Mag-log inฮุยอินเป็นผู้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางนั้นระรื่นหูและก้องกังวานใสดุจระฆังหากสายตากลับคมวาววับยามจับจ้องไปยังพระธิดาโฉมงามผู้มาเป็นองค์ชายาปาอ๋องแห่งแคว้นหลู่ จางลี่มัวแต่มองไปรอบ ๆ ตำหนักใหญ่โตกว้างขวางและโดดเด่นด้วยการตกแต่งอันวิจิตร วั่งซูยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเดิม
“พระธิดา...ตำหนักนี้ต่อไปข้างหน้าถือว่ามันจะตกเป็นสมบัติของท่าน มันเป็นตำหนักที่องค์ชายหลี่เจี๋ยทรงมีรับสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อได้ชมภาพความงดงามของสายน้ำ ดอกไม้นานาชนิด มีเพียงผู้แทนการค้าจากต่างแคว้นที่ได้เข้ามาชื่นชมความงามหากองค์ชายมิเคยมีพระบรมราชานุญาติให้ผู้ใดมานอนพักผ่อนแม้เพียงชั่วยามของราตรี ขอให้ท่านได้รื่นรมย์กับความงามนี้ก่อนที่องค์ชายจะเสด็จมาถึง ส่วนตัวข้าขอตัวกลับไปยังวังหลวง ต้องขออภัยด้วยหากมีสิ่งใดที่ทำให้ท่านไม่สบายใจ”
“ขอบใจมาก ท่านวั่งซู มิมีสิ่งใดที่ข้าจะไม่สบายใจ แค่นี้ก็ถือว่าพวกท่านได้ตั้งใจทำอย่างเต็มที่แล้ว”
จางลี่กล่าวก่อนหันไปชื่นชมภาพสายน้ำและไม้ดอกเมื่อวั่งซูเดินออกไปจากตำหนัก แต่แล้วกลับต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงก้องหวานใส
“ตำหนักนี้สร้างขึ้นเพื่อประสงค์ขององค์ชายที่จะได้ชมภาพความงามของสายน้ำและดอกไม้ หากก็หาได้มีไว้เพื่อประสงค์เดียวไม่”
“ฮุยอิน...”
จางลี่หันกลับมาเห็นบุตรสาวของพระอาจารย์ยังยืนยู่ นางจ้องมองมายังพระธิดาผู้งดงามของฉีหวนกงและนางผู้ติดตามด้วยสายตาคมวับ รอยยิ้มเล็ก ๆ แต่น่ากลัวผุดขึ้นบนมุมปากอาบสีแดงชาด
“ท่านอยากรู้หรือไม่เล่าว่าองค์ชายสร้างตำหนักร้อยไหมขึ้นมาเพื่อประสงค์อื่นใดนอกจากที่ท่านพ่อของข้าบอกไป”
“ฮุยอิน...”
จางลี่ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นฮุยอินเดินไปหยุดที่หน้าระเบียง นางเหลือบมองลงไปยังวังน้ำใต้ตำหนักตามสายตาของบุตรสาวพระอาจารย์วั่งซูที่จ้องมองลงไป น้ำเบื้องล่างใสแจ๋วและมีกอดอกไม้ลอยชูช่อบานเบ่งกระทั่งฮุยอินดึงดอกไม้ประดับผมของนางโยนลงไป
“ว๊าย!”
หลินเจินเป็นคนร้องออกมาเมื่อจู่ ๆ น้ำไหวกระเพื่อมรุนแรงและปรากฏจระเข้ตัวใหญ่โผล่หัวของมันขึ้นมางับดอกไม้ก่อนดำดิ่งหายไปแต่ก็หาใช่เพียงตัวเดียวไม่เพราะไม่ถึงชั่วลมหายใจก็มีจรเข้อีกสี่ห้าตัวโผล่ขึ้นมาจากน้ำแหวกว่ายไปมาในน้ำใต้ตำหนักร้อยไม้อันลือชื่อว่างามหนักหนายังความตระหนกแก่ทั้งจางลี่และนางกำนัลผู้ติดตาม หลินเจินลืมตัวเข้าไปจับมือเย็บเฉียบของนายหญิงด้วยความหวาดกลัว ฮุยอินหันกลับมาเห็นองค์ชายาหน้าซีดหากนางกลับเหยียดยิ้ม
“ต้องขออภัยที่ท่านพ่อของข้ามิได้ทูลให้พระธิดาได้ทราบว่าตำหนักร้อยไหมนี้นอกจากความงามวิจิตรอันเลือเลื่องแล้วก็ยังมีความน่ากลัวพอกัน”
“นี่มันหมายความว่าอย่างไร” หลินเจินตั้งสติได้จึงถามขึ้น “เหตุใดองค์ชายจึงให้พระชายาประทับอยู่ในสถานที่น่ากลัวเช่นนี้”
“ข้ามิรู้ดอกเพราะนั่นเป็นประสงค์ขององค์ชายหลี่เจี๋ย แต่ก็อยากให้องค์ชายาได้รับรู้ไว้เท่านั้นว่าหากมิมีความจำเป็นอันใดก็อย่าได้ลงไปเล่นน้ำใต้ตำหนักแห่งนี้”
พอฮุยอินกล่าวจบก็มีทหารเกือบสิบนายถืออาวุธเดินเรียงแถวเข้ามาแล้วยืนเรียงแถวบนสะพานทอดข้ามจากแผ่นดินเข้ามายังตำหนักร้อยไหม ดูแล้วเหมือนว่ามาถวายการดุแลความปลอดภัยหากแต่จางลี่กลับมิได้รู้สึกดั่งนั้นเลย นางเหลือบมองจระเข้ที่ว่ายวนในน้ำเพิ่มมากขึ้นอีกหลายสิบตัวก่อนหันกลับไปยังฮุยอิน
“จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องให้ทหารของหลู่อ๋องมาอารักขาข้ามากมายเช่นนี้เพราะข้าก็มีคนของข้าติดตามมาด้วย”
“ข้ามิอาจตอบเรื่องนี้ได้ ท่านควรถามองค์ชายหลี่เจี๋ยเพื่อความกระจ่างใจควรจะดีกว่า...ข้าขอตัวก่อน”
กล่าวจบนางก็หันหลังเดินจากไป ฮุยอินเดินกลับไปหาบิดาของนางที่นั่งรอบนเกี้ยวด้วยรอยยิ้ม นางขึ้นไปนั่งบนเกี้ยวของวั่งซูก่อนพระอาจารย์เป็นฝ่ายถามขึ้น
“เป็นอย่างไรบ้างฮุยอิน?”
“อะไรหรือคะท่านพ่อ...ถ้าหากเป็นองค์ชายาของหลู่อ๋องแล้วล่ะก็ความจริงท่านน่าจะให้ทหารของเราจับพวกนางโยนลงไปให้จระเข้ใต้ตำหนักร้อยไหมกินเสียให้สิ้นซาก”
“อย่าเพิ่งวู่วาม คิดการใหญ่ใจต้องนิ่ง พ่อบอกเจ้าหลายหนแล้วว่าการกระทำสิ่งใดเราต้องสงบจิตสงบใจและรอจังหวะเวลาอันเหมาะสม”
“นี่หรือคือเวลาเหมาะสม? ไหนท่านพ่อเคยสัญญาว่าจะผลักดันให้ข้าเป็นองค์ชายาขององค์ชาย แล้วเหตุใดเล่าท่านจึงเห็นดีเห็นงามเมื่อฉีหวนกงยกธิดาให้เป็นราชินีแคว้นหลู่”
“ใจเย็นไว้ฮุยอิน อย่าลืมว่าฉีหวนกงมีศักดิ์เป็นถึงพระปิตุลาขององค์ชายหลี่เจี๋ย”
คืนนั้นเว่ยเซวียนเฉินนั่งอยู่ในห้องทรงงานแต่กลับอ่านฎีกาไม่รู้เรื่อง ไม่ว่าจะเปิดเอกสารกี่ครั้งภาพของฉีเยว่หนิงก็ยังปรากฏขึ้นมาในความคิด รอยยิ้มของนาง น้ำตาของนาง และความอ่อนโยนที่นางมีต่อผู้อื่น แม้กระทั่งต่อคนอย่างเขา เขาหลับตาลง ก่อนเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ"ข้ากำลังทำอะไรอยู่"เพราะความรู้สึกที่เกิดขึ้นเริ่มเกินกว่าความสงสารและเกินกว่าความสนใจธรรมดาจนแม้แต่ตัวเขาเองก็เริ่มหวาดกลัวขณะที่เว่ยเซวียนเฉินกำลังสับสนกับหัวใจของตนเอง หานเฟิงก็รีบวิ่งเข้ามาในห้องทรงงาน สีหน้าตื่นตระหนก"ฝ่าบาท!"เว่ยอ๋องลืมตาขึ้นทันที "เกิดอะไรขึ้น"หานเฟิงคุกเข่าลงก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด"คนของเงาโลหิตพบจดหมายลับอีกฉบับ...เป็นจดหมายที่มหาเสนาบดีเจียงส่งถึงฉีหวนกงก่อนศึกผิงหยวน"เว่ยเซวียนเฉินรับจดหมายมาเปิดอ่านและเพียงบรรทัดแรกสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที"เรื่ององค์หญิงเยว่หนิงเป็นไปตามแผนแล้ว อีกไม่นานนางจะกลายเป็นกุญแจสำคัญของทั้งสองแคว้น"มือของเว่ยอ๋องกำกระดาษแน่น หัวใจเย็นวาบเพราะนั่นหมายความว่าการอภิเษกระหว่างเขากับฉีเยว่หนิงอาจถูกวางแผนเอาไว้ตั้งแต่หลายปีก่อนแล้วความเข้าใจครั้งแรกหลังจากวัน
"ข้าไม่ได้ร้องไห้...เพียงรู้สึกเจ็บปวดแทนเขา"หลิงเอ๋อร์เงียบลงก่อนนั่งข้าง ๆ"พระองค์ไม่จำเป็นต้องรับภาระนั้นก็ได้""แต่ข้าอยากรับ"ฉีเยว่หนิงตอบทันที ดวงตาคู่งามทอดมองไปไกล"หากสิ่งที่ฝ่าบาทเชื่อมาตลอดเป็นความจริง...เขาคงอยู่กับความทุกข์นั้นมาหลายปี" น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย "ข้าไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าการเห็นคนที่รักตายต่อหน้าต่อตาจะเจ็บปวดเพียงใด"หลิงเอ๋อไม่รู้จะปลอบอย่างไรจึงได้แต่นั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างกายคืนนั้นฉีเยว่หนิงนอนไม่หลับ ในหัวเต็มไปด้วยภาพที่เว่ยเซวียนเฉินเล่าให้ฟัง ภาพของเว่ยเซวียนหลง ชายผู้เสียชีวิตในสนามรบ ภาพของเด็กหนุ่มวัยสิบแปดที่ต้องกอดร่างพี่ชายเอาไว้ท่ามกลางกองเลือดและคำสุดท้ายที่เอ่ยชื่อฉีหวนกง นางหลับตาลงช้า ๆ ก่อนน้ำตาจะไหลออกมาอีกครั้งเพราะแม้นางจะไม่ใช่ผู้กระทำ แต่ฉีหวนกงคือบิดาของนางคือคนที่มีสายเลือดเดียวกัน ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไรนางก็ไม่อาจตัดขาดจากความรับผิดชอบทางใจได้เช้าวันต่อมาฉีเยว่หนิงเดินทางไปยังศาลาริมสระบัวอีกครั้ง นางรู้ว่าเว่ยเซวียนเฉินมักมาที่นี่ในช่วงเช้าและวันนี้นางมีบางอย่างอยากพูด เมื่อมาถึง บุรุษในชุดดำก็ยืนอยู่ตรงนั้นจริง ๆ กำ
ฉีเยว่หนิงเงียบลงทันที"เขาชื่อเว่ยเซวียนหลง" เว่ยอ๋องกล่าวช้า ๆ สายตาทอดมองไปไกลราวกับกำลังมองเห็นอดีต"เป็นรัชทายาทแห่งแคว้นเว่ยและเป็นคนที่ดีที่สุดที่ข้าเคยรู้จัก"น้ำเสียงนั้นทำให้นางสัมผัสได้ถึงความรักและความเคารพที่เขามีต่อพี่ชาย"ตอนเด็ก ๆ" เว่ยเซวียนเฉินกล่าวต่อ "ข้าเป็นคนหัวแข็งชอบก่อเรื่องแต่ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น พี่ใหญ่จะคอยปกป้องข้าเสมอ"ดวงตาคมเข้มอ่อนลงเล็กน้อย"เขาเคยบอกข้าว่า...'หากวันหนึ่งพี่ไม่อยู่แล้ว เจ้าต้องปกป้องแคว้นเว่ยแทนพี่'"ฉีเยว่หนิงนิ่งฟังไม่ขัดจังหวะ สายลมพัดผ่านอีกครั้งก่อนที่น้ำเสียงของเว่ยอ๋องจะเปลี่ยนไป เย็นลงและเจ็บปวดขึ้น"จากนั้นศึกผิงหยวนก็เกิดขึ้น" มือของเขากำแน่น"กองทัพเว่ยพ่ายแพ้ พี่ใหญ่ถูกลอบโจมตี และตายต่อหน้าต่อตาข้า"ฉีเยว่หนิงรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัดแม้เพียงได้ฟังก็ยังรู้สึกถึงความเจ็บปวด แล้วสำหรับคนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงจะทุกข์ทรมานเพียงใด"ก่อนตาย" เว่ยเซวียนเฉินกล่าวต่อเสียงแผ่วลง "เขาเอ่ยชื่อคนผู้หนึ่ง"ฉีเยว่หนิงรู้คำตอบอยู่แล้วแต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้น"ฉีหวนกง"ทันทีที่ชื่อของบิดานางถูกเอ่ยออกมาบรรยากาศรอบตัวก็เงียบงัน เว่ยอ๋องหัวเร
เว่ยอ๋องหัวเราะเย็น "ทุกคนบอกว่าพี่ใหญ่ตายเพราะสงคราม...แต่ข้าไม่เคยเชื่อ"หานเฟิงเงียบเพราะนี่คือเรื่องที่ไม่มีใครกล้าพูดแม้กระทั่งในราชสำนัก เว่ยเซวียนเฉินกล่าวต่อ"ข้าจำสายตาของพี่ใหญ่ได้...ก่อนตายเขามองบางอย่าง และเอ่ยชื่อฉีหวนกง"ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความเจ็บปวด"ข้าไม่เคยลืม...แม้แต่วันเดียว"ภายในใจของเขาภาพวันนั้นยังคงชัดเจน ฉีหวนกง กษัตริย์แห่งแคว้นฉี บุรุษผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษแต่สำหรับเขาอีกฝ่ายคือคนที่พรากพี่ชายไป คือศัตรู และเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาไม่อาจเปิดใจให้ฉีเยว่หนิงได้เต็มที่ แม้นางจะไม่เคยทำอะไรผิด แม้นางจะอ่อนโยน แม้นางจะช่วยเหลือผู้คนแต่ทุกครั้งที่มองนางเขายังคงเห็นเงาของฉีหวนกงขณะเดียวกันภายในตำหนักท้ายวัง ฉีเยว่หนิงกำลังนั่งอ่านตำราอยู่เพียงลำพัง ไม่รู้เลยว่าในเวลาเดียวกันเว่ยเซวียนเฉินกำลังต่อสู้กับอดีตของตนเอง สายลมพัดผ่านหน้าต่างจนเปลวเทียนไหววูบนางเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าก่อนจะรู้สึกแปลก ๆ ในใจราวกับมีบางสิ่งกำลังเกิดขึ้นรุ่งสาง เว่ยเซวียนเฉินยังไม่ได้นอน เขายังคงนั่งอยู่ในห้องทรงงาน รายงานลับเกี่ยวกับมหาเสนาบดีเจียงวางอยู่ตรงหน้ารวมถึงเอกสารใหม่อี
นางหันกลับมาและพบเว่ยเซวียนเฉินยืนอยู่ สายลมพัดชายอาภรณ์สีดำของเขาเบา ๆ"ฝ่าบาท"ฉีเยว่หนิงค้อมกาย เว่ยอ๋องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเรียบ ๆ"ครั้งหน้า...อย่าโง่จนถูกใส่ร้ายอีก"ฉีเยว่หนิงชะงักก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ "เพคะ"เว่ยเซวียนเฉินขมวดคิ้ว "เจ้าหัวเราะอะไร""หม่อมฉันเพียงดีใจที่ครั้งนี้มีคนเชื่อหม่อมฉัน"คำตอบนั้นทำให้เว่ยอ๋องนิ่งไปชั่วขณะคืนนั้นภายในจวนมหาเสนาบดีเจียง ชายชุดดำคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเจียงฉางเหอ"ท่านอาจารย์ ...เว่ยอ๋องเริ่มปกป้องพระชายาแล้ว"เสียงหมากในมือชายชราหยุดลง ดวงตาเย็นเยียบอย่างน่ากลัว"เช่นนั้นหรือ"เขายิ้มบาง ๆ แต่รอยยิ้มนั้นกลับทำให้ผู้พบเห็นหนาวสั่น"ดูเหมือน...เราจะปล่อยนางไว้ไม่ได้อีกต่อไป"จากนั้นเขาจึงหยิบม้วนฎีกาลับออกมา ด้านบนประทับตราของฉีหวนกงและข้อความหนึ่งที่ถูกเก็บซ่อนไว้มานานหลายปี ความลับที่สามารถทำลายทั้งฉีเยว่หนิงและเว่ยเซวียนเฉินได้ในคราวเดียวพายุลูกใหม่กำลังใกล้เข้ามาแล้วตอนที่ 28บาดแผลในอดีตราตรีนั้นเงียบงันกว่าทุกคืน สายลมหนาวพัดผ่านกำแพงวังหลวงของแคว้นเว่ย เสียงใบไม้เสียดสีกันดังแผ่วเบาท่ามกลางความมืดภายในตำหนักใหญ่ เว่ยเซว
ยามบ่ายตำหนักชิงอันเต็มไปด้วยสตรีในวังหลวง เหล่าสนมต่างแต่งกายอย่างงดงามอวดฐานะและความโปรดปรานของตน หลันเฟยนั่งอยู่ด้านขวาของไทเฮาแม้พักหลังจะถูกลดบทบาทลงแต่นางยังคงเป็นสตรีที่โดดเด่นที่สุดในวังหลังเมื่อฉีเยว่หนิงก้าวเข้ามาสายตาหลายคู่ก็หันมาทันที หลังจากคดีวางยาพิษและข่าวที่เว่ยอ๋องส่งหมอหลวงไปดูแลด้วยตนเองผู้คนเริ่มมองนางแตกต่างออกไป"ถวายพระพรไทเฮา"ฉีเยว่หนิงค้อมกาย ไทเฮายิ้มบาง ๆ แต่แววตากลับเย็นชา"นั่งเถิด""เพคะ"ฉีเยว่หนิงนั่งลงอย่างสงบโดยไม่รู้เลยว่าสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องอยู่ เวลาผ่านไปไม่นาน งานดำเนินไปอย่างราบรื่นจนกระทั่งเสียงกรีดร้องดังขึ้น"สร้อยหยกมังกร!"สนมหวังเฟยลุกขึ้นยืน ใบหน้าซีดเผือด"สร้อยหยกมังกรของข้าหายไป!"ทั่วห้องเงียบลง ไทเฮาขมวดคิ้ว "ของสำคัญเช่นนั้นหายได้อย่างไร"หวังเฟยรีบคุกเข่า "เป็นของพระราชทานเพคะ...หม่อมฉันเพิ่งสวมอยู่เมื่อครู่"บรรยากาศเริ่มตึงเครียดเพราะทุกคนรู้ดีว่าสร้อยหยกมังกรไม่ใช่เครื่องประดับธรรมดาแต่เป็นของหลวงการขโมยถือเป็นความผิดร้ายแรง"จงค้นหาเดี๋ยวนี้"ไทเฮาสั่ง เหล่านางกำนัลเริ่มตรวจสอบพื้นที่ก่อนจะมีเสียงหนึ่งดังขึ้น"พบแล้วเพคะ
"เหตุใดเจ้าจึงชอบสร้างปัญหา"เว่ยอ๋องพึมพำเบา ๆ แม้รู้ว่านางไม่ได้ยิน"ถูกลอบสังหาร...ถูกวางเพลิง ถูกวางยา"สายตาคมเข้มทอดมองใบหน้าซีดเซียวตรงหน้าก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่คุ้นเคย"เจ้าคิดจะเอาชีวิตไปทิ้งหรืออย่างไร"แน่นอนไม่มีคำตอบมีเพียงเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคาอย่างต่อเนื่อง เวล
แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้นางชะงัก กลางห้องมีชายผู้หนึ่งนอนจมกองเลือด และบนกำแพงด้านหลังมีข้อความถูกเขียนด้วยเลือดสด ๆ"จงหยุดสืบ คนต่อไปคือเว่ยอ๋อง"หัวใจของฉีเยว่หนิงเต้นแรงทันทีเพราะชายที่กำลังจะสิ้นใจตรงหน้าคือหนึ่งในสายลับของเงาโลหิตที่เว่ยเซวียนเฉินเพิ่งส่งออกไปสืบสวนและก่อนที่เขาจะหมดลมหายใจ ช
"พ่ะย่ะค่ะ" หานเฟิงตอบ "นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่ส่งเงินให้ครอบครัวพ่อครัวก่อนเกิดเหตุ เป็นพ่อค้าคนหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเจียง"เว่ยเซวียนเฉินลุกขึ้นช้า ๆ เดินไปยืนหน้าหน้าต่าง สายฝนยังคงตกไม่หยุด"คนของไทเฮา...ตระกูลเจียงและคดีที่เกี่ยวข้องกับพระชายา"ภาพทั้งหมดเริ่มเชื่อมต่อกันทีละส่วน ก่
ผู้ต้องสงสัยเช้าวันถัดมา บรรยากาศในตำหนักท้ายวังเคร่งเครียดกว่าทุกวัน แสงแดดอ่อนยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างไม้ แต่กลับไม่อาจขับไล่ความเย็นเยียบที่ปกคลุมอยู่ภายในห้องได้ ป้ายหยกสีเลือดยังคงวางอยู่บนโต๊ะ สีแดงเข้มของมันดูน่าหวาดหวั่นภายใต้แสงอาทิตย์ อาฉิงนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้ายังซีดเซียวจากพิษที่ได้รับเ
![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






