Home / รักโบราณ / ชายาอสรพิษ / กลับสู่จุดเริ่มต้น 4

Share

กลับสู่จุดเริ่มต้น 4

last update publish date: 2024-12-25 19:25:53

เนื่องจากในวังมีการเลื่อนวันเข้าเฝ้า จากกำหนดเดิมคือสิบห้าวันหลังเสร็จพิธีปักปิ่นของนาง ไม่รู้เพราะเหตุอันใดจึงร่นระยะเวลาให้เหลือเพียงสามวัน

เป็นเหตุให้พวกนางต้องเร่งกลับบ้านทันทีเพื่อเข้าร่วมงานปักปิ่นที่จะจัดขึ้นก่อนกำหนดสิบห้าวัน หากว่ากันตามจริงแล้ว ถ้านางไม่ได้รับความสำคัญในครั้งนี้ขึ้นมา หลี่หลิงเฟิ่งไม่ถูกจัดให้เข้าร่วมและเป็นหนึ่งในตัวเอกของงานแน่นอน ไม่รู้ว่าตอนนี้คนพวกนั้นจะเคียดแค้นใจมากแค่ไหนที่ต้องแบ่งพื้นที่ในจวนแก่น้องห้าอย่างนางได้ใช้สอย

“พร้อมหรือยัง”

“เจ้าค่ะ”

หลี่เฟยหยางลูบหัวนาง “ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก” หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มรับ ผงกศีรษะน้อยๆ ก่อนก้าวขึ้นไปนั่งในรถม้าที่จัดเตรียมไว้

ใครบอกว่านางกลัวกัน นางเฝ้ารอให้วันนี้มาถึงที่สุดต่างหาก

ด้านนอกมีหลี่เฟยหยางกับหวังซีควบม้าขนาบข้างซ้ายขวา เสี่ยวเฉินคอยกุมบังเหียนขับเคลื่อนรถม้า ส่วนนางผู้ที่สบายสุด กึ่งนั่งกึ่งนอนเอกเขนกอยู่ในรถม้า ฟังเรื่องเล่าขบขันจากสาวใช้ตัวน้อยของคนในเมืองหลี่ไปพลาง มือหยิบขนมที่เสี่ยวเซียงเตรียมไว้เข้าปากไปพลาง ส่วนหูซานกับหวังข่ายนั้นจะติดตามมาทีหลัง จำต้องจัดการลู่ทางโรงหมอที่นั่นสักพักใหญ่

ขาดก็แต่อู๋เหยียนที่หายไปตั้งแต่วันนั้น หลี่หลิงเฟิ่งเคยถามหลี่เฟยหยางครั้งหนึ่ง คำตอบที่ได้มีแค่สามพยางค์ ‘ทำธุระ’ ถ้าจะตอบแบบนี้อย่าตอบเลยยังจะดีกว่า

นางแอบลงความเห็นในใจตนเองเงียบๆ ว่าจะโดดเดี่ยวหลี่เฟยหยาง

จนแล้วจนรอด หญิงสาวก็ลืมความคิดแรกเริ่มไปเสียสนิท เมื่อหลี่เฟยหยางมักชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ ร้องขอกินขนมบ้าง ดื่มน้ำแก้กระหายบ้าง สีหน้าเบิกบานตลอดทาง ทั้งยังพูดจาเอาอกเอาใจจนนางลืมไปแล้วว่าจะโกรธเขาให้นานหน่อย

ส่วนหวังซี ถึงหน้าตาจะพอนับได้ว่ามีเค้าความหล่อ นอกจากจะเงียบเป็นชีวิตจิตใจแล้ว ยังชอบตีหน้าเบื่อโลกเหลือแสนทั้งวัน พาลเอานางหมดอารมณ์จะสนทนาด้วย

ระยะทางจากเขตชายแดนไม่ไกลมากนัก เพียงนั่งรถม้ามาอย่างสบายๆ ถึงประตูเมืองเย็นวันที่สิบพอดี ตลอดเวลาที่เดินทางนับว่าเป็นช่วงผ่อนคลายที่สุดตั้งแต่นางมาเยือนบนโลกใบนี้ ทัศนียภาพที่แปลกตา เปลี่ยนแปลงตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นป่าเขา น้ำตก แหล่งที่อยู่อาศัย ผู้คนสัญจร รวมไปถึงหน้าตาหล่อเหลาของสองหนุ่มที่หมั่นเยี่ยมหน้ามาให้เห็นข้างหน้าต่างคลายความเหงา ไม่ว่าจะมองในแง่มุมใด จิตใจของหลี่หลิงเฟิ่งในช่วงไม่กี่วันมานี้เหมือนได้เติมพลังจนล้นปรี่

ครั้งที่ถูกขับไล่ออกจากจวน ก็เป็นกลางดึกคืนเดือนมืด ทั้งนางยังป่วยติดเตียงราวคนใกล้ตาย จึงไม่มีโอกาสได้ชมวิวทิวทัศน์ข้างทางเลยสักนิด ครั้งนี้ถือว่านางดูเกินคุ้มแล้ว

ยิ่งเข้าใกล้ตัวเมืองหลี่มากเท่าไหร่ เส้นทางสัญจรยิ่งแน่นขนัดจนบางช่วงถึงขั้นแออัดกันเลยทีเดียว หลี่หลิงเฟิ่งรู้มาว่าเมืองหลี่คล้ายกับเมืองของพ่อค้าวาณิชในปัจจุบัน หากแต่ก็ขาดเพียงการค้าทางเรือ เมืองหลี่ตั้งอยู่บนตีนเขา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของต้นกำเนิดหินแร่ เปรียบได้ว่าก่อนจะมาเป็นหินแร่นั้น ต้องงมหาเอาจากก้อนหินหน้าตาอัปลักษณ์ทั้งหลาย ถ้าโชคดีก็กะเทาะออกมาเจอหินแร่ แต่สัดส่วนที่จะเจอหินแร่นั้นมีน้อยยิ่งกว่าน้อย เมืองนี้จึงเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ แหล่งพลังงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด

พ่อค้าแต่ละหัวมุมเมืองหรือแม้แต่แคว้นใกล้เคียงก็นิยมมาซื้อขายต้นกำเนิดหินแร่กันที่นี่ ทั้งหมดถูกส่งออกจากเมืองแห่งนี้เสียส่วนใหญ่ เรียกได้ว่าเป็นตลาดค้าขายหินแร่ขนาดใหญ่ที่สุดในแว่นแคว้น ต้นกำเนิดหินแร่ที่มาจากเมืองหลี่จะมีราคาสูงกว่าที่อื่นเป็นเท่าตัว กลายเป็นค่านิยมของทุกผู้ทุกคนไปแล้ว หินที่ดีต้องเป็นหินจากเมืองหลี่เท่านั้น

ในเมืองแห่งนี้นอกจากอาชีพพ่อค้า ยังมีหนึ่งอาชีพที่ได้รับการกล่าวขานเป็นอย่างมาก นั่นก็คือนักคว้าจับ เป็นอาชีพของผู้เชี่ยวชาญด้านการดูหินแร่ หากท่านใดมีชื่อเสียงโด่งดัง อาจได้รับโอกาสเชิญให้ไปเป็นแขกผู้มีเกียรติในตระกูลใหญ่ ถึงแม้ฐานะไม่อาจเทียบเท่าผู้หลอมโอสถทั่วไป ทว่าความสำคัญที่ได้รับไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน

ทหารยามเฝ้าประตูเมืองเห็นรถม้าของจวนเจ้าเมืองก็ปล่อยผ่านไปอย่างนอบน้อม ไม่ต้องรอตรวจเหมือนขบวนรถม้าคันอื่นๆ เมื่อเข้าเมืองหลี่ เสียงจอแจดังทั่วท้องถนน แยกไม่ออกว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร อยู่ชนบทมา

หลายปี นานแล้วที่ไม่ได้เห็นความคึกคักจอแจที่คุ้นเคยอย่างนี้ หญิงสาวเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้น ชื่นชมรอบด้านอย่างตื่นตาตื่นใจตลอดทาง

“น้องสาว ถึงหน้าจวนของเราแล้ว” เสียงอ่อนโยนดังขึ้นด้านหน้าเมื่อรถม้าหยุดลง หลี่หลิงเฟิ่งก้าวออกมายืนนอกรถม้าพลันเห็นหลี่เฟยหยางยืนยิ้มละไม มือหนายื่นมาเบื้องหน้ารอรับนางอยู่ก่อนแล้ว

หวังซีเมื่อเห็นว่าหลี่หลิงเฟิ่งกลับถึงจวนอย่างปลอดภัยจึงขอแยกตัวไปอีกทาง หญิงสาวไม่ได้พูดอันใดมากนักเพียงกล่าวขอบคุณและผงกหัวเป็นเชิงรับรู้

คิดถึงครั้งที่ลืมตาดูโลกใบใหม่ครั้งแรก จากนั้นถูกตราหน้าว่าฆ่ามารดาตนเองจนต้องเนรเทศนางไปอยู่ในชนบท ถูกผู้คนลืมเลือน ใช้ชีวิตอยากยากลำบากจนเกือบตายมาหลายต่อหลายครั้ง

หวนคืนครั้งนี้...นางจะจัดการใครก่อนดี

หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น ลมอ่อนๆ โชยมาปะทะใบหน้างดงาม มือเรียวสวยวางลงบนฝ่ามือใหญ่ กระชับเข้าหากันแน่น ชายหนุ่มออกแรงดึงรั้งหญิงสาว มือข้างที่ว่างโอบเอวแผ่วเบา ส่งหลี่หลิงเฟิ่งลงสู่พื้นอย่างนุ่มนวล

ตั้งแต่ต้นจนจบรอยยิ้มน้อยๆ ที่ประดับตรงมุมปากหลี่หลิงเฟิ่งไม่เคยจางหายไปเลยแม้แต่น้อย ช่างสวนทางกับแววตาเยือกเย็นขึ้นทุกขณะที่ย่างก้าวเข้าสู่ประตูจวน เสี่ยวเซียงที่กระโดดโลดเต้นดีใจ รับรู้อารมณ์ผิดปกติของผู้เป็นนายพลันหยุดชะงัก สีหน้าของคุณหนูไม่มีสักเสี้ยวความปีติยินดี ออกจะ...ชวนขนหัวลุก แทรกลึกเข้าสู่ทุกอณูรูขุมขน

เพื่อนบ้านละแวกข้างๆ ต่างพากันออกมารอพบหน้าตัวไร้ค่าผู้มากวาสนาเป็นถึงคู่หมั้นคู่หมายองค์ชายรอง เมื่อได้ยลโฉมนางก็อึ้งงัน พลอยให้เสียงอื้ออึงดังขึ้นรอบด้านไม่หยุด

“ไหนว่าคุณหนูห้าตัวไร้ค่าแห่งตระกูลหลี่เป็นหญิงอัปลักษณ์อย่างไรเล่า ไฉนหน้าตาถึงงดงามราวนางฟ้านางสวรรค์ก็ไม่ปาน”

“นั่นสิ ใครมันปล่อยข่าวลือทำลายชื่อเสียงสาวงามเยี่ยงนี้” บุรุษกลุ่มหนึ่งมองหลี่หลิงเฟิ่งอย่างเคลิบเคลิ้ม ตกอยู่ในภวังค์ไม่อาจคืนสติ

“งดงามแล้วอย่างไร” สตรีนางหนึ่งพูดขึ้นบ้าง น้ำเสียงอิจฉาริษยาดังขึ้น “นางก็เป็นตัวไร้ค่าอยู่ดี”

“แค่หน้าตาจะทำอันใดได้ นางก็เป็นสวะไม่มีพลังยุทธ์อยู่ดี เสียดายใบหน้าสะสวยนั่นโดยแท้”

“ต่อให้นางเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีพลังยุทธ์แล้วอย่างไร แค่ได้มองหน้านางทุกคืนวัน ข้าก็พึงใจยิ่งแล้ว”

“เจ้าพึงใจ แต่คุณสมบัติแค่นี้จะพอให้ครองตำแหน่งพระชายารึ” สตรีที่ยืนอยู่ข้างๆ ยิ้มเยาะ “นางมีปัญญาเป็นภรรยาเจ้า แต่นางไม่ดีพอจะเป็นพระชายา”

เสียงโต้แย้งยังดังขึ้นไม่ขาดสาย ส่งผลให้ถนนสายนั้นทั้งสายเนืองแน่นไปด้วยผู้คนและเสียงทะเลาะเบาะแว้งกัน หลี่หลิงเฟิ่งตัวต้นเหตุไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง หงุดหงิดใจกับเรื่องที่นางไม่เคยต้องการ

นางเคยพูดหรือว่าอยากได้ตำแหน่งพระชายาเฮงซวยนี่ ใครอยากเป็นก็เป็นไปสิ นางหาได้สนใจไม่

สิ่งที่นางเกลียดรองลงมาจากการเรืองอำนาจของคนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็คือเรื่องคลุมถุงชนนี่แหละ ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้นกับนางจริงๆ

หลี่หลิงเฟิ่งคนก่อนคิดอย่างไรไม่อาจทราบได้ แต่หลี่หลิงเฟิ่งคนนี้ไม่ยินยอมพร้อมใจ ใครก็บังคับไม่ได้!

ขณะที่ความหงุดหงิดพุ่งสูงไร้ที่ระบายอยู่นั้น แรงบีบเบาๆ บนมือข้างซ้ายช่วยปลอบประโลมจิตใจนาง หญิงสาวเหลือบมองชายหนุ่มข้างกายแวบหนึ่ง ใบหน้ายังคงเย็นชาเหมือนเช่นที่เจอกันครั้งแรก มองตามทางข้างหน้าอย่างเฉยเมย หลี่หลิงเฟิ่งเม้มปากแน่น ไม่ฟังคำพูดเหล่านั้นอีกต่อไป เดินตามหลี่เฟยหยางเข้าจวนด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก

“คุณชายใหญ่และคุณหนูห้ากลับมาแล้ว!” ข้ารับใช้คนหนึ่งยืนเฝ้าประตูร้องตะโกนเสียงดัง ตามธรรมเนียมของจวนตระกูลใหญ่ หลี่หลิงเฟิ่งเพ่งมองเข้าไปข้างในจากที่ไกลๆ สังเกตเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนรอต้อนรับพวกนางอยู่ 

หลี่หลิงเฟิ่งหันไปกระซิบกระซาบบอกเสี่ยวเซียง “พวกเจ้าสองคนเอาของไปเก็บที่เรือนก่อน ดูแลห้องหับให้เรียบร้อย แล้วรอจนกว่าข้าจะกลับไป”

ทั้งสองพยักหน้าอย่างว่าง่าย ช่วยกันหอบสัมภาระจำเป็นที่นำกลับมาด้วยแยกตัวออกไปยังเรือนด้านหลัง ส่วนนางเดินขนาบข้างเคียงคู่หลี่เฟยหยางไปหากลุ่มคนด้านหน้าเรือนใหญ่

ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ ความทรงจำเมื่อครั้งนั้นยิ่งชัดเจน ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุด เป็นจุดเด่นของคนกลุ่มนี้ก็คือนายหญิงแห่งจวนเจ้าเมืองหลี่ ผู้เรืองอำนาจมากที่สุดรองจากเจ้าเมืองหลี่ผู้เป็นสามี นอกจากนี้ยังมีหญิงสาวหน้าตาสะสวยนางหนึ่ง อายุอานามมากกว่านางปีสองปีส่งยิ้มอ่อนๆ เปี่ยมด้วยมารยาทส่งมาให้ ถัดมายังมีอีกหนึ่งหญิงสาวหน้าตางดงามสะดุดตา ราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดสีหน้าราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกใด แต่เมื่อสังเกตดีๆ จะพบว่าชายแขนเสื้อสีขาวราวหิมะมีรอยยับย่น นอกจากนี้ยังมีบุรุษหน้าตาหล่อเหลาอีกหนึ่งคนจ้องมองนางตาไม่กะพริบ

ใครกัน? หลี่หลิงเฟิ่งมองหลี่เฟยหยางอย่างใคร่รู้ คำตอบที่ได้กลับมานอกจากความเงียบก็ไม่มีสิ่งใดอีก รู้สึกว่าเสียเวลาเปล่า สีหน้าเย็นชาในยามปกติเป็นที่เล่าขานกันมา หาใช่เรื่องหลอกลวงไม่

มีตัวละครตัวใหม่เพิ่มขึ้นมางั้นหรือ หึ น่าสนุก

สายตากวาดมองเหล่าคนคุ้นตาและไม่คุ้นเคย รอยยิ้มยกยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ใบหน้าหญิงสาวอบอุ่นยิ่งกว่าแสงสายันต์ที่กำลังลาลับขอบฟ้า แต่เมื่อใครเผลอสบตา ก็อดรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาไม่ได้

สามปี...

นี่ที่คือบ้านของหลี่หลิงเฟิ่ง จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

ข้ากลับมาแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ชายาอสรพิษ   กาลเวลา

    ข่าวการล่มสลายของค่ายโจรหมื่นโลหิตแพร่สะพัดไปทั่วทุกเขตแดน ผู้คนพูดถึงความยิ่งใหญ่ของสิบราชันย์ กล่าวขานถึงการเสียสละของตระกูลใหญ่ สาปแช่งวิถีมารในหุบเขาหยกขาว หลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา เป่ยเฉินหลงรายงานผ่านป้ายคำสั่งทองคำตามเคย ค้นทั่วค่ายไม่พบเบาะแสของหัวหน้าใหญ่ บัญชีรายชื่อทั้งหมดจบที่หัวหน้าสาม“เหมือนเงา” เป่ยเฉินหลงสรุปก่อนตัดการเชื่อมต่อหลี่หลิงเฟิ่งคิดตามเงา… ย่อมต้องมีเจ้าของหัวหน้าสามระดับนั้น นักวางค่ายกลขั้นปราชญ์ ราชันย์วิถีมารที่ผสานค่ายกลกับพลังยุทธ์ได้อย่างแนบเนียนหากไม่มีใครหนุนหลัง ทรัพยากรจะมาจากที่ใด ความรู้ต้องห้ามจะถ่ายทอดจากผู้ใด ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่อาจเติบโตลำพังในถิ่นทุรกันดารสายตานางเย็นลงเล็กน้อย “ตระกูลชิง…”ชื่อหนึ่งผุดขึ้นในใจ ไม่มีหลักฐาน เอาผิดไม่ได้ บอกผู้อื่นยิ่งไม่ได้ หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกอึดอัดมากตระกูลชิงเงียบสูญเสียครั้งใหญ่ แต่กลับไม่เคลื่อนไหว น่ากลัวเสียจริงหลี่หลิงเฟิ่งทอดถอนใจ ไร้หลักฐานก็คือไร้หลักฐานการกล่าวหาโดยไม่มีน้ำหนักมีแต่จะเปิดช่องให้ตนเองตกเป็นเป้าอีกอย่างเรื่องนี้ห่างไกลจากตัวนาง อย่างน้อยก็ในตอนนี้อีกด้านหน

  • ชายาอสรพิษ   สิ้นแล้วค่ายโจร

    ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม ลานหินกลางค่ายโจรกลายเป็นซากปรักหักพัง พื้นดินแตกร้าวเป็นใยแมงมุม หลุมลึกนับสิบจั้งกระจายทั่วบริเวณ อักขระสีดำและสีทองยังคงสลับส่องแสงปะทะกันไม่หยุดศึกยังไม่ตัดสินแพ้ชนะยอดราชันย์สิบคนผลัดกันโจมตีไม่หยุดตลอดหลายวันหลายคืน แม้มีผู้บาดเจ็บล้มลงบ้าง แต่ก็มีคนเข้ามาแทนที่ทันที ราวกับคลื่นซัดใส่โขดหินไม่ขาดสายทว่าโขดหินก้อนนั้นเริ่มมีรอยร้าวแล้วหัวหน้าสามแห่งหมื่นโลหิตยืนอยู่กลางแกนค่ายกล เสื้อคลุมดำขาดวิ่น แขนข้างหนึ่งยังคงมีรอยแผลกรีด โลหิตซึมไม่หยุด ใบหน้าซูบตอบลงเล็กน้อยแม้พลังยุทธ์ของเขาจะยังพลุ่งพล่าน แต่แววตาลึกโหลนั้นฉายแววอ่อนล้าหนึ่งคนสู้กับสิบคนต่อให้เป็นราชันย์ก็ใช่ว่าจะไม่สิ้นเปลือง“มันเริ่มไม่ไหวแล้ว” ผู้นำตระกูลไป๋ตะโกน โอกาสมาถึงแล้ว เส้นพลังสีฟ้าฟาดใส่กระแทกกำแพงค่ายกลจนสั่นสะเทือนตูม!อักขระสีดำด้านหนึ่งแตกกระจายเป็นผงหัวหน้าสามแค่นหัวเราะ แม้เสียงแหบพร่า “คิดว่าข้าล้าแล้วหรือ?”เขายกมือขึ้นอีกครั้ง วิญญาณเร่ร่อนที่เหลืออยู่พุ่งกรูออกมา แต่เหล่าราชันย์เตรียมตัวไว้แล้ว สมบัติอาคมหลายชิ้นส่องประกายพร้อมกัน ผนึกพลังวิญญาณให้กระจายหายไปในอากา

  • ชายาอสรพิษ   เริ่มบุก

    ภายนอกเป็นเวลากว่าห้าเดือนหลี่หลิงเฟิ่งสามารถรวมพลังจิตและเนตรลักษณ์เข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้สอดส่องได้ไกลถึงหน้าตีนเขาเขตจิตลวง ที่น่ายินดีนางเจอผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราชน์หลายคนแต่ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของนางได้เลย วิชาเนตรลักษณ์สมกับเป็นหนึ่งในคัมภีร์สวรรค์ระยะนี้ป้ายคำสั่งทองคำสั่นบ่อยครั้งจนนางแทบไม่มีสมาธิฝึกฝน ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางเก็บพลังจิตกลับมา ตอบรับเป่ยเฉินหลง“คำแนะนำของท่านได้ผลจริงๆ พวกเราแก้ค่ายกลชั้นนอกได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะทำลายจนหมด”ตลอดหลายเดือนเป่ยเฉินหลงหมั่นติดต่อมาหานาง แทบทุกครั้งมักจะพ่วงผู้อาวุโสเป่ยเหยียนมาด้วย ต้องบอกว่าพรสวรรค์เรื่องค่ายกลของเป่ยเหยียนไม่ธรรมดา นางเพียงชี้แนะนิดหน่อยเขาก็ขยายความต่อได้ทันที หลี่หลิงเฟิ่งแนะนำเหมือนอย่างเคยก่อนตัดการติดต่อจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่แปด ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดจึงพังทลายลงด้วยการรวมพลังถล่มแกนกลางตามจุดอ่อนที่หลี่หลิงเฟิ่งระบุไว้หญิงสาวไม่คิดเลยว่าค่ายกลพวกนั้นที่นางเขียนขึ้นมาลวกๆ ทำให้เหล่ายอดฝีมือค่ายกลรับมือยากขนาดนี้ นางเป็นแค่มือสมัครเล่นเองนะ ไฉนถึงก่อคลื่นลมมากมายขนาดนี้กันเล่าหลี่หลิงเฟิ่งอยากจะร้อง

  • ชายาอสรพิษ   วิชาเนตรลักษณ์

    หลังทดลองกับมังกรดินแล้วล้มเหลว หลี่หลิงเฟิ่งละเหี่ยใจ ความเข้าใจในอาคมควบคุมของนางมิได้ผิดพลาด ค่ายกลก็ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ระดับพลัง…สิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้โครงสร้างถูกต้อง หากพลังไม่ถึงก็ย่อมควบคุมไม่ได้“เช่นนั้นก็ลดระดับเป้าหมายลง”สายตานางทอดไปยังหุ่นเชิดเดิมทีหุ่นเชิดต้องฝังผลึกวิญญาณเลือดเพื่อให้เกิดพลังวิญญาณเป็นแก่นขับเคลื่อนนางมีผลึกชนิดนั้นเพียงชิ้นเดียว ใส่ให้อีกตัวไปแล้วหากต้องพึ่งพาจึงจะควบคุมได้ก็ไม่ต่างจากพึ่งพาวัตถุภายนอก อีกอย่างผนึกนั่นหาง่ายเสียที่ไหน‘หากข้าใช้อาคมควบคุมเป็นตัวกำกับ ใช้ค่ายกลวิญญาณเป็นตัวดึงพลังงานจากมิติมายามาทดแทนผลึกเหล่านั้นล่ะ?’นางตัดสินใจทดลอง นำหุ่นเชิดเหล็กสองตัวออกมา เริ่มวาดอักขระกลางอากาศครั้งนี้นางไม่สร้างวิญญาณให้มัน แต่สร้างโครงสร้างรองรับคำสั่งแทนค่ายกลดูดวิญญาณถูกวาดลงอย่างประณีตแทนที่แก่นพลังเดิม จากนั้นอาคมควบคุมซ้อนทับลงไป เชื่อมตรงเข้าสู่พลังจิตของนางอักขระสุดท้ายส่องประกาย หุ่นเชิดสั่นไหวเล็กน้อย ยกแขนยกขา หมุนคอ ก้าวเดิน มันก็หยุดคิดอีกครั้ง มันคุกเข่า ง่ายดายอย่างน่าประหลาด“หรือแท้จริงแล้วการควบ

  • ชายาอสรพิษ   รู้จักใช้อาคม

    หลี่หลิงเฟิ่งยังคงจมดิ่งอยู่กับการถอดรหัสอักขระโบราณบนแผ่นโลหะเขียว ความเงียบงันรอบกายขับเน้นให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในใจของนางเฉียบคมยิ่งขึ้น นางเริ่มตระหนักมหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามิใช่การสร้างวิถีใหม่ที่แปลกแยก ทว่ามันคือการเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาทั้งปวงบนโลกที่นางอาศัยอยู่ หากนางเข้าใจหลักการของมันอย่างถ่องแท้ นางย่อมสามารถนำไปต่อยอดและแตกแขนงวิชาพื้นฐานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้หลายแขนงยิ่งศึกษายิ่งลึกล้ำทุกวันนี้ นอกจากนางจะเคี่ยวกรำฝึกฝนวิชาตามตำราที่ได้รับมาอย่างหนักแล้ว ในใจของนางยังเริ่มก่อเกิดความต้องการที่จะรังสรรค์วิชาเฉพาะตัวของตนเองขึ้นมา นางต้องการสร้างกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เอาไว้ใช้สร้างความประหลาดใจสยบศัตรูในอนาคตแต่ยากตรงที่วิชาทั่วไปสอนให้จำ สอนให้ทำตาม สอนให้เดินตามรอยเท้าคนก่อนหน้า แต่เจ้ากลับสอนให้ข้ารื้อทุกอย่างออกมาทั้งโครงสร้างพลัง เส้นทางไหลเวียน เจตจำนงท่วงท่าเมื่อมองทะลุถึงระดับนั้น วิชาหนึ่งย่อมปรับใช้กับอีกวิชาหนึ่งได้“ในเมื่อข้าเข้าใจแก่นแท้ เหตุใดต้องเดินตามผู้อื่นเพียงอย่างเดียว”ดวงตาของหลี่หลิงเฟิ่งเข้มขึ้น นางเริ่มจากสิ่งที่ถนัดที่สุดพลังธาตุ

  • ชายาอสรพิษ   จัดเปลี่ยนของวิถียุทธ์

    กองทัพตระกูลใหญ่มีหัวหอกเป็นตระกูลเป่ย พวกเขาไม่บุกในทันที เลือกปักหลักอยู่รอบบริเวณนอกค่ายโจร การเตรียมการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน เชิญปรมาจารย์ค่ายกลขั้นปราชญ์ออกจากการเก็บตัว ระดมกำลังจากพันธมิตรสองตระกูล รวบรวมยอดฝีมือเหนือขั้นนภาหลายคนสายข่าวแทรกซึมตามแนวเขตอันตราย ส่งข้อมูลตำแหน่งลาดตระเวน จำนวนเวรยาม ช่วงเวลาที่ค่ายกลเปิดปิด ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังหุบเขาหยกขาวด้วยเช่นกัน หลี่หลิงเฟิ่งนั่งอ่านยันต์สื่อสารทีละแผ่นอย่างออกอรรถรสและแล้วเช้าวันหนึ่ง ป้ายคำสั่งทองคำสั่นขึ้นมา เสียงเป่ยเฉินหลงลอดออกมา“ค่ายกลแก้ยากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย แต่ควบคุมได้”พอหลี่หลิงเฟิ่งได้ฟังก็ยกยิ้ม แอบชื่นชมเหล่านักวางค่ายกลอยู่ในใจ สมกับเป็นแผ่นดินใหญ่ คนเก่งกาจมีเยอะจริง ๆ ตัวนางเอกก็ไม่อาจหย่อนยานฝึกฝน ทั้งสองพูดคุยกันสักก่อนจะตัดการติดต่อไปวันเดียวกันยันต์สื่อสารสว่างขึ้นกลางดึก“ค่ายกลซับซ้อนกว่าที่คิด มีชั้นซ้อนหลายระดับ ทุกครั้งที่แก้สำเร็จส่วนหนึ่ง จะกระตุ้นกลไกโจมตีอัตโนมัติ คาดว่าคงใช้ต้องเวลาอีกหลายวันถึงจะทำลายได้”หลี่หลิงเฟิ่งอ่านเงียบ ๆ สีหน้าแปลกประหลาดยิ่ง เมื่อเช้าเป่ยเฉินหลง

  • ชายาอสรพิษ   พลิกผันร้อยแปด 2

    “หึ คิดว่าแค่นี้จะขู่พวกข้าได้อย่างนั้นรึ โชคไม่ดีที่พวกเจ้าเลือกมาคืนนี้ จงทิ้งชีวิตไว้ที่นี่เสียเถอะ” ชายชุดดำทั้งห้าหน้าตาถมึงทึง ไม่ลังเลอีก บุกโจมตีอย่างดุดัน ทว่า สะเปะสะปะจับตำแหน่งทั้งสามคนไม่ได้ ทำให้พวกหลี่หลิงเฟิ่งหลบการปะทะครั้งนี้ได้อย่างง่ายดายหลี่เจี้ยนสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาหลายส่ว

    last updateLast Updated : 2026-03-17
  • ชายาอสรพิษ   พลิกผันร้อยแปด 4

    เสียงก้อนหินถล่มดังสนั่นทุกคนเกิดความงงงวย สายตาทุกคู่มองไปยังทิศทางของเสียงเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้สถานการณ์กลับตาลปัตรเช่นนี้มีเพียงหลี่หลิงเฟิ่งที่รู้เหตุการณ์ทุกอย่าง หากนางไม่ช่วงชิงโอกาสที่ศัตรูไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเป็นช่องโหว่ในการหลบหนี สุดท้ายพวกนางทั้งสามต้องสังเวยชีวิตตนเองจริงๆ แน่ทั

    last updateLast Updated : 2026-03-17
  • ชายาอสรพิษ   ช้าไปแล้ว 2

    จ้าวหมิงเฉียนรุดหน้ามาจากทางหนึ่ง พบว่าทั้งสามคนกำลังนั่งพักผ่อนอย่างสบายใจ ความโกรธแค้นยิ่งทวีสูงขึ้นเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะกับนางเด็กปีศาจนั่น ทำกับเขาไว้แสบจริงๆ ไม่เพียงโกหกหลอกลวง ยังทำให้แมงมุมระฆังเงินสัตว์อสูรที่กำลังจะเลื่อนขั้นตามติดเขาไปทั่วทั้งเหมือง จะไม่ให้เขาโกรธเกลียดนางมากได้อย่างไรกั

    last updateLast Updated : 2026-03-17
  • ชายาอสรพิษ   ล่อเสือออกจากถ้ำ 1

    ปัง!เสียงพลังอันมหาศาลดังก้องกังวานสะท้อนไม่มีที่สิ้นสุด เหล่าพื้นดิน ก้อนหิน ผนังถ้ำ พร้อมใจกันสั่นสะเทือน บ้างแตกออกเป็นเสี่ยงๆ บ้างทลายลงมาโดยไม่หยุดยั้ง ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยฝุ่นดินที่ฟุ้งตลบกลบพวกเขาจนไม่อาจมองเห็นเหตุการณ์ภายในได้อย่างชัดแจ้งท่ามกลางความมืดสลัวบวกกับฝุ่นดินที่ฟุ้งกระจาย ปราก

    last updateLast Updated : 2026-03-17
More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status