายนั้นบอกสถานะต่ำกว่า หลินเจินเลื่อนผ้าม่านในรถเทียมม้าเพื่อมองภาพเบื้องน
“หม่อมฉันหร้อมรับโทษเพคะ และหากหม่อมฉันตายไปก็ขอพระองค์โยนร่างของหม่อมฉันลงไปที่ใต้ตำหนักร้อยไหมให้จระเข้ของพระองค์ฉีกทึ้ง มิต้องเหลือซากแม้กระดูกกลับคืนแผ่นดินฉี”ควับ!!“ฮึก!”จางลี่สะดุ้ง หลังของนางแอ่นเมื่อหลี่เจี๋ยหวดแส้ลงบนหลังบอบบางหนแรกจนชุดผ้าแพรเป็นรอยแยกบางๆ หากนางกลับมิส่งเสียงร้องออกมา







