Masukเนื่องจากในวังมีการเลื่อนวันเข้าเฝ้า จากกำหนดเดิมคือสิบห้าวันหลังเสร็จพิธีปักปิ่นของนาง ไม่รู้เพราะเหตุอันใดจึงร่นระยะเวลาให้เหลือเพียงสามวัน
เป็นเหตุให้พวกนางต้องเร่งกลับบ้านทันทีเพื่อเข้าร่วมงานปักปิ่นที่จะจัดขึ้นก่อนกำหนดสิบห้าวัน หากว่ากันตามจริงแล้ว ถ้านางไม่ได้รับความสำคัญในครั้งนี้ขึ้นมา หลี่หลิงเฟิ่งไม่ถูกจัดให้เข้าร่วมและเป็นหนึ่งในตัวเอกของงานแน่นอน ไม่รู้ว่าตอนนี้คนพวกนั้นจะเคียดแค้นใจมากแค่ไหนที่ต้องแบ่งพื้นที่ในจวนแก่น้องห้าอย่างนางได้ใช้สอย
“พร้อมหรือยัง”
“เจ้าค่ะ”
หลี่เฟยหยางลูบหัวนาง “ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก” หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มรับ ผงกศีรษะน้อยๆ ก่อนก้าวขึ้นไปนั่งในรถม้าที่จัดเตรียมไว้
ใครบอกว่านางกลัวกัน นางเฝ้ารอให้วันนี้มาถึงที่สุดต่างหาก
ด้านนอกมีหลี่เฟยหยางกับหวังซีควบม้าขนาบข้างซ้ายขวา เสี่ยวเฉินคอยกุมบังเหียนขับเคลื่อนรถม้า ส่วนนางผู้ที่สบายสุด กึ่งนั่งกึ่งนอนเอกเขนกอยู่ในรถม้า ฟังเรื่องเล่าขบขันจากสาวใช้ตัวน้อยของคนในเมืองหลี่ไปพลาง มือหยิบขนมที่เสี่ยวเซียงเตรียมไว้เข้าปากไปพลาง ส่วนหูซานกับหวังข่ายนั้นจะติดตามมาทีหลัง จำต้องจัดการลู่ทางโรงหมอที่นั่นสักพักใหญ่
ขาดก็แต่อู๋เหยียนที่หายไปตั้งแต่วันนั้น หลี่หลิงเฟิ่งเคยถามหลี่เฟยหยางครั้งหนึ่ง คำตอบที่ได้มีแค่สามพยางค์ ‘ทำธุระ’ ถ้าจะตอบแบบนี้อย่าตอบเลยยังจะดีกว่า
นางแอบลงความเห็นในใจตนเองเงียบๆ ว่าจะโดดเดี่ยวหลี่เฟยหยาง
จนแล้วจนรอด หญิงสาวก็ลืมความคิดแรกเริ่มไปเสียสนิท เมื่อหลี่เฟยหยางมักชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ร้องขอกินขนมบ้าง ดื่มน้ำแก้กระหายบ้าง สีหน้าเบิกบานตลอดทาง ทั้งยังพูดจาเอาอกเอาใจจนนางลืมไปแล้วว่าจะโกรธเขาให้นานหน่อย
ส่วนหวังซี ถึงหน้าตาจะพอนับได้ว่ามีเค้าความหล่อ นอกจากจะเงียบเป็นชีวิตจิตใจแล้ว ยังชอบตีหน้าเบื่อโลกเหลือแสนทั้งวัน พาลเอานางหมดอารมณ์จะสนทนาด้วย
ระยะทางจากเขตชายแดนไม่ไกลมากนัก เพียงนั่งรถม้ามาอย่างสบายๆ ถึงประตูเมืองเย็นวันที่สิบพอดี ตลอดเวลาที่เดินทางนับว่าเป็นช่วงผ่อนคลายที่สุดตั้งแต่นางมาเยือนบนโลกใบนี้ ทัศนียภาพที่แปลกตา เปลี่ยนแปลงตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นป่าเขา น้ำตก แหล่งที่อยู่อาศัย ผู้คนสัญจร รวมไปถึงหน้าตาหล่อเหลาของสองหนุ่มที่หมั่นเยี่ยมหน้ามาให้เห็นข้างหน้าต่างคลายความเหงา ไม่ว่าจะมองในแง่มุมใด จิตใจของหลี่หลิงเฟิ่งในช่วงไม่กี่วันมานี้เหมือนได้เติมพลังจนล้นปรี่
ครั้งที่ถูกขับไล่ออกจากจวน ก็เป็นกลางดึกคืนเดือนมืด ทั้งนางยังป่วยติดเตียงราวคนใกล้ตาย จึงไม่มีโอกาสได้ชมวิวทิวทัศน์ข้างทางเลยสักนิด ครั้งนี้ถือว่านางดูเกินคุ้มแล้ว
ยิ่งเข้าใกล้ตัวเมืองหลี่มากเท่าไหร่ เส้นทางสัญจรยิ่งแน่นขนัดจนบางช่วงถึงขั้นแออัดกันเลยทีเดียว หลี่หลิงเฟิ่งรู้มาว่าเมืองหลี่คล้ายกับเมืองของพ่อค้าวาณิชในปัจจุบัน หากแต่ก็ขาดเพียงการค้าทางเรือ เมืองหลี่ตั้งอยู่บนตีนเขา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของต้นกำเนิดหินแร่ เปรียบได้ว่าก่อนจะมาเป็นหินแร่นั้น ต้องงมหาเอาจากก้อนหินหน้าตาอัปลักษณ์ทั้งหลาย ถ้าโชคดีก็กะเทาะออกมาเจอหินแร่ แต่สัดส่วนที่จะเจอหินแร่นั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย เมืองนี้จึงเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ แหล่งพลังงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด
พ่อค้าแต่ละหัวมุมเมืองหรือแม้แต่แคว้นใกล้เคียงก็นิยมมาซื้อขายต้นกำเนิดหินแร่กันที่นี่ ทั้งหมดถูกส่งออกจากเมืองแห่งนี้เสียส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นตลาดค้าขายหินแร่ขนาดใหญ่ที่สุดในแว่นแคว้น ต้นกำเนิดหินแร่ที่มาจากเมืองหลี่จะมีราคาสูงกว่าที่อื่นเป็นเท่าตัว กลายเป็นค่านิยมของทุกผู้ทุกคนไปแล้ว หินที่ดีต้องเป็นหินจากเมืองหลี่เท่านั้น
ในเมืองแห่งนี้นอกจากอาชีพพ่อค้า ยังมีหนึ่งอาชีพที่ได้รับการกล่าวขานเป็นอย่างมาก นั่นก็คือนักคว้าจับ เป็นอาชีพของผู้เชี่ยวชาญด้านการดูหินแร่ หากท่านใดมีชื่อเสียงโด่งดัง อาจได้รับโอกาสเชิญให้ไปเป็นแขกผู้มีเกียรติในตระกูลใหญ่ ถึงแม้ฐานะไม่อาจเทียบเท่าผู้หลอมโอสถทั่วไป ทว่าความสำคัญที่ได้รับไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน
ทหารยามเฝ้าประตูเมืองเห็นรถม้าของจวนเจ้าเมืองก็ปล่อยผ่านไปอย่างนอบน้อม ไม่ต้องรอตรวจเหมือนขบวนรถม้าคันอื่นๆ เมื่อเข้าเมืองหลี่ เสียงจอแจดังทั่วท้องถนน แยกไม่ออกว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร อยู่ชนบทมา
หลายปี นานแล้วที่ไม่ได้เห็นความคึกคักจอแจที่คุ้นเคยอย่างนี้ หญิงสาวเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้น ชื่นชมรอบด้านอย่างตื่นตาตื่นใจตลอดทาง
“น้องสาว ถึงหน้าจวนของเราแล้ว” เสียงอ่อนโยนดังขึ้นด้านหน้าเมื่อรถม้าหยุดลง หลี่หลิงเฟิ่งก้าวออกมายืนนอกรถม้าพลันเห็นหลี่เฟยหยางยืนยิ้มละไม มือหนายื่นมาเบื้องหน้ารอรับนางอยู่ก่อนแล้ว
หวังซีเมื่อเห็นว่าหลี่หลิงเฟิ่งกลับถึงจวนอย่างปลอดภัยจึงขอแยกตัวไปอีกทาง หญิงสาวไม่ได้พูดอันใดมากนักเพียงกล่าวขอบคุณและผงกหัวเป็นเชิงรับรู้
คิดถึงครั้งที่ลืมตาดูโลกใบใหม่ครั้งแรก จากนั้นถูกตราหน้าว่าฆ่ามารดาตนเองจนต้องเนรเทศนางไปอยู่ในชนบท ถูกผู้คนลืมเลือน ใช้ชีวิตอยากยากลำบากจนเกือบตายมาหลายต่อหลายครั้ง
หวนคืนครั้งนี้...นางจะจัดการใครก่อนดี
หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น ลมอ่อนๆ โชยมาปะทะใบหน้างดงาม มือเรียวสวยวางลงบนฝ่ามือใหญ่ กระชับเข้าหากันแน่น ชายหนุ่มออกแรงดึงรั้งหญิงสาว มือข้างที่ว่างโอบเอวแผ่วเบา ส่งหลี่หลิงเฟิ่งลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล
ตั้งแต่ต้นจนจบรอยยิ้มน้อยๆ ที่ประดับตรงมุมปากหลี่หลิงเฟิ่งไม่เคยจางหายไปเลยแม้แต่น้อย ช่างสวนทางกับแววตาเยือกเย็นขึ้นทุกขณะที่ย่างก้าวเข้าสู่ประตูจวน เสี่ยวเซียงที่กระโดดโลดเต้นดีใจ รับรู้อารมณ์ผิดปกติของผู้เป็นนายพลันหยุดชะงัก สีหน้าของคุณหนูไม่มีสักเสี้ยวความปีติยินดี ออกจะ...ชวนขนหัวลุก แทรกลึกเข้าสู่ทุกอณูรูขุมขน
เพื่อนบ้านละแวกข้างๆ ต่างพากันออกมารอพบหน้าตัวไร้ค่าผู้มากวาสนาเป็นถึงคู่หมั้นคู่หมายองค์ชายรอง เมื่อได้ยลโฉมนางก็อึ้งงัน พลอยให้เสียงอื้ออึงดังขึ้นรอบด้านไม่หยุด
“ไหนว่าคุณหนูห้าตัวไร้ค่าแห่งตระกูลหลี่เป็นหญิงอัปลักษณ์อย่างไรเล่า ไฉนหน้าตาถึงงดงามราวนางฟ้านางสวรรค์ก็ไม่ปาน”
“นั่นสิ ใครมันปล่อยข่าวลือทำลายชื่อเสียงสาวงามเยี่ยงนี้” บุรุษกลุ่มหนึ่งมองหลี่หลิงเฟิ่งอย่างเคลิบเคลิ้ม ตกอยู่ในภวังค์ไม่อาจคืนสติ
“งดงามแล้วอย่างไร” สตรีนางหนึ่งพูดขึ้นบ้าง น้ำเสียงอิจฉาริษยาดังขึ้น “นางก็เป็นตัวไร้ค่าอยู่ดี”
“แค่หน้าตาจะทำอันใดได้ นางก็เป็นสวะไม่มีพลังยุทธ์อยู่ดี เสียดายใบหน้าสะสวยนั่นโดยแท้”
“ต่อให้นางเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีพลังยุทธ์แล้วอย่างไร แค่ได้มองหน้านางทุกคืนวัน ข้าก็พึงใจยิ่งแล้ว”
“เจ้าพึงใจ แต่คุณสมบัติแค่นี้จะพอให้ครองตำแหน่งพระชายารึ” สตรีที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ้มเยาะ “นางมีปัญญาเป็นภรรยาเจ้า แต่นางไม่ดีพอจะเป็นพระชายา”
เสียงโต้แย้งยังดังขึ้นไม่ขาดสาย ส่งผลให้ถนนสายนั้นทั้งสายเนืองแน่นไปด้วยผู้คนและเสียงทะเลาะเบาะแว้งกัน หลี่หลิงเฟิ่งตัวต้นเหตุไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง หงุดหงิดใจกับเรื่องที่นางไม่เคยต้องการ
นางเคยพูดหรือว่าอยากได้ตำแหน่งพระชายาเฮงซวยนี่ ใครอยากเป็นก็เป็นไปสิ นางหาได้สนใจไม่
สิ่งที่นางเกลียดรองลงมาจากการเรืองอำนาจของคนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็คือเรื่องคลุมถุงชนนี่แหละ ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้นกับนางจริงๆ
หลี่หลิงเฟิ่งคนก่อนคิดอย่างไรไม่อาจทราบได้ แต่หลี่หลิงเฟิ่งคนนี้ไม่ยินยอมพร้อมใจ ใครก็บังคับไม่ได้!
ขณะที่ความหงุดหงิดพุ่งสูงไร้ที่ระบายอยู่นั้น แรงบีบเบาๆ บนมือข้างซ้ายช่วยปลอบประโลมจิตใจนาง หญิงสาวเหลือบมองชายหนุ่มข้างกายแวบหนึ่ง ใบหน้ายังคงเย็นชาเหมือนเช่นที่เจอกันครั้งแรก มองตามทางข้างหน้าอย่างเฉยเมย หลี่หลิงเฟิ่งเม้มปากแน่น ไม่ฟังคำพูดเหล่านั้นอีกต่อไป เดินตามหลี่เฟยหยางเข้าจวนด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
“คุณชายใหญ่และคุณหนูห้ากลับมาแล้ว!” ข้ารับใช้คนหนึ่งยืนเฝ้าประตูร้องตะโกนเสียงดัง ตามธรรมเนียมของจวนตระกูลใหญ่ หลี่หลิงเฟิ่งเพ่งมองเข้าไปข้างในจากที่ไกลๆ สังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนรอต้อนรับพวกนางอยู่
หลี่หลิงเฟิ่งหันไปกระซิบกระซาบบอกเสี่ยวเซียง “พวกเจ้าสองคนเอาของไปเก็บที่เรือนก่อน ดูแลห้องหับให้เรียบร้อย แล้วรอจนกว่าข้าจะกลับไป”
ทั้งสองพยักหน้าอย่างว่าง่าย ช่วยกันหอบสัมภาระจำเป็นที่นำกลับมาด้วยแยกตัวออกไปยังเรือนด้านหลัง ส่วนนางเดินขนาบข้างเคียงคู่หลี่เฟยหยางไปหากลุ่มคนด้านหน้าเรือนใหญ่
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ ความทรงจำเมื่อครั้งนั้นยิ่งชัดเจน ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุด เป็นจุดเด่นของคนกลุ่มนี้ก็คือนายหญิงแห่งจวนเจ้าเมืองหลี่ ผู้เรืองอำนาจมากที่สุดรองจากเจ้าเมืองหลี่ผู้เป็นสามี นอกจากนี้ยังมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยนางหนึ่ง อายุอานามมากกว่านางปีสองปีส่งยิ้มอ่อนๆ เปี่ยมด้วยมารยาทส่งมาให้ ถัดมายังมีอีกหนึ่งหญิงสาวหน้าตางดงามสะดุดตา ราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดสีหน้าราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกใด แต่เมื่อสังเกตดีๆ จะพบว่าชายแขนเสื้อสีขาวราวหิมะมีรอยยับย่น นอกจากนี้ยังมีบุรุษหน้าตาหล่อเหลาอีกหนึ่งคนจ้องมองนางตาไม่กะพริบ
ใครกัน? หลี่หลิงเฟิ่งมองหลี่เฟยหยางอย่างใคร่รู้ คำตอบที่ได้กลับมานอกจากความเงียบก็ไม่มีสิ่งใดอีก รู้สึกว่าเสียเวลาเปล่า สีหน้าเย็นชาในยามปกติเป็นที่เล่าขานกันมา หาใช่เรื่องหลอกลวงไม่
มีตัวละครตัวใหม่เพิ่มขึ้นมางั้นหรือ หึ น่าสนุก
สายตากวาดมองเหล่าคนคุ้นตาและไม่คุ้นเคย รอยยิ้มยกยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ใบหน้าหญิงสาวอบอุ่นยิ่งกว่าแสงสายันต์ที่กำลังลาลับขอบฟ้า แต่เมื่อใครเผลอสบตา ก็อดรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาไม่ได้
สามปี...
นี่ที่คือบ้านของหลี่หลิงเฟิ่ง จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
ข้ากลับมาแล้ว
หลี่หลิงเฟิ่งเปิดคัมภีร์ในมือออกอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นอักษรบรรทัดแรก รูม่านตาของนางก็หดตัว“มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า… ครึ่งหลัง?”ลมหายใจของนางถี่กระชั้น สมองว่างเปล่าอยู่หลายอึดใจ ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าเต็มๆ คลื่นยักษ์ก็ระเบิดขึ้นในใจไม่หยุดหย่อน‘ครึ่งหลัง!?’‘นี่คือครึ่งหลังจริงๆ!’หลี่หลิงเฟิ่งกรีดร้อง นางได้มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามาครึ่งหนึ่ง ฝึกจนแตกฉาน ตอนแรกคิดว่าทั้งชาติอาจหาอีกครึ่งไม่เจอ ใครจะคิดวันนี้ นางกลับพบอีกครึ่งหนึ่งในหอคัมภีร์ของตำหนักธิดาสวรรค์!หลี่หลิงเฟิ่งสูดลมหายใจลึก พยายามกดความตื่นเต้นเอาไว้ ก่อนรีบเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่าน แววตายิ่งสว่างขึ้นไม่ผิดแน่ทั้งแนวทาง กลิ่นอายของคัมภีร์ รวมถึงอักขระโบราณ ล้วนเชื่อมต่อกับครึ่งแรกอย่างสมบูรณ์แบบ จิ๊กซอว์ที่แตกหักมานาน ในที่สุดก็กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งมุมปากของหลี่หลิงเฟิ่งกระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หากมิใช่ยังมีคนรออยู่ด้านนอก นางเกรงว่าตนคงหัวเราะออกมาแล้วจริงๆนางจึงเก็บคัมภีร์ลงอย่างแนบเนียน ก่อนเริ่มเดินดูเคล็ดวิชาอื่นต่อน่าเสียดาย…แม้เคล็ดวิชาในชั้นนี้จะล้วนเป็นสมบัติสะเทือนโลก กระนั้นไม่มีวิชา
อวิ๋นหลิ่วมองเงาร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่ค่อยๆ ก้าวลึกเข้าไปในหอคัมภีร์ชั้นสูงสุด แววตาพลันซับซ้อนขึ้นหลายส่วนประตูหินโบราณปิดลง เสียงครืนต่ำหนักดังสะท้อนภายในตำหนัก ตัดขาดกลิ่นอายภายนอกโดยสมบูรณ์ภายในศาลาจึงเหลือเพียงอาจารย์และศิษย์สองคน สายลมยามราตรีพัดผ่านม่านโปร่ง เปลวตะเกียงส่ายไหว เงาของคนทั้งสองทอดยาวอยู่บนพื้นหินสีขาวผ่านไปพักใหญ่ อวิ๋นหลิ่วจึงเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยเสียงเบา“อาจารย์ เหตุใดท่านต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย” ถึงขั้นยอมเปิดหอคัมภีร์ชั้นสูงสุดให้อีกฝ่ายปุโรหิตชุดขาวเพียงยิ้มบาง ดวงตาอ่อนโยนดังสายน้ำ ทว่าเบื้องลึกกลับซ่อนความอิดโรยที่ปกปิดไม่มิด“ศิษย์เอ๋ย ตำหนักธิดาสวรรค์ในวันนี้ ไม่เหมือนวันวานแล้ว” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา คล้ายลอยมากับสายลม“เหล่าอาวุโสพวกนั้น ในหัวมีเพียงผลประโยชน์กับการช่วงชิงอำนาจ พวกเขาลืมเจตนารมณ์ดั้งเดิมของตำหนักไปหมดสิ้น”อวิ๋นหลิ่วเงียบลง รู้ดีว่าอาจารย์ไม่ได้กล่าวเกินจริงหลายปีมานี้ ภายนอกตำหนักดูสงบเยือกเย็นดุจแดนเซียน ทว่ากระแสน้
“ในยุคนั้น สำนักไร้ขอบยังคงเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งแดนไร้ขอบ”ปุโรหิตชุดขาวเอ่ยเนิบช้า น้ำเสียงเรียบเฉย หากกลับให้ความรู้สึกราวแบกกาลเวลาหลายพันปีเอาไว้เบื้องหลัง“เจ้าสำนักในเวลานั้นมีนามว่า เฮ่อจื่อชิว”เพียงชื่อเดียวหลุดออกมา หลี่หลิงเฟิ่งก็ชะงักชื่อนี้ นางเคยได้ยินมาก่อนครั้งก่อนเผชิญหน้ากับกลุ่มมือสังหาร คนพวกนั้นเคยเอ่ยถึงบุคคลผู้นี้ด้วยสีหน้าเกรงกลัวปนคลุ้มคลั่ง ตอนนั้นนางไม่รู้จัก ดูไปแล้วสงสัยมีส่วนคล้ายบิดาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกระทั่งวันนี้ ปุโรหิตทอดสายตามองออกไปไกล ราวกับมองผ่านม่านหมอกแห่งกาลเวลาอันเลือนราง“เฮ่อจื่อชิวคือผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค และก็เป็นสหายร่วมตายของข้า”ภายในศาลาเงียบลงโดยไม่รู้ตัว อวิ๋นหลิ่วก็ไม่กล้าเอ่ยแทรกแม้แต่คำเดียว“ห้าพันปีก่อน เขตจิตลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีบางสิ่งตื่นขึ้นจากส่วนลึก มันมิใช่มารทั่วไป หากแต่เป็นสิ่งโสมมจากนอกฟ้าดิน”ทันทีที่คำว่า “นอกฟ้าดิน” หลุดออกมา บรรยากาศทั้งห้องพลัน
ทั้งคู่นั่งวิหคหงส์เพลิงบินกลับหอสิบทิศ บรรยากาศหวานชื่น ส่วนหลี่หลิงเฟิ่งกลอกตาในใจ หมอนี่พอเนื้อเข้าปากแล้วไม่ยอมคายเลยนะโม่จื่อหลิงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ออกจากเมืองหลักเถอะ”หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้ว “รีบขนาดนั้น?”“อืม” เขาพยักหน้า “ข้าถอนกำลังหลักของหอสิบทิศออกไปเกือบหมดแล้ว ธุระทางนี้เสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน”หลี่หลิงเฟิ่งได้ยินแล้วก็เข้าใจ ดูเหมือนแม้แต่โม่จื่อหลิงเอง ก็ไม่คิดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำวนครั้งนี้ต่อ โม่จื่อหลิงมองนาง กล่าวด้วยรอยยิ้ม“เทพเซียนทะเลาะกัน ปุถุชนอย่างพวกเราควรหนีให้ไกลที่สุด”หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะออกมาในทันที หากคำพูดนี้ออกจากปากคนอื่น นางคงเชื่ออยู่บ้างแต่พอออกจากปากคนผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็รู้สึกว่า “ปุถุชน” ที่เขาพูดถึง ค่อนข้างไม่มีความจริงใจเท่าใดนัก โม่จื่อหลิงเห็นนางหัวเราะ มุมปากก็ยกขึ้นจางๆ เช่นกันจากนั้นจึงกล่าวต่อ“นางมารน้อย ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนแล้ว พวกเรากลับบ้านกันสักระยะดีไหม”
ยิ่งเข้าใกล้เขตกำเนิดหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ หมอกมรณะโดยรอบก็ยิ่งบางเบาลงเรื่อยๆ แต่แรงกดดันไม่ลดทอนลงเลยณ กลางท้องนภา เหล่าเฒ่าประหลาดต่อสู้กันเป็นวงกว้าง พื้นละแวกใกล้เคียงเสียหายรุนแรง“ถึงแล้ว” ธิดาเทพผละตัวจากไปโดยไม่แม้แต่กล่าวคำลาหลี่หลิงเฟิ่งสองคนถูกการต่อสู้ของยอดฝีมือดึงดูดสายตาเช่นกัน“ส่งหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์มา”“สารเลว ยังคิดหนีอีกหรือ”“ระวังตัว บุคคลลึกลับผู้นี้มิใช่คนธรรมดา”เสียงตะโกนดังระงมทั่วผืนฟ้าหลี่หลิงเฟิ่งมองบุรุษที่ถูกรุมยำแล้วถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจถึงกับเป็นเขาอีกฝ่ายแปลงโฉมไม่เหลือเค้าเดิม เนื้อด้วยนางมีถิงถิง วิชาอำพรางเหล่านี้ไร้ความหมาย มองทะลุได้หมดหลี่หลิงเฟิ่งละสายตา ถามหลี่เจี้ยน“พี่ชายท่าน ตอนนี้แข็งแกร่งระดับใดแล้ว”หลี่เจี้ยนฉงน จากนั้นความยินดีแล่นริ้วเต็มหน้า นางเอ่ยถามถึงหลี่เฟยหยาง หรือว่าในใจยังมีพวกเขาอยู่ ไม่ได้ไร้เยื่อใยอย่างที่แสดงออกสีหน้าของเขาอ่อนลงไม่น้อย “ข้าเองก็ไม่แน
เมื่อเห็นว่าเป็นเขา หลี่หลิงเฟิ่งก็เบนสายตาไปอีกทาง หมุนตัวเตรียมไปจากตรงนี้ไม่ทันจะหนี หลี่เจี้ยนขัดจังหวะขึ้นมาก่อน “น้อง...หลี่หลิงเฟิ่ง ช่วงนี้แดนศักดิ์สิทธิ์แปลกๆ ผู้ฝึกยุทธ์อยู่ๆ ก็คลั่งขึ้นมา สังหารกันเป็นผักปลา ร่วมทางกันเถอะ อย่างน้อยก็อุ่นใจกว่า”หลี่หลิงเฟิ่งมองเขาแวบหนึ่ง มองจนหลี่เจี้ยนอึดอัด แววตาเฉยเมยยากจะอ่านความคิด ผ่านไปครู่หนึ่งก็เห็นนางพยักหน้า เขาจึงถอนใจออกมา“เอาสิ” พูดจบก็เดินนำไปข้างหน้า หลี่เจี้ยนมองแผ่นหลังของนาง ก่อนตามไปเงียบๆระหว่างทางไม่มีเสียงพูดคุย บรรยากาศวังเวงอย่างประหลาด เสี่ยวจูจูและเสี่ยวไป๋มองซ้ายทีขวาที ชวนอึดอัดจนมันไม่กล้าร้องสุ่มสี่สุ่มห้าพักใหญ่ หลี่เจี้ยนเริ่มทนไม่ไหว กำมือแน่นอยู่หลายครั้ง ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “เรื่องปีนั้นในจวนหลี่ ข้า...”เปิดปากสองสามก็พูดต่อไม่ออก คำพูดมันติดอยู่ในลำคอ เขาเดิมคิดไว้มากมายคิดจะอธิบายเรื่องในอดีต อยากเล่าความรู้สึกในช่วงหลายปีมานี้ แต่พอมองหลี่หลิงเฟิ่งแล้วก็ได้แต่หุบปากคำพูดนับพันรวมไว้เพีย
ครืดดโลหิตสีดำกระเซ็นกระจาย แต่หาได้ล้มตาย กลับส่งเสียงกู่ร้องโหยหวนดังก้องไปทั้งรัง ราวกับเสียงกรีดร้องของสิ่งมีชีวิตนับร้อยที่ถูกพันธนาการรวมกันแรงสะบัดจากร่างมหึมา ทำเอาหลี่หลิงเฟิ่งปลิวกระแทกผนังหิน เลือดพุ่งออกจากริมฝีปาก นางไอออกมาอย่างรุนแรง ฟื้นคืนชีพ? ไม่ถูก“นี่หรือ…คือสิ่งที่เรียกว่าผ
ท้องฟ้าสีครามสดใส แสงแดดทอดลงมาต้องกระเบื้องหลังคาร้านค้าจนเป็นประกายระยิบระยับ เสียงเจรจาซื้อขายดังอื้ออึงไปทั่วบริเวณ ตลาดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของการค้าขายในดินแดนไร้ขอบ ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ไปมา ทั้งพ่อค้า แม่ค้า นักเดินทาง และเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่แวะเวียนมาหาซื้อสมุนไพรหรืออาวุธหลี่หลิงเฟิ่งเดิ
ฮูหยินถังสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจ นางตวัดสายตามองอย่างมุ่งร้าย บังอาจไม่เห็นพวกนางอยู่ในสายตา สมควรตายไปเสียให้หมด "สนทนาธรรมดารึ ดูเหมือนจะมีบางคนที่ล่วงเกินลูกสาวข้าแล้วกลับมองว่าเป็นเรื่องปกติ พวกเจ้าเห็นตระกูลถังของข้าเป็นสวนหน้าบ้านของพวกเจ้าเช่นนั้นรึ"หลี่หลิงเฟิ่งเพียงยิ้มบางเบา ท่าทา
หลังจากหลี่หลิงเฟิ่งออกเดินทางพร้อมกับโม่จื่อหลิงและกองทัพแมวรัติกาลทั้งห้าสิบคน ทิ้งไว้เพียงเสียงลมพัดผ่านเมืองหลวงที่ยังคงเต็มไปด้วยบรรยากาศตึงเครียดพวกอาหลงยืนมองตามเงาหลังของนางเอกที่ลับไปไกล ดวงตาคมดุดันฉายแววแน่วแน่ แม้สีหน้าจะดูสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับคลาคล่ำด้วยความกังวล“อาหลง พวกเราจะไม่ตา







